เข้าสู่ระบบรั่วซีเลือกกิ่งไม้ที่พอจะรับน้ำหนักของนางและน้องชายได้ จากนั้นก็ใช้ผ้าคาดเอวของตนเองผูกร่างของนางและน้องชายเอาไว้กับลำต้นไม้ เพื่อไม่ให้ร่างตกลงไปข้างล่าง
“ท่านเองก็ทำด้วย เผื่อจะเผลอหลับจะได้ไม่ตกลงไป”
“ดะ ได้” เขาเองก็แปลกใจไม่น้อยที่น้องสาวดูจะเฉลียวฉลาดขึ้น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลามาสนใจตรวจสอบความฉลาดของน้องสาว
รั่วซีต้องกระซิบปลอบเด็กน้อยที่เสียขวัญจนเกือบจะร้องไห้ออกมาไม่ให้ส่งเสียง ไม่นานความเจ็บปวดที่หัวก็ทำให้นางเกือบจะเป็นฝ่ายร้องโวยวายขึ้นมาเสียเอง
นางต้องกัดฟันแน่น เพื่อข่มความเจ็บปวดเอาไว้ พี่ชายที่อยู่กิ่งไม้ข้างๆ เหมือนจะสัมผัสได้ว่าเกิดความผิดปกติขึ้นกับน้องสาว “ซีซี” เขาร้องเรียกเบาๆ
“ยะ อย่าส่งเสียง” เขาคงได้ยินเสียงฝีเท้าด้านล่างเช่นเดียวกับรั่วซีถึงได้เงียบเสียงลงทันที แล้วจับตามองว่าเกิดอันใดขึ้น
ความเจ็บปวดที่รั่วซีได้รับดูเหมือนจะเพิ่มความทรมานขึ้นเรื่อยๆ ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ปรากฏให้นางได้เห็น มันคือความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ที่ช่วยให้นางได้รู้ถึงสถานที่ที่นางอยู่ และความเป็นมาทั้งหมด
จินฮุ่ย ผู้เป็นบิดา เดิมเป็นบัณฑิตยากจนที่สอบผ่านซิ่วไฉแล้ว แต่ไม่อาจสอบผ่านจวี่เหรินได้ จึงมาเป็นอาจารย์สอนเด็กๆ ในหมู่บ้าน ถึงได้มาพบรักกับ จางลี่อิน มารดาเจ้าของร่าง ที่เป็นคุณหนูตกยาก ย้ายมาจากเมืองหลวงทั้งตระกูล
จินตงชุน พี่ชายคนโตวัยสิบหกหนาว จินรั่วซี เจ้าของร่างวัยสิบสี่หนาว จินตงเฉิงน้องชายคนเล็กวัยห้าหนาว สามพี่น้องเหลือกันเพียงเท่านี้ เมื่อครอบครัวทั้งหมดตกตายไปพร้อมกับค่ำคืนที่โหดร้าย
เมืองที่นางอยู่ในตอนนี้คือเมืองหย่งเป่ย อยู่ห่างจากชายแดนเหนือถึงสามหัวเมือง ทหารแคว้นต้าเยี่ยบุกมาได้ไกลเพียงนี้ เท่ากับว่าสามหัวเมืองที่เหลือล้วนถูกยึดไปเรียบร้อยแล้ว
รั่วซี ก้มลงมองเด็กน้อยจินตงเฉิงที่กอดรัดเอวของนางเอาไว้แน่น ใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาของเขาฝั่งลงกับหน้าอกของนาง ปากที่เม้มแน่นสนิท เพื่อกลั้นไม่ให้เสียงร้องหลุดออกมา ทั้งน่าเวทนาและน่าเอ็นดูที่เขาช่างรู้ความ จนนางอดทอดถอนใจไม่ได้
นี่คงเป็นสิ่งที่ชายชราอยากให้นางมาพบเจอ แต่ว่า...ถ้านางตาย แล้วจะได้กลับคืนภพเดิมเพื่อแก้ไขเรื่องที่ทำลงไปหรือไม่ ชั่ววูบความคิดของรั่วซีก็อยากให้ตนเองตายเสียประเดี๋ยวนี้เลย
และเหมือนชายชรากำลังจับตาดูนางอยู่ เสียงที่มีแต่นางเพียงผู้เดียวที่ได้ยิน ดังก้องอยู่ในหู “หากเจ้าคิดตัดช่องน้อยแต่พอตัวแล้วละก็...นอกจากเจ้าจะไม่ได้กลับคืนสู่ร่างเดิม เจ้ายังต้องไปเกิดใหม่เป็นวัวเป็นม้าชดใช้สิ่งที่เจ้าก่อขึ้นมา” รั่วซีสะดุ้งตกใจ นางหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาต้นเสียง แต่กลับมีเพียงความว่างเปล่า
แต่ก่อนที่นางจะเอ่ยถามจินตงเฉิง ว่าเขาได้ยินเสียงของชายชราหรือไม่ เสียงฝีเท้า เสียงพูดคุยของคนจำนวนมากก็เข้ามาใกล้จนร่างกายของจินตงเฉิงแข็งเกร็ง นางถึงได้เลิกหาที่มาของเสียง
จินตงชุน เองก็ระวังตัวเช่นกัน เสียงเข้ามาใกล้ ทั้งสามที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ก็แทบจะไม่กล้าหายใจออกมาเลย ด้วยกลัวจะถูกจับได้
กลุ่มคนมุ่งหน้าไปทางถ้ำด้านใน ที่จินตงชุนคิดจะไปในตอนแรก เขาอดที่จะเหลือบมองรั่วซีไม่ได้ หากไม่เชื่อน้องสาว ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นใด
พวกเขาตั้งใจฟังเสียงทางถ้ำ ไม่นานเสียงกรีดร้อง ก็ดังลั่นไปทั่วป่าทึบที่เงียบสนิท รั่วซีต้องใช้มือปิดหูของจินตงเฉิงเอาไว้ เมื่อร่างกายของเขาสั่นอย่างแรง จนกิ่งไม้ที่นางกับเขานั่งอยู่สั่นสะท้านไปด้วย
“ไม่เป็นไร ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพวกเราอยู่บนต้นไม้ เฉิงเออร์ต้องนั่งนิ่งๆ ห้ามส่งเสียงร้องออกมา เข้าใจหรือไม่” นางกระซิบเสียงเบา และคอยปิดหูเขาไปด้วย
จินตงชุน เองก็เอาแต่นั่งหลับตา กอดลำต้นไม้ใหญ่เอาไว้แน่น ตัวเขาเหลือบไปมองทางปากถ้ำเมื่อครู่ได้เห็นภาพสยดสยอง ร่างของบุรุษถูกฟันแยกเป็นสองส่วน สตรีถูกกระชากเสื้อผ้าออกจนร่างกายเปลือยเปล่า แล้วข่มขืนอยู่ไม่ห่างจากศพของผู้เป็นสามี
สตรีบางคนที่ต่อสู้ขัดขืน พวกนางก็ต้องตายตกในทันที แต่หากว่าง่ายให้พวกทหารแคว้นต้าเยี่ยได้เล่นสนุกสักหน่อย พวกนางอาจจะมีชีวิตรอดต่ออีกเล็กน้อย ไม่ว่าทางไหนก็ไม่น่าสนใจสักทาง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด เสียงร้องเงียบหายไปนานแล้ว เสียงฝีเท้าก็จากไปแล้วเช่นกัน แต่สามพี่น้องก็ยังคงนั่งตัวแข็ง ไม่กล้าขยับตัว จนฟ้าเริ่มสว่าง รั่วซีจึงได้เริ่มมองสำรวจลงไปที่ด้านล่าง
ตอนนี้ด้านในป่าแทบไม่หลงเหลือผู้รอดชีวิตอีกแล้ว ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ทั้งสามก็ยังไม่มีความคิดที่จะลงไป ด้วยกลัวว่าพวกทหารแคว้นต้าเยี่ยจะย้อนกลับมาอีกครั้ง
“พี่หญิง ข้าอยากนอนขอรับ” จินตงเฉิง ตาแทบจะลืมไม่ขึ้นแล้ว แต่ต้องสอบถามความเห็นของพี่สาวก่อน
“เจ้านอนได้เลยเด็กดี ไม่มีกับพี่ใหญ่อยู่ เจ้าไม่ต้องห่วง” นางลูบผมของเขาอย่างเอ็นดู
เด็กน้อยพูดจบก็แทบจะหลับไปทันที รั่วซีจึงหันไปบอกจินตงชุนให้เขาพักสายตาเช่นกัน “ท่านเองก็พักเอาแรงเสียหน่อย เผื่อพวกเราจะต้องออกเดินทางต่อ”
“อืม เจ้าเองก็นอนเถิด ข้างบนปลอดภัยเช่นที่เจ้าว่าจริงด้วย” จินตงชุนถึงได้หลับตาอย่างวางใจ
รั่วซีเองก็ต้องพักเอาแรงเช่นกัน ไหนจะวิ่งหนีตายกันมาค่อนคืน ยังมาเจอเรื่องที่ชวนหดหู่ใจอีก นางทนมาได้ถึงตอนนี้ก็เก่งมากแล้ว ชาติที่แล้วอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และหุ่นยนต์ที่สร้างขึ้นมาเอง จะเคยพบเห็นเรื่องโหดร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร
รั่วซีคงลืมนึกไป ว่าหากหุ่นยนต์ที่นางสร้างถูกส่งต่อให้ประเทศที่เซ็นสัญญา เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก็คงไม่ต่างจากในตอนนี้ที่นางพบเจอมากนัก
สามพี่น้องหลับกันไปไม่รู้ว่านานเพียงใด เสียงฝีเท้าม้าที่วิ่งควบมาด้วยความเร็ว ทำให้ทั้งสามตกใจจนสะดุ้งตื่นขึ้นมาระวังตัว
“ไม่ต้องกลัว หากเจ้าเงียบเช่นเดียวกับเมื่อคืน พวกเราจะต้องรอด” รั่วซีกอดปลอบจินตงเฉิง เมื่อเขาตัวสั่นไปด้วยความกลัว
ทหารเริ่มเข้ามาสำรวจด้านในป่าอีกครั้ง ทั้งหมดมุ่งไปยังถ้ำที่อยู่ด้านใน เสียงพูดคุย เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นดังแว่วมาแต่ไกล รั่วซีสบสายตากับจินตงชุน เพื่อสอบถามว่าเป็นทหารฝ่ายไหน
“ทหารแคว้นต้าหลี่ ลงไปขอความช่วยเหลือดีหรือไม่” เขาเอ่ยถามเสียงเบา
“รอดูอีกหน่อย” นางยังหวาดระแวงไม่หาย
เสียงพูดคุยดูเหมือนจะมาหยุดที่ใต้ต้นไม้ ต้นที่สามพี่น้องอยู่ด้านบน บุรุษรูปร่างกำยำใบหน้าเคร่งเครียดดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า รอพวกลูกน้องกลับมารายงานอยู่ใต้ต้นไม้
“รองแม่ทัพเสิ่น ไม่มีผู้รอดชีวิตขอรับ”
“อืม...มาช้าเกินไป ที่หมู่บ้านเล่า”
“ถูกเผาทำลายจนไม่หลงเหลือสิ่งใดเลยขอรับ” น้ำเสียงทหารที่รายงานเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“ฝังร่างทั้งหมดให้เรียบร้อย จะได้รีบกลับไปรายงานท่านแม่ทัพเซี่ย”
“ขอรับ”
แต่ก่อนที่ทหารจะแยกย้ายไปจัดการฝังร่างที่ไร้วิญญาณของชาวบ้าน เสียงท้องเจ้ากรรมของจินตงเฉิงก็ส่งเสียงร้องออกมาเสียก่อน
เสียงฝ่าเท้าที่เพิ่งจะก้าวออกไปได้เพียงแค่ก้าวเดียว หยุดชะงัก แล้วเงยหน้าขึ้นมาดูทางต้นเสียงกันทั้งหมด สามพี่น้องที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ ก็จ้องมองพวกเขาด้วยใบหน้าซีดขาวเช่นกัน
รั่วซีอยากจะดึงหูน้องชายเสียจริง แต่นางจะโทษเขาก็ไม่ได้ เขาเองก็คงไม่ได้อยากให้ท้องมันร้องประท้วงออกมาเสียหน่อย
“หืม...อย่างน้อยก็เหลือผู้รอดชีวิตสามคน พาตัวลงมา” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยไม่ได้แสดงออกว่ายินดีที่เห็นสามพี่น้อง
ตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”“เช่นนั้น...พวกเจ้าก็พาพวกข้าไปหาหัวมันก็สิ้นเรื่อง” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาอย่างหน้าหนา“ไปหาเอง!!! มันอยู่ในป่า หากไม่มีปัญญา ก็อดตายไปเลย!!!” รั่วซีจะเดินเข้าไปเก็บของของนาง แต่ถูกกลุ่มคนที่เริ่มไม่พอใจกับพูดของนางเข้ามาขวางเอาไว้ แล้วจะเริ่มลงมืออีกครั้ง“ปากดีนัก นังเด็กเวรนี่!!!” ชายวัยกลางคนเมื่อครู่ คว้าท่อนฟืนที่อยู่ใกล้มือหมายจะเข้ามาทุบตีรั่วซีแต่จินตงชุนที่ตาไว กระโดดเข้ามาปกป้องน้องสาวและน้องชายเอาไว้ จนเขาถูกตีเข้าที่กลางแผ่นหลังจนไม้ฟืนหักคามือของชายผู้นั้น “โอ๊ยยยย”“พี่ใหญ่/พี่ใหญ่”“มันจะมากเกินไปแล้ว!!!” รั่วซีคว้าไม้ฟืนที่หักครึ่ง พุ่งเข้าไปหาชายวัยกลางคน แต่ถูกเสียงตวาดก้องขัดขวางเอาไว้เสียก่อน“หยุด!!! หากไม่หยุดมือ...”เขายังพูดไม่ทันจบรั่วซีก็ฟาดไม้ใส่หัวของชายวัยกลา
มู่ฉินฉานหรี่ตามองตามแผ่นหลังของนางไปอย่างสงสัย ที่นางพูดเมื่อครู่ถึงวิธีการกินหัวเผือก นางย่อมเคยกินมันมาก่อนอย่างแน่นอน “เจ้ารู้ว่ามันกินได้ เจ้าเคยกินมันมาก่อน?” เขาเอ่ยถามจินตงชุน“เคยครั้งหนึ่งขอรับ ท่านแม่นำมาใส่ลงไปในแกงไก่ให้พวกข้ากิน แต่ซีซีนางแพ้ กินเข้าไปก็ผื่นขึ้นทั้งตัว หลังจากนั้นท่านแม่ก็ไม่เคยทำอีกเลยขอรับ”นายทหารจงยังต้องขมวดคิ้วเช่นกัน อาหารที่รั่วซีนางเอ่ยถึงเมื่อครู่ ไม่มีน้ำแกงไก่ใส่เผือกรวมอยู่ด้วย ยิ่งนางแพ้ตั้งแต่ครั้งแรกที่กิน เป็นไปไม่ได้เลยว่าอาหารอีกสองอย่างนางจะได้กินด้วย มู่ฉินฉานก็คิดเช่นนี้รั่วซีเมื่อกลับมาถึง นางก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่งล้อมวงกินอาหารร่วมกับพวกเขา แม้จะมีคนมาเพิ่มอีกสามท้อง แต่อาหารตรงหน้าก็ทำให้พวกเขากินได้อย่างเหลือเฟือ ทั้งยังเก็บปลาอีกครึ่งตัวเอาไปให้ท่านย่าของฟางอินด้วยก่อนจะกลับออกไป รั่วซีนางใช้ขี้เถ้าที่จินตงชุนเก็บเอาไว้ให้มาถูตามใบหน้าและส่วนที่โผล่ออกมานอกเสื้อผ้า ทั้งยังใช้แท่งถ่านเขียนคิ้วให้หนาขึ้นมู่ฉินฉาน นายทหารจงและฟางอิน ต่างตกตะลึง พวกเขานึกไม่ถึงว่านางใช้สองสิ่งก็เปลี่ยนให้ตัวนางกลายเป็นอีกคนไปได้แล้ว“เ
รั่วซีปรายตามองเขาอย่างไม่เชื่อ “ท่านเห็นข้าจับเช่นใดก็เช่นนั้น” นางเดินไปแย่งผลท้อในมือของเขามาเก็บลงตะกร้า “หากอยากกินท่านต้องไปเก็บเอง” นางคงหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเขาช่วยเหลือมาก่อน“พวกมันว่ายมาให้เจ้าจับง่ายๆ เลยหรือ”“อืม”“แล้วที่เจ้าบอกว่า โรคที่ชาวบ้านเป็นไม่ใช่โรคระบาด เจ้ารู้ได้อย่างไร” เขาเดินตามรั่วซีมาติดๆพอนางหันหลังกลับมาเพื่อพูดกับเขา จึงชนเข้ากับแผงอกของมู่ฉินฉานอย่างแรง จนนางต้องสูดปากด้วยความเจ็บ แผลเก่าก็ยังไม่ดีขึ้น ดูเหมือนจะได้แผลใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว“ท่านเดินเช่นใดของท่านกัน ต้องเดินติดข้าเพียงนี้เลยหรือ”“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะหันมา เจ็บมากหรือไม่ แล้วที่เจ้าถูกชาวบ้านทุบตีเป็นเช่นใดบ้าง”“เป็นข้าที่หาเรื่องใส่ตัวเอง ช่างเถิด ที่ท่านถามว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่โรคระบาด ก่อนหน้านี้ข้าเห็นถ้วยใส่อาหารที่พี่ชายได้มาจากนายทหารจง ข้าก็บอกให้พี่ชายไปแจ้งกับเขาแล้ว ว่าถ้วยไม้ที่กระดำกระด่าง สีดำมันเป็นพิษอย่างหนึ่ง จะทำให้เกิดโรคท้องร่วงได้ หากนำมาใช้สม่ำเสมอ”เขามองนางอย่างค้นหา “เจ้าเป็นหมอหรือ”“ถ้าข้าเป็นหมอ ข้าคงรักษาชาวบ้านแทนตาเฒ่าที่ทำให้ข้าต้องถูกชาวบ้
รั่วซีวิ่งไปก็ร้องตะโกนไปด้วย “มันไม่ใช่โรคระบาด เป็นเพียงโรคท้องร่วงเท่านั้น” นางหวังว่าเสียงอันดังของนางจะมีชาวบ้านเชื่อนางสักคนหากเขาออกเดินทางไปเสี่ยงตายตอนนี้ มิใช่ว่าจะยิ่งลำบากไปใหญ่หรือ มีชาวบ้านที่ผันตัวมาเป็นโจรออกปล้นชิง และไม่รู้ว่าประตูเมืองจะเปิดให้พวกเขาผ่านทางหรือไม่ความกังวลของรั่วซีมันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่พวกนางจะตื่นนอนเสียอีก เมื่อครอบครัวขุนนางท้องถิ่น และคหบดีเริ่มทยอยออกจากค่ายผู้อพยพไปกดดันให้ทหารเปิดประตูเมืองกันจนเต็มหน้าประตูเมืองแล้วรั่วซีมาถึงกระโจมหมอ ด้านในมีผู้คนเต็มแน่นไปหมด หมอมีเพียงแค่สองคนที่ทำงานจนหัวหมุนไปหมด พอคนที่มีไข้และถ่ายจนเต็มตัวถูกหามเข้ามา หมอก็ร้องโวยวายออกมาทันที “รักษาไม่ได้แล้ว!!! พาออกไปเผาเลย มิเช่นนั้นผู้อื่นจะติดไปด้วย”นางรีบแทรกตัวเข้าไปเพื่อพูดกับท่านหมอ “มันไม่ใช่โรคระบาด มันคือโรคท้องร่วง เกิดจากถ้วยใส่อาหารและน้ำดื่มที่พวกเขาไม่ยอมต้มกินต่างหาก” นางตะโกนเข้าไปเสียงดังหมอเหมือนจะได้ยินที่นางพูด เขาหยุดและมองหาต้นเสียง พอเห็นว่าเป็นเพียงแม่นางน้อย เนื้อตัวมอมแมมก็ยกยิ้มเย็นที่มุมปาก “หากเจ้าเก่งจริงก็มารักษาเอง พวกเจ้าไปให
จินตงชุนก่อกองไฟเอาไว้ที่หน้าปากหลุมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ด้านใน พวกเขาเก็บฟืนมาไว้มากพอที่จะใช้ได้ตลอดทั้งคืน รั่วซียังตั้งกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำจนเต็ม วางไฟข้างๆ กองไฟ จะได้มีน้ำอุ่นๆ เอาไว้ดื่มสามพี่น้องเหน็ดเหนื่อยและเสียขวัญมาตลอดทั้งวัน พอจัดเตรียมที่หลับนอนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นอนชิดกันแล้วหลับทันที อากาศกลางคืนหนาวเย็นจนแม้แต่กองไฟก็ต้านไม่ไหว สามพี่น้องขดตัวกอดกันเอาไว้แน่น จินตงเฉิงที่นอนอยู่ตรงกลางจึงได้รับความอบอุ่นมากที่สุดก่อนฟ้าจะสว่าง รั่วซีที่ทนความหนาวไม่ไหว นางลุกขึ้นมาเติมฟืนใส่เข้าไปในกองไฟ และนำหัวมันที่เผาเอาไว้แล้ววางไว้ข้างกองไฟ พอดื่มน้ำร้อนเข้าไป ร่างกายก็เริ่มคลายความหนาวลงไปได้บ้างแล้ว นางจึงกลับไปล้มตัวลงนอนอีกครั้งพอฟ้าสว่าง ชาวบ้านแทบจะไม่มีเหลือให้ได้เห็น ด้วยต้องไปต่อแถวรอรับอาหาร จะเหลือก็เพียงคนชราและเด็กที่ยังไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ที่รออยู่ที่หลุมดินหญิงชรา ผู้เป็นย่าของเด็กหนุ่มก็เช่นกัน “ท่านยาย ท่านกล้ากินกับพวกข้าหรือไม่เจ้าคะ หากรอหลานชายท่านกลับมาก็ยังไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใด” นางยื่นหัวมันที่อุ่นจนร้อนแล้วให้หญิงชรา“ขอบใจพวกเจ้ามาก เ
จินตงชุนไม่อาจขัดขวางน้องสาวได้ เขาจึงลงมือก่อไฟขึ้นมา ยังดีที่นายทหารจงให้ไต้จุดไฟกับเขามาด้วย จินตงเฉิงรีบช่วยหากิ่งไม้แห้งมากองเอาไว้ เมื่อได้ยินว่ามันกินได้ หัวมันตรงหน้ายังดูน่ากินกว่าแป้งทอดแข็งๆ เสียอีกรั่วซีขุดมันขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง นางก็รีบนำไปล้างน้ำระหว่างรอจินตงชุนก่อไฟ แต่เรื่องน่าแปลกก็เกิดขึ้นกับนางอีกครั้ง เมื่อฝูงปลาที่นางคิดว่ามันว่ายหนีกลับว่ายเข้ามาใกล้“เอ๊ะ!!!” นางยังเอื้อมมือไปจับมันได้อีกด้วย นางจับมาโยนขึ้นมาบนฝั่งได้เพียงสามตัว ฝูงปลาใหญ่ก็ว่ายหนีไปที่อื่นแล้ว “ประหลาด” แต่นางก็ให้ความสนใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะร้องเรียกให้จินตงเฉิงนำมีดมาให้นางจินตงเฉิงมองปลาและพี่สาวสลับไปมาอย่างสงสัย ยิ่งเห็นนางลงมือผ่าท้องปลาอย่างชำนาญ ก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ “พี่หญิง ท่านทำเป็นด้วยหรือ ข้าไม่เคยเห็นท่านทำมาก่อน”“ทำไม่เป็นมิใช่จะทำไม่ได้ ตอนนี้พวกเราเหลือกันเพียงสามคนพี่น้อง ไม่มีท่านแม่ทำให้เหมือนเมื่อก่อน ข้าเอวก็ไม่อาจให้พี่ใหญ่ทำทุกสิ่งได้ทั้งหมด”จินตงเฉิงเงยหน้ามองพี่สาวอย่างมุ่งมั่น “ข้าจะช่วยพวกท่านด้วยขอรับ”“ดีมาก เจ้าไปหาไม้มา ข้าจะใช้เสียบปลาเอาไปย่าง เจ้าจะได







