Mag-log in⚠️ คำเตือน นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายรักสำหรับผู้ใหญ่ที่มีเนื้อหาร้อนแรง25+ และความสัมพันธ์มากกว่าสองคนขึ้นไป (3P) เหมาะสำหรับผู้เปิดรับความเย้ายวนและอีโรติกขั้นสุด ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน คำโปรย "ชาตินี้ทั้งชาติกระหม่อมก็ไม่มีวันแต่งกับนาง!" นั่นคือวาจาเยียดหยันอันแสนเย็นชาจาก 'กัวกง' เสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ที่ฝังลึกในใจของ 'องค์หญิงใหญ่รั่วเสียน' ทว่าเพื่อปกป้องบัลลังก์ของน้องชายตัวน้อย นางจึงจำเป็นต้องโยนศักดิ์ศรีทิ้งไป แล้วใช้เรือนร่างเป็นหมาก ยั่วยวนเขาด้วยตำราเสพสังวาสให้จงได้ แต่นางกลับต้องตระหนกตกใจ เมื่อพบว่าบุรุษสกุลกัวที่ล่อลวงนางสู่ห้วงราคะนั้นไม่ได้มีเพียงหนึ่ง! ยามกลางวัน...นางต้องเผชิญหน้ากับเสนาบดีผู้สุขุมเยือกเย็น ยามกลางคืน...กลับถูกแผดเผาด้วยสัมผัสกักขละดุดันจากแม่ทัพใหญ่ผู้กระหายหิว เมื่อสองฝาแฝดสกุลกัวผู้กุมชะตาแผ่นดิน ร่วมมือกันล่อลวงองค์หญิงใหญ่ให้ระทวยอยู่บนแท่นบรรทม จากผู้กุมอำนาจดั่งนกยูงรำแพนผู้สูงส่ง กลับต้องครางกระเส่าพ่ายแพ้ต่อบทรักอันดุเดือดและเร่าร้อน "บอกมาสิองค์หญิง... ระหว่างพี่ชายของข้ากับตัวข้า ร่องรักของท่านมันต้อนรับแก่นกายของใครได้แนบแน่นกว่ากัน!"
view more"องค์หญิง กระหม่อมหิวนมพ่ะย่ะค่ะ"
เสียงกระซิบทุ้มต่ำที่ดังขึ้นเบา ๆ ริมใบหู ทำให้องค์หญิงรั่วเสียนที่กำลังต้อนรับคณะราชทูตจากแคว้นเฝยต้องหันมามองบุรุษร่างสูงใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่งด้วยใบหน้าแดงก่ำ นางกัดปากอิ่มเบา ๆ โดยไม่รู้ว่ากิริยานั้นช่างยั่วยวนคนยิ่งนัก กระทั่งกัวเหวยต้องกลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่
เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา
"ท่านจะดื่มนมกับสุราได้อย่างไร คืนนี้ท่านเองก็ดื่มไปเยอะไม่ใช่หรือ หากดื่มร่วมกันจะทำให้ท่านปวดหัวได้"
แม่ทัพใหญ่กัวเหวยกลับขยับเข้าใกล้นางอย่างแนบเนียน ท่ามกลางเสียงจอแจของคนที่พูดคุยกันและเสียงของดนตรีประสาน พร้อมกับเสียงร้องขับขานอันแสนหวานของนางขับร้องที่ดังขึ้นเซ็งแซ่
"องค์หญิงก็รู้ว่ากระหม่อมหมายถึงสิ่งใด" พร้อมกับสายตาที่พุ่งมองต่ำลงมาแบบผ่าน ๆ ที่เห็นเนินเนื้อหน้าอกขาว ๆ อวบ ๆ ขององค์หญิงใหญ่ผู้งดงาม หลอกล่อดวงตาล้นออกมาจากอาภรณ์ที่นางสวมอยู่
เสียงของนางสั่นเล็กน้อยยามเมื่อกล่าวว่า
"พวกเราอยู่ในงานเลี้ยงต้อนรับราชทูตต่างแคว้น ท่านจะเอาแต่ใจไม่ได้"
คนผู้นั้นกลับลอบจับมือของนางแล้วบีบเบา ๆ ยังดึงมือนางเข้าไปใกล้ตักของตนเอง เพื่อสัมผัสถึงความใหญ่โตของมังกรตัวใหญ่ที่กำลังเหยียดขยายอยู่ใต้อาภรณ์และเสื้อคลุมสีแดงประจำตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ตัวยาว
"องค์หญิง ตรงนี้ของกระหม่อมแข็งจนปวดแล้ว ท่านเห็นหรือไม่ มันทั้งแข็งทั้งหนาว อยากเข้าไปพักในร่องหวาน ๆ ที่แสนอบอุ่น"
รั่วเสียนรีบดึงมือของตนเองออกอย่างลนลาน เขาทำให้นางตกใจจริง ๆ แล้ว แม้ว่าตรงนี้ที่นางนั่งร่วมโต๊ะจะมีแสงสลัว และการกระทำของเขาก็รวดเร็วจนไม่มีผู้ใดมองเห็น แต่นางก็ตื่นเต้นจนระงับสีหน้าไม่อยู่
"ท่านแม่ทัพ ได้โปรดสำรวมด้วย"
"กระหม่อมไม่อยากสำรวม กระหม่อมหิวนม อยากกินนมใจจะขาดแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
แม่ทัพหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงเอาแต่ใจยิ่งนักที่มีเพียงนางเท่านั้นที่ได้ยิน รั่วเสียนส่ายหน้าให้เขา จากนั้นจึงหันไปยิ้มให้กับหัวหน้าราชทูตที่เอาแต่จ้องมองนางไม่วางตาด้วยสายตาหวานเชื่อมในคืนนี้
"ท่านเอาแต่ใจยิ่งกว่าพี่ชายท่านจริง ๆ รอจบงานเลี้ยงก่อนได้หรือไม่"
"กระหม่อมมิใช่บัณฑิตหน้าอ่อนเหมือนกัวกง องค์หญิงไม่ทรงเห็นใจกระหม่อมหรือ กระหม่อมหากหิวมากจนจะอดใจไม่ไหวแล้ว"
ใช่ กัวเหวยรู้สึกร่างกายร้อนเหลือเกินแล้ว ยิ่งเห็นสายตาของบุรุษหลายคนที่มององค์หญิงใหญ่รั่วเสียนของเขาด้วยสายตาร้อนแรงเช่นนั้น ไม่รู้ด้วยเหตุใดเขาจึงคึกคักขึ้นมาจนทนไม่ไหวเช่นนี้
รั่วเสียนถอนหายใจยาว พยายามไม่ทำท่าทางเผยพิรุธอันใด นางเอ่ยคำตำหนิเขาเสียงหวานที่ไม่น่ากลัวแม้แต่น้อยด้วยหัวใจสั่นระรัว ใบหน้าแดงซ่าน
"ท่านอย่าล้อเล่น! หากเห็นว่าข้าคือองค์หญิงของท่านอยู่ก็เชื่อฟังหน่อยได้หรือไม่!"
"มิได้ล้อเล่น หากว่าทรงไม่ป้อนนมกระหม่อม คนในงานวันนี้ก็คงรู้ว่าแท้จริงแล้วกระหม่อมคือผู้ใด กระหม่อมคือ..."
รั่วเสียนรีบเอ่ยขัดขึ้นทันใดเมื่อเสียงของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้กำลังดังขึ้นว่าแท้จริงแล้วเขาคือสามีลับ ๆ ของตนเอง
"ท่านแม่ทัพ ท่านจะทำให้ข้าขายหน้าให้ได้ใช่หรือไม่"
น้ำเสียงของรั่วเสียนเต็มไปด้วยอาการอ่อนอกอ่อนใจในความดื้อรั้นจะกินของเขา นางมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าบัดนี้ยังมีคนที่กำลังมองมาทางนางหลายคน นางจึงส่งยิ้มให้ด้วยท่าทางเป็นปกติที่สุด
เพราะนางคือแม่งานในครานี้ อีกทั้งคนที่อยู่ในงานเลี้ยงล้วนเป็นคนสำคัญ นางจะปลีกตัวไปได้อย่างไรกัน คนผู้นี้ช่างเอาแต่ใจยิ่งนัก
ทว่าสายตาที่แม่ทัพใหญ่กัวเหวยมองนางนั้นยังทำให้นางรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ หากว่าเขาเอาจริงขึ้นมาเช่นนี้นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นคำครหาและเสียงนินทาว่าร้ายที่ตัวนางทำให้เกียรติของราชวงศ์ต้องเสื่อมเสีย
กัวเหวยขยับมุมปากเล็กน้อย จากนั้นเขาจึงลุกขึ้นขยับจอกสุราดื่มจนหมด แล้วมองไปที่ซู่กงกง ขันทีสนองพระโอษฐ์ของฮ่องเต้น้อยที่อยู่ร่วมงานเลี้ยง
ซู่กงกงได้รับสัญญาณก็รู้ความยิ่ง เขากระแอมสองสามครั้งแล้วให้คนส่งสัญญาณจากระฆังหลวง ซึ่งสัญญาณนี้จะตีขึ้นสามครั้งเมื่อเกิดเรื่องสำคัญเร่งด่วนขึ้น
รั่วเสียนหันไปมองซู่กงกงด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย ในขณะที่ซู่กงกงมีสีหน้าเคร่งขรึมเอ่ยอย่างเป็นงานเป็นการว่า
"ฝ่าบาทมีรับสั่งให้องค์หญิงใหญ่เข้าเฝ้าด่วน เนื่องจากว่าพระองค์ทรงบรรทมฝันร้ายไม่อาจนอนหลับได้ ขอทุกท่านเชิญสำราญในงานเลี้ยงต่อไป"
เสียงหัวเราะดังขึ้นเบา ๆ ข้างกายนางด้วยความพึงพอใจ จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นประสานมือดั่งขุนนางผู้อื่น
"น้อมส่งองค์หญิง เพื่อความปลอดภัยกระหม่อมจะอารักขาองค์หญิงไปที่ตำหนักเฉียนชิงของฝ่าบาทเองพ่ะย่ะค่ะ"
รั่วเสียนจำเป็นต้องลุกขึ้นยืนรับการคารวะจากคนในงานเลี้ยงทั้งหมด กล่าวติดขัดเล็กน้อยว่า
"ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์ ทั้งยังติดพี่หญิงคนนี้มาก ต้องขอโทษทุกท่านแล้ว นับจากนี้มอบหมายให้ท่านเสนาบดีกิจการวังหลวงดูแลทุกท่านแทนข้าด้วย เชิญตามสบายเถิดไม่ต้องมากพิธี"
แน่นอนว่าด้วยอายุเพียงห้าขวบของฝ่าบาทน้อยนั้น ย่อมทำให้เหล่าราชทูตเข้าใจได้ ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดตำหนิองค์หญิง นอกจากสายตาที่มองมาคล้ายจะเสียดายที่องค์หญิงผู้เลอโฉมผู้นี้จะไม่นั่งอยู่ในงานเลี้ยงแห่งนี้แล้ว
ตอนพิเศษ ลูกของข้า ความทรงจำของลู่หนิงหวังที่มีเกี่ยวกับบิดาของตนเองนั้นช่างเลือนลางจนจำไม่ได้ เขาไม่เคยรับรู้และเข้าใจความหมายของคำ ๆ นี้ จนกระทั่งเมื่อเขาได้พบเด็กชายสองคนที่มีใบหน้าคล้ายคลึงเขากับหานเซียวเป็นอย่างยิ่งเขาไม่รู้ว่าเด็กสองคนนี้เป็นบุตรของผู้ใดระหว่างเขาและหานเซียว ในยามนั้นเมื่อได้พบและคิดว่าใช่ใจของเขากลับหวาดหวั่นอย่างรุนแรง ว่าได้พบหนานอิงนั้นทำให้เขาหวาดกลัวแล้วการได้พบบุตรชายกลับทำให้ลู่หนิงหวังหวาดกลัวมากยิ่งกว่าลู่หนิงหวังรู้สึกสับสนเขากลัวว่าจะเป็นพ่อที่ไม่ดีพอให้เด็กรักใคร่และไม่รู้ต้องทำตัวเช่นไร เมื่อในยามนั้นหานเซียวส่งเด็กสองคนนี้มาสู่อ้อมแขนของเขา“หากอยากประลอง ก็ประลองกับองค์รักษ์ของข้า”ชั่วขณะนั้นที่หานเซียวชี้มาที่ตัวเขา ความรู้สึกหวาดหวั่นนั้นยิ่งรุนแรงมากขึ้นจนกระทั่งเด็กน้อยทั้งสองเดินอย่างองอาจมาหาเขาโดยไร้ความหวาดกลัวอย่างสิ้นเชิงกระทั่งมือเล็ก ๆ สองข้างกำลังจับจูงมือของเขาคนละข้าง ในยามนั้นพลันเกิดเหงื่อชื้นขึ้นที่ฝ่ามือ ความรู้สึกไหลเวียนไปจนทั่วร่าง แต่ที่แปลกประหลาดคือความรู้สึกสับสนนั้นกลับหายไปในที่สุดมือของเขาสั่นเทาอยู่
ตอนพิเศษ อยากมีอีกเยอะ ๆในตอนที่หนานอิงกำลังชงชาโดยมีอาโจวคอยช่วยเหลืออยู่นั้นขันทีก็รีบเดินกึ่งวิ่งเข้ามารายงาน“ทูลหนานเฟย ฝ่าบาททรงว่าราชการเสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ”หนานอิงยิ้มแล้วกล่าวว่า“ดียิ่ง ว่าแต่ว่าเหตุใดเจ้าจึงดูร้อนรนยิ่งนัก”“ทูลพระหนานเฟย ท่านอาจารย์ให้กระหม่อมมาทูลว่ามีคนถวายฎีการ้องเรียนเกี่ยวกับองค์ชายทั้งสองที่ทรงแกล้งบุตรชายของท่านราชครูขอรับ แต่ฝ่าบาทเอาแต่เข้าข้างองค์ชายจึงอยากให้หนานเฟยช่วยทูลฝ่าบาทเรื่องนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”หนานอิงหุบยิ้มโดยทันใด บุตรชายของนางทั้งสองบัดนี้กลายเป็นองค์ชายใหญ่ลู่หานและองค์ชายรองลู่โหยวที่มีพระอาจารย์อ้ายเจิงเป็นคนลงมือสั่งสอนกับมือ เหตุใดจึงได้ไปกลั่นแกล้งบุตรชายของท่านราชครูซึ่งเป็นสหายเรียนด้วยกันได้อันที่จริงก็พี่น้องกันทั้งนั้น ด้วยบุตรชายของท่านราชครูก็คือหลานของนางเอง ด้วยภายหลังมานี้พี่สาวฝาแฝดของหนานอิงนั้นด้วยความรักตัวกลัวตายหลังจากสกุลหนานล่มสลาย นางทั้งสองก็รีบดีดตัวออกจากสกุลหนานโดยไม่คิดข้องเกี่ยวอีกกระทั่งการที่ฮูหยินใหญ่มารดาของพวกนางถูกหนานอิงจัดการพี่สาวทั้งสองก็ยังได้แต่เอ่ยคำว่าอมิตาพุทธไม่คิดแค้นก่อกรรมทำเข็ญต่อไป
ตอนพิเศษ ยามเมื่อฟื้นคืนทุกอย่างเปลี่ยนผัน ดอกเหมยในลานกว้างเบ่งบานและร่วงหล่นตกกระทบร่างสูงของบุรุษกลุ่มหนึ่งที่เดินฝ่าความมืดมิดโดยมีเพียงแสงโคมนำทางเล็ก ๆ คอยส่องกระทบพื้นบุรุษผู้หนึ่งอยู่ในชุดคลุมยาวสีดำปักลายมังกร ใบหน้าคมคายหล่อเหลานัยน์ตาเปล่งประกายเจิดจ้า แม้ว่าใบหน้านั้นคล้ายจะอมทุกข์และให้ความรู้สึกสูงส่งและเย็นเยียบ อีกทั้งให้กลิ่นอายของความเหี้ยมโหดเอาเสียดื้อ ๆบุรุษผู้นั้นสูดลมหายใจเข้าลึกสูดดมความหอมของกลิ่นบุปผาเข้าปอด นานแล้วที่เขาไม่เคยได้ทำเช่นนี้ คล้ายกลับว่าความหวังอันลางเลือนของเขาพลันกลับมาชัดเจนอีกครั้ง“ฝ่าบาทระวังพ่ะย่ะค่ะ”อดีตพ่อบ้านจวนอ๋องบัดนี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกงกงคนสนิทของเขา แม้จะไม่ได้ผ่านพิธีการตอนดั่งเช่นกงกงผู้อื่นแต่เมื่อเขาต้องการก็มิกล้ามีผู้ใดปริปากลู่หนิงหวังก้าวเท้าเร็วกระทั่งไปถึงหน้าตำหนักแห่งหนึ่ง เมื่อผลักประตูเข้าไปด้านในก็พบอ้ายเจิงและหมอหลวงหัตถ์เทวดาอ้ายเสิ่นบิดาของเขารออยู่ด้านในคนทั้งสองทำความเคารพเขา ลู่หนิงหวังยกมือขึ้นห้าม“ไม่ต้องมากพิธี ข้ากับพวกท่านข้าขอเถิด”ถึงเขาจะเป็นฮ่องเต้ของคนในใต้หล้า ลู่หนิงหวังก็ขอสักที่ท
หนานอิงพยักหน้า จุมพิตปลายคางของหานเซียวอย่างมีความสุขที่ผ่านมาล้วนเป็นนางที่เลี้ยงดูเด็กทั้งสองเพียงลำพัง การคิดตัดสินใจก็ล้วนเป็นนางที่ชี้นำ ในยามนี้การมีหานเซียวเคียงข้างทำให้หัวใจของหนานอิงอบอุ่นยิ่งกว่าจะออกจากห้องก็ฟ้ามืดแล้ว เด็กสองคนบัดนี้วิ่งเข้ามาหานางเหงื่อของพวกเขาโทรมกาย เสื้อผ้าเต็มไปด้วยฝุ่น ฝ่ามือห้อเลือดเล็กน้อยทั้งยังวิ่งเข้ามาร้องไห้โฮกอดขานางพลางฟ้องเสียงสั่น“ท่านแม่ท่านลุงผู้นั้นฝึกวรยุทธ์ให้ข้า ยังให้ข้านั่งท่าม้าอะไรก็ไม่รู้อยู่หลายชั่วยาม เขายังถือไม้จะตีข้าด้วย ป้ายของท่านพ่อเขาก็เอาไปบอกข้าและน้องชายอ่อนแอ ไม่คู่ควรที่จะห้อยมัน”คนผู้นั้นทำหน้าเย็นชา เอ่ยคำหนึ่ง“เป็นบุรุษเรื่องนี้เล็กน้อยยิ่ง ยังร้องไห้งอแงราวเด็กทารก เป็นเช่นนี้จะปกป้องผู้ใดได้”หนานอิงได้ยินเช่นนั้นตกใจยิ่ง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันควัน"นายน้อยองครักษ์ของท่านผู้นี้ เหตุใดทำให้ลูกชายข้าเจ็บตัวเช่นนี้ การประลองกับเด็กท่านควรออมมือให้มากมิใช่ทำให้พวกเขาบาดเจ็บ ข้าไม่ยอมท่านต้องจัดการเขาให้ข้าด้วย"“อิงอิงเจ้าใจเย็น ๆ ก่อน เขาคงไม่ได้ตั้งใจ”หานเซียวทำท่าประหลาด ทั้งยังมองคนของตนด้วยสายต
เมื่อกัวกงก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในพระตำหนัก รูปร่างอันสูงใหญ่และท่วงท่าอันสง่างามของเขาก็ดึงดูดสายตาของรั่วเสียนได้ในทันที ด้วยความเร่งรีบจากเหตุการณ์ด่วน เสนาบดีหนุ่มจึงสวมเพียงชุดคลุมกายสีขาว รวบผมยาวสีดำสนิทเป็นมวยไว้เหนือศีรษะและปักปิ่นหยกเรียบง่ายเอาไว้เท่านั้นทว่าการแต่งกายที่แสนง่าย
องค์หญิงใหญ่รั่วเสียนเสด็จมาถึงพระตำหนักไท่เหออันเป็นที่ประทับของฮ่องเต้น้อยด้วยจิตใจที่รุ่มร้อนดั่งไฟสุม ยามนี้นอกตำหนักแวดล้อมไปด้วยความมืดมิดและเงียบเชียบ ทว่าภายในใจของนางกลับเต็มไปด้วยพายุคลั่งที่โหมกระหน่ำ ระหว่างนั้นนางพยายามระงับความตื่นตระหนกเพื่อรับฟังรายงานจากราชองครักษ์อย่างเงียบเชียบ เ
หัวหน้าองครักษ์ก้มหน้าลงติดพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความกดดันและความรู้สึกผิดอันหนักอึ้งก่อนจะกราบทูลต่อ"พวกกระหม่อมเข้าไปตรวจตราตามปกติ แล้วพบกงกงที่เฝ้าอยู่ข้างที่นอนของฝ่าบาทน้อย ถูกคนร้ายลอบทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งองครักษ์เวรยามก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ต่อมาพวกกระหม่อมไหวตัวทัน จึงสามารถตามจับ
ราตรีดึกสงัด ท้องฟ้าเบื้องบนมืดมิดไร้แสงดาวดวงใดทอประกาย ลมฤดูเหมันต์พัดโบกกระหน่ำผ่านยอดไม้แว่วเสียงหวีดหวิว รั่วเสียนนอนหลับอยู่ในห้องบรรทมอย่างสงบ หลังจากต้องตรากตรำอ่านฎีกาและสวดมนต์ภาวนามาตลอดทั้งวัน นางจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราโดยไม่รู้เลยว่าภัยเงียบกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะไม่รู้ว่าเวลาผ่านไ












Rebyu