Masukรั่วซีนักสร้างหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ของนางเป็นหุ่นยนต์ทำลายล้างที่ทั่วโลกต้องการนำไปใช้ในสงคราม วันที่นางเซ็นสัญญาซื้อขาย คือวันที่วิญญาณของนางถูกดึงเข้าในยุคสงคราม
Lihat lebih banyakจินรั่วซี นักออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ ที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของโลกเลยก็ว่าได้ หุ่นยนต์ของเธอไม่ได้ไว้เพื่อช่วยงานบ้านหรือเพื่อการศึกษา แบบนั้นมันธรรมดาไป
หุ่นยนต์ที่จินรั่วซีสร้างขึ้นมันมีไว้เพื่อใช้งานในสงคราม ประสิทธิภาพของมันยังดีเกินคาด การทำลายล้างเรียกได้ว่า สูงกว่าใช้คนจริงๆ ในการฆ่ากันเสียอีก
กองทัพไม่ต้องเสียเงินในการรักษาอาการบาดเจ็บ ไม่ต้องเตรียมเสบียงอาหาร ไม่ต้องฝึกหนักเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสนามรบ อาวุธถูกติดตั้งอยู่ที่ตัวหุ่นยนต์เลย เรื่องจัดหาอาวุธจึงไม่ต้องคิดให้ยุ่งยาก
ต่อให้เสียแขนขาหรือหัวก็ยังมีระบบสั่งการให้สู่ต่อจนกว่าจะหมดสิ้นทาง พอเป็นเช่นนั้นพวกมันจะระเบิดตนเอง โดยนำตัวเองไปให้อยู่ใกล้รัศมีของศัตรูให้มากที่สุด เพียงแค่ต้องใช้ทุนในการซื้อจัดซื้อมากสักเล็กน้อย ประเทศมหาอำนาจ ไม่มีผู้ใดสนใจเรื่องราคาของมัน เพียงแค่ทำยังไงก็ได้ให้ได้มาครอบครอง
จินรั่วซีไม่มีผู้ใดรู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอ เธอเก็บตัวอยู่ในห้องสูทสุดหรูใจกลางกรุงปักกิ่ง องค์กรใหญ่ที่เธอทำงานด้วยปกป้องข้อมูลของเธอเป็นอย่างดี เงินที่ไหนเข้ามาภายในองค์กรมากมายมหาศาลเขาจะยอมให้คนอื่นชิงตัวเธอไปได้อย่างไร
เงินที่เธอได้มาทั้งหมด ล้วนหมดไปกับการซื้อสิ่งของเพื่อเติมเต็มวัยเด็ก วัยรุ่นที่ไม่เคยได้มีเช่นคนอื่น เธอจึงไม่เคยคิดที่จะใช้เงินเพื่อสาธารณประโยชน์เลยสักครั้ง
และวันนี้ก็เหมือนเดิม เธอออกไปฉลองความสำเร็จของตนเอง กับเงินที่เพิ่งจะถูกนำมาส่งมอบถึงสองพันล้านหยวน ด้วยการซื้อตึกแปดชั้นกลางเมืองปักกิ่งเสียเลย
จินรั่วซี นำเงินมาเทลงบนที่นอนใหม่ของเธอจนเต็ม แล้วกระโดดขึ้นไปนอน หัวเราะอย่างมีความสุข “มีเงินมันดีแบบนี้เอง” เธอกางเกง กางขาอ้ารับความสุขที่เพิ่งได้มาอย่างต็มที่
นี่เป็นเพียงเงินส่วนแรกที่เธอได้รับจากการส่งตัวอย่างหุ่นยนต์และเซ็นสัญญาเรียบร้อย เธอไม่โง่ถึงขั้นส่งโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาอย่างยากลำบากไปด้วย
ขั้นตอนสุดท้ายที่จะส่งมอบยังเหลือเวลาอีกเกือบสิบวัน ตอนนี้เธอจึงมีเวลาที่จะหาความสุขได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่คิดว่ามันคือค่ำคืนสุดท้ายที่เธอได้ดื่มด่ำกับเงินทองที่ได้มาจากความหวาดกลัวของคนทั่วโลก
“ตื่นได้แล้วนังหนู” เสียงแหบแห้งของคนมีอายุเรียกจินรั่วซีให้ตื่นจากความฝันหวานของเธอ
“หืม” เมื่อลืมตาตื่นได้เต็มที่ จินรั่วซีก็ต้องกระโดดลุกพรวดขึ้นมานั่งอย่างมึนงง
เมื่อตรงหน้าของนางเป็นชายชราหนวดยาว ผมขาวโพลนไปทั้งหัว แล้วยังสวมใส่เสื้อผ้าประหลาด เมื่อนึกดีๆ ก็พอจะเดาได้ว่าในคือชุดโบราณที่เธอเห็นในละคร
พอมองไปรอบๆ ตัวก็ต้องตกใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อตอนนี้ที่เธออยู่ไม่ใช้ห้องนอนในตึกสุดหรูที่เธอเพิ่งจะครอบครองได้เพียงวันเดียว มันคือป่าเขาที่งดงาม รายล้อมด้วยขุนเขาสูงใหญ่ แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่าน ช่างงดงามจนไม่อาจละสายตาได้
แต่ว่า...ไม่ใช่เวลาที่เธอจะมาดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติที่ได้เห็นน้อยครั้งนัก
“เออ...ฉันมาอยู่ที่ได้ไงคะ แล้วคุณตาเป็นใคร”
“เจ้าเป็นคนฉลาด แต่ความฉลาดของเจ้าสร้างความหายนะให้กับโลกใบปี ในเมื่อเจ้าต้องการให้เกิดสงคราม เช่นนั้น...เจ้าก็ไปพบเจอสงครามกับตาตนเองเถิด”
“ห๊ะ!!! เดี๋ยวก่อนค่ะ ฉันไม่เข้าใจ คุณตาหมายความว่าไงคะ” เธอรีบโบกมือปฏิเสธ เมื่อเห็นชายชราตรงหน้ายกมือขึ้น เหมือนจะชี้ลงทัณฑ์มาทางเธอ
“เมื่อไปถึงเจ้าจะเข้าใจได้เอง ใช้สติปัญญาของเจ้าเพื่อเอาตัวรอดเถิด ข้าหวังว่าครั้งนี้เจ้าจะไม่เดินทางผิดเป็นครั้งที่สอง”
สิ้นคำ ภาพตรงหน้าของจินรั่วซีก็ค่อยๆ เลือนรางไป พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ภาพตรงหน้าก็กลายเป็นค่ำคืนของฝันร้ายที่ตัวเธอไม่เคยนึกฝันว่าจะได้มาพบเห็นกับตาตนเอง
เสียงกรีดร้อง เสียงร่ำไห้ กลุ่มควันไฟและเพลิงที่กำลังลุกไหม้เผาผลาญทุกสิ่งอย่างน่าหวาดกลัว
“ซีซี!!! ซีซี เจ้าได้ยินพี่หรือไม่” เด็กหนุ่มตรงหน้าเขย่าเรียกตัวรั่วซีที่ยังคงนอนอยู่กับพื้น เบิกตากว้างมองทุกสิ่งด้วยความตกใจ
“...” รั่วซีหันมาตามเสียงเรียก เด็กหนุ่มใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตา ดินโคลนปิดบังใบหน้าที่แท้จริงเอาไว้เสียเกือบครึ่ง ในอ้อมแขนของเขายังมีเด็กผู้ชายอายุคงไม่เกินห้าหนาวกอดรัดเอาไว้แน่น
“ต้องรีบหนีแล้ว ทหารแคว้นต้าเยี่ยบุกมาใกล้ถึงแล้ว หากยังช้าอยู่พวกเราจะต้องตายกันหมด” มือของเขาช่วยดึงตัวรั่วซีให้ลุกขึ้นเพื่อออกวิ่ง
จิตใต้สำนึกของรั่วซีทำให้นางเอ่ยพูดออกไปว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่เล่า” เด็กหนุ่มนิ่งอึ้ง แม้แต่นางที่เป็นคนพูดก็นิ่งอึ้งไม่ต่างไปจากเขา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ตายแล้ว” น้ำเสียงของเขากลั้นสะอื้นเอาไว้อย่างปวดใจ จนรั่วซีที่ไม่เคยสัมผัสถึงความรักของคนในครอบครัวนางยังอดที่จะเสียใจร่วมไปกับเขาไม่ได้ “พวกเราเหลือกันเพียงสามพี่น้องแล้ว รีบไปก่อนที่พวกทหารจะมาเพิ่ม เจ้าลุกไว้หรือไม่ หรือจะขี่หลังข้า”
“ข้าลุกไหว” นางลุกขึ้นวิ่งตามเด็กหนุ่มตรงหน้าไปด้วยความมึนงง
ทุกย่างก้าวที่นางได้ผ่านไป มีคนนอนตายทุกหนแห่ง คนเจ็บที่ไม่อาจพาหนีไปด้วยได้ทุกทิ้งให้นอนรอความตายอย่างทรมาน เด็กเล็กที่ถูกทิ้งเอาไว้ ส่งเสียงร้องเรียกหาบิดามารดา รั่วซีไม่รู้ว่าที่ไม่พาไปด้วยกลัวเป็นภาระหรือว่าบิดามารดาตายกันหมดแล้ว พอนางจะวิ่งไปดูพวกเขาก็ถูกพี่ชายเจ้าของร่างดึงให้วิ่งต่อ
“ช่วยไม่ได้แล้ว หากเจ้าพาไปด้วย จะต้องพาไปกี่คน เจ้าก็คงไม่อาจเอาตัวรอดได้” แม้คำพูดจะดูโหดร้าย แต่ทุกถ้อยคำมันคือความจริง
รั่วซีไม่มีเวลาหยุดคิด เมื่อมีกลุ่มทหารขี่ม้าบุกเข้ามาเพิ่ม ในมือที่ถือดาบกำลังฟาดฟันใส่ร่างของชาวบ้านที่อยู่ใกล้มืออย่างบ้าคลั่ง สตรีบางคนถูกฉุดกระชากเข้าไปในพงหญ้าที่อยู่ใกล้ตัว ก่อนจะเกิดเสียงกรีดร้องอย่างทรมานออกมา
ไม่ต้องตามไปดูให้เห็นกับตาก็พอจะรู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้น รั่วซีสั่นสั่นสะท้านไปทั้งตัว ร่างที่วิญญาณของนางเข้ามาอยู่แทนที่ แม้ยังไม่เติบโตเต็มที่ แต่ก็พอจะนึกออก หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นสตรีพวกนั้น นางเองก็คงไม่รอดเช่นกัน ถึงได้รีบออกตัววิ่งอย่างสุดชีวิตไปพร้อมที่ชายของนาง
แต่จำนวนคนที่กำลังหนีตาย และร่างกายที่มีบาดแผลทั้งยังดูอ่อนแอจะหนีไปได้ไกลแค่ไหน รั่วซีเหลือบไปเห็นป่าข้างทางที่มีชาวบ้านบางส่วนวิ่งเข้าไปบ้างแล้ว นางจึงดึงเสื้อของพี่ชายให้หันกลับมาแล้วชี้ไปทางป่าด้านข้าง
“เข้าไปซ่อนตัวก่อน”
“ไป!!!”
รั่วซีวิ่งขึ้นไปนำอยู่ด้านหน้า สายตาและสมองประมวลไปด้วยว่าต้องเอาตัวรอดเช่นใด ข้างหน้าไม่ไกลมีถ้ำอยู่ แต่ชาวบ้านส่วนมากก็มุ่งหน้าไปที่ถ้ำเช่นกัน
นางเห็นต้นไม้ใหญ่ที่แตกกิ่งก้านเพียงพอให้พวกนางสามคนหลบซ่อนได้ ทั้งยังมีใบไม้ที่หนาปกคลุมอยู่ด้วย
“ขึ้นไปด้านบน”
“จะขึ้นได้อย่างไร ด้านหน้ามีถ้ำ ไปหลบร่วมกับคนอื่นดีกว่า”
“หากทหารตามมาเจอ ท่านว่าคนที่อยู่ในถ้ำจะรอดหรือไม่ หากขึ้นไปซ่อนบนต้นไม้ ทางรอดยังจะมีความเสีกว่า ไหนจะสัตว์ป่าอีก อีกไม่นานพวกมันจะต้องออกมาตามกลิ่นคาวเลือดแน่” สายตาของรั่วซีจริงจังจนพี่ชายนางอดเห็นด้วยไม่ได้
รั่วซีไม่รอให้เขาตอบรับ นางก็รีบขึ้นไปก่อนแล้ว “ส่งน้องเล็กมา” นางยื่นมือมารับตัวน้องชาย
รั่วซีตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในรถม้าโดยมีมู่ฉินฉานกอดเอาไว้ ด้านข้างของนางมีบุตรชายที่นอนอยู่ในห่อผ้าโดยไร้แม่นมทั้งสองติดตามมาด้วย“มู่ฉินฉาน ท่านทำบ้าอันใด!!!” รั่ววีตวาดเสียงดัง ทั้งยังทุบตีเขาอีกหลายที“เจ้าเสียงดังอันใด ลูกตกใจหมดแล้ว” มู่ฉินฉานรีบอุ้มเด็กทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม “ฮวนเออร์ ฮุ่ยเออร์ เด็กดี พวกเจ้าอยากไปอยู่กับพ่อใช่หรือไม่”“เหอะ ไม่รู้ว่าที่โรงหมอจะวุ่นวายมากเพียงใด” รั่วซีทำได้เพียงถอนหายใจออกมา แล้วรับบุตรชายทั้งสองมาป้อนนมให้พวกเขาที่โรงหมอวุ่นวายเช่นที่รั่วซีคิดจริง เมื่อคนหายไปหลายคนอีกทั้งยังเป็นทารกน้อยสองคน ที่ไม่สมควรเดินทางไกลอีกด้วย มู่ฉินฉานทิ้งไว้เพียงจดหมายหนึ่งฉบับเพื่อแจ้งเรื่องการเดินทางของเขา แม้แต่ใต้เท้ามู่และเสิ่นซื่อเองก็นึกโมโหบุตรชายตัวดี“ไม่รู้ว่ากลัวผู้ใดจะพรากเมียพรากบุตรไปจากเขาอีก ถึงได้กระทำการต่ำช้าเช่นนี้” เสิ่นซื่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมีโทสะ“ท่านพี่ แล้วหลานชายทั้งสองของข้าจะเกิดอันตรายหรือไม่เจ้าคะ” ฮูหยินหลิวกลัวว่าหลานชายจะเป็นอันใด“ซีซีนางเป็นหมอ บุตรชายนางจะเป็นอันใดได้อย่างไร” หมอหลิวนึกถึงมู่ฉินฉานก็แค้นใจ ไ
จินตงชุนและจินตงเฉิงเองก็นั่งอยู่ข้างเตียงช่วยเรียกรั่วซีอีกแรง แต่นางก็ยังคงหลับสนิทเช่นเดิม บุตรชายทั้งสองก็ร้องไห้อยู่นานกว่าจะพากันหลับด้วยความอ่อนเพลีย“มีหนทางหรือไม่ท่านหมอ” อาฟ่านเอ่ยถามขึ้นมาเสียงสั่น“คงได้แต่รอให้นางตื่นขึ้นมาเอง” หมอหลิวก็หมดหนทางที่จะช่วยแล้ว หมอจวงที่ถูกตามตัวมาช่วยตรวจก็ไม่อาจหาหนทางช่วยได้รั่วซีที่ทุกคนกำลังวุ่นวายเพราะการหลับไม่ตื่นของนาง ตอนนี้กำลังนั่งมองหน้าอาจารย์ลู่ ที่กำลังดื่มชาอย่างใจเย็น สถานที่แห่งนี้นางเคยเข้ามาแล้ว เมื่อครั้งที่วิญญาณของนางมาในมิติโบราณครั้งแรก“ท่านอาจารย์ ท่านดึงวิญญาณของข้ามา เพื่อให้ข้านั่งมองท่านดื่มชาหรือเจ้าคะ”อาจารย์ลู่วางแก้วชาลง “ข้าจะส่งเจ้ากลับมิติเดิมของเจ้า หน้าที่ของเจ้าในมิติโบราณจบสิ้นลงแล้ว”รั่วซีเลิกคิ้วขึ้นมอง “หืม...ท่านจะให้ข้าทิ้งบุตรชายที่ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเช่นนั้นหรือ” นางยื่นหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ“ก่อนหน้าเป็นเจ้าที่เรียกร้องอยากจะกลับมิใช่หรือ”“แต่ตอนนั้นข้ายังไม่มีบุตรของตนเอง ข้าไม่กลับแล้วเจ้าค่ะ”“หึหึ ได้”“หืม...ง่ายเช่นนี้เลยหรือเจ้าคะ”“แล้วเหตุใดต้องยากด้วยเล่า กลับไปได้แล้ว คงวุ่นวาย
หมอหลิวได้แต่ถอนหายใจออกมา จะเร็วกว่านี้หนึ่งวันหรือช้ากว่านี้สักวันก็ไม่ได้เลย เขาลุกขึ้นเดินไปสั่งความด้านนอก “เตรียมห้องคลอด”มู่ฉินฉานได้ยินว่าเตรียมห้องคลอด เขาก็โยนต้นหนามที่อยู่ด้านหลังทิ้งแล้วลากตัวบ่าวที่กำลังวิ่งไปเตรียมของให้นำทางไปเรือนพักของรั่วซีความจริงก็แทบไม่ต้องใช้คนนำทางเลย เมื่อบ่าวมากกว่าครึ่ง ทั้งยังมีเสี่ยวจง อาฟ่านและอาเหิงอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซีแล้วมู่ฉินฉานเห็นอาฟ่านและอาเหิงยืนอย่างร้อนใจอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซี ก็เดินเข้าไปถีบทั้งสองคนละทีจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปในเรือนพักของนางอย่างรวดเร็ว“หลีกไป!!!” เขาตวาดออกมาเสียงดัง เมื่อสาวใช้กำลังช่วยประคองรั่วซีเพื่อไปที่ห้องคลอด“เสียงดังเพื่ออันใด” รั่วซีได้แต่ถลึงตามองเขามู่ฉินฉานเดินไปช้อนตัวนางขึ้นอุ้ม “นำทาง” เขาเอ่ยกับสาวใช้ที่ตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัว “รอให้เจ้าคลอดก่อนแล้วข้าจะมาจัดการเจ้าด้วย”“หึ ผู้ใดจะจัดการผู้ใดกันแน่” นางทุบไปที่แผงอกของเขา แต่ก็ต้องนิ่วหน้าเสียเอง เมื่อท้องของนางบีบรัดแรงขึ้น “โอ๊ยยย” นางร้องออกมาเบาๆ“เจ็บมากหรือ” เขากระชับรั่ววีเข้ามากอดเอาไว้แน่น แล้
อาฟ่านและอาเหิงสะดุ้งสุดตัว ต่างก็รีบส่ายหน้าพร้อมกัน เมื่อถูกคิดว่าเป็นบิดาของเด็กในท้องรั่วซี“ไม่ใช่ขอรับ”“หึหึ ข้ารู้ตัวว่าไหวมากน้อยเพียงใดเจ้าค่ะ ที่ข้าขอร้องให้ท่านช่วยจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยหรือไม่เจ้าคะ”“ข้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าไปที่จวนก่อนเถิด ข้าคงต้องจัดหาหมอตำแยมาเพิ่มแล้วกระมัง” หมอจวงได้แต่ส่ายหน้า แล้วขึ้นรถม้าเพื่อนำทางรั่วซีไปที่พักของนางโรงหมอในเมืองหย่งเป่ยก็ไม่ต่างจากเมืองซิวเชียงนัก เมื่อรั่วซีนางต้องการโรงหมอที่อยู่ติดกับจวนพัก เพื่อสะดวกในการรักษาเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากหมอจวงทุกอย่างจึงง่ายขึ้น นางส่งจดหมายมาแจ้งเขาล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว ทั้งสถานที่และคนที่ต้องการเรียนรู้จากนางก็พร้อมเรียบร้อยแล้ว ยังมีผู้ช่วยหมอที่อยู่ในเมืองตู่เป่ยและเมืองชุนเป่ยที่เดินทางมารอเรียนกับนางอีกด้วยทางโรงหมอนางไม่ต้องเข้าไปวุ่นวายมากนัก เมื่อมีหมอจวงคอยจัดการอยู่ รั่วซีนางจึงเปิดสอนวิชาการแพทย์ของนางที่จวนของนางเลยหมอหลิว เมื่อคำนวณแล้วว่ารั่วซีนางใกล้คลอด เขาก็ลางานในสำนักหมอหลวงโดยบอกว่าจะไปช่วยรั่วซีนางจัดตั้งโรงหมอที่เมืองหย่งเป่ย แล้วพาครอบครัวเดินทางไปหย่ง
เริ่มแรกโรงหมอเปิดทำการรักษาโดยไม่คิดเงิน เพื่อให้ชาวบ้านที่ไม่มีเงินมารักษาและเพื่อให้หมอต้วนได้มีโอกาสตรวจและรักษาจากตัวผู้ป่วยจริงถึงจะบอกว่าเป็นการรักษาโดยไม่คิดเงิน แต่หากชาวบ้านคนใดที่ต้องการจ่ายเงินค่ายาหรือค่ารักษา จะมีกล่องไม้ที่ตั้งเอาไว้เปิดรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เงินส่วนนี้รั่วซีนางยกให้ห
มู่ฉินฉานรู้แก่ใจว่าหมอหลิวคงรู้เรื่องของตนและรั่วซีแล้ว เขาคุกเข่าลงตรงหน้าของหมอหลิวเสียงดัง แผ่นหลังที่เคยยืดตรงยามนี้มันห่อเหี่ยวลงอย่างสิ้นหวัง“ก่อนหน้าข้าน้อยไม่รู้ความกระทำเรื่องไม่ดีลงไป ตอนนี้ทุกสิ่งอย่างล้วนได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ข้าน้อยไม่จำเป็นต้องหมั้นหมายกับคุณหนูเว่ย หวังว่าท่า
ฮูหยินหลิวที่ยังไม่รู้เรื่องก็เข้าไปดึงตัวรั่วซีให้ลุกขึ้นแล้วกอดปลอบนางเอาไว้ จินตงเฉิงเองก็ตกใจไม่น้อยที่เห็นพี่สาวอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ออกมา“เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่ ท่านพี่มันเรื่องอันใดกัน” เมื่อทั้งสองเอาแต่นิ่งเงียบ ฮูหยินหลิวก็อดที่จะเอ่ยถามขึ้นมาไม่ได้“ซีซี...” เขาถอนหายใจออกมา ทรุดตัวลงนั่งอย
แต่มู่ฉินฉานจะยอมรับง่ายๆ ได้อย่างไร เขาคุกเข่าอยู่ที่หน้าเรือนพักของมารดาตนเองเพื่อหวังให้นางเปลี่ยนใจ แต่เรื่องหมั้นหมายเจรจาไปแล้วเสียเกือบครึ่ง เหลือเพียงแค่ส่งของหมั้นและแลกเปลี่ยนเทียบชะตาก็นับว่าสิ้นสุด นายท่านมู่กับเสิ่นซื่อจะยอมเปลี่ยนใจได้อย่างไร“ในเมื่อเจ้าอยากคุกเข่ามากนัก ก็เข้าไปคุกเ






![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





Ulasan-ulasan