로그인“ตัวร้ายในนิยายตัวนี้ชื่อเหมือนฉันเลยแต่กลับโง่งมมากกว่าฉันนัก ถ้าเป็นฉัน ฉันจะไม่หย่ากับสามีที่มีฐานะดีที่สุดในหมู่บ้านแล้วหนีตามอันธพาลชั่วที่ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีอะไรแน่ แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร พยายามดิ้นรนสุดชีวิตผลสุดท้ายก็ถูกพระเอกนางเอกเล่นงานจนตายอย่างน่าอนาถ” หลินเยี่ยนฟางเคยพูดเอาไว้ตอนที่เพื่อนรักอ่านนิยายเรื่องนี้ให้ฟัง คิดไม่ถึงว่าผลสุดท้ายพอตายไปแล้วเธอจะได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของนางร้ายในนิยายที่เพื่อนของเธอเคยอ่านให้ฟังเสียแล้ว พอได้เข้ามาอยู่ในโลกแห่งนิยายจริงๆ หลินเยี่ยนฟางจึงได้รู้ว่าสิ่งที่คิดเอาไว้กับความเป็นจริงแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ยอมแพ้ ในเมื่อมีโอกาสได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง อีกทั้งร่างกายนี้ก็แข็งแรงดีแล้วเธอจะยอมแพ้กับอุปสรรคแค่เพียงเล็กน้อยที่ผ่านเข้ามาได้อย่างไร ทุกครั้งที่ล้มเหลวเธอก็มักจะลุกขึ้นมาใหม่ได้เสมอ ยิ่งคราวนี้เป็นโลกในนิยายที่เธอรู้ตอนจบของนิยายเรื่องนี้แล้ว เธอย่อมไม่มีทางยินยอมให้ตนเองเดินตามรอยของนางร้ายในนิยายอย่างแน่นอน
더 보기เซี่ยเหวินเป่าคือเด็กชายตัวน้อยที่เรียนเก่งที่สุดในโรงเรียน ทุกคนในโรงเรียนต่างก็รู้กันทั่วว่าพ่อของเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยงหมู แม่ของเขาคือช่างตัดเสื้อ คุณตาทำงานในโรงงาน คุณยายเป็นคนขายผัก คุณน้าเป็นพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่ง สาเหตุที่ทุกคนรู้อย่างละเอียดก็เพราะทุกคนได้อ่านเรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” ที่เซี่ยเหวินเป่าเขียนเรียงความฉบับนี้ทำให้ทุกคนในโรงเรียนต่างพากันซาบซึ้งในความรักความอบอุ่นของครอบครัวที่มีฐานะธรรมดาแต่กลับร่ำรวยความสุขของเซี่ยเหวินเป่า เรียงความเรื่อง “ครอบครัวของฉัน” ที่เซี่ยเหวินเป่าเขียนทำให้เขาได้รับทุนการศึกษาจนถึงระดับชั้นอุดมศึกษาเลยทีเดียวตอนที่เขาได้รับทุนทุกคนที่บ้านต่างก็มีสีหน้าเขียวคล้ำกันไปทั้งบ้าน โดยเฉพาะพ่อของเขาที่รีบมาขอสละสิทธิ์ทุนการศึกษาที่เขาได้รับในทันที โดยบอกกับท่านอธิการว่าที่บ้านของเขามีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะส่งเสียเซี่ยเหวินเป่าเรียนจนจบระดับอุดมศึกษาได้สบาย ขอให้ท่านอธิการมอบทุนการศึกษานี้ให้แก่ผู้ที่มีผลการเรียนดีแต่ที่บ้านไม่มีทุนทรัพย์ดีกว่า ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเซี่ยหยางชุนยิ่งทำให้เซี่ยเหวินเป่าได้รับความชื่นชมจากทุกคนในโรงเ
เมื่อหมดเรื่องของโจวจินหมิงไปแล้วความสัมพันธ์ของเสิ่นชิงหลีและลู่อวิ๋นก็ดีขึ้นตามลำดับ พอหลินเยี่ยนฟางได้รู้ว่าเป็นเสิ่นชิงหลีที่ไปเกลี้ยกล่อมให้บรรดาผู้ปกครองของเด็กสาวที่เคยถูกทั้งโจวจินหมิงและเฉียวเยี่ยนเคยล่อลวงและล่วงละเมิดให้รวมตัวกันไปแจ้งความเพื่อเอาผิดคนชั่วก็อดรู้สึกชื่นชมเสิ่นชิงหลีไม่ได้ หากเป็นไปตามเนื้อหาในนิยายเสิ่นชิงหลีก็คือนางเอกที่อ่อนโยน อ่อนหวานและบอบบาง ทุกการกระทำและทุกความสำเร็จของเธอล้วนได้รับความช่วยเหลือจากพระเอกอย่างลู่อวิ๋นเสมอ หลินเยี่ยนฟางจึงคิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือการจัดการของเสิ่นชิงหลีเมื่อเนื้อเรื่องเปลี่ยนไปชีวิตของตัวละครในนิยายก็เปลี่ยนแปลง ตัวร้ายที่กลับตัวกลับใจอย่างหลินเยี่ยนฟางก็ได้มีชีวิตที่ดีมีลูกชายตัวน้อยน่ารักให้เลี้ยงดู ส่วนนางเอกอย่างเสิ่นชิงหลีและพระเอกอย่างลู่อวิ๋นก็ยังคงลงเอยกันด้วยดีดังเดิม พวกเขาได้แต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บรรดาตัวร้ายทั้งหมดก็ต่างแพ้ภัยตนเองไม่เข้ามาเกะกะระรานในชีวิตของพวกเขาอีกแม้ว่าบทสรุปในตอนท้ายของนิยายจะจบลงไปแล้วแต่หลินเยี่ยนฟางก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข เธอและสามีต่างคน
พอเจ้าหน้าที่เข้ามาในร้านหลินเยี่ยนฟางก็รีบชี้ไปที่เฉียวเหลียน เสวี่ยซิงเหยาและเสวี่ยซิงซินในทันที“คุณตำรวจคะ สามคนนี้เข้ามาหาเรื่องฉันที่ร้านค่ะ” คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เจ้าหน้าที่รีบเดินตรงเข้าไปหาคนทั้งสามที่หลินเยี่ยนฟางชี้ตัวในทันที“ฉันไม่ได้ตั้งใจมาก่อกวน ก็แค่ตั้งใจจะมาสอบถามถึงเรื่องที่ค้างคาใจเพียงเท่านั้น” เฉียวเหลียนพูดพลางจ้องมองหลินเยี่ยนฟางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าว“แต่เมื่อครู่นี้เธอเงื้อมือพุ่งเข้ามาโดยมีความตั้งใจจะตบฉันนะ ถ้าฉันไม่ใช้ฝ่าเท้ายันเธอออกป่านนี้ใบหน้าของฉันคงจะมีรอยฝ่ามือของเธอไปแล้ว เรื่องนี้สามีของฉันและคนในร้านก็สามารถช่วยเป็นพยานได้” เมื่อหลินเยี่ยนฟางพูดเช่นนี้เฉียวเหลียนก็เม้มปากแน่น เพราะตอนนี้ด้านหลังของหลินเยี่ยนฟางและสามีมีพนักงานในร้านออกมายืนจ้องมองสถานการณ์กันหลายคน อีกทั้งพวกเขายังส่งเสียงบอกกับตำรวจด้วยว่าพวกเธอสามคนเข้ามาก่อความวุ่นวายในร้าน“ฉันไม่ได้ตั้งใจก็แค่อารมณ์เพียงชั่ววูบเพียงเท่านั้น คุณตำรวจฉันยังไม่ได้ลงมือทำร้ายใครไม่ถือว่ามีความผิดนะคะ” คำพูดของเฉียวเหลียนทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายพลันส่ายหน้าในทันที“คุณครับแค
พอพ้นช่วงสามเดือนแรกไปเซี่ยเหวินเป่าก็ไม่ตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยอีกต่อไปแล้ว พอได้นอนนานขึ้นก็พลันอารมณ์ดีขึ้นทั้งแม่ทั้งลูก หลินเยี่ยนฟางจึงมีเวลาเพียงพอที่จะไปดูแลร้านด้วยตนเอง แน่นอนว่าตอนอยู่ที่ร้านเธอต้องหอบหิ้วลูกชายตัวน้อยไปด้วย ความน่ารักของเขาทำให้ทุกคนในร้านมักจะพากันแวะเวียนมาหยอกล้อเขาตลอดทั้งวัน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเซี่ยเหวินเป่าจะชอบที่นี่มากไม่เพียงไม่งอแงยังยิ้มโชว์เหงือกแดงๆ ให้ผู้คนในร้านได้เห็นเกือบทั้งวันอีกด้วย“ต้าเป่าน้อยหน้าตาอิ่มเอม ดูแค่แวบเดียวก็รู้เลยว่าเป็นคนที่มีอำนาจวาสนา วันหน้าเขาจะต้องมีกินมีใช้ไม่รู้จักหมดแน่” เมื่อป้าซ่งพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็พยักหน้า“พ่อของเขาเลี้ยงหมูปลูกชามากมายขนาดนั้น วันหน้าถ้าไม่เกเรมากจนเกินไปก็คงจะดูแลกิจการของพ่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง ถึงอย่างไรของกินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของคนทุกยุคทุกสมัย กิจการที่เกี่ยวข้องกับของกิน เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ถ้าไม่ทำตัวเหลวแหลกจนเกินไปจะต้องสามารถใช้หาเลี้ยงตนเองไปได้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว” หลินเยี่ยนฟางพูดพลางจ้องมองเซี่ยเหวินเป่าที่ในตอนนี้กำลังหัวเราะจากการหยอกล้อของหลินฮุ่ยและหลินหว่าน“ยังเล
พอลู่อวิ๋นเห็นว่าทุกสายตากำลังพุ่งตรงมาที่เขา โดยเฉพาะสายตาของเสิ่นชิงหลีที่เต็มไปด้วยการตัดพ้อและกล่าวหาทำให้เขาต้องรับพูดออกมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของตนเองในทันที“ผมเห็นว่าชิงหลีกำลังไม่สบายใจและกำลังระบายความในใจให้พวกคุณฟัง ก็เลยคิดว่าไม่เข้ามาขัดจังหวะจะดีกว่าเผื่อว่าพวกคุณจะช่วยพูดให้เธอห
อยู่ๆ เสิ่นชิงหลีที่หายหน้าไปนานก็มาหาที่บ้านหลินเยี่ยนฟางก็หันไปส่งสายตาสอบถามคุณแม่เสิ่นในทันที พอเห็นว่าคุณแม่เสิ่นส่ายหน้าหลินเยี่ยนฟางก็หันไปส่งสายตาสอบถามคุณแม่หลิน พอคุณแม่หลินส่ายหน้าเธอก็กลอกตาขึ้นไปมองด้านบนเพดานในทันที“ต้าเป่าของน้าไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันต้าเป่าคิดถึงน้าไหม น้าไม่ได้เจอ
ลูกชายคือสิ่งมีชีวิตที่มากไปด้วยพละกำลัง หลินเยี่ยนฟางแทบจะไม่ได้นอนนานเกินสองชั่วโมงเลยนับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล โชคดีที่ยังมีเซี่ยหยางชุนคอยลุกขึ้นมาดูแลลูกชายให้เธอจึงได้นอนต่อ แต่ถึงอย่างไรเสียงร้องไห้ของลูกชายก็ทำให้เธอไม่สามารถนอนได้อย่างเป็นสุขเท่าใดนัก โชคดีที่ตอนกลางวันคุณแม่หลินและคุณแม่เ
ร้านของหลินเยี่ยนฟางเริ่มลงจักรเย็บผ้าเพิ่มก็ต้องใช้เงินเพิ่ม ทั้งการก่อสร้างเพื่อขยายร้านของไปทางด้านหลัง ทั้งการเพิ่มจักรเย็บผ้าและการเพิ่มคนงาน เดิมทีคุณพ่อและคุณแม่เสิ่นตั้งใจจะช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย แต่หลินเยี่ยนฟางกลับคิดว่าให้พวกเขานำเงินเก็บไปซื้อที่ดินเอาไว้ดีกว่า โดยเฉพาะที่ดินที่อยู่บริเวณ











