Mag-log inนานหลายชั่วโมงที่ชายหนุ่มนั่งทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่นโดยไม่ลุกไปไหน จนกระทั่งได้ยินเสียงครางแผ่วเบาก็ลุกขึ้นแทบจะทันที
“เป็นอะไร” คำถามดังขึ้นก่อนที่เจ้าของร่างสูงจะเดินมาถึงขอบเตียงในไม่กี่ก้าว
“เผลอพลิกตัว เลยเจ็บแผลค่ะ” เธอตอบเสียงแหบ เหงื่อซึมทั้งที่อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ
“.....” เขาถอนหายใจด้วยความโล่งใจที่ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น
“กี่โมงแล้วคะ” ร่างเล็กพยายามพยุงตัวเองขึ้นนั่งพิงหัวเตียงโดยมีมือหนาคอยประคอง
“5 โมงกว่า” เขาตอบหลังจากที่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู
“เย็นแล้วนี่คะ” เธอถามพร้อมกับเอามือประคองทับผ้าปิดแผลตัวเอง
“อืม” คิ้วหนาขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าสวยหวานยังซีดอยู่
“แล้วทำไมพี่ยังไม่กลับล่ะคะ ไม่ต้องไปไหนเหรอ” หญิงสาวถามหลังจากหย่อนเท้าลงบนพื้น
“.....ลุกไปกินข้าวกินยา” เขาไม่ตอบแต่ออกคำสั่งเธอแทน
ญารินดาทำหน้าเซ็งแบบเห็นได้ชัด เธอเกลียดการกินยา ไม่เหมือนกับคู่แฝดของเธอที่กินยาง่าย การกินยาสำหรับเธอจึงไม่ต่างกับการกลืนก้อนหิน
เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กไม่ยอมลุกขึ้น เขาจึงโน้มตัวลงช้อนอุ้มเธอเดินตัวลอยไปวางลงบนโซฟาอย่างเบามือ
“พี่คี เพลงเบื่อโจ๊ก”
“หมอให้กินอาหารที่ย่อยง่ายไม่ใช่หรือไง”
“ข้าวก็กินได้ปกตินะ”
“.....ไปล้างหน้าล้างตาอาบน้ำให้เรียบร้อย เดี๋ยวสั่งของกินมาให้” เขาถอนหายใจ สายตามองดวงหน้าหวานที่มีท่าทางอ้อนอย่างเห็นได้ชัด จนต้องยอมใจอ่อน
“ขอบคุณค่ะ”
ร่างบอบบางใช้มือค่อยๆยันตัวเองลุกขึ้น เธอยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ก็ค่อยๆเดินไปทางห้องน้ำ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องนอน เธอเดินเข้าไปในห้องแต่งตัว คว้าเอาเสื้อผ้ากับผ้าเช็ดตัวแล้วเดินหายเข้าห้องน้ำไป
อาหารเย็นมาถึงในเวลาไม่นาน คีตพัฒน์จัดการเทอาหารใส่จานให้ญารินดา ก่อนเลื่อนมาไว้ตรงหน้าเธอ
“กินช้าๆ อย่ารีบ”
ญารินดาพยักหน้า เธอหยิบช้อนส้อมมาถือในมือ ตักน้ำซุปในถ้วยเล็กขึ้นชิมก็พยักหน้า ก่อนจะตักข้าวมันไก่ในจานใส่ปาก
“อร่อยนะคะ”
“ก็ดี”
“พี่คีไม่กินเหรอคะ”
“กิน”
เขาตักอาหารของตัวเองขึ้นมากินบ้าง ทั้งสองคนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในโซนห้องครัว โดยมีเพียงเสียงช้อนกระทบชามเบาๆ ความเงียบนั้นทำให้ญารินดาเหลือบมองอีกฝ่าย
“พี่คีทำธีสิสถึงไหนแล้วคะ”
“ใกล้เสร็จแล้ว”
“จริงเหรอคะ”
“อืม เหลือแก้รายละเอียดกับเก็บข้อมูลอีกนิดหน่อย”
“งั้นวันนี้เพลงทำให้พี่เสียเวลาเลยสิ”
“ไม่ได้เสียเวลาขนาดนั้น” คีตพัฒน์วางช้อนลง
ญารินดาพยักหน้าอย่างเข้าใจเธอไม่ใช่คนคิดอะไรเยอะแยะมากความ คีตพัฒน์ยกมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะตักอาหารกินต่อ
“กินให้หมด”
“ค่ะ”
เธอก้มหน้าก้มตากินต่อจนเกือบหมดจานก่อนจะวางช้อนลง เอนหลังพิงเก้าอี้อย่างคนอิ่มจัด
“กินยาเลยไหมคะ”
“หลังอาหารสักพัก เดี๋ยวพี่เอามาให้”
“ค่ะ”
“คืนนี้นอนเร็ว”
“ยังไม่ง่วงเลย”
“ไม่ต้องรอให้ง่วง”
“พี่นี่เหมือนพ่อเพลงเลย”
“ถ้าเป็นพ่อเธอคงบ่นมากกว่านี้”
“ก็จริง”
ญารินดาหัวเราะออกมา ก่อนจะลุกขึ้นยืน แต่พอขยับตัวเร็วไปหน่อยก็ต้องหยุดนิ่ง คีตพัฒน์รีบมองทันที
“เจ็บ?”
“นิดหน่อยค่ะ”
“อย่าขยับเร็วสิ ไปนั่งรอก่อน” เขาลุกขึ้นเก็บชามอาหารแล้วถือไปวางไว้ที่ซิงก์
หลังจากกินยาและนั่งพักอีกครู่หนึ่ง คีตพัฒน์จึงเดินมาหยิบหมอนจากโซฟา
“ไปนอนได้แล้ว”
“พี่จะนอนแล้วเหรอ”
“ยัง”
“แล้วพี่นอนที่ไหน”
“โซฟา”
“แต่โซฟามันแคบ”
“นอนได้”
“พี่สูงตั้งขนาดนี้ จะนอนได้ยังไง”
“ก็ต้องนอนให้ได้”
ญารินดาไม่รู้จะพูดอะไร เธอพยักหน้ารับ แล้วค่อยๆลุกขึ้น เดินกลับเข้าห้องนอนช้าๆปิดประตูห้องไป ส่วนคีตพัฒน์ก็กลับมานั่งลงบนโซฟา เปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมาอีกครั้ง
เขามองหน้าจอธีสิสที่ค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจแล้วเริ่มพิมพ์งานต่อ คืนนี้เขาคงต้องนอนโซฟาไปก่อน อย่างน้อยก็จนกว่าคนในห้องจะดีขึ้นกว่านี้หน่อย
ทุ่มครึ่ง แต่ละคนก็ทยอยมารวม พีรรัตน์กับอัญญารินมาถึงก่อน ทั้งสองคนเถียงกันมาตลอดทาง ตามด้วยคีตพัฒน์ที่มาพร้อมกับญารินดา ซึ่งก็เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขามาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นให้กับทุกคน ญารินดามองเขาพร้อมกับเบะปากเมื่อนึกถึงการพูดจาของเขาที่เธอได้เจอขวัญชนกกับวรรณวิวามาถึงเป็นคู่ปิดท้าย ทุกคนช่วยกันลงมือจัดการมื้ออาหารมื้อใหญ่ตรงหน้ากันอย่างสนุกสนาน“พี่ธีล่ะ” พีรรัตน์มองซ้ายขวาไม่เห็นธีรภัทรก็ถามพรีญาภัส“ไปข้างนอก มีสายด่วน” หญิงสาวตอบแบบไม่คิดอะไรมาก“หือ สายด่วน เด็กเหรอ” พีรรัตน์แกล้งน้องสาวตามความเคยชิน“ประมาณนั้น” ไหล่เปลือยไหวอย่างไม่แคร์“หืออ” คีตพัฒน์กับพีรรัตน์ขมวดคิ้วแล้วมองสบตากัน“เห็นว่าไปเคลียร์น่ะ ท่าทางน่ากลัวด้วย พรีนล่ะกลัวแทนเธอคนนั้น” พรีญาภัสทำท่าทางขยาด“ถ้าหล่อนเลือกจะวุ่นวายกับพี่ธี หล่อนก็ต้องทำใจเอาไว้แล้วล่ะ ช่างเถอะ เอ้า ชนกันหน่อยดีกว่า” พีรรัตน์เองก็รู้กิตติศัพท์พี่ชายดีคีตพัฒน์นิ่ง เขาฟังสิ่งที่น้องๆ คุยกันโดยไม่ออกความเห็น เขาเองก็โตมาไล่ๆ กับทุกคน รวมถึงรู้ดีว่านิสัยและรสนิยมของผู้ชายบ้านเขาเป็นยังไงเมื่อของกินเริ่มร่อยหรอลง พรีญาภัสจึงลุกขึ้นเด
หลายอาทิตย์ต่อมา หลังจากที่แผลผ่าตัดหายดีและญารินดาก็ไม่ค่อยเจ็บแผลเธอก็มาเรียนตามปกติจนกระทั่งวันสอบ พวกเธอมารวมตัวกันหลังจากสอบเสร็จโดยไม่ต้องนัดกันแม้แต่น้อย“เอาล่ะ ต้องเลี้ยงส่งกันแล้วนะ” พีรรัตน์พูดขึ้นหลังจากเดินมารวมตัววันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย ขวัญชนกกับวรรณวิวาต้องเตรียมตัวที่จะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เพื่อนๆ ตั้งใจจะเลี้ยงส่ง ทุกคนจึงมารวมตัวกันหมด ไม่เว้นแม้แต่คีตพัฒน์กับพีรรัตน์ที่ตามมาสมทบด้วย“ฉันรู้สึกแปลกๆ ว่ะ” ญารินดาพูดขึ้น สีหน้าเธอหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด“เอาน่า ค่อยติดต่อกันก็ได้” วรรณวิวาที่ทำใจได้บ้างแล้วบอกพร้อมกับยิ้มให้เพื่อนๆ“นั่นสิ ซัมเมอร์ก็ยังกลับมาหากันได้นี่” พรีญาภัสปลอบเพื่อนแต่ก็น้ำตาซึม“ฉันว่า.....” อัญญารินจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก“ปาร์ตี้เลี้ยงส่งกันดีกว่าคืนนี้ บ้านใครดี” พีรรัตน์ออกความเห็นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ“บ้านฉันไหม ถ้าไปบ้านพวกเธอเดี๋ยวจะเสียหายถ้าพี่คีกับพีไปด้วย” พรีญาภัสเอ่ยชวนโดยไม่ลืมคิดถึงข้อนี้“บ้า ไม่มีอะไรมั้ง คุณพ่อคุณแม่ก็รู้จักกัน” ญารินดาไม่คิดอะไร เธอหัวเราะน้อยๆ“ตามนั้น คืนนี้เจอกันที่บ้าน เดี๋ยวพี่กลับไปเอาโน้ตบุ๊
นานหลายชั่วโมงที่ชายหนุ่มนั่งทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่นโดยไม่ลุกไปไหน จนกระทั่งได้ยินเสียงครางแผ่วเบาก็ลุกขึ้นแทบจะทันที“เป็นอะไร” คำถามดังขึ้นก่อนที่เจ้าของร่างสูงจะเดินมาถึงขอบเตียงในไม่กี่ก้าว“เผลอพลิกตัว เลยเจ็บแผลค่ะ” เธอตอบเสียงแหบ เหงื่อซึมทั้งที่อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ“.....” เขาถอนหายใจด้วยความโล่งใจที่ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น“กี่โมงแล้วคะ” ร่างเล็กพยายามพยุงตัวเองขึ้นนั่งพิงหัวเตียงโดยมีมือหนาคอยประคอง“5 โมงกว่า” เขาตอบหลังจากที่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู“เย็นแล้วนี่คะ” เธอถามพร้อมกับเอามือประคองทับผ้าปิดแผลตัวเอง“อืม” คิ้วหนาขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าสวยหวานยังซีดอยู่“แล้วทำไมพี่ยังไม่กลับล่ะคะ ไม่ต้องไปไหนเหรอ” หญิงสาวถามหลังจากหย่อนเท้าลงบนพื้น“.....ลุกไปกินข้าวกินยา” เขาไม่ตอบแต่ออกคำสั่งเธอแทนญารินดาทำหน้าเซ็งแบบเห็นได้ชัด เธอเกลียดการกินยา ไม่เหมือนกับคู่แฝดของเธอที่กินยาง่าย การกินยาสำหรับเธอจึงไม่ต่างกับการกลืนก้อนหินเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กไม่ยอมลุกขึ้น เขาจึงโน้มตัวลงช้อนอุ้มเธอเดินตัวลอยไปวางลงบนโซฟาอย่างเบามือ“พี่คี เพลงเบื่อโจ๊ก”“หมอให้กินอาหารที่ย่อยง่ายไม่ใช่
และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หลังจากที่ถอดสายน้ำเกลือ เปลี่ยนเสื้อผ้า เคลียร์ค่าใช้จ่าย รอเภสัชกรมาจ่ายยาและอธิบายรายละเอียดเสร็จ เจ้าของร่างเล็กบอบบางก็ได้กลับมาถึงคอนโดในเวลาเพียงไม่นาน“ขอบคุณค่ะ” ญารินดากล่าวขอบคุณพี่ชายของเพื่อนสนิทอีกครั้งหลังจากที่เดินมาถึงหน้าห้องของเธอ“มีปัญญาถือเข้าไปเหรอ” คีตพัฒน์ถามเธอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มือทั้งสองข้างที่ถือของอยู่ยกขึ้นสูง“.....” ร่างเล็กยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นคีตพัฒน์พูดจาแบบนี้ ปกติพี่ชายของเพื่อนสนิทเธอคนนี้จะยิ้มเก่ง พูดน้อย และท่าทางนุ่มนวลอยู่ตลอด“เข้าไป” เขาไม่ได้สนใจเธอที่กำลังยืนอึ้งอยู่แม้แต่น้อย มือข้างที่ว่างเอื้อมผ่านร่างเล็กที่หันหน้าเข้าหาเขาไปกดรหัสประตูแล้วเปิดออกญารินดาหมุนตัวช้าๆ ค่อยๆเดินไปหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่แล้วเอนกายพิงพนัก คิ้วเรียวขมวดอย่างลืมตัวเมื่อเธอรู้สึกเจ็บที่แผล“กินข้าวกินยาซะ” คำสั่งเฉียบขาดพร้อมกับถ้วยใส่โจ๊กกับยาวางลงตรงหน้า“.....” หญิงสาวมองยาแล้วก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา“กินยายากสินะ” เขามองออกในปราดเดียว“.....” เธอไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ“จัดการให้เรียบร้อย
“ผมอุ้มเองครับ” เสียงทุ้มห้าวของคีตพัฒน์ดังขึ้นเรียกสายตาจากทุกคนเมื่อมาถึงห้องพัก เจ้าหน้าที่เตรียมจะอุ้มญารินดาที่ยังไม่ฟื้นจากยาสลบเพื่อย้ายไปยังเตียงในห้องพัก แต่คีตพัฒน์ที่เดินมาถึงพอดีได้พูดขึ้นแล้วเดินเข้ามาข้างเตียงคนไข้ มองร่างเล็กบอบบางที่ยังหลับสนิทยู่ ช้อนอุ้มด้วยความระมัดระวังแล้ววางลงบนเตียงที่พยาบาลเพิ่งปรับให้เสร็จเรียบร้อยอย่างเบามือหลังจากพยาบาลแจ้งสิ่งที่ญาติต้องรับทราบเสร็จก็กลับออกไป บรรยากาศในห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ สองหนุ่มนั่งลงบนโซฟาตัวยาว นริยานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง อัญญารินที่ยืนเคียงข้างมารดา คีตพัฒน์ยืนอยู่อีกฝั่งของเตียง ตามด้วยพรีญาภัสที่มองเพื่อนด้วยสายตาเป็นห่วง“ขอบใจทุกคนนะจ๊ะ โดยเฉพาะคี น้าขอบใจมาก ถ้าวันนี้ไม่ได้พ่อคี น้องเพลงคงแย่” นริยาส่งยิ้มจางๆให้กับทุกคนและหยุดลงที่คีตพัฒน์“ไม่เป็นไรครับ” เขาค้อมศีรษะเล็กน้อย สายตามองไปที่ใบหน้าสวยหวานที่ยังหลับสนิทอยู่“เรากลับกันก่อนดีไหม ให้ยัยเพลงพักผ่อนไปก่อน น่าจะมึนยาอีกนาน พรุ่งนี้เราค่อยมากันใหม่” อัญญารินออกความเห็น“แม่ว่าก็ดีนะ พิณลับไปที่คอนโดนะ ใกล้ๆ เผื่อมีอะไรแม่จะได้โทรหา” นริยาสั่งบุ
‘พี่คี ฝากไปดูยัยแฝดหน่อยดิ บอกว่าปวดท้อง คงไม่ได้ไปงานด้วย’“แฝด.....คนไหน”‘ยัยเพลงน่ะ ผมรอรับยัยพิณไปงาน พี่ธีกับพรีนกลับไปแต่งตัวที่บ้าน เลยแยกกันไป เดี๋ยวผมส่งเลขห้องไปให้ในข้อความ’“เออๆ”การสนทนาจบลงหลังจากได้รับรู้ว่าผู้ที่ต้องทำให้เขาต้องเสียเวลาจากงานที่กำลังทำคือใคร ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วลุกออกจากโต๊ะทำงาน ยืดบิดกายไปมาคลายความเมื่อยจากการนั่งเป็นเวลานาน เมื่อได้ยินเสียงแชทขึ้นก็หยิบขึ้นมาดู ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานเดินเลยไปยังประตูห้องแล้วออกไปคีตพัฒน์ หนุ่มหล่อวัย 21 ปี ส่วนสูง 190 เซนติเมตร ที่กำลังจะเรียนจบแล้วเตรียมตัวเข้าช่วยงานพี่ชายทั้งสองที่บริษัท บ้านของเขามีพี่น้องแท้ทั้งหมด 4 คน และไม่แท้อีก 1 คน ตัวของคีตพัฒน์เป็นคนที่ 3 ของพี่น้องดูจากภายนอกเหมือนรูปร่างของคีตพัฒน์จะผอมสูง แต่ในความเป็นจริงเขาไม่ใช่คนผอม กล้ามเนื้อที่มีเรียกว่าสวยงามก็ไม่ผิด มันไม่เยอะเกินไปแต่ก็ไม่ได้ผอมจนเก้งก้างเมื่อออกจากลิฟต์และเดินมาถึงหน้าประตูหน้าที่เป็นจุดหมาย ชายหนุ่มเคาะเรียกเจ้าของห้องอยู่นานแต่ก็ไม่มีคนมาเปิดจนเริ่มเกิดอาการหงุดหงิด มือหนาหยิบโทรศัพท์เตรียมที่จะโทรไปหาน้องชายแต่







