LOGINและไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หลังจากที่ถอดสายน้ำเกลือ เปลี่ยนเสื้อผ้า เคลียร์ค่าใช้จ่าย รอเภสัชกรมาจ่ายยาและอธิบายรายละเอียดเสร็จ เจ้าของร่างเล็กบอบบางก็ได้กลับมาถึงคอนโดในเวลาเพียงไม่นาน
“ขอบคุณค่ะ” ญารินดากล่าวขอบคุณพี่ชายของเพื่อนสนิทอีกครั้งหลังจากที่เดินมาถึงหน้าห้องของเธอ
“มีปัญญาถือเข้าไปเหรอ” คีตพัฒน์ถามเธอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มือทั้งสองข้างที่ถือของอยู่ยกขึ้นสูง
“.....” ร่างเล็กยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นคีตพัฒน์พูดจาแบบนี้ ปกติพี่ชายของเพื่อนสนิทเธอคนนี้จะยิ้มเก่ง พูดน้อย และท่าทางนุ่มนวลอยู่ตลอด
“เข้าไป” เขาไม่ได้สนใจเธอที่กำลังยืนอึ้งอยู่แม้แต่น้อย มือข้างที่ว่างเอื้อมผ่านร่างเล็กที่หันหน้าเข้าหาเขาไปกดรหัสประตูแล้วเปิดออก
ญารินดาหมุนตัวช้าๆ ค่อยๆเดินไปหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่แล้วเอนกายพิงพนัก คิ้วเรียวขมวดอย่างลืมตัวเมื่อเธอรู้สึกเจ็บที่แผล
“กินข้าวกินยาซะ” คำสั่งเฉียบขาดพร้อมกับถ้วยใส่โจ๊กกับยาวางลงตรงหน้า
“.....” หญิงสาวมองยาแล้วก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
“กินยายากสินะ” เขามองออกในปราดเดียว
“.....” เธอไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
“จัดการให้เรียบร้อย ถ้าพี่กลับมา เธอยังไม่กินยา พี่คงต้องป้อนเอง” คีตพัฒน์สั่งแล้วหมุนตัวเปิดประตูหายออกไป
หลังจากพี่ชายเพื่อนสนิทเดินออกไปแล้ว ญารินดาก็ค่อยๆขยับนั่งตัวตรงแล้วมองสิ่งที่ต้องจัดการตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี แต่ก็ยอมหยิบถ้วยโจ๊กที่แค่อุ่นๆขึ้นมาตักกินช้าๆพออิ่ม เสร็จแล้วจึงวางถ้วยลงแล้วหยิบถ้วยใส่ยาที่คีตพัฒน์จัดการเอาไว้ให้ขึ้นมาถือในมือแล้วนิ่งอยู่แบบนั้นนานหลายนาที
“ยังไม่กินอีกเหรอ” คีตพัฒน์เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับโน้ตบุ๊กโดยที่หญิงสาวไม่ทันได้ตั้งตัว
“.....” มือบางที่ยังถือถ้วยยาอยู่วางมันลงบนโต๊ะ ใบหน้าจิ้มลิ้มหันมามองผู้มาใหม่พร้อมกับเบะปาก
“เธอไม่อยากหายหรือไง” คอมพิวเตอร์พกพาเครื่องบางเฉียบถูกวางลงบนโต๊ะกระจกหลังจากร่างสูงก้าวเท้ายาวๆเข้ามาภายในโซนรับแขก
“ก็อยาก แต่มันชอบติดคอ เลยไม่อยากกิน”
“.....เหรอ เอายาใส่ปากซะ” คีตพัฒน์ขยับมายืนตรงหน้าหญิงสาวพลางออกคำสั่ง
“.....” ญารินดาเอายาใส่ปากแล้วรับแก้วน้ำที่ถูกยื่นมาตรงหน้าขึ้นดื่มด้วยใบหน้าหงิกงอ
“ทำหน้าให้มันดีๆหน่อย” เสียงแหบห้าวดังขึ้นระยะประชิด
“แค่ก แค่ก อะ ทำบ้าอะไรเนี่ย!!!”
ด้วยความตกใจทำให้ญารินดากลืนน้ำดื่มลงคออย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ๆคีตพัฒน์ก็โน้มตัวลงมาประชิด ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างจากใบหน้าของเธอแค่คืบ เสียงไอค่อกแค่กดังไม่หยุดเมื่อหญิงสาวสำลักน้ำอึกใหญ่ มือบางกุมแผลที่หน้าท้องสีหน้าทรมาน
“กลืนได้แล้วนี่” คีตพัฒน์ถอยไปนั่งที่โซฟาตัวเดี่ยวด้วยท่าทางพอใจ
“อะ อีตานี่.....” ญารินดาพึมพำให้คนอายุมากกว่าได้ยินอย่างไม่ปิดบัง
“เฮ้ ฉันอายุมากกว่าเธอนะ” เขาโวยวายอย่างไม่จริงจัง
“ไม่สน อ๊ะ เจ็บบบบ!!!” เสียงหวานใสร้องวี้ดเมื่อเจ้าตัวพยายามจะลุกขึ้นแต่เจ็บแปลบที่แผลจนหน้าเสีย
“สม” เขาพูดซ้ำเติมแต่ก็ขยับตัวช้อนอุ้มร่างผอมบางเดินตัวปลิวไปวางที่เตียงนอนอย่างเบามือ
“เพราะใครล่ะ” เธออดไม่ได้ที่จะแดกดัน
“พูดมาก นอนไปเลยไป” คีตพัฒน์ไม่รอฟังคำตอบ ชายหนุ่มเดินออกไปยังโซฟาและหยิบโน้ตบุ๊กของตัวเองขึ้นมาเปิด จดจ่อสมาธิไปที่สิ่งตรงหน้าภายในเวลาไม่กี่นาที
หญิงสาวที่ถูกอุ้มมาวางบนเตียงขยับตัวให้อยู่ในท่าทางสบายๆ มือควานไปที่โต๊ะวางโคมไฟข้างเตียงเพื่อหาโทรศัพท์ด้วยความเคยชิน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้หยิบโทรศัพท์เข้ามาเลย
“พี่.....คี” เสียงเล็กหวานใสเอ่ยขึ้นช้าๆแต่ก็ดังพอให้คนที่นั่งอยู่ด้านนอกห้องนอนได้ยินเพราะตอนเขาเดินออกไป ประตูไม่ได้ถูกปิด
“.....” เจ้าของชื่อไม่ได้ขานรับ แต่มือที่รัวคีบอร์ดอยู่ชะงักไปเล็กน้อย
“เพลงลืมหยิบโทรศัพท์เข้ามา” เธอบอกเสียงอ้อมแอ้ม
“.....” ดวงตาคมกวาดมองรอบตัวก่อนจะเห็นโทรศัพท์เครื่องบางเฉียบที่วางอยู่บนโซฟา
มือหนาหยิบมันขึ้นมาถือในมือ แล้วลุกจากโซฟา ก้าวเท้ายาวๆเข้าไปในห้องนอนสีขาวสะอาดตาอีกครั้ง ยื่นมันไปตรงหน้าคนตัวเล็กที่นอนเอนกายพิงหัวเตียงอยู่
“ให้เวลาแค่ 15 นาที ถ้าครบ 15 นาทียังไม่นอน พี่จะเข้ามา” เขาสั่งก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
“สั่งเก่ง เป็นเจ้าของชีวิตเพลงหรือไง” ญารินดามองตามเขาแล้วบ่นพึมพำตามหลัง เธอแค่จะเอามาเช็กว่ามีใครส่งข้อความหรือโทรหาเธอหรือเปล่า
ปลายนิ้วเรียวกดพิมพ์ข้อความส่งหามารดาว่าเธอกลับมาถึงคอนโดอย่างปลอดภัย รวมทั้งคู่แฝดของเธอ และในแชทกลุ่มด้วย ก่อนที่โทรศัพท์เครื่องหรูจะถูกวางลงบนโต๊ะข้างเตียง ตามด้วยร่างบอบบางค่อยๆขยับเอนตัวลงนอนราบกับที่นอนแล้วหลับตาลง ไม่กี่นาทีลมหายใจก็สม่ำเสมอบ่งบอกให้รู้ว่าเธอหลับสนิทไปแล้ว
เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้น ซึ่งคีตพัฒน์มั่นใจว่าไม่ใช่ของตัวเอง เขาลุกจากโซฟาเดินตรงมาในห้องนอน ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเจ้าของห้องหลับสนิทถึงแม้เสียงรบกวนจะดังอยู่ข้างเธอก็ตาม คิ้วหนายกเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แต่เดิมตั้งใจจะกดปิดเสียง แต่เมื่อเห็นชื่อที่ขึ้นโชว์หน้าจอเป็นชื่อของนริยา มารดาของหญิงสาวก็กดรับสาย
“ครับ”
‘อ้าว คีเหรอ น้องล่ะลูก’
“หลับไปแล้วครับ ผมเอาธีสิสมานั่งทำอยู่ที่ห้องเพลงครับ”
‘อ้อ จ้ะ ถ้าคีว่างน้าฝากดูน้องด้วยนะ เพลงกินยายากมาก น้ากลัวเพลงจะไม่ยอมกินยา’
“ได้ครับ”
‘ขอบใจน๊ะจ๊ะ’
“ไม่เป็นไรครับ”
‘งั้นน้าไม่กวนแล้วจ้ะ’
“ครับ”
คีตพัฒน์วางสายจากนริยาแล้วกดปิดเสียงโทรศัพท์ ดวงตาคมมองไปที่ร่างผอมบางที่นอนหลับสนิท ใบหน้าหล่อเหลาส่ายไปมาเบาๆ
ทุ่มครึ่ง แต่ละคนก็ทยอยมารวม พีรรัตน์กับอัญญารินมาถึงก่อน ทั้งสองคนเถียงกันมาตลอดทาง ตามด้วยคีตพัฒน์ที่มาพร้อมกับญารินดา ซึ่งก็เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขามาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นให้กับทุกคน ญารินดามองเขาพร้อมกับเบะปากเมื่อนึกถึงการพูดจาของเขาที่เธอได้เจอขวัญชนกกับวรรณวิวามาถึงเป็นคู่ปิดท้าย ทุกคนช่วยกันลงมือจัดการมื้ออาหารมื้อใหญ่ตรงหน้ากันอย่างสนุกสนาน“พี่ธีล่ะ” พีรรัตน์มองซ้ายขวาไม่เห็นธีรภัทรก็ถามพรีญาภัส“ไปข้างนอก มีสายด่วน” หญิงสาวตอบแบบไม่คิดอะไรมาก“หือ สายด่วน เด็กเหรอ” พีรรัตน์แกล้งน้องสาวตามความเคยชิน“ประมาณนั้น” ไหล่เปลือยไหวอย่างไม่แคร์“หืออ” คีตพัฒน์กับพีรรัตน์ขมวดคิ้วแล้วมองสบตากัน“เห็นว่าไปเคลียร์น่ะ ท่าทางน่ากลัวด้วย พรีนล่ะกลัวแทนเธอคนนั้น” พรีญาภัสทำท่าทางขยาด“ถ้าหล่อนเลือกจะวุ่นวายกับพี่ธี หล่อนก็ต้องทำใจเอาไว้แล้วล่ะ ช่างเถอะ เอ้า ชนกันหน่อยดีกว่า” พีรรัตน์เองก็รู้กิตติศัพท์พี่ชายดีคีตพัฒน์นิ่ง เขาฟังสิ่งที่น้องๆ คุยกันโดยไม่ออกความเห็น เขาเองก็โตมาไล่ๆ กับทุกคน รวมถึงรู้ดีว่านิสัยและรสนิยมของผู้ชายบ้านเขาเป็นยังไงเมื่อของกินเริ่มร่อยหรอลง พรีญาภัสจึงลุกขึ้นเด
หลายอาทิตย์ต่อมา หลังจากที่แผลผ่าตัดหายดีและญารินดาก็ไม่ค่อยเจ็บแผลเธอก็มาเรียนตามปกติจนกระทั่งวันสอบ พวกเธอมารวมตัวกันหลังจากสอบเสร็จโดยไม่ต้องนัดกันแม้แต่น้อย“เอาล่ะ ต้องเลี้ยงส่งกันแล้วนะ” พีรรัตน์พูดขึ้นหลังจากเดินมารวมตัววันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้าย ขวัญชนกกับวรรณวิวาต้องเตรียมตัวที่จะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เพื่อนๆ ตั้งใจจะเลี้ยงส่ง ทุกคนจึงมารวมตัวกันหมด ไม่เว้นแม้แต่คีตพัฒน์กับพีรรัตน์ที่ตามมาสมทบด้วย“ฉันรู้สึกแปลกๆ ว่ะ” ญารินดาพูดขึ้น สีหน้าเธอหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด“เอาน่า ค่อยติดต่อกันก็ได้” วรรณวิวาที่ทำใจได้บ้างแล้วบอกพร้อมกับยิ้มให้เพื่อนๆ“นั่นสิ ซัมเมอร์ก็ยังกลับมาหากันได้นี่” พรีญาภัสปลอบเพื่อนแต่ก็น้ำตาซึม“ฉันว่า.....” อัญญารินจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก“ปาร์ตี้เลี้ยงส่งกันดีกว่าคืนนี้ บ้านใครดี” พีรรัตน์ออกความเห็นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ“บ้านฉันไหม ถ้าไปบ้านพวกเธอเดี๋ยวจะเสียหายถ้าพี่คีกับพีไปด้วย” พรีญาภัสเอ่ยชวนโดยไม่ลืมคิดถึงข้อนี้“บ้า ไม่มีอะไรมั้ง คุณพ่อคุณแม่ก็รู้จักกัน” ญารินดาไม่คิดอะไร เธอหัวเราะน้อยๆ“ตามนั้น คืนนี้เจอกันที่บ้าน เดี๋ยวพี่กลับไปเอาโน้ตบุ๊
นานหลายชั่วโมงที่ชายหนุ่มนั่งทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่นโดยไม่ลุกไปไหน จนกระทั่งได้ยินเสียงครางแผ่วเบาก็ลุกขึ้นแทบจะทันที“เป็นอะไร” คำถามดังขึ้นก่อนที่เจ้าของร่างสูงจะเดินมาถึงขอบเตียงในไม่กี่ก้าว“เผลอพลิกตัว เลยเจ็บแผลค่ะ” เธอตอบเสียงแหบ เหงื่อซึมทั้งที่อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ“.....” เขาถอนหายใจด้วยความโล่งใจที่ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น“กี่โมงแล้วคะ” ร่างเล็กพยายามพยุงตัวเองขึ้นนั่งพิงหัวเตียงโดยมีมือหนาคอยประคอง“5 โมงกว่า” เขาตอบหลังจากที่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู“เย็นแล้วนี่คะ” เธอถามพร้อมกับเอามือประคองทับผ้าปิดแผลตัวเอง“อืม” คิ้วหนาขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าสวยหวานยังซีดอยู่“แล้วทำไมพี่ยังไม่กลับล่ะคะ ไม่ต้องไปไหนเหรอ” หญิงสาวถามหลังจากหย่อนเท้าลงบนพื้น“.....ลุกไปกินข้าวกินยา” เขาไม่ตอบแต่ออกคำสั่งเธอแทนญารินดาทำหน้าเซ็งแบบเห็นได้ชัด เธอเกลียดการกินยา ไม่เหมือนกับคู่แฝดของเธอที่กินยาง่าย การกินยาสำหรับเธอจึงไม่ต่างกับการกลืนก้อนหินเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กไม่ยอมลุกขึ้น เขาจึงโน้มตัวลงช้อนอุ้มเธอเดินตัวลอยไปวางลงบนโซฟาอย่างเบามือ“พี่คี เพลงเบื่อโจ๊ก”“หมอให้กินอาหารที่ย่อยง่ายไม่ใช่
และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หลังจากที่ถอดสายน้ำเกลือ เปลี่ยนเสื้อผ้า เคลียร์ค่าใช้จ่าย รอเภสัชกรมาจ่ายยาและอธิบายรายละเอียดเสร็จ เจ้าของร่างเล็กบอบบางก็ได้กลับมาถึงคอนโดในเวลาเพียงไม่นาน“ขอบคุณค่ะ” ญารินดากล่าวขอบคุณพี่ชายของเพื่อนสนิทอีกครั้งหลังจากที่เดินมาถึงหน้าห้องของเธอ“มีปัญญาถือเข้าไปเหรอ” คีตพัฒน์ถามเธอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มือทั้งสองข้างที่ถือของอยู่ยกขึ้นสูง“.....” ร่างเล็กยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นคีตพัฒน์พูดจาแบบนี้ ปกติพี่ชายของเพื่อนสนิทเธอคนนี้จะยิ้มเก่ง พูดน้อย และท่าทางนุ่มนวลอยู่ตลอด“เข้าไป” เขาไม่ได้สนใจเธอที่กำลังยืนอึ้งอยู่แม้แต่น้อย มือข้างที่ว่างเอื้อมผ่านร่างเล็กที่หันหน้าเข้าหาเขาไปกดรหัสประตูแล้วเปิดออกญารินดาหมุนตัวช้าๆ ค่อยๆเดินไปหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่แล้วเอนกายพิงพนัก คิ้วเรียวขมวดอย่างลืมตัวเมื่อเธอรู้สึกเจ็บที่แผล“กินข้าวกินยาซะ” คำสั่งเฉียบขาดพร้อมกับถ้วยใส่โจ๊กกับยาวางลงตรงหน้า“.....” หญิงสาวมองยาแล้วก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา“กินยายากสินะ” เขามองออกในปราดเดียว“.....” เธอไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ“จัดการให้เรียบร้อย
“ผมอุ้มเองครับ” เสียงทุ้มห้าวของคีตพัฒน์ดังขึ้นเรียกสายตาจากทุกคนเมื่อมาถึงห้องพัก เจ้าหน้าที่เตรียมจะอุ้มญารินดาที่ยังไม่ฟื้นจากยาสลบเพื่อย้ายไปยังเตียงในห้องพัก แต่คีตพัฒน์ที่เดินมาถึงพอดีได้พูดขึ้นแล้วเดินเข้ามาข้างเตียงคนไข้ มองร่างเล็กบอบบางที่ยังหลับสนิทยู่ ช้อนอุ้มด้วยความระมัดระวังแล้ววางลงบนเตียงที่พยาบาลเพิ่งปรับให้เสร็จเรียบร้อยอย่างเบามือหลังจากพยาบาลแจ้งสิ่งที่ญาติต้องรับทราบเสร็จก็กลับออกไป บรรยากาศในห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ สองหนุ่มนั่งลงบนโซฟาตัวยาว นริยานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง อัญญารินที่ยืนเคียงข้างมารดา คีตพัฒน์ยืนอยู่อีกฝั่งของเตียง ตามด้วยพรีญาภัสที่มองเพื่อนด้วยสายตาเป็นห่วง“ขอบใจทุกคนนะจ๊ะ โดยเฉพาะคี น้าขอบใจมาก ถ้าวันนี้ไม่ได้พ่อคี น้องเพลงคงแย่” นริยาส่งยิ้มจางๆให้กับทุกคนและหยุดลงที่คีตพัฒน์“ไม่เป็นไรครับ” เขาค้อมศีรษะเล็กน้อย สายตามองไปที่ใบหน้าสวยหวานที่ยังหลับสนิทอยู่“เรากลับกันก่อนดีไหม ให้ยัยเพลงพักผ่อนไปก่อน น่าจะมึนยาอีกนาน พรุ่งนี้เราค่อยมากันใหม่” อัญญารินออกความเห็น“แม่ว่าก็ดีนะ พิณลับไปที่คอนโดนะ ใกล้ๆ เผื่อมีอะไรแม่จะได้โทรหา” นริยาสั่งบุ
‘พี่คี ฝากไปดูยัยแฝดหน่อยดิ บอกว่าปวดท้อง คงไม่ได้ไปงานด้วย’“แฝด.....คนไหน”‘ยัยเพลงน่ะ ผมรอรับยัยพิณไปงาน พี่ธีกับพรีนกลับไปแต่งตัวที่บ้าน เลยแยกกันไป เดี๋ยวผมส่งเลขห้องไปให้ในข้อความ’“เออๆ”การสนทนาจบลงหลังจากได้รับรู้ว่าผู้ที่ต้องทำให้เขาต้องเสียเวลาจากงานที่กำลังทำคือใคร ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วลุกออกจากโต๊ะทำงาน ยืดบิดกายไปมาคลายความเมื่อยจากการนั่งเป็นเวลานาน เมื่อได้ยินเสียงแชทขึ้นก็หยิบขึ้นมาดู ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานเดินเลยไปยังประตูห้องแล้วออกไปคีตพัฒน์ หนุ่มหล่อวัย 21 ปี ส่วนสูง 190 เซนติเมตร ที่กำลังจะเรียนจบแล้วเตรียมตัวเข้าช่วยงานพี่ชายทั้งสองที่บริษัท บ้านของเขามีพี่น้องแท้ทั้งหมด 4 คน และไม่แท้อีก 1 คน ตัวของคีตพัฒน์เป็นคนที่ 3 ของพี่น้องดูจากภายนอกเหมือนรูปร่างของคีตพัฒน์จะผอมสูง แต่ในความเป็นจริงเขาไม่ใช่คนผอม กล้ามเนื้อที่มีเรียกว่าสวยงามก็ไม่ผิด มันไม่เยอะเกินไปแต่ก็ไม่ได้ผอมจนเก้งก้างเมื่อออกจากลิฟต์และเดินมาถึงหน้าประตูหน้าที่เป็นจุดหมาย ชายหนุ่มเคาะเรียกเจ้าของห้องอยู่นานแต่ก็ไม่มีคนมาเปิดจนเริ่มเกิดอาการหงุดหงิด มือหนาหยิบโทรศัพท์เตรียมที่จะโทรไปหาน้องชายแต่







