ตามระเบียงทางเดินทอดยาว ลู่ซือหนานเดินด้วยกิริยาที่อ่อนช้อย ด้านหลังมีเสี่ยวหลานและมู่ผิงเดินถือถาดไม้ที่วางถ้วยยาสมุนไพรและน้ำแกงบำรุงตามหลังอย่างไม่ห่าง
เมื่อมาถึงหน้าห้องพักหนังสือของเรือนรับรอง นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเคาะประตูเบาๆ
“เข้ามาได้” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังลอดออกมา
ลู่ซือหนานผลักบานประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดเบาๆ เข้าไป ภายในห้องนั้นบัณฑิตหนุ่มกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะในชุดคลุมสีครามเรียบง่าย ข้างกายมีตำราปรัชญาวางกองอยู่เป็นตั้ง
เมื่อเห็นลู่ซือหนานเข้ามา เขาชะงักมือที่ถือพู่กันไว้กลางอากาศ มองนางด้วยสายตาอบอุ่นแต่แฝงด้วยความสงบ
“เจ้าเอาอะไรมาด้วยน่ะ” เผิงเหยียนเฉิงเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้นุ่มนวลแต่ฟังออกว่าประหลาดใจเล็กน้อย เพราะนอกจากถ้วยยาแล้วยังมีถ้วยอีกใบที่สาวใช้นำมา
ลู่ซือหนานยิ้มบางๆ ก่อนจะวางถาดลงบนโต๊ะข้างเขา ตอบเสียงอ่อนว่า
“ข้าทำน้ำแกงไก่บำรุงมาให้ท่านด้วยตัวเอง ดื่มยาฟื้นฟูร่างกายแล้ว ต้องดื่มน้ำแกงเพื่อเพิ่มพละกำลัง ท่านต้องหายดีเร็วๆ นะ”
เผิงเหยียนเฉิงมองนางครู่หนึ่ง ราวกับจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เพียงเอื้อมมือหยิบถ้วยยาอย่างเงียบๆ กลิ่นขมของตัวยาค่อยๆ ลอยฟุ้งในอากาศ
นางเห็นเขาลังเลนิดหนึ่งก่อนจะดื่มยาจนหมดถ้วยในรวดเดียว ทำเอาคิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยรสขมที่แล่นขึ้นมาในปาก
“ขมมากหรือ” ลู่ซือหนานถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง ยาสูตรนี้เป็นสูตรใหม่ที่หมอหลินเพิ่งปรับตัวยาให้เหมาะกับร่างกายของเขา
เผิงเหยียนเฉิงกระแอมเบาๆ แล้วกล่าวทั้งที่ยังทำหน้าอดกลั้น “ไม่ขนาดนั้น ข้าเคยเจอยาที่ขมกว่านี้”
นางมองอย่างห่วงใย แล้วยื่นถ้วยน้ำแกงบำรุงให้เขากินล้างความขม
เขารับมาตักกินไปหนึ่งคำ ไออุ่นของน้ำแกงและกลิ่นหอมละมุนทำให้สีหน้าเขาผ่อนคลายลงชัดเจน นัยน์ตาดำลึกของเขาสะท้อนเงาเล็กๆ ของหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“เจ้าลำบากแทนข้าแล้ว” เผิงเหยียนเฉิงพูดเสียงแผ่ว นัยน์ตาฉายประกายซาบซึ้งลึกซึ้ง
“ข้าเต็มใจ ท่านเองก็ตั้งใจเรียนจนแทบไม่มีเวลา ข้าทำเท่านี้นับว่าเล็กน้อยนัก” ลู่ซือหนานส่ายหน้าน้อยๆ ยิ้มอ่อนโยน
เผิงเหยียนเฉิงมองหญิงสาวตรงหน้า สีหน้านางสงบแต่ในแววตามีรอยอาทรอันลึกซึ้ง เขาไม่เอื้อนเอ่ยคำใดอีก เพียงแต่ตั้งใจตักน้ำแกงบำรุงกินอย่างไม่รีบร้อน ราวกับอยากยืดเวลาที่ได้นั่งอยู่ด้วยกันเช่นนี้ออกไปให้นานที่สุด
ลู่ซือหนานมองดูเขาอย่างเงียบๆ ไม่รู้ว่านางรบกวนเข่าหรือไม่ แต่ไม่อยากลุกไปไหนเลย อยากอยู่ใกล้เขาจนรู้สึกว่าตนเองเห็นแก่ตัวยิ่งนัก
บัณฑิตหนุ่มดื่มซุปจนหมดถ้วย ก่อนจะค่อยๆ วางช้อนลงอย่างนุ่มนวล ลู่ซือหนานหยิบผ้าเช็ดปากส่งให้เขา ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่งก่อนจะรีบเบนสายตาไปคนละทาง
“ท่านจะอ่านหนังสือต่อหรือไม่” ลู่ซือหนานเอ่ยถามเบาๆ ขณะพยักหน้าให้เก็บถ้วยชามใส่ถาด
“ข้ายังมีบทกวีที่อาจารย์สั่งให้แปลความหมาย อยากรีบทำให้เสร็จก่อนเย็น” เผิงเหยียนเฉิงพยักหน้าช้าๆ ลู่ซือหนานลังเลเล็กน้อย แล้วกล่าวเสียงเบา
“ถ้าอย่างนั้น ข้านั่งเงียบๆ ตรงนี้ได้หรือไม่ ไม่รบกวนท่านแน่ ข้าแค่...” นางไม่รู้จะเอาเหตุผลใดมาอ้าง พลางนึกตำหนิตัวเองว่าไม่มีเหตุผลใดเลยที่อยากอยู่ใกล้ชิดและรบกวนเขาเช่นนี้
เผิงเหยียนเฉิงเงยมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนที่เขาเองก็ไม่อาจซ่อนเร้นได้อีกต่อไป ก่อนจะพยักหน้าอนุญาต
“นั่งเถิด ข้าเองก็อยากมีคนนั่งเป็นเพื่อนพอดี” เมื่อเขากล่าวจบ บ่าวอย่างอาหมิงและสองสาวที่ติดตามคุณหนูของพวกนางมาก็ออกไปรอด้านนอก โดยที่เปิดประตูเอาไว้เพื่อความบริสุทธิ์ใจ
ไม่นานเสี่ยวหลานก็กลับมาพร้อมอุปกรณ์ปักเย็บ ลู่ซือหนานนั่งที่ตั่งเล็กริมหน้าต่าง หยิบผ้าไหมผืนบางออกมาเย็บปักลายดอกเหมยอย่างเงียบๆ
แสงแดดอุ่นๆ ทาบลงบนไหล่นาง เส้นผมดำขลับถูกร้อยเรียงด้วยแสงทองอ่อนๆ ทำให้เผิงเหยียนเฉิงที่เหลือบมองเป็นระยะใจสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
บรรยากาศในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงพู่กันเสียดสีกระดาษ และเสียงเข็มเย็บผ้าจิ้มผ่านเนื้อผ้าเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เผิงเหยียนเฉิงวางพู่กันลง ถอนหายใจเบาๆ พลางบิดขี้เกียจ
“บทกวีของหลี่ไป๋แม้จะงดงาม แต่แปลความทีไร ข้าก็ปวดหัวทุกที”
“ก็เพราะบทกวีของท่านหลี่ไป๋ ไม่ใช่แค่ถ้อยคำ แต่ซ่อนความรู้สึกลึกซึ้งอยู่ด้วย ท่านแปลแต่ตัวหนังสือ ย่อมจับใจความไม่ได้”ลู่ซือหนานหัวเราะเบาๆ เงยหน้าขึ้นจากงานปัก
“ข้ารู้ แต่จะให้ข้าเข้าอย่างลึกซึ้งเหมือนกวีเช่นนั้นคงยาก” เผิงเหยียนเฉิงยิ้มเอือมระอา
“เพราะท่านมุ่งมั่นเอาชนะตัวหนังสือ ลองผ่อนคลายแล้วอย่าคิดให้ลึกซึ้งเกินไปนัก คำตอบที่ท่านตามหาอาจจะอยู่ตรงหน้า” ลู่ซือหนานวางงานเย็บปักลงข้างตัว เอียงศีรษะนิดๆ พลางกล่าวอย่างจริงจัง
เผิงเหยียนเฉิงนิ่งฟัง ดวงตาคู่นั้นฉายแววครุ่นคิด ก่อนจะเผลอมองนางตรงหน้าอย่างลึกซึ้งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
บางที นางก็อาจจะเป็นคำตอบที่เขาตามหาอยู่เช่นกัน คำตอบที่หัวใจของเขาเฝ้าถามหารักแท้
แต่อารมณ์ในแววตานั้น เขาไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดออกมา มีเพียงรอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก ก่อนจะก้มหน้ากลับไปหยิบพู่กันขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้ เขาเขียนตัวอักษรลงไปอย่างอ่อนโยน ราวกับเข้าใจความหมายในบทกวีนั้นขึ้นมาแล้ว
************************
สายลมเย็นยะเยือกในฤดูใบไม้ผลิพัดต้องกระดาษหน้าต่างบางเบา ส่งเสียงกรอบแกรบไม่ขาดสายภายในเรือนพักอันเงียบสงัด เผิงเหยียนเฉิงลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่คมที่เคยเปล่งประกายบัดนี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า มือข้างขวาของเขาขยับเพียงเล็กน้อยก็พลันรู้สึกชาดั่งไม่ใช่ร่างกายของตนเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล แผ่วเบาแต่ชัดเจนไม่นานนัก ประตูเรือนก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไม่เบามือนัก ร่างงามในชุดแพรไหมสีแดงลายดอกโบตั๋นเยื้องย่างเข้ามา ใบหน้าเรียวที่แต่งแต้มอย่างประณีตมีเพียงความเย็นชาปรากฏอยู่ในดวงตา“เจ้าฟื้นแล้วหรือ” น้ำเสียงของโจวจิงหยูเยียบเย็นราวหยดน้ำค้างยามรุ่งสาง นางไม่ได้เอ่ยถามไถ่ ไม่ได้เอื้อมมือสัมผัสหน้าผากเขาเช่นภรรยาทั่วไป ทว่ากลับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาตรงหน้ากระดาษบางเบาถูกประทับตราประจำตระกูลโจวเอาไว้อย่างชัดเจน“หนังสือหย่า!” เผิงเหยียนเฉิงเบิกตากว้างขึ้นเพียงนิด ดวงตาที่ขุ่นมัวยิ่งหมองหม่นลง“เพราะเหตุใดเล่าฮูหยิน” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว ทั้งที่แม้แต่เปล่งเสียงยังรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน โจวจิงหยูหัวเราะเบาๆ แต่แฝงด้วยความเยาะหยัน“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมใช้ชีวิตอยู่กับบุรุษพิการเช่นเจ้าหรือ มื
เมืองหลวงของแคว้นสือในยามนี้ยังคงคลุมด้วยหมอกบางๆ ท้องฟ้าสีเทาซีดเย็นชา ราวกับมิได้ต้อนรับการจากไปของผู้ใดเผิงเหยียนเฉิงก้าวเท้าออกจากตรอกเล็กๆ ด้วยไม้เท้า เสียงกระทบพื้นหินดังกึกกักไปตามจังหวะฝีเท้าที่ไม่สม่ำเสมอผ้าคลุมเก่าๆ บนร่างเขาปลิวไหวตามแรงลม ร่างที่เคยยืดตรงอย่างองอาจ บัดนี้โค้งงอเดินไม่มั่นคงอย่างมิอาจขัดขืนทุกย่างก้าวช่างหนักอึ้ง ทุกลมหายใจเจือกลิ่นอับชื้นของความพ่ายแพ้ ไม่มีใครหันมามอง ไม่มีใครเอ่ยถาม ในเมืองหลวงแห่งนี้ ผู้ล้มลงย่อมไร้ค่าดั่งฝุ่นผงที่ถูกเหยียบย่ำบัณฑิตตกอับกำหมัดซ้ายแน่น ฝ่ามือทั้งสอง นั้นเต็มไปด้วยรอยแตกจากความหนาวเหน็บ เขาเดินผ่านจัตุรัสใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยมีชื่อเสียงขจรไกลเมื่อสอบได้ที่หนึ่ง วันนี้ผู้คนในจัตุรัสยังคงพลุกพล่านแต่ไม่มีใครจดจำเขาได้อีกแล้ว“ดูนั่นสิ ขอทานเร่ร่อนอีกคน” เสียงกระซิบดังมาจากกลุ่มคนในร้านชา เขาได้ยินแต่เลือกที่จะเมินเฉยที่ไหล่ขวาของเขา มีห่อผ้าผืนเล็กที่เก็บข้าวของเพียงน้อยนิด ไม่มีแม้แต่ของมีค่าชิ้นใด ทุกสิ่งที่เคยมี ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเช่นเดียวกับความศรัทธาของเขาในวันวานเมื่อเดินถึงประตูเมือง เสียงลั่นเอี๊ยดของประตูที่
ขณะที่รถม้าเคลื่อนตัว เสียงล้อกระทบพื้นหินดังกึกกักเบาๆ เป็นจังหวะ ภายในรถม้าคล้ายโลกอีกใบ เงียบสงบและอบอุ่นผิดกับเส้นทางขรุขระด้านนอกกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรในรถม้าขนาดกลางชวนให้เผิงเหยียนเฉิงรู้สึกผ่อนคลายอย่างแปลกประหลาด เขานั่งก้มหน้าต่ำ มือกำชายเสื้อแน่น ราวกับไม่กล้ามองสบตาลู่ซือหนานที่นั่งอยู่ตรงข้ามลู่ซือหนานนั่งมองเขาเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านจำข้าได้หรือไม่”เผิงเหยียนเฉิงชะงัก เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาแดงเรื่อด้วยความเหนื่อยล้าและความซาบซึ้ง“ข้า...จำได้” เสียงเขาสั่นเครือเล็กน้อย“แม่นางลู่ ผู้เคยเป็นเหมือนน้องสาวในวัยเยาว์ของข้า” เขากล่าวต่อเสียงเบาคล้ายอับอายกับสภาพของตนในตอนนี้“เรียกข้าอย่างเดิมเถอะ ว่าแต่ท่านกำลังจะไปที่ใด” ลู่ซือหนานยิ้มบางๆ ดวงตาแฝงความอ่อนโยนเผิงเหยียนเฉิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “กลับเจียงเฉิน...ข้าจะกลับบ้านเกิด”“เช่นนั้นไปพักที่เรือนของข้าก่อน ดูท่านสิป่วยขนาดนี้ยังจะฝืนเดินทาง”“ข้า...ข้าไม่อาจรบกวนเจ้าได้” เผิงเหยียนเฉิงเบิกตากว้าง“ท่านลุงเผิงช่วยเหลือบิดาข้าไว้เมื่อหลายปีก่อน วันนี้ถึงตาข้าตอบแทนบ้าง” ลู่ซือห
กลางดึกเงียบงัน พระจันทร์เสี้ยวลอยอยู่กลางฟ้า ทอแสงสีเงินเย็นเฉียบลงบนลานเรือนที่ไร้ผู้คนในห้องพักเงียบสงบ เผิงเหยียนเฉิงนอนอยู่บนเตียง ฟูกนุ่มและกลิ่นยาสมุนไพรหอมกรุ่นคล้ายจะช่วยปลอบประโลมทว่าในห้วงฝันของเขากลับเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บและความเจ็บปวดที่ไม่เคยเลือนหาย เป็นภาพฝันที่แสนอัปยศในชีวิตของบุรุษผู้หนึ่งเขาเห็นตัวเองในชุดบัณฑิตสีหม่น นั่งคุกเข่าอยู่กลางลานเรือนใหญ่ของสกุลโจว เบื้องหน้าคือโจวจิงหยูในชุดสีสด งามสง่าแต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชาและรังเกียจ“เผิงเหยียนเฉิง เจ้าไร้ประโยชน์แล้ว” เสียงของนางเย้ยหยัน ดังก้องในหู“สกุลโจวไม่ต้องการภาระอย่างเจ้า”จากนั้น หนังสือหย่าถูกโยนลงมาตรงหน้าอย่างไร้เยื่อใยพ่อแม่ของนางยืนอยู่ข้างๆ แม้ไม่เอ่ยวาจา แต่แววตาที่มองมาก็ชัดเจน รังเกียจระคนชิงชัง และดูแคลน ราวกับเขาไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้วมือที่เคยแข็งแรงของเขาสั่นเทา ลมหายใจขาดห้วง ดวงตาแดงก่ำ แต่ทำได้เพียงประคองหนังสือหย่าขึ้นมาอย่างเงียบงัน ไม่มีเสียงขอร้อง มีเพียงความอัปยศปกคลุมทั่วร่าง เสียงหัวเราะเย้ยหยันของโจวจิงหยูดังก้องขึ้นในหู “เจ้าก็แค่สุนัขที่เราไม่ต้องการแล้ว”“ไสหัวไป”“ไม่
หลังจากเผิงเหยียนเฉิงเล่าเรื่องราวอันขมขื่นของตนจนจบ ลู่หยวนฉีมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา ดวงตาลุ่มลึกปรากฏประกายหนักแน่นเขามองบุรุษหนุ่มตรงหน้าใจเขาปวดหนึบอย่างนึกไม่ถึง ชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ ครั้งหนึ่งเคยเปล่งประกายถึงเพียงนั้น แต่กลับถูกโลกโหดร้ายบดขยี้จนเกือบมอดดับ“เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ตราบที่ยังมีลมหายใจ วันหนึ่งเจ้าจะลุกขึ้นได้ใหม่ และในครั้งนี้ จะไม่มีผู้ใดพรากศักดิ์ศรีของเจ้าไปได้อีก” สายตาของลู่หยวนฉีอ่อนลง เขาตบไหล่เผิงเหยียนเฉิงเบาๆ ราวต้องการถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านสัมผัสนั้นเผิงเหยียนเฉิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยหม่นหมองเหมือนจุดประกายเล็กๆ ขึ้นในความมืดมิด สบตากับชายตรงหน้า ในแววตานั้น ไม่มีความสมเพชเวทนา มีแต่ความนับถือและเชื่อมั่นในตัวของเขา“เหยียนเฉิง เจ้ามีบุญคุณกับตระกูลข้า” ลู่หยวนฉีเอ่ยเสียงทุ้มชัดเจน“ต่อให้ไม่มีเรื่องบุญคุณ เพียงแค่เจ้าตกอยู่ในสภาพนี้ ข้าก็ไม่มีวันปล่อยให้เจ้าร่อนเร่ไปเผชิญชะตากรรมเดียวดายอีก” เขาหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวอย่างมั่นคง“ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนสกุลลู่ ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย หรือเรื่องจะรบก
เช้าวันถัดมา อากาศแจ่มใส แสงแดดอ่อนโยนโปรยปรายลงบนพื้นเรือน ผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่เปิดรับลมเข้ามาในห้องพักฟื้นของบัณฑิตหนุ่มที่กำลังนั่งดื่มยาจากชามกระเบื้องลู่ซือหนานเดินนำหน้าสาวใช้คนสนิทที่ถือถาดใบเล็กในมือ เดินเข้ามาในห้องของเผิงเหยียนเฉิงอย่างร่าเริง ในถาดมีทั้งผลไม้สดที่ปอกและจัดเรียงอย่างน่ากิน และขนมที่นางทำเอง“พี่เหยียนเฉิง วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง”“ดีขึ้นมากแล้ว” เผิงเหยียนเฉิงที่เพิ่งดื่มยาเสร็จ เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาที่เคยหมองเศร้าก็ค่อยๆ มีชีวิตชีวาขึ้น เมื่อได้เห็นลู่ซือหนานมาเยี่ยมเยือนเป็นประจำ ก่อนจะกล่าวต่อ“หมอหลินบอกว่าข้าควรจะเดินเหินบ้าง จะได้ฟื้นตัวเร็วๆ อีกหน่อยก็ว่าจะให้อาหมิงพาออกไปเดินเสียหน่อย” เขากล่าวถึงบ่าวหนุ่มวัยสิบหกที่ลู่หยวนฉียกให้รับใช้ข้างกายเขา“เช่นนั้นก็ดี” นางกล่าวเสียงใส“ข้านำของว่างมาให้ท่านลองชิมดู” นางกล่าวต่อแล้วยิ้มอย่างอ่อนหวาน“ลำบากคุณหนูอีกแล้ว” เขากล่าวเสียงแผ่วเบา ยังคงเรียกสรรพนามที่รักษาระยะห่างแก่ตนกับนางเอาไว้“ไม่ลำบากหรอก ข้าอยากทำเองต่างหาก” ลู่ซือหนานยิ้มกว้างขณะวางจานขนมลงบนโต๊ะไม่นานเสียงฝีเท้าจากบ่าวในเรื
ที่สวนดอกไม้ขนาดใหญ่ ท้องฟ้าสดใสปราศจากเมฆหมอก ลมอ่อนพัดโชยกลิ่นหอมของดอกเหมยกระจายไปทั่วบริเวณบัณฑิตหนุ่มที่กำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น เขาใช้ไม้เท้าที่ถูกสั่งทำให้เป็นพิเศษในการช่วยพยุงเดิน โดยมีบ่าวข้างกายนามว่าอาหมิง ช่วยพาออกจากห้องไปรับลมที่สวนดอกไม้ขณะก้าวเดินอย่างเชื่องช้า มือจับไม้เท้าแน่น เขาสูดกลิ่นหอมของดอกไม้เข้าสู่ปอด รู้สึกว่าร่างกายที่อ่อนแรงเหมือนจะมีชีวิตชีวาขึ้นบ้างเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากศาลากลางสวน เรียกความสนใจจากบัณฑิตหนุ่ม ดวงตาเรียวคมของเขาเหลือบมองไปเห็นลู่ซือหนาน นางยืนเคียงข้างกับบุรุษผู้หนึ่ง ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุขเผิงเหยียนเฉิงยืนนิ่ง มองภาพนั้นเงียบๆ ใต้เงาไม้ ทันใดนั้นเอง ขณะที่ลู่ซือหนานก้มหน้าด้วยความเขินอาย ไป๋ซื่ออันที่นั่งอยู่กลับเลื่อนสายตาไปมองสาวใช้คนหนึ่งที่ถือป้านน้ำชาอยู่ใกล้ๆเพียงชั่วพริบตา เผิงเหยียนเฉิงก็เห็นได้ชัดเจนสายตาคู่นั้น เต็มไปด้วยความเจ้าชู้ ลึกซึ้งผิดวิสัยชายที่ควรเอาใจจดจ่ออยู่กับคู่หมายของตนเอง แม้ว่าสาวใช้คนนั้นจะหลบตาอย่างสุภาพ แต่ไป๋ซื่ออันกลับอมยิ้ม ส่งสายตาเชิงเกี้ยวพาอย่างไม่ปิดบังเผิงเหยียนเฉิงหลุบตาลงช้
ภายในห้องพักที่อบอวลด้วยกลิ่นยาสมุนไพรอ่อนๆ เผิงเหยียนเฉิงนั่งลงช้าๆ บนตั่งไม้ หันหน้าออกไปยังหน้าต่างที่เปิดรับลมเย็นสบายยังไม่ทันได้หลับตาพักผ่อน เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นหน้าห้อง“พี่เหยียนเฉิง” ลู่ซือหนานก้าวเข้ามาพร้อมถาดไม้ในมือ ในนั้นวางกาน้ำต้มยาอยู่“ข้าให้ห้องครัวเตรียมยาตามใบสั่งของหมอไว้ให้ท่านดื่ม ข้าอยากต้มด้วยตัวเอง จึงมาเองเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงนุ่ม ดวงตาใสบริสุทธิ์เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยเผิงเหยียนเฉิงมองนางเงียบๆ แวบหนึ่งในดวงตาคมกริบมีแววอ่อนโยนผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ นางค่อยๆ รินน้ำยาอุ่นร้อนลงในถ้วย แล้วยื่นให้เขาด้วยมือของตนเอง“ยานี้แม้จะขมหน่อย แต่หมอบอกว่าดื่มเป็นประจำจะฟื้นฟูเส้นเอ็นได้เร็วขึ้นเจ้าค่ะ” นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มให้กำลังใจเผิงเหยียนเฉิงยื่นมือไปรับถ้วยยามา ดวงมือที่สัมผัสกับปลายนิ้วของนางเพียงแผ่วเบา แต่กลับส่งผ่านความอบอุ่นที่ทำให้ใจเขาสั่นสะท้านเขารับยามาเงียบๆ ดื่มยาขมเฝื่อนนั้นจนหมดโดยไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย“เจ้าควรกลับไปพักผ่อนเถอะ” เขาเอ่ยเบาๆ หลบสายตาอ่อนโยนของนางอย่างระมัดระวังลู่ซือหนานพยักหน้า ยิ้มอ่อนหวาน “เช่นนั้นข้าจะไปดูหม้อยาอีกที ว่
ตามระเบียงทางเดินทอดยาว ลู่ซือหนานเดินด้วยกิริยาที่อ่อนช้อย ด้านหลังมีเสี่ยวหลานและมู่ผิงเดินถือถาดไม้ที่วางถ้วยยาสมุนไพรและน้ำแกงบำรุงตามหลังอย่างไม่ห่างเมื่อมาถึงหน้าห้องพักหนังสือของเรือนรับรอง นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเคาะประตูเบาๆ“เข้ามาได้” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังลอดออกมาลู่ซือหนานผลักบานประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดเบาๆ เข้าไป ภายในห้องนั้นบัณฑิตหนุ่มกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะในชุดคลุมสีครามเรียบง่าย ข้างกายมีตำราปรัชญาวางกองอยู่เป็นตั้งเมื่อเห็นลู่ซือหนานเข้ามา เขาชะงักมือที่ถือพู่กันไว้กลางอากาศ มองนางด้วยสายตาอบอุ่นแต่แฝงด้วยความสงบ“เจ้าเอาอะไรมาด้วยน่ะ” เผิงเหยียนเฉิงเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้นุ่มนวลแต่ฟังออกว่าประหลาดใจเล็กน้อย เพราะนอกจากถ้วยยาแล้วยังมีถ้วยอีกใบที่สาวใช้นำมาลู่ซือหนานยิ้มบางๆ ก่อนจะวางถาดลงบนโต๊ะข้างเขา ตอบเสียงอ่อนว่า“ข้าทำน้ำแกงไก่บำรุงมาให้ท่านด้วยตัวเอง ดื่มยาฟื้นฟูร่างกายแล้ว ต้องดื่มน้ำแกงเพื่อเพิ่มพละกำลัง ท่านต้องหายดีเร็วๆ นะ”เผิงเหยียนเฉิงมองนางครู่หนึ่ง ราวกับจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เพียงเอื้อมมือหยิบถ้วยยาอย่างเงียบๆ กลิ่นขมของตัวยาค่อยๆ ลอยฟุ้งในอาก
สายลมพัดต้องใบไม้ในสวนกว้างของสกุลลู่ ใบไม้ไหวระริกอยู่ใต้แสงแดดอุ่นเรื่อ พระอาทิตย์อาบแสงบางเบาลงบนระเบียงทอดยาวทุกเช้าเผิงเหยียนเฉิงจะออกมายืนเหยียบบนหินก้อนเรียบในสวน ฝึกการทรงตัว และเดินไปมาช้าๆ เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้มั่นคงขึ้นเวลาผ่านไปห้าเดือนเต็ม นอกจากท่องตำราอย่างเอาจริงเอาจัง เขายังไม่ละเลยการรักษาตัวเองแม้แต่เพียงวันเดียวมือขวาซึ่งเคยอ่อนแรงก็ค่อยๆ กลับมาใช้การได้คล่องแคล่วขึ้นแล้วถึงสามส่วน ภายในเวลาอันสั้นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่แม้แต่หมอที่ดีที่สุดยังเอ่ยปากชมว่ายอดเยี่ยมเกินคาดเมื่อยามบ่ายมาเยือน เผิงเหยียนเฉิงก็จะนั่งนิ่งบนม้านั่งใต้ต้นหลิวใหญ่ อ่านตำราเกี่ยวกับปรัชญา คุณธรรม และหลักการปกครองบ้านเมือง เนื้อหาที่จำเป็นสำหรับการสอบเคอจวี่ในปีหน้า ซึ่งเป็นโอกาสครั้งสำคัญของเขาในการกู้ศักดิ์ศรีและชื่อเสียงกลับคืนมาแม้ความเหนื่อยล้าจะกัดกินร่างกาย แต่สายตาของเขากลับทอประกายแน่วแน่ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความย่อท้ออย่างเช่นในวันนี้ เผิงเหยียนเฉิงนั่งหลังตรงอยู่หน้าตั่งไม้ เคียงข้างด้วยอาจารย์วัยกลางคนจากสำนักศึกษา ดวงตาเผิงเหยียนเฉิงจ้องเขม็งไปยังตำราที่เปิดวางอยู่ตรง
ในห้องโถงของเรือนใหญ่ของสกุลลู่ ทุกอย่างเงียบสงบหลังจากมื้ออาหารเช้า ลู่หยวนฉีและภรรยานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ในห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งอย่างอบอุ่น แสงที่สาดส่องเข้ามาทำให้บรรยากาศในห้องอบอุ่นและเป็นกันเองสายตาของทั้งสองคนมองไปทางหน้าต่างที่เปิดไว้เพียงเล็กน้อย ลมเย็นจากข้างนอกพัดเข้ามาอย่างเบาบาง มองไปยังทิศทางที่ลูกสาวกับเผิงเหยียนเฉิงกำลังนั่งเรียนกลอนกันในห้องเรียนด้านใน“ดูเหมือนว่าลูกเราจะหายเศร้าแล้วจริงๆ” ลู่หยวนฉีพูดเสียงเบาและยิ้มให้กับภรรยาของเขา“ทั้งคู่ดูเหมือนว่าจะก้าวผ่านความเจ็บปวดของพวกตนมาได้แล้ว” อันเหม่ยฉินยิ้มตาม“ใช่” ลู่หยวนฉีพยักหน้า“ตัวเหยียนเฉิงเอง ถึงแม้เขาจะเคยผ่านความลำบาก แต่ก็เห็นได้ว่าเขามีความสามารถในการตั้งใจศึกษา รู้จักเป้าหมาย และมีความซื่อสัตย์ไม่หยุดยั้ง ข้าเชื่อว่าบุรุษอย่างเขาหากได้รักลูกสาวเราแล้วก็ยากจะเปลี่ยนใจ”อันเหม่ยฉินครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนที่จะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “ข้าเห็นว่าเขาทำให้หนานเอ๋อร์ของเราดูมีชีวิตชีวามากขึ้น หลายวันมานี้ข้าไม่เคยเห็นนางยิ้มสดใสขนาดนี้มาก่อน” “มันเป็นเรื่องธรรมชาติของหนุ่มสาวที่จะมีความรู้สึกแบบนี้ เห็นไหม ทุกครั้
เมื่อกลับมาถึงเรือน ลมเย็นยามค่ำเริ่มพัดผ่านสวนในเรือนสกุลลู่ ใบไม้ปลิวไหวส่งเสียงแผ่วเบาดั่งบทเพลงกล่อมใจลู่ซือหนานเดินนำอยู่ข้างหน้า ก้าวเท้าเบาๆ ทว่าดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย ราวกับแม้ร่างกายจะกลับมาได้ แต่ใจยังคงว้าวุ่น เผิงเหยียนเฉิงกับเสี่ยวหลานเดินตามมาเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรพอถึงระเบียงหน้าห้องโถง ลู่ซือหนานก็หยุดเท้า หันกลับมาเผชิญหน้ากับบัณฑิตหนุ่ม ดวงตาคู่งามที่มักเปล่งประกายเสมอ บัดนี้คล้ายมีม่านหมอกบางเบาปกคลุมไว้“วันนี้ข้าต้องขอบคุณท่านจริงๆ” นางเอ่ยเสียงเบา ดวงตาหลุบต่ำเล็กน้อยเผิงเหยียนเฉิงยิ้มบางๆ ส่ายศีรษะช้าๆ ราวกับไม่ต้องการให้เรื่องเล็กน้อยนี้ถูกยกมาพูดถึง“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณ หากข้าอยู่ตรงนั้น แต่ปล่อยให้เจ้าถูกดูหมิ่นเสียชื่อ ข้าคงไม่อาจให้อภัยตัวเองได้” น้ำเสียงของเขาทั้งอ่อนโยนและมั่นคงลู่ซือหนานเม้มริมฝีปากแน่น ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่ใจนางโดยไม่ทันรู้ตัว ดวงตากะพริบถี่ๆ เพื่อไล่ความร้อนผ่าวที่เริ่มก่อตัว“แต่เรื่องในวันนี้ คงทำให้ท่านเดือดร้อนด้วย” นางเอ่ยอย่างลังเล น้ำเสียงแฝงความเป็นห่วงเผิงเหยียนเฉิงกลับหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นนุ่มนวลและอบอุ่นดั่ง
ถนนหินเรียบทอดยาวไปเบื้องหน้า ตลาดเย็นเริ่มคึกคัก ผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงแม่ค้าร้องเรียกขายของดังระงมกลบเสียงอื่นๆ ไปหมด กลิ่นขนมหอมๆ ลอยฟุ้งปะปนกับกลิ่นเครื่องหอมและผ้าไหมที่พ่อค้าแม่ค้านำมาตั้งแผงขายตลอดสองข้างทางลู่ซือหนานเดินนำหน้าเล็กน้อย ดวงตากลมใสเปล่งประกายขณะกวาดมองร้านรวงอย่างตื่นเต้น เสี่ยวหลานเดินตามติดอยู่ไม่ห่าง คอยส่งเสียงกระตุ้นเร้าให้แวะชมร้านนู้นร้านนี้เป็นระยะเผิงเหยียนเฉิงเดินตามมาช้าๆ ไม่เร่งรีบ ใบหน้าคมสงบแต่ดวงตากลับอบอุ่นเมื่อทอดมองภาพตรงหน้า“พี่เหยียนเฉิง ท่านเคยมาที่ตลาดเช่นนี้บ้างหรือไม่” ลู่ซือหนานหันกลับมาถามด้วยรอยยิ้มสดใส แก้มนวลขึ้นสีเรื่อด้วยอากาศเย็นเผิงเหยียนเฉิงยกมือไขว้หลัง เดินเทียบข้างนาง พลางส่ายศีรษะเล็กน้อย “เคยมาบ้าง แต่ก็เพียงเพื่อซื้อของจำเป็น ไม่ได้เดินชมเช่นนี้”“เช่นนั้น ท่านต้องลองขนมของร้านนั้นนะเจ้าคะ ข้าได้ยินว่าวันนี้มีขนมถั่วกวนรสใหม่ด้วยเจ้าค่ะ” เสี่ยวหลานชี้ไปยังร้านขนมข้างทางอย่างตื่นเต้น“ไปกันเถอะ” ลู่ซือหนานหัวเราะเสียงใส นางหันมาเอียงหน้าเล็กน้อย พลางมองบัณฑิตหนุ่ม“พี่เหยียนเฉิงยังไม่เคยลิ้มลองขนมร้านนี้แน่”เผิงเหยียนเ
วันเวลาผ่านไปเหมือนสายน้ำที่ไหลเอื่อย บาดแผลในหัวใจของลู่ซือหนานไม่ได้หายไปในชั่วข้ามคืน แต่ก็ค่อยๆ จางเบาลงทุกครั้งที่นางเลือกจะเผชิญหน้ากับมันอย่างไม่หลบหนีทุกเช้าเมื่อลืมตาตื่น นางไม่ได้รอคอยเสียงก้าวเท้าของผู้มาเยือนอีกต่อไป ทุกค่ำคืนเมื่อเอนกายลงบนหมอน นางไม่เฝ้าฝันถึงอดีตอีกแล้ว นางเรียนรู้ที่จะยิ้มให้ตัวเองในกระจก แม้ในวันที่ยังรู้สึกเจ็บลึกอยู่บ้างนางรู้สึกได้ว่าตนเอง แข็งแกร่งขึ้น ความผิดหวังทำให้นางเติบโต ไม่ใช่เพราะไม่มีน้ำตา แต่เพราะแม้มีน้ำตา นางก็ยังสามารถเช็ดมันเองได้ และยืนหยัดต่อไปด้วยหัวใจที่สงบนิ่งกว่าเดิมลู่ซือหนานเดินทอดน่องอย่างไร้จุดหมายอยู่ในเรือน สองมือประสานกันอยู่หน้าท้อง ดวงหน้าเศร้าสร้อยยังไม่คลายจากความผิดหวังในหัวใจเมื่อเดินผ่านศาลาใหญ่ นางก็ชะงักฝีเท้า เงยหน้าขึ้นอย่างเงียบงันเบื้องหน้าภายในศาลา เผิงเหยียนเฉิงนั่งเรียนอยู่กับอาจารย์ผู้เป็นนักปราชญ์ ตรงหน้ามีตำราหลายเล่มที่กางเปิด วางพู่กันในมือลงเป็นจังหวะราวกับกำลังขีดเขียนคำสำคัญลงไปด้วยความตั้งใจจริง สีหน้าแน่วแน่ มั่นคง ดวงตาทอประกายเคร่งขรึมอย่างที่นางไม่เค
หลังจากคืนนั้น ลู่ซือหนานก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป แม้นางยังคงเศร้าอยู่บ้าง แต่ไม่หมกตัวอยู่ในห้องเหมือนก่อนอีกแล้ว นางเริ่มออกมาเดินเล่นบ้างในสวน ออกมานั่งอ่านตำราที่ศาลาชมดอกไม้บ้าง แม้จะยังยิ้มได้ไม่เต็มที่เหมือนเดิม ทว่าความสดใสในดวงตาของนางก็ค่อยๆ กลับคืนมาเผิงเหยียนเฉิงคอยสังเกตอยู่เงียบๆ ในใจโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก คงเพียงคอยอยู่ไม่ไกล เฝ้ามองอย่างอ่อนโยน และอยู่เคียงข้างโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดวันหนึ่ง ในขณะที่ลู่ซือหนานกำลังนั่งก้มหน้าคัดลอกบทกลอนอยู่ที่ศาลา เผิงเหยียนเฉิงก็ถือกระดานหินหมึกและพู่กันเดินเข้ามา“เจ้าบอกว่าอยากเรียนแต่งกลอนมิใช่หรือ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลู่ซือหนานเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยแววตาแปลกใจ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างบางเบา“ข้ายังอยากเรียนอยู่” นางเอ่ยเสียงแผ่วเผิงเหยียนเฉิงวางกระดานหินลงตรงหน้า เริ่มสอนการเลือกคำ การเรียงวรรคตอนเบื้องต้นอย่างใจเย็น ลู่ซือหนานตั้งใจฟัง นางจับพู่กันด้วยท่าทีจริงจัง แม้มือยังสั่นเล็กน้อยเพราะความประหม่า แต่ก็มีความพยายามอย่างเต็มที่“ดีมาก” เขาชมเบาๆ เ
เวลาล่วงเลยไปหลายวัน บัณฑิตหนุ่มเริ่มเดินได้อย่างมั่นคงขึ้น มือจับพู่กันเขียนได้อย่างคล่องแคล่วกว่าแต่ก่อน เขาเดินถือตำราในมือซ้ายยกขึ้นอ่าน ในขณะที่มืออีกข้างกำพัดบีบๆ คลายๆ ตามที่หมอหลินแนะนำเอาไว้ขณะกำลังนั่งอ่านตำรา ท่ามกลางความเงียบสงบ เผิงเหยียนเฉิงได้ยินเสียงไอเบาๆ ลอยมาตามลมเขาละสายตาจากตัวอักษรบนหน้ากระดาษ เดินออกมายังระเบียง เห็นเพียงร่างบางของลู่ซือหนาน กำลังยืนพิงเสาต้นหนึ่ง ดวงหน้าซูบซีด ผิวขาวจัดจนแทบจะกลืนไปกับชุดสีอ่อนที่นางสวมสายลมพัดกระโปรงของนางปลิวเบาๆ นางไอออกมาอีกครั้ง ก่อนจะพยายามฝืนยืนตัวตรงเผิงเหยียนเฉิงกำหมัดแน่นอยู่ข้างลำตัว ความห่วงใยถาโถมจนแทบจะระเบิดออกมา‘ซือหนาน...’ เขาเรียกนางในใจ แต่ริมฝีปากกลับแน่นสนิท มองสบตากับเสี่ยวหลานที่นั่งอยู่ด้วยสีหน้าเป็นกังวล ราวกับนางจะบ่งบอกให้เขาช่วยพูดปลอบประโลมคุณหนูผู้โศกเศร้าแต่ในที่สุด เขาทำได้เพียงถอดผ้าคลุมไหล่ของตนวางเอาไว้บนรั้วไม้ใกล้ตัวนาง ไม่แม้แต่จะกล้าสวมให้ แล้วหันหลังกลับไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดนางหันมาเห็นผ้าคลุมไหล่ที่วางอยู่ ก็รับไปกอดไว้แน่น ดวงตาสั่
ที่เรือนสกุลลู่เมื่อไป๋ซื่ออันไปถึง เขาขอเข้าพบลู่ซือหนาน แต่นางไม่ต้องการเจอในตอนแรก จึงให้สาวใช้ไปปฏิเสธที่หน้าประตู ทว่าอันเหม่ยฉินที่ยืนอยู่ด้วย เห็นว่าควรเผชิญหน้ากันให้รู้เรื่อง จึงเอ่ยเสียงหนักแน่น“ออกไปเถอะ พูดให้จบๆ จะได้ไม่มีอะไรค้างคา”หญิงสาวผู้โศกเศร้าจึงจำใจเดินออกไปยังศาลาหน้าเรือนเพื่อพบกับไป๋ซื่ออันที่ยืนรออยู่ สีหน้าของเขาทั้งขุ่นเคืองและกระวนกระวาย“ทำไมเจ้าถึงปฏิเสธของหมั้น” เสียงของเขาแข็งกร้าว แต่พยายามระงับโทสะไว้ลู่ซือหนานเงยหน้ามองเขา ดวงตาฉ่ำวาวด้วยหยาดน้ำใส แต่แววตากลับแน่วแน่“ข้าเห็นเจ้าซื้อปิ่นหยกให้สตรีที่หอชมจันทร์ นางเป็นหญิงงามที่เหมาะสมกับท่าน เหตุใดไม่ยกของหมั้นให้นางเสียเล่า”ไป๋ซื่ออันหน้าเปลี่ยนสีทันที รีบเอ่ยด้วยความลนลาน“นั่นแค่ความผิดพลาด ข้า... ข้าจะให้เจ้าขึ้นเป็นภรรยาเอก อี้จีนางนั้นจะเป็นเพียงอนุ ข้าให้สัญญาได้”แต่คำพูดของเขากลับทำให้หัวใจของลู่ซือหนานเจ็บปวดจนชา นางสั่นศีรษะ น้ำตาคลอเบ้า“ข้าไม่อยากเป็นเพียงภรรยาเอก ข้าอยากเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของสามีของข้า ข้าไม่ต้องการแย่งชิง ไม่ต้องการความเมตตา ข้าอยากได้เพียงความสัตย์ซื่อ” นางเอ่