LOGIN'บุตรทั้งสองข้าเต็มใจรับเอาไว้เอง ส่วนมารดาสารเลวเช่นเจ้าจะไสหัวไปตายที่ใดก็ไป!' หึเก้าเดือนมิเคยใส่ใจพอคลอดออกมากลับคิดได้ว่าพวกเขาคือบุตรท่านมันไร้สามัญสำนึกเกินไปแล้ว'อู๋หลิงเซียว!'
View Moreสายลมต้นฤดูฝนพัดพาเอากลิ่นดินผสมกลิ่นหญ้าอ่อนหลังฝนหยุดตกในยามดวงตะวันใกล้ลาลับเหลี่ยมเขาขึ้นมาให้สตรีครรภ์โตใกล้คลอดบนเก้าอี้โยกหน้าเรือนหลังน้อยในอาณาเขตอันยิ่งใหญ่ไพศาลของจวน ‘เยี่ยเฉิงโหว’อู๋'อู๋หลิงเซียว'ให้ได้สูดดมจนนางผ่อนคลายจากอารมณ์เบื่อหน่ายลงไปได้หลายส่วนเลยทีเดียว
นามของสตรีครรภ์โตผู้นี้คือ‘เซี่ยผิงหลัว’ ผู้เป็นท่านหญิงห้าในชินอ๋อง ‘เซี่ยหลุนเปียว’หรือตามยศศักดิ์ในราชวงศ์คือ'จิ้งหรานเสียนจู่'ในวัยสิบแปดหนาวหรือแท้จริงแล้วนางคือดวงจิตของ ‘เพียงอรุณ จิรัตน์จุฑา’ เด็กสาวจากยุค2023ที่ตายลงเพราะโรคหัวใจกำเริบจากการถูกมารดาเลี้ยงสลับตัวยาเพราะคิดกำจัดเด็กสาวให้พ้นทางหวังฮุบสมบัติหลังบิดาเพิ่งเสียไปได้ราวหกเดือนทั้งที่ในขณะนั้นเพียงอรุณเพิ่งมีอายุได้เพียงสิบเก้าปีเท่านั้น
ทว่ามิอาจทราบได้ว่าเป็นด้วยเหตุอันใดแทนที่ดวงวิญญาณของเพียงอรุณจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไปชดใช้กรรมในนรกแต่ดันจับพลัดจับผลูพุ่งเข้ามาอยู่แทนที่ดวงจิตแท้จริงของท่านหญิงห้าเซี่ยผิงหลัวในวันที่ดื่มยาปลุกกำหนัดเกินขนาดจนถึงแต่ความตายพร้อมกันกับเพียงอรุณได้ก็สุดจะรู้แจ้ง
‘ช่างเป็นการตายได้อัปยศอดสูที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอจริงๆ’คิดถึงสาเหตุการตายของผู้เป็นเจ้าของร่างนี่กี่ครั้งนางก็มีแต่ปวดใจและยิ่งปวดใจกว่าเพราะเซี่ยผิงหลัวนั้นนอกจากดื่มยาปลุกกำหนัดจนตายแล้วก่อนหน้านั้นนางยังมอมสุราผสมยาปลุกกำหนัดพี่สาวแท้ๆ ของตนเองไปให้บุรุษข่มเหงเพราะในใจของท่านหญิงห้าคนงามต้องการช่วงชิงคู่หมั้นของท่านหญิงสาม’เซี่ยหมิงหลัน’ผู้เป็นพี่สาวแท้ๆ คลานตามก้นกันออกมาให้ได้นั่นเอง
หลังจากฟื้นขึ้นมาแล้วทราบความจริงเพียงอรุณนั้นอยากจะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออกคิดอยากร้องไห้ก็ไม่มีน้ำตามีเพียงต้องก้มหน้ารับผลกรรมที่ตนมิได้ก่อขึ้นมาอย่างสิ้นไร้หนทางแก้ไขเพราะนับจากความจริงเปิดเผยนางในร่างของท่านหญิงห้าก็ถูกพระบิดาลงโทษถูกผู้เป็นพี่สาวแท้ๆชิงชังแม้แต่ผู้เป็นพระมารดาก็ยังตัดขาดไม่นับนางเป็นบุตรสาวอีกต่อไป
หากแต่คล้ายสวรรค์จะยังรังแกนางมิสาแก่ใจอีกสามเดือนนับจากนางฟื้นขึ้นมาบนเตียงกับอู๋หลิงเซียวด้วยสภาพส่วนเร้นลับของสตรีบอบช้ำอย่างหนักกลับพบว่านางเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาจึงจำเป็นต้องแต่งงานกับบุรุษที่ชิงชังกันจนหน้าก็ไม่อยากมองหน้าด้วยอาการทั้งมึนและงง กว่าจะตั้งสติได้ก็พบว่าตนเองกลายเป็น ‘เยี่ยเฉิงโหวฮูหยิน’ ฮูหยินแสนชังของอู๋หลิงเซียวไปเสียแล้ว
นับจากเหตุการณ์เลวร้ายในวันนั้นนี่ก็ผ่านมาร่วมเจ็ดเดือนได้แล้วนางใกล้คลอดเต็มทนแต่บิดาของเจ้าก้อนแป้งน้อยแม้เพียงครึ่งคำเขาก็ไม่เคยจะสอบถามถึงเจ้าตัวน้อยในครรภ์หรือพูดคุยกับนางเลยดีๆ แต่นางก็เข้าใจได้เพราะอดีตเขารักใคร่ชอบพอหมั้นหมายกับท่านหญิงสาม ‘เซี่ยหมิงหลัน’ ผู้เป็นพี่สาวแท้ๆ ของร่างกายนี้แล้วโดยแท้ แต่กลับถูกเซี่ยผิงหลัวในอดีตใช้วิธีโสมมทำลายวาสนาของพวกเขาลงไม่เหลือชิ้นดีเช่นทุกวันนี้จะชิงชังนางอย่างถึงแก่นย่อมไม่แปลก หากเขาดีต่อนางนั่นจึงเรียกว่าแปลกมากกว่า
ซึ่งนางเองก็มิได้ใส่ใจว่าบุรุษผู้เป็นบิดาของเจ้าก้อนแป้งน้อยทั้งสองอยู่แล้วไม่ว่าอู๋หลิงเซียวจะสนใจกันหรือไม่นางก็หาได้เดือดเนื้อร้อนใจอันใดอยู่แล้วนั่นก็เพราะนางมัวแต่พยายามปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนในยุคคล้ายจีนโบราณเช่นอาณาจักร ‘ซีฉู่’ แห่งนี้ให้จงได้ แต่มันช่างไม่ง่ายเอาเสียเลย เมื่อนางมีครรภ์ที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกวันนางที่อดีตเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบเก้าที่มีร่างกายอ่อนแอเพราะเป็นโรคหัวใจมาตั้งแต่กำเนิดจึงยากจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้โดยง่าย ไหนจะยังมีเหล่าสตรีบำเรอของสามีที่คอยจะหาโอกาสมาก่อความวุ่นวายให้อีก ชีวิตในแต่ละวันของนางก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ
‘ชีวิตใหม่นี้ช่างไม่มีอันใดง่ายสักสิ่ง!’
นางยังคงนั่งทอดสายตามองทุ่งนาข้าวเขียวขจีในช่วงตะวันชิงพลบที่เป็นของผู้เป็นสามีซึ่งหลังจากนางและเขาแต่งงานกันแล้วผู้เป็นฮ่องเต้ที่เป็น ‘เสด็จอา’ ของร่างกายนี้ก็พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ให้แก่อู๋หลิงเซียวจากแม่ทัพบูรพามาเป็น ‘เยี่ยเฉิงโหว’ พร้อมจวนและที่ดินกว่าสองพันหมู่ แต่ช่างน่าขันที่นางที่เป็นฮูหยินตราตั้งอันดับหนึ่งในสี่เฉิงนี้กลับถูกสามีขับไล่ไสส่งมาอยู่เสียไกลถึงเรือนหลังน้อยซึ่งเพิ่งปลูกสร้างเอาไว้ท้ายจวนโหวเช่นนี้เพื่อนางโดยเฉพาะเสียได้แต่จะเอาอันใดกับผู้ที่เป็นเพียง ‘ฮูหยินแสนชัง’กันเล่า
‘นางสมควรต้องซาบซึ้งใจกับความเมตตานี้ของสามีเอาไว้ให้มากสินะหึ!’
ซึ่งตลอดมาหกเดือนเศษนี้หนึ่งคำเขาไม่เคยพูดคุยกับนางด้วยดีถึงแม้จะมีพบหน้ากันบ้างเพราะทุกเช้านางต้องไปร่วมมื้อเช้ากับเขาที่เรือนใหญ่แต่อู๋หลิงเซียวก็มีเพียงความเฉยชาและมึนตึงส่งมอบมาให้กันเสมอหากไม่จำเป็นเขาจะไม่เปิกปากคุยกับนางหรือหากหลีกไปได้ก็จะพูดจาจิกข่วนนางเก่งเสียยิ่งกว่าไก่ซึ่งนั่นก็คงเพราะเซี่ยผิงหลัวได้กระทำเรื่องร้ายกาจและไร้ยางอายถึงขนาดวางยาปลุกกำหนัดและแอบปีนเตียงคู่หมั้นคู่หมายของพี่สาวตนเองเช่นเขาไม่พอกลับล่อลวงเซี่ยหมิงหลันไปให้บุรุษอื่นข่มเหงอีกด้วย เขาไม่สังหารนางให้ตายนับจากวันนั้นก็นับว่าบุญโขแล้ว
"โอ๊ย!!!”
แต่ผ่อนคลายได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามท้องที่ขยายใหญ่จนตัวของนางเองยังหวาดหวั่นทุกคราเมื่อได้เห็นเกิดอาการแข็งเกร็งเจ็บจนนางน้ำตาซึมออกมาทางหางตาทั้งสองข้างพลันนั้นนางอยากจะด่าทอไปถึงสตรีโง่งมเจ้าของร่างนี้เสียจริง ที่ทำอะไรไร้สติปัญญาอย่างถึงแก่นสุดท้ายกลับเป็นนางผู้หลงภพข้ามมิติมาที่ต้องมารับเคราะห์กรรมนี้ทดแทน
‘บุตรนี้ข้าหาได้ช่วยทำขึ้นมาแต่ต้องทนอุ้มท้องไม่พอยังต้องมาเจ็บครรภ์คลอดแทนอีกระหว่างข้ากับเซี่ยผิงหลัวนี้มีบุญคุณความแค้นกันมาหรือไรจึงต้องมาออกหน้ารับความผิดและทนทุกข์แทนอยู่ร่ำไปเช่นนี้!’
แต่คิดอีกทีก็ช่างน่าแปลกยิ่งนักเพียงแค่หนึ่งคืนระหว่างเซี่ยผิงหลัวกับอู๋หลิงเซียวนี้กลับได้ก้อนแป้งมาถึงสองก้อนนางให้นับถืออู๋หลิงเซียวเหลือเกินก็มันต้องมีน้ำยาดีเพียงใดกันเล่าจึงได้ฝาแฝดมาให้นางต้องลำบากอุ้มท้องและคลอดคูณสองเช่นนี้!
"ท่านหญิงห้าเป็นอันใดไปหรือเจ้าคะ?"
‘ฉู่หรั่นจี’ ผู้เป็นสาวใช้ที่จงรักภักดีขอติดตามนางมาจากตำหนักชินอ๋องได้ยินผู้เป็นนายของตนอุทานพร้อมกับใบหน้าซีดเผือดราวกับไร้โลหิตไปหล่อเลี้ยงนางจึงพุ่งกายเข้ามาเกาะอยู่ข้างเก้าอี้โยกตัวโปรดนับจากเข้ามาอยู่ที่จวนแห่งนี้ด้วยกิริยาแตกตื่นเพราะบัดนี้เข้าสู่เดือนที่สิบจะครบกำหนดคลอดแล้วแต่เยี่ยเฉิงโหวกลับยังไม่จัดเตรียมหมอตำแยมาอยู่ภายในจวนป้องกันเหตุฉุกเฉินหากท่านหญิงห้าเกิดเจ็บท้องจะคลอดจริงในยามนี้คงลำบากแล้วเป็นแน่
“ข้า…ข้ารู้สึกว่าท้องแข็งผิดปกติน่ะหรั่นจี”
บทส่งท้ายผ่านเหตุการณ์คืนพลิกชะตานั้นมานี่ก็ผ่านมาได้สิบวันแล้วจึงมีพิธีกราบไว้บรรพชนสกุลอู๋ และลงลายมือชื่อในหนังสือสมรสแห่งซีฉู่ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สอง โดยมีผู้ลงนามเป็นบุรุษและสตรีคู่เดิมเมื่อกว่าหกหนาวก่อน หากแต่ความรู้สึกของทั้งสองล้วนต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงซึ่งทุกพิธีล้วนกระทำเป็นการภายในและเรียบง่าย มีเพียงฮ่องเต้ ฮองเฮา ไท่จื่อ ท่านอ๋องสาม ชินอ๋องกับชินอ๋องซื่อจื่อ รวมไปถึงสองคนสนิทของนางและอู๋หลิงเซียวเช่น จิ้งถี ฉู่หรั่นจี เกาเฟย จางจื่อเว่ย และสองฝาแฝดคนสำคัญที่สุดของเซี่ยผิงหลัวกับอู๋เซียวผู้เป็นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้อยู่ร่วมรู้ และร่วมเป็นสักขีพยานคนสำคัญที่สุดของผู้เป็นเปี้ยนเฉิงอ๋องและพระชายาเอกในเปี้ยนเฉิงอ๋อง“น้องห้า วันนี้เป็นวันดีของเจ้า พี่ใหญ่เร่งเดินทางมาจากตงอี้ คราวแรกที่เดินทางมาเพราะได้ข่าวที่เสด็จแม่ทำเรื่องไม่ยุติธรรมกับเจ้าและหลานทั้งสอง มิคาดว่าพอมาถึงจะกลายเป็นมีเรื่องมงคล จึงไม่ได้จัดเตรียมของขวัญใดติดกายมาให้เจ้าเลย มีเพียงหยกแขวน และกำไลหยกให้แก่หลานชายและหลานสาวเท่านั้น”หลังจากเสร็จทุกพิธีการวันนี้ เซี่ยเหลียนเฉิงได้ขออนุญาตบิดาเป็นคนส่
แต่ก็เพียงแค่เท่านั้น เพราะเขายังมีสติรู้ว่าหากตนเอง ‘หลอมรวม’ คงยากจะไม่รุนแรงจึงจำต้องระบายออกภายนอก จนกว่าตนเองจะสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งกับนางได้ด้วยสติที่มากกว่านี้อีกหน่อย จึงไม่ทำรุนแรงจนนางยากจะทานทนไหว“ซี้ด…”เสียงแหบหลุดออกมาจากเรียวปากแกร่งเมื่อเขาถอนจุมพิตสูบ แต่ยังคงไถลทั้งปากและจมูกลงไปยังลำคอระหง ในขณะที่ด้านล่างนั้นกำลังขยับสะโพกโยกไหวเสียดสีท่อนลำกับกลีบของบุปผานางหนักหน่วง ความแข็งขึงนั้นก็บดเบียดจนนางเริ่มเสียววูบตรงท้องน้อย จนนิ้วทั้งสิบจิกเกร็งบนท่อนแขนแกร่งไปเต็มแรง“อื้อ!”พอเรียวปากแกร่งแนบลงไปบนลำคอแล้วระหงก่อนจะดูดลงไปเต็มแรงอย่างหักห้ามใจของตนเองไม่ทัน คนตัวเล็กจึงอุทานออกมาเพราะทั้งเจ็บและตกใจ แต่อู๋หลิงเซียวห้ามตนเองไม่ไหว หยุดยิ่งยาก มีเพียงต้องเดินไปให้สุดปลายทางเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงทั้งกลิ่นกายหอมละมุนกับความรักที่ตนเองมีให้กับสตรีในอ้อมแขนจึงยิ่งยากแสนจะยากหากคิดควบคุม“ขออภัยที่ข้ามิอาจทำตามสัญญาได้ แต่จะพยายามนะผิงเอ๋อร์”เสียงเนื้อแนบเนื้อเสียดสีกันดังหยาบโลน แต่ก็เร่งเร้าให้อารมณ์พิศวาสยิ่งตื่นเตลิด ถึงยังไม่ได้สอดใส่หลอมรวม แต่เพราะอีกคนห่างหา
ตอนพิเศษ 4"!!!" เซี่ยผิงหลัวไม่ทันได้อุทานด้วยซ้ำเมื่อเขาออกแรงกระชากข้อมือเล็กของนางให้ล้มลงไปบนหน้าอกแกร่งตึงแน่น และเพียงนางเตรียมจะร้องคัดค้านหลังจากเขาบอกสิ่งที่ประสงค์ เรียวปากแกร่งที่มีกลิ่นสุราผสมอยู่เล็กน้อยกับลมหายใจก็แนบลงมานางจึงเริ่มออกแรงดิ้น ทั้งทุบแผ่นหลังกว้าง ทั้งพยายามจะถีบ แต่ก็ถูกเขาใช้ท่อนขากำยำกดจนกระดิกไม่ได้นางจึงพยายามกางนิ้วทั้งสิบจิกข่วนไม่ยั้ง นางออกแรงจนหอบ พยายามกัดปากปิดแน่นไม่ยอมให้อีกฝ่ายล่วงเกิน แต่พอนางเหนื่อยหอบจากการออกแรงมากไปก็เริ่มจะทนไม่ไหว ยิ่งอีกฝ่ายเล่นวิธีสกปรกบีบจมูกกัน สุดท้ายนางจึงต้องอ้าปากหวังฮุบเอาอากาศเข้าท้อง จึงเปิดโอกาสอู๋หลิงเซียวจุมพิตนางได้เต็มอารมณ์หวาม"อื้อ!!!" เกิดมาสองชีวิตไม่พอ นางยังคงอุ้มท้องและคลอดบุตรมาถึงสองคน แต่เรื่องบนเตียงระหว่างสามีกับภรรยาในความทรงจำนี้เลือนรางนัก ยิ่งจุมพิตหากจำไม่ผิดในราตรีนั้นคล้ายกับว่าอู๋หลิงเซียวไม่ได้แตะต้องเรียวปากของเซี่ยผิงหลัวเลย เขาเพียง 'เสพสม' เพื่อระบายฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดเท่านั้นจริงๆ หากแต่ราตรีนี้เขากลับ......จุมพิตนางอย่างลึกซึ้ง...เพียะ! เพียะ! เพียะ!หลังจากเขาถอยห่าง นาง
เพราะอดีตเขาเองก็เผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้มาแล้วจากฝีมือของเซี่ยผิงหลัวคนเดิมและผู้เดียวที่เขาเพิ่งหลบเลี่ยงแต่ก่อนจะสลัดนางออกไปก็จำเป็นต้องรับสุราที่นางมอบให้มาดื่มตามมารยาทเพราะยิ่งในวันนี้เขาเป็นถึง'เปี้ยนเฉิงอ๋อง'แล้วทว่ายิ่งตำแหน่งของเขาสูงส่งก็ยิ่งต้องรักษามารยาทรักษาหน้าของราชวงศ์ยิ่งกว่าเดิมแต่เกรงว่ากับสตรีบางคนเขาก็ไม่สมควรรักษามารยาทอันดีอีกต่อไป! "ท่านอ๋องเป็นอันใดหน้าของท่านแดงยิ่งนัก ไม่สบายหรือเพคะ" หลังจากสองแฝดหลับไปแล้วนางเองก็เตรียมจะแยกตัวไปเข้าห้องนอนที่อยู่ติดกันนี้หากทว่าพอลงจากเตียงสภาพของอู๋หลิงเซียวก็ไม่เหมือนเดิมเช่นครู่ก่อนแล้ว เพราะใบหน้าที่หลายเดือนผ่านมาเขาไม่ได้ตากแดดตากลมอยู่ชายแดนผิวจึงกับมาขาวกระจ่างเช่นเดิมพอผิดปกติจึงมองเห็นชัดเจนว่าแดงจัดไม่เว้นแม้แต่ลำคอกับใบหูยิ่งดวงตานั้นยิ่งแดงก่ำหายใจก็แรงฟืดฟาดเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มใบผากแต่กลับมมีกลิ่นอายอำมหิตแปลกๆ เช่นอดีตที่นางตื่นขึ้นมาบนเตียงกับเขาให้อดีตหลายหนาวที่ผ่านมา "รบกวนเจ้าพอข้ากลับไปส่งที่เรือนนอนเจ้าสะดวกหรือไม่" ในยามนี้เขาวางใจสตรีตรงหน้าที่สุด หากจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับนางมันคือความตั้งใจหา
reviews