Masukตอนที่ 10-1 : ค่ำคืนแห่งคำสัญญา
(เนื้อหา : ช่วงกลางคืนต่อจากตอนที่ 2 )
บนถนนทางหลวงยามค่ำคืน รถยุโรปคันหรูพุ่งทะยานฝ่าความมืด แสงไฟทอดยาวไปตามพื้นถนนอย่างเงียบงัน ความมืดของทุ่งนาตลอดสองข้างทางทำให้ถนนสายนี้เงียบสงบกว่าปกติ
ภายในรถเงียบเชียบไร้บทสนทนา
หญิงสาวหลังพวงมาลัยมองทางถนนเบื้องหน้า ด้วยสายตาอันสงบนิ่ง “ใกล้ถึงแล้ว…” เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ พร้อมดันแว่นขึ้นเล็กน้อย
เธอเหลือบไปมองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่วางอยู่บนเบาะที่นั่งข้างหลัง — ทุกอย่างยังปกติ ก่อนจะกลับไปตั้งสมาธิกับการขับรถอีกครั้ง
ไม่นานนัก รถได้เลี้ยวเข้าหมู่บ้านหรูย่านชานเมือง ความเร็วค่อย ๆ ลดลง ก่อนที่จะหยุดลงตรงหน้าป้อมยามรักษาความปลอดภัยที่อยู่ตรงหน้าหมู่บ้าน “สวัสดีค่ะ มาบ้านเลขที่ 99/108 ค่ะ” หญิงสาวแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
“รับทราบคุณผู้หญิง กรุณารอสักครู่ครับ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยวัยกลางคนกล่าวอย่างสุภาพ ก่อนเข้าไปยังป้อมยามแล้วยกหูโทรศัพท์โทรหาใครบางคน
เธอเหลือบมองไปยังกระเป๋าเดินทางที่วางตรงเบาะหลังอีกครั้ง ก่อนจะดันแว่นเบา ๆ ราวกับพยายามรวบรวมสติของตัวเอง
ครู่หนึ่งเจ้าหน้าที่คนเดิมก็เดินมาที่รถ “เชิญได้เลยครับคุณผู้หญิง” เขากล่าวพร้อมยกไม้กั้นรถออกไป
หญิงสาวค้อมศีรษะตอบรับ ก่อนจะเหยียบคันเร่งอย่างแผ่วเบา แล่นเข้าไปยังถนนภายในหมู่บ้านไฟข้างถนนสว่างไสวทำให้หมู่บ้านนี้ดูไม่อึมครึม แต่ต้นไม้ใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเป็นระเบียบ กลับเพิ่มมนต์ขลังให้หมู่บ้านเป็นอย่างยิ่ง
เธอขับรถไปตามถนนผ่านคฤหาสน์หลังโตหลายหลัง จนถึงสุดถนนนั่นคือปลายทางของเธอ — คฤหาสน์เลขที่ 99/108 ตั้งตระหง่านท่ามกลางความมืด
“ถึงแล้วเสียที…” เธอพูดอย่างแผ่วเบา
หญิงสาวหยุดรถตรงหน้าป้อมรักษาความปลอดภัยหน้าคฤหาสน์ เธอแจ้งกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย “รบกวนแจ้งคุณธาดา… ว่ามะลิมาหาค่ะ”
เธอเหลือบมองไปรอบ ๆ พบว่าคฤหาสน์แห่งนี้เต็มไปด้วยการรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิดตามจุดต่าง ๆ ที่แทบไม่มีมุมอับ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามจุดต่าง ๆ หากเธอไม่ได้รับคำสั่งให้มา ก็คงจะเข้าบ้านหลังนี้ไม่ได้ง่าย ๆ
สักครู่หนึ่งเจ้าหน้าที่ทำความเคารพ ก่อนเปิดประตูหน้าบ้าน
หญิงสาวขับรถมาจอดตรงลานจอดรถในบ้าน ก่อนจะลงจากรถและยกกระเป๋าเดินทางใบนั้นด้วยตนเอง
ภายในคฤหาสน์สว่างไสวไปด้วยโคมระย้าคริสตัล บนเพดานสูงโปร่งประดับประดาด้วยลวดลายคลาสสิกสไตล์กรีกโบราณ ตามมุมต่าง ๆ ตกแต่งด้วยรูปปั้นสไตล์เดียวกัน ตามฝาผนังเต็มไปด้วยงานศิลปะล้ำค่ามากมาย
แม่บ้านรีบเข้ามาต้อนรับ ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญให้เดินตามไปยังทางเดินลึกเข้าไปในตัวบ้าน
ทางเดินยาวสว่างไสวด้วยแสงเหลืองนวล พื้นปูด้วยพรมแดงเรียบหรูยาวสุดสายตา แม้บรรยากาศจะดูอบอุ่น แต่กลับเงียบสงัด มีแค่เสียงฝีเท้าสลับเป็นจังหวะ
หญิงสาวเดินตามแม่บ้านอย่างแผ่วเบา จนมาถึงหน้าประตูบานใหญ่สีน้ำตาล
“เชิญห้องนี้เลยค่ะ” แม่บ้านผายมือ “ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณ ก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไป
ภายในห้องเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณ โต๊ะกลางขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง กลิ่นไม้เก่าโชยอยู่ในอากาศ
ภายในห้องมีชายสามคนรออยู่แล้ว ชายสูงวัยนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวด้วยท่าทีสงบนิ่ง ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งข้าง ๆ ท่าทางตึงเครียดชายอีกคนยืนอยู่ข้างหลัง ใบหน้าถูกปิดบังจนมองไม่ออกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
ชายสูงอายุยิ้มทักทาย “สวัสดีมะลิ หรือให้ผมเรียกพิกุลดีล่ะ” “สวัสดีค่ะ คุณธาดา… แล้วแต่ท่านจะเรียกเลยค่ะ” มะลิค้อมศีรษะเล็กน้อย
เธอหันไปทางชายหนุ่ม “สวัสดีค่ะ คุณมาวิน” มาวินพยักหน้าตอบรับ
มะลิเปิดกระเป๋าหยิบปืนรูปร่างประหลาดออกมาก่อนส่งคืนให้ชายปิดบังหน้าตาที่ยืนอยู่หลังธาดา “ปืนของคุณค่ะ… โจ”ชายคนนั้นรับปืนกลับโดยไม่พูดอะไร
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที
ธาดามองมะลิครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยทำลายความเงียบ “เอาล่ะ… ผมเข้าเรื่องเลยนะ ได้เธอมาไหม”
มะลิพยักหน้าก่อนยื่นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ให้ธาดา ด้วยสีหน้าเรียบเฉยธาดารับกระเป๋าไปช้า ๆ โดยไม่พูดอะไร เขาค่อย ๆ รูดซิปเปิดกระเป๋าอย่างบรรจง
ภายในนั้น มีผิวหนังของหญิงสาวที่ถูกรีดทุกสิ่งภายในออกจนเหลือเพียงเปลือกบาง ๆ นอนพับไว้ราวกับไร้ชีวิต
ธาดาถอนหายใจ เขามองผิวหนังนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอานิ้วสัมผัสอย่างแผ่วเบา จากนั้นจึงถอนหายใจยาว “ลุงเสียใจที่ต้องทำแบบนี้นะ… หนูพิม”
ธาดานิ่งเงียบราวกับมีบางอย่างหนักอึ้งอยู่ในใจ “ลุงจะไม่ขอให้หนูให้อภัยลุงหรอกนะ”
——
ธาดา อัคนีวิจิตร นักธุรกิจดาวรุ่งที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย
เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี และสิ่งทออย่างหาตัวจับได้ยาก จนสามารถสร้างผลิตภัณฑ์เฉพาะตัวออกมาได้ ทำให้บริษัท ศิลา เทกซ์ไทล์ เอ็กซ์พอร์ต เริ่มมีชื่อเสียงในฐานะผู้ผลิตสิ่งทอชั้นนำของประเทศ
แต่กว่าที่ธาดาจะมาถึงจุดนี้ได้ ชีวิตของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนคิด
เดิมทีเขาเป็นลูกชายเจ้าของบริษัทธุรกิจนำเข้าและส่งออก ครอบครัวของธาดาถือว่ามีฐานะร่ำรวยพอสมควร แต่ทุกอย่างก็พังทลายลง เพราะหุ้นส่วนหักหลังยักยอกเงินของบริษัทออกไปหมด จนต้องปิดกิจการเพราะล้มละลาย
ธาดาจึงเปลี่ยนสถานะจากชายหนุ่มลูกคนรวยมีอันจะกิน กลายเป็นชนชั้นกลางอย่างไม่ตั้งใจภายในเวลาชั่วข้ามคืน
แม้ครอบครัวจะสูญเสียทรัพย์จนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่พ่อแม่ของเขาเชื่อมั่นว่าความรู้คือสิ่งติดตัวที่ไม่มีใครสามารถช่วงชิงไปได้ และความรู้คือบ่อเกิดแห่งทรัพย์
พวกเขาจึงพยายามส่งเสียลูกชายให้เรียนสูงที่สุดเท่าที่กำลังของครอบครัวจะส่งไหว ธาดาเลือกศึกษาด้านเคมีและสิ่งทอ ซึ่งในยุคนั้นนับเป็นศาสตร์เฉพาะทางที่ทั้งยากและมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ไม่มาก และธาดาถือเป็นนักเคมีที่มีผลงานโดดเด่นตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ
หลังสำเร็จการศึกษา เขานำองค์ความรู้ทั้งหมดมาสร้างโรงงานเล็ก ๆ ของตนเอง
ด้วยความเชี่ยวชาญด้านเคมีสิ่งทอ ทำให้เขาสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเหนือกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด จนกิจการค่อย ๆ เติบโต ขยายจากโรงงานขนาดเล็ก กลายเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในเวลาไม่นาน
เพราะธาดาเคยพลิกชีวิตได้ด้วยการศึกษา เขาจึงเชื่อมั่นว่า หากอยากให้ใครสักคนลืมตาอ้าปากได้ สิ่งที่ควรมอบให้ไม่ใช่เพียงเงิน แต่คือโอกาสในการศึกษา นั่นคือเหตุผลที่เขาเลือกบริจาคเงินจำนวนมากเพื่อจัดตั้งกองทุนการศึกษาให้แก่เด็กยากไร้แต่เรียนดี
ทุนการศึกษาของธาดา ทำให้เด็กกำพร้าหลายคนได้มีโอกาสเรียนต่อ หนึ่งในนั้นคือมะลิ นั่นคือเหตุผลที่เธอพยายามตอบแทนบุญคุณของเขาทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
หลังจากที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งล่าสุด บริษัท ศิลา เทกซ์ไทล์ เอ็กซ์พอร์ต ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก ธาดาพยายามอย่างหนักเพื่อประคับประคองบริษัทให้สามารถฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้
แต่พิษเศรษฐกิจรอบนี้หนักหนาสาหัสจนเขาไม่สามารถฝ่าไปได้ เงินทุนสำรองของบริษัทร่อยหรอจนแทบไม่เหลือ เขาจึงต้องหาแหล่งเงินทุนใหม่
ในมุมมองของธาดา การควบรวมกิจการกับบริษัท บุปผา แฟชั่น แอนด์ ดีไซน์ ซึ่งเป็นคู่ค้าคนสำคัญ คือหนทางเดียวที่จะพาบริษัทผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้
เขาจะยอมให้แผนนี้ล้มเหลวไม่ได้
หากบริษัทศิลา ต้องปิดกิจการ พนักงานเกือบห้าร้อยชีวิตที่ฝากอนาคตไว้กับบริษัทแห่งนี้ ก็จะต้องตกงานไปพร้อมกัน
สำหรับธาดา…ศิลา เทกซ์ไทล์ ไม่ใช่เพียงบริษัทแต่มันคือศักดิ์ศรีคือความฝันและคือทุกสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยสองมือ หลังจากเคยสูญเสียทุกอย่างมาแล้วครั้งหนึ่ง
เพราะเหตุนี้ เขาจึงเชื่อมั่นอย่างไม่มีข้อกังขามีเพียงเขาเท่านั้น... ที่จะรักษาบริษัทแห่งนี้เอาไว้ได้
—-----
คุยกันท้ายเล่ม ก่อนอื่นขอขอบคุณผู่อ่านทุกท่านที่อ่านมาถึงตอนจบของเรื่องนี้ นิยายเรื่องนี้ผมเขียนด้วยความตั้งใจอย่างมากเพื่อให้ทุกท่านได้สนุกกับการเดินทางของพิมและพิกุล ซึ่งเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกที่เขียนจบ ในเรื่องสำนวนจึงอาจจะไม่นิ่งเท่าไรในจุดนี้ผู้เขียนต้องขออภัยครับ ส่วนที่อยากจะคุยจริง ๆ คอที่มาของชื่อตัวละครในเรื่อง ทุกคนมีที่มาที่ไปของชื่อ จึงอยากแชร์ในจุดนี้ให้ผู้อ่านได้ทราบจะได้เข้าใจตัวละครได้มากขึ้นครับที่มาของชื่อ ผู้อ่านคงสังเกตเห็นว่าแกนเรื่องหลักจะเกิดขึ้นใน 2 บริษัท คือ บริษัท ศิลา เทกซ์ไทล์ เอ็กซ์พอร์ต บริษัท บุปผา แฟชั่น แอนด์ ดีไซน์ ซึ่งเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของดอกไม้(บุปผา) และก้อนหิน(ศิลา) หรือความนุ่มนวลสู้กับความแข็งกร้าว ชื่อตัวละครฝ่ายหญิงมาจากชื่อตำรับยาสมุนไพรไทย เกสรทั้งห้า ซึ่งเป็นตำรับยาที่ประกอบด้วยดอกไม้ห้าชนิด ซึ่งประกอบด้วย มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี เกสรบัวหลวง พิมมาลา อุบลสาภี ชื่อ พิมมาลาเป็นชื่อที่เหมาะกับบริษัทบุปผา คำว่ามาลา ในที่นี้หมายถึงพวงมาลัยดอกไม้นั่นเอง ส่วนนามสกุล อุบลสารภี จะเป็น ชื่อดอกไม้ 2 ชนิด คือ อุบล แปลว่าบัว ในที่นี้
ตอนที่ 15-2 ฉากจบที่ 1-2 วันเบา ๆ ของเหล่าผู้มีบาดแผล18.00 น. “ชากุหลาบค่ะคุณพิม” พิกุลยื่นถ้วยชาอุ่น ๆ กลิ่นหอมละมุนให้พิมมาลา “ขอบคุณค่ะ” พิมรับมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะยกจิบไปหนึ่งอึก จากนั้นเธอกวักมือเรียกพิกุล “พิกุล… มานี่หน่อยสิ” “อะไรเหรอพิม” พิกุลโน้มตัวเข้ามาด้วยความสงสัย “ท้าาาาดาาา ~” พิมมาลาหยิบชานมคุณภาพดีห่อใหญ่ขึ้นมายื่นให้พิกุล ดวงตาพิกุลเบิกกว้าง ก่อนจะเกิดเรื่องราววุ่นวายที่ผ่านมา เธอและพิมดื่มแต่ชาใสมาตลอด ไม่มีใครดื่มชานมเลยสักคน ในห้องนี้จึงไม่มีชานมแม้แต่ซองเดียว แต่ช่วงนี้พิกุลมีพฤติกรรมดื่มชานมอยู่บ่อยครั้ง พิมมาลาจึงจัดชานมห่อใหญ่คุณภาพดีให้กับพิกุล การได้ชานมคุณภาพดีมาจึงเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของพิกุลอย่างมาก “ขอบคุณนะพิม” พิกุลพูดเสียงเบา แต่แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง บรรยากาศเงียบไปเล็กน้อย พิกุลมองชานมในมือ ก่อนสูดหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยขึ้น “พิม…พิกุลขอถามอะไรหน่อย” “ได้สิ” “ถ้าพิกุลไม่ใช่พิกุลคนเดิม…พิมจะยังรับพิกุลได้ไหม?” พิมมาลากะพริบตาปริบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ยังไม่ทันที่พิกุลจะได้
ตอนที่ 15-1 ฉากจบที่ 1-2 วันเบา ๆ ของเหล่าผู้มีบาดแผลฉากจบที่ 1-2 เป็นเรื่องราวต่อจากตอน : การโต้กลับของเลขาสาว—----------------หลายวันผ่านไป หลังจากที่ทั้งสองคนนำปืนไปทิ้งลงทะเล ยามเช้าอันสดใส หญิงสาวคนหนึ่งตื่นขึ้นมา เช้านี้เธอตั้งใจทำภารกิจลับบางอย่าง เธอค่อย ๆ ย่องไปหน้าประตูห้องนอนของตนเองอย่างเงียบเชียบ พร้อมเอาหูแนบบานประตูเหมือนดักฟังอะไรบางอย่าง ตึก… ตึก… ตึก… “มาแล้ว… มาแล้ว” หญิงสาวพูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนเริ่มนับถอยหลัง “5.. 4.. 3..” ตึก… ตึก… ตึก… เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้น “ 2..” ตึก… เสียงนั้นหยุดลงหน้าประตู “1.. เอาล่ะ” หญิงสาวเลิกแนบหูแล้วเปิดประตูอย่างแรง ปังงงงง!! ภาพหน้าประตูคือหญิงสาวสวมแว่น ในชุดนอนสวมผ้ากันเปื้อน ทำหน้าตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ตื่นแล้วค่ะคุณแม่นมขาาาา” หญิงสาวคนนั้นตะโกนลั่นบ้าน พิกุลกะพริบตาปริบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างเอ็นดู “แปลกนะวันนี้พิมตื่นเช้า” ที่จริงแล้วพิกุลตั้งใจมาปลุกพิมมาลาเหมือนที่ทำเป็นประจำ แต่เธอกลับต้องแปลกใจเมื่อสาวน้อยขี้เซาตื่นขึ้นมาเองโดยไม่ต้องปลุก แถมยังแอบมาดักรอเปิดประตูแกล้งเธอเสียอีก “แหะ.. แหะ…
ตอนที่ 14-3 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้น18.00 น. เวลาเลิกงาน พิมกับพิกุลออกมาที่ลานจอดรถ ทันทีที่มาถึง พิมมาลาก็เห็นรถตู้คันคุ้นเคยจอดรออยู่ไม่ไกล ใบหน้าของหญิงสาวสดใสขึ้นในทันที เธอรีบเดินตรงไปหาเจ้าของรถด้วยท่าทีราวกับเด็กน้อยที่เห็นผู้ปกครองมารับหลังเลิกเรียน “มาวิน… ดีใจจังที่มาวินมารับพิม…” มาวินยิ้มก่อนยกมือลูบหัวเธอเบา ๆ “งานเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม” พิมมาลาเงียบไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงแววตาเศร้าสร้อย “พิมเหงา… พิกุลไม่กอดพิมเหมือนแต่ก่อนเลย พิกุลคุยกับพิมเหมือนคนไม่เคยสนิทกันมาก่อน” มาวินมองไปทางพิกุล หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่ง มาวินถอนหายใจ เขารู้ดีว่าพิมมาลายังคงผูกพันกับพิกุลมากเพียงใด ตราบใดที่พิมมาลายังคงยึดติดกับพิกุล เธอก็ไม่มีวันหันมามอบหัวใจให้เขาอย่างสมบูรณ์ และสำหรับมาวินแล้ว… พิกุลกำลังกลายเป็นสิ่งกีดขวางที่เขาต้องตัดออกไปจากชีวิตของพิมมาลาให้ได้ “พิม” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป“พิมรักผมไหม” “พิมรักมาวินที่สุดค่ะ” มาวินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าอย่างนั้น พิมฟังผมให้ดี...” “จากนี้ไป
ตอนที่ 14-2 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้นหลังจากพิกุลคุยกับพิมมาลาเสร็จแล้ว เธอก็ทำการอ่านอีเมลอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก ตรู้ดดด… แกร๊ก เสียงปลายทางรับสาย “หมิวจัดการได้เลย… เก็บคนลูกไว้” พิกุลพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังสั่งงานทั่วไป ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้น “รับทราบค่ะ… ให้ใครผสานดีคะ” น้ำเสียงของหมิวฟังดูร่าเริงราวกับได้รับมอบหมายงานที่เธอรอคอยมานาน พิกุลเงียบไปครู่หนึ่ง “เป็นคนในบริษัท… เดี๋ยวส่งข้อมูลไปให้” “ให้เวลา… สามวัน” ปลายสายหัวเราะคิกคัก “รับทราบค่ะ” หมิวตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับเด็กที่กำลังวางแผนทำเรื่องสนุก จากนั้นสายถูกตัดไปทันที…สามวันต่อมา เช้าวันนั้นพิกุลมาทำงานตามปกติ บนโต๊ะทำงานมีกล่องพลาสติกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทึบสีน้ำตาลวางอยู่หนึ่งใบ บนกล่องไม่มีข้อความหรือเครื่องหมายใด ๆ แต่พิกุลรู้ดีว่ามันมาจากใคร เธอดันแว่นเล็กน้อยแล้วชายตาไปยังกล่องนั้น ก่อนที่จะเปิดอย่างระมัดระวัง รอยยิ้มจางปรากฏขึ้นบนใบหน้า ในกล่องนั้นมีวัสดุสีเนื้อถูกพับไว้อย่างประณีต ลักษณะคล้ายผิวหนังมนุษย์ พ
ตอนที่ 14-1 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้น ฉากจบที่ 2-2 เป็นเรื่องราวต่อจากตอน : จุดสิ้นสุดของคำสัญญา------------สองเดือนหลังจากมาวินแต่งงานกับพิมมาลา นับตั้งแต่วันที่แผนควบคุมพิมมาลาสำเร็จ มะลิก็ได้ย้ายออกมาอยู่บ้านหลังเดิมของพิกุล เนื่องจากบ้านของพิมมาลาได้กลายเป็นเรือนหอของเธอกับมาวินไปแล้ว เลขาสาวตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น เธออาบน้ำ แต่งตัวอย่างคล่องแคล่ว ในตอนนี้เธอสามารถใช้ร่างพิกุลได้อย่างชำนาญ ยิ่งไปกว่านั้น ภายในวิญญาณยังมีพิกุลคอยอยู่เคียงข้าง คอยช่วยวิเคราะห์ วางแผน ให้คำปรึกษา ราวกับผู้ช่วยที่สมบูรณ์แบบที่พร้อมทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มะลิกินข้าวเช้าและขับรถไปทำงานตามปกติ ระหว่างทางก็มีพนักงานหลายคนเข้ามาทักทายเธออย่างเป็นมิตร และเธอก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกับที่พิกุลเคยทำ ภาพที่ทุกคนเห็นยังเป็นพิกุลคนเดิม แต่ภายในนั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนที่เดินผ่านสายตาของมะลิ ล้วนถูกประเมินคุณค่าอย่างรวดเร็ว ‘นายปรีชา บริหารงานเก่ง เหมาะสมที่จะเลื่อนขั้น’ ‘ใบเฟิร์น ต้องการชื่อเสียงและความก้าวหน้า ไว้เอาไปแทรกซึมคนในบริษัทคู่แข่ง’ ‘อารยา อายุงานมากแต่คว







