เข้าสู่ระบบตอนที่ 10-2 : ค่ำคืนแห่งคำสัญญา
ธาดามองไปยังผิวหนังของพิมมาลา ก่อนจะหยิบขึ้นมาเขาลูบปลายนิ้วผ่านรอยผ่าตามแนวกระดูกสันหลังเบา ๆ ธาดานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มสอดขาของเขาเข้าไปในขาของหญิงสาว “ถ้าเป็นไปได้พ่อไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอก”
มาวินที่มองดูธาดากล่าวด้วยท่าทีตื่นตระหนก “พ่อจะทำอะไร”
ธาดากล่าวเสียงเรียบ “ฉันจะทำในสิ่งที่ต้องทำ…” “เพื่อบริษัท เพื่อแก… ” “ฉันจะสวมพิมมาลาเพื่อควบคุมเธอจากข้างใน”
มาวินขมวดคิ้ว “หมายถึงพ่อจะกลายเป็นพิมมาลา แบบมะลิเหรอ”
“ไม่ฉันไม่ได้ ‘ผสาน’ แบบมะลิ สิ่งที่ฉันทำมันต่างกัน” ธาดาตอบเสียงเรียบ พร้อมหันไปพยักหน้าให้โจ
โจมองไปยังมาวินก่อนที่จะอธิบาย
“กรณีของมะลิเรียกว่า ‘การผสาน’ เป็นการรวมร่างกายและวิญญาณของมะลิและพิกุลเข้าด้วยกันโดยแยกจากกันไม่ได้อีก ทำให้มะลิสามารถใช้งานร่างกาย นิสัย และความสามารถของพิกุลได้สมบูรณ์แบบ โดยพิกุลเป็นรถที่มีมะลิเป็นคนควบคุมทุกอย่างอยู่ข้างใน”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ “แต่กรณีของธาดาเรียกว่า ‘การแทรกซึม’ เป็นการเข้าไปอาศัยอยู่ในร่างของพิมมาลาเพื่อคอยชี้นำและเปลี่ยนจิตใต้สำนึกของเธอ”
“พิมมาลาจะใช้ชีวิตตามปกติ เป็นตัวของตัวเอง แต่จะมีธาดาค่อย ๆ ปรับแต่งความคิดทีละนิด จนเมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ เขาก็จะแยกตัวออกมา เปรียบเสมือนพิมมาลาเป็นรถที่แล่นได้ด้วยตัวเอง แต่มีธาดาคอยปรับแต่งการทำงานของระบบอยู่ภายใน”
โจเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“แต่ในการแทรกซึมความคิดของพิมมาลาแต่ละครั้ง จิตใต้สำนึกของพิมมาลา อาจจะเกิดการต่อต้าน ซึ่งจะแสดงออกมาเป็นอาการปวดหัว มากหรือน้อยตามแรงต่อต้านของจิตใต้สำนึก”
“เมื่อใดที่อาการปวดหัวหายไป นั่นหมายความว่าความคิดที่ถูกปลูกฝังได้หลอมรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของจิตใต้สำนึก พิมมาลาจะรู้สึกว่าความคิดนั้นเกิดขึ้นจากความตั้งใจของเธอเอง โดยไม่มีวันรู้ว่ามันเคยถูกเปลี่ยนแปลงมาก่อน และไม่สามารถย้อนกลับได้อีก”
เสียงหวานใสของพิมมาลาเอ่ยขึ้นมา “พ่อจะทำให้พิมมาลายอมรับการควบรวมบริษัท… และยอมแต่งงานกับแก”
ในระหว่างที่โจกำลังอธิบาย ธาดาได้สวมผิวหนังของพิมมาลาเสร็จแล้ว
มาวินมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างตะลึงงัน
แม้ใบหน้า รูปร่าง และน้ำเสียงจะเป็นพิมมาลาทุกกระเบียดนิ้ว แต่สายตา ท่าทางยังคงเป็นธาดาไม่ผิดเพี้ยน
เขานิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “พ่อ... มีความเสี่ยงไหม”
ธาดามองลูกชาย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหวานใสของพิมมาลา “ทุกครั้งที่ฉันปรับเปลี่ยนจิตใต้สำนึกของพิมมาลา ฉันจะเสียอายุขัยสามวัน” “และทุกวันที่ฉันอาศัยอยู่ในร่างของเธอ ฉันจะเสียอายุขัยอีกห้าวัน”
มาวินเบิกตากว้าง “ถ้าอย่างนั้น...”
ธาดาพูดต่อทันที ราวกับรู้ว่าลูกชายกำลังจะถามอะไรหากพ่อสิ้นอายุขัยขณะอยู่ในร่างของพิมมาลา หรือแยกตัวออกมาก่อนที่ทุกอย่างจะสำเร็จ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจะหายไป” “ทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิม... ราวกับไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ”
มาวินกำหมัดแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “แบบนี้มันเสี่ยงเกินไปนะพ่อ”
ธาดานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนยกยิ้มบาง ๆ “ฉันไม่ยอมให้บริษัทล้ม” “เพื่อพนักงาน... เพื่อแก...”
เขาหยุด ก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “และเพื่อตัวฉันเอง” “ถ้าต้องแลกอายุขัย เพื่อรักษาทุกอย่างเอาไว้... ฉันยอม”
“เอาล่ะ… ไปกันเถอะ” ธาดากล่าวตัดบท
————
ทางเดินยาวสว่างไสวด้วยแสงเหลืองนวล พื้นปูด้วยพรมแดงเรียบหรู
ชายหญิงสี่คนเดินตามทางอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาเดินอย่างเงียบงัน ไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ไม่นานนักพวกเขาก็ถึงปลายทาง คือลานจอดรถ
มะลิเดินไปยังรถยุโรปคันเดิม ก่อนเปิดประตูเข้าไปนั่งตรงเบาะคนขับเช่นเคย
ธาดาในร่างพิมมาลาเปิดประตูหลัง ก่อนก้าวขึ้นไปนั่ง
“ฉันพร้อมแล้ว” ธาดาเอ่ยด้วยเสียงของพิมมาลา
ทุกสายตาจับจ้องไปยังหญิงสาวตรงหน้า ไม่มีใครละสายตาแม้แต่วินาทีเดียว
โจยกปืนขึ้น เขาสูดหายใจหนึ่งจังหวะ ก่อนเหนี่ยวไกไปยังร่างพิมมาลาโดยไม่ลังเลลำแสงสีเหลืองพุ่งออกจากปลายกระบอกปืน ก่อนกระทบร่างหญิงสาว
เปลือกตาของเธอค่อย ๆ ปิดลง ก่อนที่ร่างนั้นจะเอนพิงเบาะแล้วหมดสติไป
มะลิมองไปทางมาวิน “ไปก่อนนะคะ… มะลิจะดูแลคุณธาดาอย่างดีค่ะ”
“อืม… ฝากด้วยนะ” มาวินตอบเบา ๆ แม้น้ำเสียงของเขาจะดูปกติ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกังวล
“ค่ะ”
มะลิดันแว่นเล็กน้อย ก่อนจะสตาร์ทรถและขับออกจากคฤหาสน์ไปทันที
ไม่นานนัก รถก็แล่นออกไปยังถนนหลวง
มะลิขับรถด้วยความเร็วสูง ระหว่างทางเธอมองธาดาในร่างพิมมาลาที่หลับสนิทผ่านกระจกมองหลัง — เธอยังคงหลับนิ่งไม่ไหวติงแม้แต่นิดเดียว “อืม…” พิมมาลาครางในลำคอเบา ๆ
มะลิกำพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย “ฉันจะปกป้องคุณธาดาเอง” มะลิเอ่ยกับตัวเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ในห้วงแห่งจิตลึก ๆ … กลับมีเสียงหนึ่งพูดออกมาอย่างแผ่วเบา — เบายิ่งกว่าเสียงกระซิบจนมะลิไม่มีทางจะได้ยิน
‘ฉันจะปกป้องพิมเอง’
แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบ ราวกับเสียงนั้นไม่เคยดังขึ้นเลย
—
มะลิขับรถมาถึงบ้านของพิมมาลา เธอเลี้ยวรถเข้าจอดยังลานจอดรถด้วยความชำนาญ
เธอบิดกุญแจดับเครื่อง เสียงเครื่องยนต์ที่เคยคำรามค่อย ๆ เงียบสนิทลง
มะลิหันมองหญิงสาวที่นอนอยู่บนเบาะหลัง เธอยังคงหลับสนิท พร้อมเสียงกรนอย่างแผ่วเบาเป็นจังหวะ
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏที่มุมปากของมะลิ ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือลูบหัวพิมมาลาอย่างอ่อนโยน จากนั้นเธอเรียกหญิงสาวเบา ๆ “พิม… พิม… พิม ตื่นได้แล้ว… ถึงบ้านแล้ว”
เสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากลำคอของพิมมาลา “อีมมม… ถึงบ้านแล้วเหรอ” เปลือกตาค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆ
ทันทีที่เธอเห็นพิกุลอยู่ตรงหน้า พิมมาลาสะดุ้งตกใจเล็กน้อย ก่อนรีบโผกอดแขนของพิกุลไว้แน่นเธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “พิกุล… พิกุล… พิมดีใจจัง…” “พิม… พิม… พิมฝันว่าพิกุลเอาปืนมายิงพิม”
น้ำตาค่อย ๆ เอ่อล้น อาบสองแก้มของหญิงสาวที่กำลังหวาดกลัว “พิมกลัวมากเลย…” “กลัว… พิมกลัวพิกุลทำร้ายพิม” “แต่พิมดีใจนะ… ที่พิกุลคนเดิมยังอยู่กับพิม…”
มะลิสะดุ้งเล็กน้อยกับคำพูดของพิมมาลา
เธอกอดแขนพิกุลแน่นยิ่งขึ้น ก่อนเงยหน้ามองพิกุล “พิมเชื่อนะ.. ” “ว่าคุณแม่นมของพิม…ไม่มีทางทำร้ายพิมเด็ดขาด”
ทันใดนั้น “โอ้ยยย!” พิมมาลาร้องลั่น ยกมือขึ้นมากุมขมับ
อาการปวดหัวแล่นเข้ามาอย่างรุนแรง ราวกับว่ามีใครเอามือบีบศีรษะอย่างรุนแรง
เพียงไม่กี่อึดใจ…
พิมมาลาก็หายจากอาการปวดหัว เธอค่อย ๆ คลายมือที่กุมขมับลง สีหน้าที่หวาดกลัวกลับมาเรียบเฉย ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกกลายเป็นดวงตาที่เหม่อลอยว่างเปล่า ไร้ซึ่งแววตา
“เข้าบ้านกันเถอะพิกุล…” “พิมเหนื่อยมากเลย พิมอยากพักผ่อน”
มะลิเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของพิมมาลาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนดันแว่นขึ้นเล็กน้อย
ความทรงจำของพิมมาลาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พิกุลใช้ปืนยิงเธอถูกลบหายไปจนหมด ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น เหลือไว้เพียงความทรงจำว่าหลังเลิกงาน พิกุลขับรถพาเธอกลับบ้านตามปกติ ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการแทรกซึมของธาดาที่อยู่ภายในร่างของพิมมาลา
แววตาของพิมมาลากลับมาเป็นปกติ เธอเปิดประตูลงจากรถ แล้วเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางแสนเริงร่า โดยมีพิกุลเดินตามหลังไปไม่ห่าง
เธอหันหลังกลับมาหาพิกุลพร้อมยิ้มกว้าง “เห้อออออ…” “เหนื่อยจัง พรุ่งนี้ขอนอนตื่นสายหน่อยนะคะ… คุณแม่นม”
พิกุลยิ้มอย่างอ่อนโยน “ถ้ากล้าตื่นสายก็ลองดูสิ เดี๋ยวพิกุลจะไปลากลงจากเตียงเอง”
พิมมาลาตอบด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “ไม่กล้าตื่นสายแล้วค่ะ… คุณแม่นมขา”
“จ้าาา… ยัยเด็กดื้อ” พิกุลหัวเราะเบา ๆ พร้อมลูบหัวพิมมาลาอย่างเอ็นดู
สองสาวหยอกตลอดทางระหว่างเดินเข้าบ้าน ด้วยเสียงหัวเราะและเสียงแซวกันตามปกติ
พิมมาลาเงียบไปครู่หนึ่ง “พิกุล…”
มะลิมองพิมมาลาด้วยความสงสัย “มีอะไรเหรอพิม”
เจ้านายสาวหน้าแดงเล็กน้อย “เอ่อ… พิมขอบคุณนะที่พิกุลอยู่ข้างพิมมาตลอด… ขอบคุณที่ไม่เคยทิ้งพิมไปไหน”
พิมมาลามองพิกุลด้วยแววตาซาบซึ้ง “แล้วก็… ขอบคุณที่พิกุลไม่เคยทำร้ายพิม”
ทันทีที่พูดจบ เธอโผกอดพิกุลในทันที
พิกุลตกใจเล็กน้อยก่อนที่จะยกมือโอบกอดตอบ ก่อนที่ร่างกายของเธอจะตอบหญิงสาวโดยอัตโนมัติ “พิกุลสัญญา…” “พิกุลจะไม่ทิ้งพิมไปไหน… ”
เธอหยุดไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พิกุลจะดูแลพิมตลอดไป… พิกุลสัญญา”
พิมมาลากอดพิกุลแน่นขึ้นเป็นการขอบคุณ แต่มะลิกลับกัดฟันแน่น เพราะทุกถ้อยคำที่เธอเพิ่งพูดออกไป ล้วนเป็นคำสัญญาที่ออกมาจากร่างของพิกุลที่เธอกำลังควบคุมอยู่
ทั้งสองกอดกันอยู่นาน ก่อนจะแยกย้ายกลับห้องของตัวเอง
“ราตรีสวัสดิ์ค่ะ… คุณแม่นม”พิมมาลาหันมายิ้มแหย่เป็นครั้งสุดท้าย
พิกุลยิ้มตอบอย่างอบอุ่น “จ้า… ยัยลูกสาวตัวแสบ ฝันดีค่ะ”
พิมมาลายิ้มกว้าง ก่อนเดินเข้าห้องของตัวเองและปิดประตูลงเบา ๆ
พิกุลยืนมองประตูบานนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ กัดฟันแน่น แล้วเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง
หยดน้ำตาใส ๆ ค่อย ๆ เอ่อคลออยู่ที่ขอบตา โดยที่มะลิเองไม่ทันรู้ตัว
คุยกันท้ายเล่ม ก่อนอื่นขอขอบคุณผู่อ่านทุกท่านที่อ่านมาถึงตอนจบของเรื่องนี้ นิยายเรื่องนี้ผมเขียนด้วยความตั้งใจอย่างมากเพื่อให้ทุกท่านได้สนุกกับการเดินทางของพิมและพิกุล ซึ่งเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกที่เขียนจบ ในเรื่องสำนวนจึงอาจจะไม่นิ่งเท่าไรในจุดนี้ผู้เขียนต้องขออภัยครับ ส่วนที่อยากจะคุยจริง ๆ คอที่มาของชื่อตัวละครในเรื่อง ทุกคนมีที่มาที่ไปของชื่อ จึงอยากแชร์ในจุดนี้ให้ผู้อ่านได้ทราบจะได้เข้าใจตัวละครได้มากขึ้นครับที่มาของชื่อ ผู้อ่านคงสังเกตเห็นว่าแกนเรื่องหลักจะเกิดขึ้นใน 2 บริษัท คือ บริษัท ศิลา เทกซ์ไทล์ เอ็กซ์พอร์ต บริษัท บุปผา แฟชั่น แอนด์ ดีไซน์ ซึ่งเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของดอกไม้(บุปผา) และก้อนหิน(ศิลา) หรือความนุ่มนวลสู้กับความแข็งกร้าว ชื่อตัวละครฝ่ายหญิงมาจากชื่อตำรับยาสมุนไพรไทย เกสรทั้งห้า ซึ่งเป็นตำรับยาที่ประกอบด้วยดอกไม้ห้าชนิด ซึ่งประกอบด้วย มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี เกสรบัวหลวง พิมมาลา อุบลสาภี ชื่อ พิมมาลาเป็นชื่อที่เหมาะกับบริษัทบุปผา คำว่ามาลา ในที่นี้หมายถึงพวงมาลัยดอกไม้นั่นเอง ส่วนนามสกุล อุบลสารภี จะเป็น ชื่อดอกไม้ 2 ชนิด คือ อุบล แปลว่าบัว ในที่นี้
ตอนที่ 15-2 ฉากจบที่ 1-2 วันเบา ๆ ของเหล่าผู้มีบาดแผล18.00 น. “ชากุหลาบค่ะคุณพิม” พิกุลยื่นถ้วยชาอุ่น ๆ กลิ่นหอมละมุนให้พิมมาลา “ขอบคุณค่ะ” พิมรับมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะยกจิบไปหนึ่งอึก จากนั้นเธอกวักมือเรียกพิกุล “พิกุล… มานี่หน่อยสิ” “อะไรเหรอพิม” พิกุลโน้มตัวเข้ามาด้วยความสงสัย “ท้าาาาดาาา ~” พิมมาลาหยิบชานมคุณภาพดีห่อใหญ่ขึ้นมายื่นให้พิกุล ดวงตาพิกุลเบิกกว้าง ก่อนจะเกิดเรื่องราววุ่นวายที่ผ่านมา เธอและพิมดื่มแต่ชาใสมาตลอด ไม่มีใครดื่มชานมเลยสักคน ในห้องนี้จึงไม่มีชานมแม้แต่ซองเดียว แต่ช่วงนี้พิกุลมีพฤติกรรมดื่มชานมอยู่บ่อยครั้ง พิมมาลาจึงจัดชานมห่อใหญ่คุณภาพดีให้กับพิกุล การได้ชานมคุณภาพดีมาจึงเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของพิกุลอย่างมาก “ขอบคุณนะพิม” พิกุลพูดเสียงเบา แต่แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง บรรยากาศเงียบไปเล็กน้อย พิกุลมองชานมในมือ ก่อนสูดหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยขึ้น “พิม…พิกุลขอถามอะไรหน่อย” “ได้สิ” “ถ้าพิกุลไม่ใช่พิกุลคนเดิม…พิมจะยังรับพิกุลได้ไหม?” พิมมาลากะพริบตาปริบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ยังไม่ทันที่พิกุลจะได้
ตอนที่ 15-1 ฉากจบที่ 1-2 วันเบา ๆ ของเหล่าผู้มีบาดแผลฉากจบที่ 1-2 เป็นเรื่องราวต่อจากตอน : การโต้กลับของเลขาสาว—----------------หลายวันผ่านไป หลังจากที่ทั้งสองคนนำปืนไปทิ้งลงทะเล ยามเช้าอันสดใส หญิงสาวคนหนึ่งตื่นขึ้นมา เช้านี้เธอตั้งใจทำภารกิจลับบางอย่าง เธอค่อย ๆ ย่องไปหน้าประตูห้องนอนของตนเองอย่างเงียบเชียบ พร้อมเอาหูแนบบานประตูเหมือนดักฟังอะไรบางอย่าง ตึก… ตึก… ตึก… “มาแล้ว… มาแล้ว” หญิงสาวพูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนเริ่มนับถอยหลัง “5.. 4.. 3..” ตึก… ตึก… ตึก… เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้น “ 2..” ตึก… เสียงนั้นหยุดลงหน้าประตู “1.. เอาล่ะ” หญิงสาวเลิกแนบหูแล้วเปิดประตูอย่างแรง ปังงงงง!! ภาพหน้าประตูคือหญิงสาวสวมแว่น ในชุดนอนสวมผ้ากันเปื้อน ทำหน้าตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ตื่นแล้วค่ะคุณแม่นมขาาาา” หญิงสาวคนนั้นตะโกนลั่นบ้าน พิกุลกะพริบตาปริบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างเอ็นดู “แปลกนะวันนี้พิมตื่นเช้า” ที่จริงแล้วพิกุลตั้งใจมาปลุกพิมมาลาเหมือนที่ทำเป็นประจำ แต่เธอกลับต้องแปลกใจเมื่อสาวน้อยขี้เซาตื่นขึ้นมาเองโดยไม่ต้องปลุก แถมยังแอบมาดักรอเปิดประตูแกล้งเธอเสียอีก “แหะ.. แหะ…
ตอนที่ 14-3 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้น18.00 น. เวลาเลิกงาน พิมกับพิกุลออกมาที่ลานจอดรถ ทันทีที่มาถึง พิมมาลาก็เห็นรถตู้คันคุ้นเคยจอดรออยู่ไม่ไกล ใบหน้าของหญิงสาวสดใสขึ้นในทันที เธอรีบเดินตรงไปหาเจ้าของรถด้วยท่าทีราวกับเด็กน้อยที่เห็นผู้ปกครองมารับหลังเลิกเรียน “มาวิน… ดีใจจังที่มาวินมารับพิม…” มาวินยิ้มก่อนยกมือลูบหัวเธอเบา ๆ “งานเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม” พิมมาลาเงียบไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงแววตาเศร้าสร้อย “พิมเหงา… พิกุลไม่กอดพิมเหมือนแต่ก่อนเลย พิกุลคุยกับพิมเหมือนคนไม่เคยสนิทกันมาก่อน” มาวินมองไปทางพิกุล หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่ง มาวินถอนหายใจ เขารู้ดีว่าพิมมาลายังคงผูกพันกับพิกุลมากเพียงใด ตราบใดที่พิมมาลายังคงยึดติดกับพิกุล เธอก็ไม่มีวันหันมามอบหัวใจให้เขาอย่างสมบูรณ์ และสำหรับมาวินแล้ว… พิกุลกำลังกลายเป็นสิ่งกีดขวางที่เขาต้องตัดออกไปจากชีวิตของพิมมาลาให้ได้ “พิม” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป“พิมรักผมไหม” “พิมรักมาวินที่สุดค่ะ” มาวินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าอย่างนั้น พิมฟังผมให้ดี...” “จากนี้ไป
ตอนที่ 14-2 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้นหลังจากพิกุลคุยกับพิมมาลาเสร็จแล้ว เธอก็ทำการอ่านอีเมลอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก ตรู้ดดด… แกร๊ก เสียงปลายทางรับสาย “หมิวจัดการได้เลย… เก็บคนลูกไว้” พิกุลพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังสั่งงานทั่วไป ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้น “รับทราบค่ะ… ให้ใครผสานดีคะ” น้ำเสียงของหมิวฟังดูร่าเริงราวกับได้รับมอบหมายงานที่เธอรอคอยมานาน พิกุลเงียบไปครู่หนึ่ง “เป็นคนในบริษัท… เดี๋ยวส่งข้อมูลไปให้” “ให้เวลา… สามวัน” ปลายสายหัวเราะคิกคัก “รับทราบค่ะ” หมิวตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับเด็กที่กำลังวางแผนทำเรื่องสนุก จากนั้นสายถูกตัดไปทันที…สามวันต่อมา เช้าวันนั้นพิกุลมาทำงานตามปกติ บนโต๊ะทำงานมีกล่องพลาสติกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทึบสีน้ำตาลวางอยู่หนึ่งใบ บนกล่องไม่มีข้อความหรือเครื่องหมายใด ๆ แต่พิกุลรู้ดีว่ามันมาจากใคร เธอดันแว่นเล็กน้อยแล้วชายตาไปยังกล่องนั้น ก่อนที่จะเปิดอย่างระมัดระวัง รอยยิ้มจางปรากฏขึ้นบนใบหน้า ในกล่องนั้นมีวัสดุสีเนื้อถูกพับไว้อย่างประณีต ลักษณะคล้ายผิวหนังมนุษย์ พ
ตอนที่ 14-1 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้น ฉากจบที่ 2-2 เป็นเรื่องราวต่อจากตอน : จุดสิ้นสุดของคำสัญญา------------สองเดือนหลังจากมาวินแต่งงานกับพิมมาลา นับตั้งแต่วันที่แผนควบคุมพิมมาลาสำเร็จ มะลิก็ได้ย้ายออกมาอยู่บ้านหลังเดิมของพิกุล เนื่องจากบ้านของพิมมาลาได้กลายเป็นเรือนหอของเธอกับมาวินไปแล้ว เลขาสาวตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น เธออาบน้ำ แต่งตัวอย่างคล่องแคล่ว ในตอนนี้เธอสามารถใช้ร่างพิกุลได้อย่างชำนาญ ยิ่งไปกว่านั้น ภายในวิญญาณยังมีพิกุลคอยอยู่เคียงข้าง คอยช่วยวิเคราะห์ วางแผน ให้คำปรึกษา ราวกับผู้ช่วยที่สมบูรณ์แบบที่พร้อมทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มะลิกินข้าวเช้าและขับรถไปทำงานตามปกติ ระหว่างทางก็มีพนักงานหลายคนเข้ามาทักทายเธออย่างเป็นมิตร และเธอก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกับที่พิกุลเคยทำ ภาพที่ทุกคนเห็นยังเป็นพิกุลคนเดิม แต่ภายในนั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนที่เดินผ่านสายตาของมะลิ ล้วนถูกประเมินคุณค่าอย่างรวดเร็ว ‘นายปรีชา บริหารงานเก่ง เหมาะสมที่จะเลื่อนขั้น’ ‘ใบเฟิร์น ต้องการชื่อเสียงและความก้าวหน้า ไว้เอาไปแทรกซึมคนในบริษัทคู่แข่ง’ ‘อารยา อายุงานมากแต่คว







