LOGIN“อ๋อ... เค้าอาย เรียกไปนานๆ เดี๋ยวก็ชินไปเอง ฉิมไปช่วยเค้าทำกับข้าวสิ เดี๋ยวพาคนไปช่วย วันนี้มีแกงที่ฉิมชอบหลายอย่างเลยนะ” อุกฤษฏ์ตอบเนียนๆ คนฟังอย่างพวงชมพูถึงกับอ้าปากค้าง คนอะไรหน้ามึน แอบอ้างว่าเธอเป็นเมีย ไม่ใช่เสียหน่อย อีตาบ้า!!!
“จะค้อนอีกนานไหม” พอฉิมพลีรับคำสั่ง วิ่งไปยังจุดหมายคือครัวของหมู่บ้านเล็กๆ อุกฤษฏ์ก็หันมาหาหญิงสาวที่ค้อนเขาจนแทบคอเคล็ด แถมยังเชิดคางสูงขึ้นไปอีก
“อุ๊ย!” พอหันมาจะตอบคนหนวดเครารกครึ้ม เขาก็อยู่ตรงหน้าจนเธอต้องผงะ เขาเดินเร็วมาก แถมยังเงียบกริบจนเธอไม่รู้สึกตัว
“ไปทำกับข้าวได้แล้ว จะนั่งกินนอนกินเหมือนคุณนายไม่ได้หรอกนะ ที่นี่ไม่มีคนยกประเคนให้ ต้องทำกินเอง”
พวงชมพูอ้าปากค้าง คนอะไรปากร้าย พูดดีๆ ก็ได้ เธอช่วยได้อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องมาประชดประชัน ทำยังกับว่าเธอทำอะไรไม่เป็น ตอนอยู่ต่างประเทศกับมารดา เธอช่วยท่านทำงานที่ร้านอาหารทุกวันหลังเลิกเรียน แถมยังช่วยเหลือเพื่อนๆ ที่อยากได้งานพิเศษที่ต่างแดนอีก เชอะ! ทำมาดูถูกเธอ
ครัวซึ่งเป็นลานโล่งมีแคร่ไม้ไผ่ตั้งอยู่ มีหลังคากันฝน ด้านในไว้สำหรับเก็บข้าวของเครื่องครัวมากมาย ล้วนแล้วเป็นของโบราณทั้งสิ้น ที่นี่ไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า กระติกน้ำร้อน หรือแม้แต่เตาแก๊ส เธอเห็นพวกผู้ชายกำลังก่อไปด้วยไม้ฟื้น มีก้อนหินสามก้อนเรียงกันโดยรอบไว้สำหรับตั้งหม้อ ตั้งกระทะ มันเป็นอะไรที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน จึงทำให้เธอตื่นเต้นเล็กน้อย
พวงชมพูเห็นแม่ครัวมีอายุคอยชี้นิ้วสั่ง น่าแปลกที่ลูกมือล้วนเป็นหนุ่มฉกรรจ์ด้วยกันทั้งสิ้น เขาบอกว่าผู้ชายทำอาหารเก่งเธอไม่เถียง แต่เห็นสภาพแล้วจะอร่อยหรือเปล่าเธอยังไม่แน่ใจ แต่คงอร่อยเพราะทำกินกันแบบนี้บ่อยๆ
“ยืนอยู่ทำไมล่ะครับคุณ เห็นไหมว่าเขางานยุ่งกันแค่ไหน” คนที่พาเธอมายังหาเรื่องแดกดัน เธอหันมาสะบัดค้อน ไม่อยากเสวนากับเขานักหรอก ชอบวางอำนาจ สั่งโน่นสั่งนี่ น่าตบปากที่สุด
“จะให้ฉันทำอะไรล่ะ” พวงชมพูมองอาหารหน้าตาแปลกๆ พวกนี้แล้วขมวดคิ้วมุ่น เธอไม่เคยกินอาหารบ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนี้เลยจริงๆ กลับมาอยู่ประเทศไทยก็กินอาหารไทย แต่ไม่ใช่อาหารพวกนี้แน่ๆ
“เค้าให้ทำอะไรก็ช่วยเค้าสิครับ”
พวงชมพูสะบัดหน้าใส่อุกฤษฏ์ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปกล่าวสวัสดีทุกคน แล้วถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม ทุกคนดูเงียบงันไปครู่ใหญ่ แต่เมื่อเห็นใบหน้าหวานยิ้มละไม จึงพูดคุยโต้ตอบกับเธออย่างเป็นกันเอง พวงชมพูหันมายักคิ้วให้อุกฤษฏ์ที่ยืนกอดอกมองอยู่อีกด้าน เพียงไม่นานเธอก็เข้ากับคนอื่นได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นคนมีน้ำใจและอัธยาศัยดีอยู่แล้ว
หญิงสาวเพิ่งได้สัมผัสชีวิตของชาวบ้านในชนบทแบบนี้ รอบกายมีแต่ผืนป่า ถ้าไม่ใช่เพราะโดนจับตัวมาอยู่ที่นี่ เธอคงรู้สึกดีกว่านี้ อากาศดี ผู้คนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสมีน้ำใจให้กัน เสียงนก เสียงลำธารดังอยู่ไม่ไกลมากนัก
ที่สำคัญ มันหอมมาก เธอเพิ่งรู้ว่าผืนป่าในประเทศไทยมีกลิ่นหอมขนาดนี้ กลิ่นหอมเป็นกลิ่นดอกไม้อะไรสักอย่าง ผสมกับกลิ่นใบไม้แห้ง ใบไม้สด ทำให้สูดดมแล้วรู้สึกสดชื่น
อาหารที่เธอไม่เคยทานถูกลำเลียงออกมาจัดใส่ถาดเป็นสำรับ เธอเห็นหญิงสาวหลายคนออกมาช่วยพวกผู้ชายทำงานง่ายๆ หยิบจับช่วยเหลือแล้วแต่ว่าจะช่วยอะไรได้ก็ช่วย ส่วนใหญ่คนจัดการประกอบอาหารจะเป็นหนุ่มๆ ที่ทั้งปรุงและชิม ส่วนผู้หญิงคนเดียวที่มีอายุที่สุดเป็นคนกำกับ หรือจะเรียกว่าแม่ครัวใหญ่ก็ได้ เธอนั้นช่วยเด็ดผัก ล้างผักและนั่งมองอย่างเพลิดเพลิน
หนุ่มๆ พวกนี้ดูคล่องแคล่วทำอาหารเก่ง เมื่อเสร็จก็ทำหน้าที่เก็บกวาดเช็ดล้าง ทำแทนผู้หญิงทั้งหมด เธอไม่ได้คุ้นชินกับผู้คนในประเทศไทยสักเท่าไหร่ แต่ที่ได้ยินได้ฟังมา ผู้หญิงมักจะเป็นคนทำงานบ้านทุกอย่าง ผู้ชายถืออภิสิทธิ์ไม่หยิบจับอะไรเลย ฟังแรกๆ ก็ดูเหมือนการเอาเปรียบ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะคิดว่างานบ้านเป็นของผู้หญิง พอมาเห็นเข้าจริงๆ คงต้องบอกว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาไม่จริงทั้งหมด
เมื่อทุกคนมาล้อมวงทานอาหารกันในที่โล่ง มีหลังคามุงจากเย็บเป็นแถวๆ ซ้อนทับเอาไว้อย่างดี ป้องกันแดดและฝน มีแคร่กระจายอยู่จนทั่ว เธอทำท่าจะนั่งลงไปที่ไหนสักแห่งที่สามารถแทรกเข้าไปได้ เพราะหิวเหลือเกิน แต่มือแข็งๆ ของคนที่เธอเกลียดขี้หน้าก็มาดึงเธอไปนั่งกับเขาสองคน
“ปล่อยนะ ฉันจะนั่งตรงนี้”
“อยากโดนจูบโชว์หรือไง”
พวงชมพูเลิกขืนตัวเดินตามแรงลากของเขาไป เพราะเธอเห็นฤทธิ์เดชของเขามาแล้ว เขาไม่อายแน่ๆ ถ้าจะจูบเธอต่อหน้าลูกน้อง แต่เธอนี่สิจะต้องอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
อุกฤษฏ์กดร่างบางนั่งลงบนแคร่ที่มีถาดใส่กับข้าวเอาไว้เต็ม เธอตวัดค้อนให้เขา แต่ไม่เล่นตัวนักเพราะหิวจนไส้จะแขวนอยู่แล้ว
“นายชื่ออะไร ไม่เห็นแนะนำตัวบ้างเลย” เธอเอ่ยถาม ยกน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ที่ตัดเป็นแก้วทรงสูงขึ้นดื่ม กระบอกไม้ไผ่ถูกเหลาถูกขัดถูอย่างดีสะอาดสะอ้าน กลิ่นหอมของไม้ไผ่ให้ความรู้สึกดี น้ำที่เธอดื่มเข้าไปก็เย็นฉ่ำใสสะอาดจนดื่มเสียหมดแก้วด้วยความกระหาย
“กฤษฏ์” เขาตอบสั้น ยื่นจานเปล่ามาให้เธอ พวงชมพูทำหน้างง เขาเลยบุ้ยใบ้ไปที่หม้อหุงข้าว ที่นี่หุงข้าวกับไม้ฟืน กลิ่นข้าวเลยหอมหวน เป็นกลิ่นที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน เธอเผลอสูดดมอย่างหลงใหล จนเขาต้องอมยิ้ม แต่พอเธอหันมาเขาก็ทำหน้าขรึมตามเดิม
“หอมจังเลย นายกินเยอะหรือเปล่า”
เธอเอ่ยถามเขาอย่างเป็นมิตรขึ้น อย่างน้อยก็ดีกว่าทำตัวแข็งข้อให้เขาหมั่นไส้ แล้วโมโหทำร้ายเอาได้
เขาก็พยักหน้ารับ หญิงสาวจึงตักข้าวกับทัพพีที่ทำจากไม้ไผ่ให้เขาจนเต็มจาน
มารดาเลยเล่าเรื่องกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ให้ฟัง แต่นี่ไม่ใช่กล่องข้าวน้อย อาจจะเป็นหม้อข้าวน้อยฆ่าคนกลางป่าก็เป็นได้ พูดแล้วเธอก็หลุดขำคนเดียว ก่อนจะหุบยิ้มเมื่อเห็นเขาทำหน้าสงสัย แต่ไม่ซักไซ้ถามอะไรเธอ เธอจึงเสไปตักข้าวใส่จานของตัวเองบ้าง ที่นี่ใช้จานสังกะสีโบราณ เป็นสีขาวขอบจานเป็นสีน้ำเงิน ช้อนก็ใช้ช้อนสีเขียว เธอมองอย่างแปลกประหลาด แต่ก็พอทานได้เพราะทำความสะอาดมาอย่างดี ไม่มีกลิ่นคาวหรือกลิ่นอะไรให้ต้องอาเจียนตอนกิน
“ฉันชื่อพวงชมพู เรียกพิ้งค์ก็ได้”
“ใครถาม”
“อ้าว...” พวงชมพูอ้าปากค้าง ก่อนจะค้อนให้คนหน้าโหด นึกอยากจะหามีดโกนมาถางหนวดโกนเคราเขาเสียให้สิ้นซาก ชอบทำหน้าเก๊ก หน้าโหดใส่เธอดีนัก
“ฉันไม่เคยกินกับข้าวบ้านป่าแบบนี้มาก่อน ไม่เคยทำด้วย”
เธอชวนคุยแต่เขาหันไปสนใจกับการตักแกงกะทิหน่อไม้ป่ากับกุ้งแห้งใส่จาน ก่อนจะตักเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ เธอมุ่ยหน้าอีกรอบ ตักมาใส่จานตัวเองแล้วทานบ้าง รสชาติกลมกล่อมทำให้เธอตักเข้าปากอีกคำ เคี้ยวตุ้ยๆ ตามเขาไป หน่อไม้ที่นี่หวานกรอบอร่อย น้ำแกงเข้มข้น เธอแอบถามระหว่างทำอาหารกับคนอื่นๆ เขาเรียกกันว่าแกงเหลือง นอกจากใส่กุ้งแห้งแล้ว ยังใส่เนื้อสัตว์อย่างอื่นได้ด้วย ทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ กุ้งสด หรือแม้กระทั้งเนื้อหมู แล้วแต่ว่าอยากทานจำพวกไหน ส่วนประกอบหลักคือกะทิที่ที่ทำให้ได้รสชาติหอมหวานเมื่อผสมกับเครื่องแกงที่ตำละเอียด เป็นพวกขมิ้น ข่า ตะไคร้ อะไรจำพวกนั้น
“หอมจังเลย หน่อไม้ก็หวาน กุ้งแห้งพวกนี้ตัวโตเชียวค่ะ หอมด้วย” คนลืมตัวเอ่ยบอก ก่อนจะหันไปมองกับข้าวชนิดอื่น
“นึกว่าจะทานไม่ได้ แต่ก็อย่างว่า พอหิวก็ยัดเข้าปากเรียบ”
“แค่กๆๆๆ” พวงชมพูสำลักเมื่อเขาใช้คำว่ายัดกับเธอ นี่เธอกินมูมมามจนเรียกว่ายัดเลยเหรอนี่ หญิงสาวหน้างอ ค่อยๆ กิน ไม่รีบกินเหมือนก่อนหน้า ทั้งๆ ที่หิวจัด
“ฉันโอเคค่ะ” เธอตอบให้สามีคลายใจ แต่เหงื่อที่ไหลโซมพร้อมกับอาการนิ่วหน้าด้วยความเจ็บทำให้กวียิ่งร้อนใจ“กฤษฏ์ขับรถเร็วๆ หน่อย”“ครับพ่อ ผมกำลังเร่งอยู่ครับ” อุกฤษฏ์รับคำตั้งใจขับรถไม่วอกแวก ก่อนจะถึงโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย“คุณกวี” พิมพ์มาดาจับมือสามีเอาไว้แน่น“ผมขอเข้าไปอยู่ใกล้ๆ คุณได้ไหม” กวีไม่อยากห่างภรรยา ครั้งนี้เขาขอได้อยู่กับเธอตลอดเวลาตอนคลอด“ฉัน... ต้องการคุณค่ะคุณกวี”อุกฤษฏ์และพวงชมพูนั่งรอบิดามารดาอยู่หน้าห้องคลอด ทั้งสองลุ้นให้ทั้งแม่และลูกปลอดภัย แต่สีหน้าเป็นกังวลของสามีทำให้พวงชมพูมองอย่างแปลกใจ“พี่กฤษฏ์หน้าเครียดจัง คุณแม่อยู่ใกล้มือหมอแล้ว น้องกับคุณแม่ต้องปลอดภัยค่ะ” เธอเห็นสีหน้าของสามีก็คิดไปว่าเขาห่วงมารดาของเธอมากๆ นั่นเอง“พิ้งค์ ตอนพิ้งค์คลอดเจ็บขนาดนี้หรือเปล่า ไม่เอานะ พี่ไม่อยากให้พิ้งค์เจ็บ”“อะไรกันคะพี่กฤษฏ์ พิ้งค์ยังไม่เห็นกลัวเลย” พวงชมพูหัวเราะคิกเมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของสามี เขาจะกลัวมากไปหรือเปล่า เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทันสมัย วิวัฒนาการทางด้านการแพทย์ก็ก้าวหน้าไปไกล คลอดแล้วนอนพักคืนเดียวก็กลับบ้านได้เลย“พี่เป็นห่วงพิ้งค์”“ถ้าพิ้งค์คลอดกับหมอตำแย
“ใช่สิ ฉันมันเป็นไอ้อ้วนน่ารำคาญนี่ ไหนจะสู้สาวๆ สวยๆ ได้ คุณยังมีเมียได้อีกเยอะแยะ ฉันเห็นนะ เวลาเข้าเมืองพาฉันไปตรวจท้อง สาวๆ สวยๆ ชม้ายชายตาให้คุณตาไม่กะพริบ”“โธ่... คุณพิมพ์ไม่ใช่อย่างนั้นเลย จะไปกันใหญ่แล้ว”“ใช่สิ ฉันพูดอะไรก็ผิดไปหมด ก็ฉันบอกว่าเค็มคุณก็ยังจะเถียง หึ! คงอยากให้ฉันกับลูกกินอาหารเค็มๆ ป่วยเป็นโรคไตตายใช่ไหม ฮึกๆ ฮื่อๆ” เธอขึ้นเสียงใส่เขา เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น“มะ... ไม่ใช่อย่างนั้นเลยนะคุณพิมพ์” กวีส่ายหน้าดิก เมื่อเห็นภรรยายิ่งพูดก็ยิ่งจะไปกันใหญ่“ไม่ใช่อย่างนั้นแล้วยังไง คงรำคาญน่ะสิ จะไปไหนก็ไปเลยนะ เหม็นขี้หน้า ฉันรู้ว่าคุณรำคาญเมียแก่ๆ ท้องโย้ๆ กินจุอย่างฉันเต็มทน”“คุณพิมพ์ ผมไม่เคยรำคาญคุณกับลูกเลยนะ คุณอยากกินอะไร ผมยินดีหาให้คุณทุกอย่าง อยากได้อะไร อยากทำอะไร ผมไม่เคยคิดจะว่าคุณเลย คุณไม่ได้แก่ คุณยังสาวยังสวย ท้องก็ไม่ได้โย้น่าเกลียด แต่คุณมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ คนท้องก็หุ่นแบบนี้ คุณดูดีมากเลยนะเวลาท้อง แล้วถึงแม้ว่าคุณจะกินจุขนาดไหน แต่ถ้าคุณกับลูกหิว ไม่ว่าจะไปขึ้นเขาลงห้วยผมก็ยินดีหามาให้คุณกินทุกอย่าง”กวีรีบพูดให้ภรรยาสบายใจ เพราะเขาไม่เคยคิ
“แต่ใจร้ายยิ่งกว่า ดูสิ จะทรมานพี่ไปถึงไหน” อุกฤษฏ์พูดไปหอบไปเมื่อภรรยาดูดกลืนส่วนปลายของความแข็งแกร่งขณะที่รูดไล้ตัวตนของเขา แต่ไม่ยอมสัมผัสถึงให้ลึกซึ้งกว่านั้น“ดูพูดเข้าคุณสามีขา ทำเหมือนภรรยาใจร้ายใจดำ” คนพูดแกล้งทำน้ำเสียงแสนงอน แต่หัวเราะคิกเมื่อเห็นเขาซู๊ดปากทุกครั้งที่ถูกดูดกลืนความเป็นชาย“พิ้งค์ อ๊า... แบบนั้นล่ะครับ”“แบบไหนคะ” เธอแกล้งคายส่วนที่ดูดรวบเข้าปากออกมาเพื่อเอ่ยถาม อุกฤษฏ์สบถก่อนจะจัดการพลิกร่างภรรยาให้นอนหงาย“แม่ตัวดี เดี๋ยวเหอะ”“น่ากลัวชะมัด ดูสิทำหน้าถมึงทึงแบบนี้ เดี๋ยวก็หน้าเหี่ยวหรอก” พวงชมพูหยิกแก้มสากของสามีอย่างแสนรัก เธอหัวเราะคิกเมื่อเห็นเขาแสดงความปรารถนาเธออย่างชัดเจน จนแทบจะคลั่งอยู่รอมร่อ“อื้อ...”พวงชมพูร้องครางเมื่อเขากดใบหน้าลงสู่หว่างขาอ่อนหวานของเธอ หญิงสาวดีดดิ้นจิกมือกับที่นอนกว้าง กัดริมฝีปากเม้มเข้าหากันสลับกับการครวญครางเสียงสะท้านซ่านซ่าด้วยความเสียวซ่านเมื่อปลายลิ้นร้อนซอกซอนสัมผัสดูดกลืนดอกผกากรองหอมหวานที่ซุกซ่อนน้ำหวานหอมกรุ่นเอาไว้ภายใน ต้องกระตุ้นซ้ำๆ ถึงจะผลิตหยาดน้ำทิพย์ออกมาให้เขาได้กลืนกินอย่างเอร็ดอร่อย“ฮันนีมูนรอบนี้พี่ข
“พิ้งค์เคยบอกพี่ว่าอยากไปเที่ยวทะเล” เขาจำได้ว่าตอนที่ทุกอย่างคลี่คลาย เธอเคยเปรยๆ อยากมาเที่ยวทะเล“พี่กฤษฏ์จำได้ด้วยเหรอคะ”“จำได้สิ” เขาโอบกอดเธอเอาไว้ วางคางที่ไหล่กลมกลึง“พิ้งค์ต้องให้รางวัลคนความจำดียังไงคะนี่” เธอเอ่ยถามทำท่าขบคิด“คนรักกันก็ต้องจำกันได้สิ แล้วพี่ก็ไม่โลภด้วย ไม่ขออะไรมาก ขอแค่ฮันนีมูนสิบวันสิบคืนไม่ออกจากห้อง”“ว้าย! แบบนั้นก็คางเหลืองสิคะ”“ไม่ถึงกับคางเหลือง แค่ฟ้าเหลือง”“บ้าสิคะ คนเราทำอะไรไม่ควรหักโหมเกินไปนะคะ”“ก็ต้องรีบปั๊มสิครับ มีทายาทเร็วๆ มีลูกทันใช้”“หือ... ถามยังว่าอยากมีหรือเปล่า”“อ้าว... พิ้งค์ไม่อยากมีลูกเหรอ”“พี่กฤษฏ์นี่ ใครบอกว่าไม่อยากมี แค่ให้ถามก่อน ไม่ใช่สรุปเองเสร็จสรรพ”“พี่ว่าอย่าโยกโย้เลย เรามาปั๊มลูกกันเดี๋ยวนี้ดีกว่า”“ว้าย! พี่กฤษฏ์บ้า ถ้าตกลงไปจะทำยังไง” พวงชมพูผวากอดคอเขาเอาไว้แน่นเมื่อโดนอุ้มขึ้นสู่อ้อมแขน“ตกลงไปก็แข้งหาหักน่ะสิ” อุกฤษฏ์แกล้งโดยการทำท่าจะโยนเธอลงบนพื้น“ว้าย! พี่กฤษฏ์บ้า จะโยนพิ้งค์ลงพื้นจริงเหรอ” เธอยิ่งผวากอดคอเขาเอาไว้แน่น หน้างอใส่คนที่กำลังหัวเราะสะใจที่ได้แกล้ง“ใครจะกล้าแกล้งเมียได้ลงคอ” ร่างสูงอุ้ม
“คุณเป็นห่วงผมใช่ไหม ถึงร้องห่มร้องไห้ขนาดนั้น”“คนบ้า เจ้าเล่ห์นัก เอาเรื่องความเป็นความตายมาล้อได้ยังไงกัน”“ตอบผมก่อนว่าเป็นห่วงผมใช่ไหม”“ไม่ห่วงได้ยังไง ก็คุณเป็นผู้ชายที่ฉันรักนี่นา แถมยังเป็นรักแรก และรักเดียวเสียด้วย” พิมพ์มาดาตอบอย่างขวยเขิน“คุณว่าอะไรนะ” กวีถามเสียงดัง หัวใจพองโตคับอก“ไม่พูดด้วยแล้ว แก่แล้วหูตึงหรือไงคุณนี่” เธอพูดแล้วหันหน้าหนี เขาจึงตามมากอดเอาไว้จากเบื้องหลัง“ถ้ารู้อย่างนี้ใช้วิธีนี้ไปนานแล้ว”“คุณคงจะถอดใจไปแล้วสิ” เธอว่าอย่างงอนๆ“เปล่าสักหน่อย ผมไม่ได้ถอดใจ แค่อยากรู้สาเหตุว่าทำไมคุณถึงไม่ยอมให้อภัยผมสักที ทั้งๆ ที่ความจริงเปิดเผยแล้วแบบนี้ นายกฤษฏ์กับยัยพิ้งค์ก็เลยช่วยผมคิด”“ร้ายกาจทั้งพ่อทั้งลูกเลยนะคะ แถมพ่วงมาด้วยว่าที่ลูกเขย แบบนี้พิมพ์ก็โดนรุมสิ”“ใครจะกล้ารุมที่รักของผมได้” กวีดึงร่างภรรยามาสวมกอดอีกครั้ง จุมพิตกลุ่มผมสลวยด้วยความรู้สึกโล่งใจและรักใคร่“ยัยหนูพิ้งค์นี่เจ้าเล่ห์นัก น่าหยิกให้เนื้อเขียว”“โห... คุณแม่ใจร้าย จะหยิกหนูให้เนื้อเขียวเลยเหรอคะ เดี๋ยวราคาค่าสินสอดหนูก็ตกสิคะ” เสียงหัวเราะคิกคักของบุตรสาวทำให้พิมพ์มาดาหันไปมอง ก่อนจะ
“ไม่นะ คุณพ่อไปโดดหน้าผาตรงไหน พาแม่ไปเร็ว”“ตามพิ้งค์มาค่ะคุณแม่ พี่กฤษฏ์รออยู่ตรงนั้น เจอรองเท้าคุณพ่อวางทิ้งเอาไว้ ป่านนี้ๆ...” พวงชมพูพูดไม่ทันจบก็สะอื้นฮักๆ“คุณกวี คุณต้องไม่เป็นอะไรนะ อย่าเป็นอะไรนะ” พิมพ์มาดาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าอดีตสามีจะคิดสั้นฆ่าตัวตายเช่นนี้“ในจดหมายคุณพ่อบอกว่าเสียใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำลงไป คุณพ่อไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ค่ะคุณแม่” พวงชมพูพูดให้มารดาฟังเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ“แม่ไม่ได้ถือโทษโกรธคุณพ่อแล้ว แค่น้อยใจเท่านั้น” พิมพ์มาดาถึงกับร้องไห้โฮเมื่อเห็นรองเท้าของสามีวางทิ้งเอาไว้ที่หน้าผา ผาตรงนี้สูงนัก ตกลงไปไม่มีใครรอดชีวิตมาได้ เพราะเธอเคยอาศัยอยู่ที่นี่กับอดีตสามีนานเป็นปีๆ“คุณพ่อไม่ได้โกรธคุณแม่หรอกเหรอคะ ฮึกๆๆ ฮื่อๆๆๆ” พวงชมพูรุกถามมารดาที่คุกเข่าร้องไห้ กอดรองเท้าของบิดาเอาไว้“แม่ไม่ได้โกรธจริงๆ แค่น้อยใจที่วันนั้นคุณพ่อนอกใจแม่ไปมีอะไรกับกัญญามาศ เพื่อนที่แม่รักมากที่สุด ฮื่อๆๆ แม่เสียใจก็เลยหนีไป ฮื่อๆ ทั้งๆ ที่อยากอธิบายและอยู่พิสูจน์ความจริงว่าแม่ไม่ได้มีชู้กับคนงานคนนั้น”“คุณแม่ก็เลยหนีคุณพ่อไปเพราะเหตุผลนี้เหรอคะ” พวงชมพูถาม







