LOGIN“กลับไปเอาเสื้อผ้าในรถฉันสิ ฉันไปด้วย”
“มุกตื้นๆ น่า จะหนีหรือไง ไม่มีทางหรอก หนีออกไปเจอลูกน้องผม ยิ่งไม่เคยเห็นผู้หญิงสวยๆ อดอยากปากแห้งได้โดนรุมโทรมแน่ หรือถ้าทรหดหนีรอดไปได้ เพราะเจอมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ หลงป่าไปเจอเสือ เสือขย้ำตายคาที่ เลือกเอาแล้วกันจะเอาแบบไหน”
“ไม่ต้องมาขู่นะ จริงๆ นายรู้ไหม คู่หมั้นของฉันเป็นขาใหญ่ที่นี่”
พวงชมพูเพิ่งคิดได้เมื่อครู่ แทนที่เธอจะบอกว่าคู่หมั้นที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลยเฉิ่มเชย บอกว่าเป็นขาใหญ่ข่มขู่คนตรงหน้าดีกว่า เมื่อกี้เธอไม่น่าหลุดปากวิจารณ์ไปตรงๆ เหมือนอย่างที่เคยคิดวาดฝันเอาไว้ในใจเลย
“อ้าว... ไหนบอกว่าเฉิ่มเชย บ้านนอก ไหงตอนนี้มาบอกว่าขาใหญ่ล่ะ”
“เมื่อกี้ฉันคิดเอาเองไง แต่คุณพ่อบอกว่า คู่หมั้นฉันน่ะขาใหญ่ประจำที่นี่เลยนะ พ่อเขามีอิทธิพลมาก ถ้านายทำอะไรฉัน เขาต้องไม่เอานายไว้แน่ๆ”
พวงชมพูหน้างอเมื่ออีกฝ่ายระเบิดหัวเราะออกมาดังๆ แทบไม่อั้นเสียงเลย
“หัวเราะอะไรของนาย”
“คู่หมั้นคุณชื่ออะไรล่ะ ผมจะได้รู้จัก เผื่อใหญ่จริง ผมจะได้รีบปล่อยคุณไปด้วยความกลัว ขาใหญ่นี่ใหญ่เป็นไขมันอุดตันในเส้นเลือดหรือเปล่า ฮ่าๆๆๆ” อุกฤษฏ์หัวเราะไม่ออมเสียงอีกเช่นเคย “หรือว่าอะไรใหญ่กันแน่” เขามีสีหน้าเจ้าเล่ห์จนเธอหน้าแดง
“ชื่อ เอ่อ...” เฮ้ย! เขาชื่ออะไรแล้วนะ เวรกรรม พวงชมพูนึกไม่ออก
“ว่าไงล่ะ รีบตอบมาสิ อย่าบอกนะว่าจำชื่อคู่หมั้นตัวเองไม่ได้”
ซวยแล้ว... เขาจับติด พวงชมพูร้อนใจ สีหน้าแสดงพิรุธอย่างเต็มที่ อุกฤษฏ์หรี่ตามอง ใบหน้าบึ้งตึงเต็มกำลัง หญิงสาวไม่กล้ามองหน้าเขา เขาหน้าบึ้งเพราะคิดว่าเธอหลอกเขาแน่ๆ เลย
แต่อุกฤษฏ์หน้าบึ้งเพราะเหตุผลส่วนตัว!!! ที่เขาเองก็รู้ว่ามันคืออะไร ยัยหน้าหวานตัวหอม จำชื่อเขาไม่ได้ น่าจับปล้ำสามวันเจ็ดวันให้ครางแต่ชื่อเขานัก!!!
“เร็วสิครับ รีบบอกชื่อผมมา ถ้าช้าผมจะถือว่าคุณพูดโกหก”
“ฉันขอนึกก่อน มันนานหลายปีแล้ว ไม่ได้ติดต่อกันนี่นา” เธอสารภาพหมดเปลือก ยอมหน้าแตก “แต่ฉันมีคู่หมั้นที่นี่จริงๆ นะ เขาขาใหญ่จริงๆ” เธอรีบพูดอีก ส่วนเรื่องติดต่อกันนานหลายปี โม้ทั้งเพ อุกฤษฏ์เองก็รู้ เพราะคู่หมั้นที่เธอพูดถึงก็เขาไง นั่งอยู่ตรงนี้ ตรงหน้าเธอนี่แหละ นี่ถ้าเธอใส่ใจเขาสักนิด อย่างน้อยก็คงจำชื่อเขาได้บ้าง พูดแล้วน่าจับปล้ำเสียตอนนี้เลย
“เอาให้นึกได้ก่อนค่อยว่ากัน ถ้ามันไม่ถือสาหาความ คุณเป็นเมียผมก่อน ถ้ามันตามมาพบ ผมจะยกคุณให้มันดีไหม”
“ไม่ดี เฮ้ย!” พวงชมพูอยากจะกรีดร้อง ตอนนี้ทำอะไรก็ไม่ได้ จะหนีก็ไม่ได้ คิดสมองแทบแตกก็ไม่รู้จะทำยังไงดี
“ตอนนี้ผมหายเหนื่อยแล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว คุณเป็นเมียผมเดี๋ยวนี้เลยนะ” เขาไม่พูดเปล่า ขึ้นคร่อมทับเธออย่างรวดเร็ว
“กรี๊ดด... ว้าย!!! ไอ้บ้า โรคจิตปล่อยเดี๋ยวนี้นะ”
พวงชมพูตกใจที่โดนกดให้นอนหงาย แล้วร่างสูงใหญ่ก็ขึ้นมาทาบทับ เธอยิ่งดิ้นเขายิ่งขบขัน ซุกไซ้รุกไล่เธอไม่ยอมปล่อยง่ายๆ จริงๆ เขาแค่อยากแกล้ง ไม่ได้คิดเอาจริงจัง
“โอ๊ย!” อุกฤษฏ์ร้องอย่างตกใจเมื่อโดนกัดเข้าที่หู พอเขาสะบัดหลุดเธอก็ตามมากัดที่แขนต่อ
เรียกว่ากัดไม่ปล่อย!!!
“เป็นหมาหรือไง ปล่อย อ๊ากก!!!”
เสียงร้องลั่นของอุกฤกษ์คือเสียงความเจ็บปวด พวงชมพูถีบเขาที่หว่างขาของเขาเป็นการตบท้าย ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักๆ ร่างสูงหงายหลังดังโครม
“โอ๊ย!!!”
“โอ้โห... เจ้านายเบาๆ หน่อยสิ เดี๋ยวสาวช้ำหมด” เสียงแซวและผิวปากดังมาจากภายนอกกระท่อม ก่อนจะได้ยินเสียงโห่ของลูกน้อง อุกฤษฏ์กุมเป้ากางเกงหน้าเขียวหน้าเหลือง พวงชมพูหน้าตาเหรอหรา ลูกน้องของเขามาได้ยังไง หรือมาคอยเรียงคิวต่อจากเขา ไม่เอานะ เธอขอตายดีกว่า
“เจ้านายเบาๆ หน่อย เดี๋ยวกระท่อมพัง”
“ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะก๊ากดังอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะได้ยินเสียงโครมอีกครั้ง ประตูกระท่อมเปิดออกมาจนทุกคนที่หัวเราะอยู่ด้านนอกหยุดกึก
“เจ้านาย!!!”
เสียงเรียกดังประสานกัน ก่อนจะได้ยินเสียงโห่อีกครั้งเมื่อบรรดาลูกน้องเห็นอุกฤษฏ์กุมเป้ากางเกงหน้าเขียวหน้าเหลือง และหลังจากนั้นพวงชมพูก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย พอแผ่นหลังบึกบึนของเขาหายไป เธอก็เห็นเพียงประตูที่ปิดลงในทันที
โครมใหญ่...
พวงชมพูนั่งมองประตูกระท่อมด้วยหัวใจที่เต้นแรง เธอกล้าหาญมากที่ทำอย่างนั้นกับเขาได้ ผู้ชายจะได้รู้ว่าผู้หญิงไม่ได้อ่อนแอ และกล้าที่จะต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ในป่าแบบนี้คงไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าเธอใส่โทรศัพท์เอาไว้ในกระเป๋าและอยู่ในรถ ตอนลงมาจากรถเพื่อดูคนที่นอนขวางทางอยู่ ก็ไม่ได้พาลงมาด้วย จึงลืมมันไปได้เลยว่าจะใช้โทรศัพท์เครื่องนั้นติดต่อกับใครได้
หญิงสาวกวาดสายตามองรอบกาย กระท่อมไม้ไผ่ดูแข็งแรงและทนทาน เขาไม่ได้กักขังเธอโดยการล่ามโซ่หรือล็อกประตูหน้าต่างแน่นหนา แต่กลับเปิดโล่งให้เธอชะโงกหน้าออกไปมองทัศนียภาพภายนอกได้
“คิดจะกระโดดหน้าต่างหนีเหรอครับนายหญิง”
“ว้าย!” พวงชมพูผงะถอยหนี เมื่อเห็นเด็กหนุ่มผมหยิกหงอย ตัวดำปี๋ ฟันนี่ขาวจัดเวลายิ้ม เธอนึกถึงเรื่องเงาะป่า ซึ่งเป็นหนังสือที่เธอเคยอ่าน ด้านในมีภาพประกอบแทรกอยู่ตลอดทั้งเล่ม ตอนกลับมาเยี่ยมคุณยาย คนตรงหน้าไม่ต่างกับภาพวาดที่เธอเคยเห็นจนติดตา
“ตกใจหมดเลย” เมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มยิงฟันขาว เธอจึงคิดว่าเขาไม่น่าจะทำอันตรายอะไรเธอ จึงชวนคุย
“นายเป็นลูกน้องอีตานั่นเหรอ”
“ตาไหน” ฉิมพลีเกาหัวแกรกๆ แล้วถามอย่างงงๆ
ซื่อจัง พวงชมพูหันหน้าไปทางอื่น ก่อนถอนใจ
“หมายถึงเจ้านายของนายน่ะสิ แล้วนายชื่ออะไรล่ะ”
“ผมชื่อฉิมครับ ชื่อจริงว่าฉิมพลี”
พวงชมพูได้ยินแล้วหัวเราะก๊าก คนอะไรชื่อฉิมพลี พ่อแม่ช่างตั้ง แต่ก็เถอะ ยังดีกว่าชื่อคนสมัยโบราณกว่านี้ เรียกยากมากกว่าเป็นไหนๆ ตัวอย่างเช่นแม่ครัวกับคนขับรถที่บ้านคุณตาคุณยาย ชื่อแปลกสั้น แต่เรียกยาก
“หัวเราะอะไรฉิม” พวงชมพูหยุดหัวเราะกึก มองคนที่หัวเราะประสานกับเธอด้วยความสงสัย
“เห็นนายหญิงหัวเราะ เลยหัวเราะด้วย”
“ทำไมเรียกฉันว่านายหญิงล่ะ มันฟังดูแปลกๆ”
“นายหญิงก็แปลว่าเมียนาย”
“แค่กๆๆๆ” พวงชมพูถึงกับสำลักเมื่อได้ยินคนตรงหน้าพูดเช่นนั้น
“นายหญิงเป็นอะไร”
“อย่าเรียกฉันว่านายหญิงอีก ฉันไม่ใช่เมียอีตานั่น” พวงชมพูตาเขียว
“นายหญิงโหดจัง” ฉิมพลีหน้าซีดทำท่าจะร้องไห้เหมือนกลัว
“อะไรกัน เป็นผู้ชายร้องไห้ได้ยังไง” ใบหน้าของพวงชมพูเหรอหราเมื่อเห็นคนตรงหน้าร้องไห้
“ก็นายหญิงทำเสียงดุ๊ดุ” ฉิมพลีหน้างอจนพวงชมพูเลิกคิ้วขมวดเข้าหากัน พอสังเกตดีๆ ฉิมพลีไม่เหมือนคนปกติ น่าจะเป็นทางด้านสติปัญญา คนเราเลือกเกิดไม่ได้ บางทีเห็นแล้วก็หดหู่ใจ
“โอ๋ๆๆๆ ไม่ร้องไห้นะฉิมพลี ให้เรียกก็ได้ แต่เรียกฉันว่าพิ้งค์ โอเคไหม”
“พิ้งค์คืออะไร” ฉิมพลีหยุดร้องไห้ถามตาใสเหมือนเด็ก พวงชมพูยิ้มอย่างเอ็นดู
“เป็นชื่อเล่นของฉันไง เหมือนฉิมพลีก็ชื่อฉิม อะไรประมาณนี้แหละ” เธออธิบายอย่างใจดี มองเด็กหนุ่มอย่างสงสาร อายุน่าจะไม่เกินยี่สิบ น่าจะซักสิบสามสิบสี่
“อ๋อ... ต่อไปฉิมจะเรียกนายหญิงว่าพิ้งค์” ฉิมพลียิ้มยิงฟันเช่นเดิม
“คุยอะไรกัน” เสียงเข้มๆ ของอุกฤษฏ์ทำให้ทั้งสองสะดุ้ง ฉิมพลียิ้มร่าวิ่งเข้าไปประจบประแจง น่าแปลกที่คนขี้โมโหอย่างอีตานั่น กลับลูบหัวฟูๆ หยอยๆ ของเด็กหนุ่มอย่างรักใคร่เอ็นดู
“กำลังทำความรู้จักกับนายหญิง อุ๊บ! พิ้งค์” ฉิมพลียกมืออุดปาก เมื่อเผลอพูดคำที่โดนสั่งห้าม
“หึ! คุยอะไรกันล่ะ” อุกฤษฏ์ทำเสียงเล็กน้อย ตวัดสายตามองหญิงสาวอีกด้าน ก่อนหลับมามองเด็กหนุ่มตรงหน้า
“พิ้งค์โกรธฉิมด้วย พอเรียกนายหญิง บอกว่าไม่ใช่เมียนาย” ฉิมพลีฟ้องไม่หยุดปาก พวงชมพูหน้างอทันที
“ฉันโอเคค่ะ” เธอตอบให้สามีคลายใจ แต่เหงื่อที่ไหลโซมพร้อมกับอาการนิ่วหน้าด้วยความเจ็บทำให้กวียิ่งร้อนใจ“กฤษฏ์ขับรถเร็วๆ หน่อย”“ครับพ่อ ผมกำลังเร่งอยู่ครับ” อุกฤษฏ์รับคำตั้งใจขับรถไม่วอกแวก ก่อนจะถึงโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย“คุณกวี” พิมพ์มาดาจับมือสามีเอาไว้แน่น“ผมขอเข้าไปอยู่ใกล้ๆ คุณได้ไหม” กวีไม่อยากห่างภรรยา ครั้งนี้เขาขอได้อยู่กับเธอตลอดเวลาตอนคลอด“ฉัน... ต้องการคุณค่ะคุณกวี”อุกฤษฏ์และพวงชมพูนั่งรอบิดามารดาอยู่หน้าห้องคลอด ทั้งสองลุ้นให้ทั้งแม่และลูกปลอดภัย แต่สีหน้าเป็นกังวลของสามีทำให้พวงชมพูมองอย่างแปลกใจ“พี่กฤษฏ์หน้าเครียดจัง คุณแม่อยู่ใกล้มือหมอแล้ว น้องกับคุณแม่ต้องปลอดภัยค่ะ” เธอเห็นสีหน้าของสามีก็คิดไปว่าเขาห่วงมารดาของเธอมากๆ นั่นเอง“พิ้งค์ ตอนพิ้งค์คลอดเจ็บขนาดนี้หรือเปล่า ไม่เอานะ พี่ไม่อยากให้พิ้งค์เจ็บ”“อะไรกันคะพี่กฤษฏ์ พิ้งค์ยังไม่เห็นกลัวเลย” พวงชมพูหัวเราะคิกเมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของสามี เขาจะกลัวมากไปหรือเปล่า เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทันสมัย วิวัฒนาการทางด้านการแพทย์ก็ก้าวหน้าไปไกล คลอดแล้วนอนพักคืนเดียวก็กลับบ้านได้เลย“พี่เป็นห่วงพิ้งค์”“ถ้าพิ้งค์คลอดกับหมอตำแย
“ใช่สิ ฉันมันเป็นไอ้อ้วนน่ารำคาญนี่ ไหนจะสู้สาวๆ สวยๆ ได้ คุณยังมีเมียได้อีกเยอะแยะ ฉันเห็นนะ เวลาเข้าเมืองพาฉันไปตรวจท้อง สาวๆ สวยๆ ชม้ายชายตาให้คุณตาไม่กะพริบ”“โธ่... คุณพิมพ์ไม่ใช่อย่างนั้นเลย จะไปกันใหญ่แล้ว”“ใช่สิ ฉันพูดอะไรก็ผิดไปหมด ก็ฉันบอกว่าเค็มคุณก็ยังจะเถียง หึ! คงอยากให้ฉันกับลูกกินอาหารเค็มๆ ป่วยเป็นโรคไตตายใช่ไหม ฮึกๆ ฮื่อๆ” เธอขึ้นเสียงใส่เขา เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น“มะ... ไม่ใช่อย่างนั้นเลยนะคุณพิมพ์” กวีส่ายหน้าดิก เมื่อเห็นภรรยายิ่งพูดก็ยิ่งจะไปกันใหญ่“ไม่ใช่อย่างนั้นแล้วยังไง คงรำคาญน่ะสิ จะไปไหนก็ไปเลยนะ เหม็นขี้หน้า ฉันรู้ว่าคุณรำคาญเมียแก่ๆ ท้องโย้ๆ กินจุอย่างฉันเต็มทน”“คุณพิมพ์ ผมไม่เคยรำคาญคุณกับลูกเลยนะ คุณอยากกินอะไร ผมยินดีหาให้คุณทุกอย่าง อยากได้อะไร อยากทำอะไร ผมไม่เคยคิดจะว่าคุณเลย คุณไม่ได้แก่ คุณยังสาวยังสวย ท้องก็ไม่ได้โย้น่าเกลียด แต่คุณมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ คนท้องก็หุ่นแบบนี้ คุณดูดีมากเลยนะเวลาท้อง แล้วถึงแม้ว่าคุณจะกินจุขนาดไหน แต่ถ้าคุณกับลูกหิว ไม่ว่าจะไปขึ้นเขาลงห้วยผมก็ยินดีหามาให้คุณกินทุกอย่าง”กวีรีบพูดให้ภรรยาสบายใจ เพราะเขาไม่เคยคิ
“แต่ใจร้ายยิ่งกว่า ดูสิ จะทรมานพี่ไปถึงไหน” อุกฤษฏ์พูดไปหอบไปเมื่อภรรยาดูดกลืนส่วนปลายของความแข็งแกร่งขณะที่รูดไล้ตัวตนของเขา แต่ไม่ยอมสัมผัสถึงให้ลึกซึ้งกว่านั้น“ดูพูดเข้าคุณสามีขา ทำเหมือนภรรยาใจร้ายใจดำ” คนพูดแกล้งทำน้ำเสียงแสนงอน แต่หัวเราะคิกเมื่อเห็นเขาซู๊ดปากทุกครั้งที่ถูกดูดกลืนความเป็นชาย“พิ้งค์ อ๊า... แบบนั้นล่ะครับ”“แบบไหนคะ” เธอแกล้งคายส่วนที่ดูดรวบเข้าปากออกมาเพื่อเอ่ยถาม อุกฤษฏ์สบถก่อนจะจัดการพลิกร่างภรรยาให้นอนหงาย“แม่ตัวดี เดี๋ยวเหอะ”“น่ากลัวชะมัด ดูสิทำหน้าถมึงทึงแบบนี้ เดี๋ยวก็หน้าเหี่ยวหรอก” พวงชมพูหยิกแก้มสากของสามีอย่างแสนรัก เธอหัวเราะคิกเมื่อเห็นเขาแสดงความปรารถนาเธออย่างชัดเจน จนแทบจะคลั่งอยู่รอมร่อ“อื้อ...”พวงชมพูร้องครางเมื่อเขากดใบหน้าลงสู่หว่างขาอ่อนหวานของเธอ หญิงสาวดีดดิ้นจิกมือกับที่นอนกว้าง กัดริมฝีปากเม้มเข้าหากันสลับกับการครวญครางเสียงสะท้านซ่านซ่าด้วยความเสียวซ่านเมื่อปลายลิ้นร้อนซอกซอนสัมผัสดูดกลืนดอกผกากรองหอมหวานที่ซุกซ่อนน้ำหวานหอมกรุ่นเอาไว้ภายใน ต้องกระตุ้นซ้ำๆ ถึงจะผลิตหยาดน้ำทิพย์ออกมาให้เขาได้กลืนกินอย่างเอร็ดอร่อย“ฮันนีมูนรอบนี้พี่ข
“พิ้งค์เคยบอกพี่ว่าอยากไปเที่ยวทะเล” เขาจำได้ว่าตอนที่ทุกอย่างคลี่คลาย เธอเคยเปรยๆ อยากมาเที่ยวทะเล“พี่กฤษฏ์จำได้ด้วยเหรอคะ”“จำได้สิ” เขาโอบกอดเธอเอาไว้ วางคางที่ไหล่กลมกลึง“พิ้งค์ต้องให้รางวัลคนความจำดียังไงคะนี่” เธอเอ่ยถามทำท่าขบคิด“คนรักกันก็ต้องจำกันได้สิ แล้วพี่ก็ไม่โลภด้วย ไม่ขออะไรมาก ขอแค่ฮันนีมูนสิบวันสิบคืนไม่ออกจากห้อง”“ว้าย! แบบนั้นก็คางเหลืองสิคะ”“ไม่ถึงกับคางเหลือง แค่ฟ้าเหลือง”“บ้าสิคะ คนเราทำอะไรไม่ควรหักโหมเกินไปนะคะ”“ก็ต้องรีบปั๊มสิครับ มีทายาทเร็วๆ มีลูกทันใช้”“หือ... ถามยังว่าอยากมีหรือเปล่า”“อ้าว... พิ้งค์ไม่อยากมีลูกเหรอ”“พี่กฤษฏ์นี่ ใครบอกว่าไม่อยากมี แค่ให้ถามก่อน ไม่ใช่สรุปเองเสร็จสรรพ”“พี่ว่าอย่าโยกโย้เลย เรามาปั๊มลูกกันเดี๋ยวนี้ดีกว่า”“ว้าย! พี่กฤษฏ์บ้า ถ้าตกลงไปจะทำยังไง” พวงชมพูผวากอดคอเขาเอาไว้แน่นเมื่อโดนอุ้มขึ้นสู่อ้อมแขน“ตกลงไปก็แข้งหาหักน่ะสิ” อุกฤษฏ์แกล้งโดยการทำท่าจะโยนเธอลงบนพื้น“ว้าย! พี่กฤษฏ์บ้า จะโยนพิ้งค์ลงพื้นจริงเหรอ” เธอยิ่งผวากอดคอเขาเอาไว้แน่น หน้างอใส่คนที่กำลังหัวเราะสะใจที่ได้แกล้ง“ใครจะกล้าแกล้งเมียได้ลงคอ” ร่างสูงอุ้ม
“คุณเป็นห่วงผมใช่ไหม ถึงร้องห่มร้องไห้ขนาดนั้น”“คนบ้า เจ้าเล่ห์นัก เอาเรื่องความเป็นความตายมาล้อได้ยังไงกัน”“ตอบผมก่อนว่าเป็นห่วงผมใช่ไหม”“ไม่ห่วงได้ยังไง ก็คุณเป็นผู้ชายที่ฉันรักนี่นา แถมยังเป็นรักแรก และรักเดียวเสียด้วย” พิมพ์มาดาตอบอย่างขวยเขิน“คุณว่าอะไรนะ” กวีถามเสียงดัง หัวใจพองโตคับอก“ไม่พูดด้วยแล้ว แก่แล้วหูตึงหรือไงคุณนี่” เธอพูดแล้วหันหน้าหนี เขาจึงตามมากอดเอาไว้จากเบื้องหลัง“ถ้ารู้อย่างนี้ใช้วิธีนี้ไปนานแล้ว”“คุณคงจะถอดใจไปแล้วสิ” เธอว่าอย่างงอนๆ“เปล่าสักหน่อย ผมไม่ได้ถอดใจ แค่อยากรู้สาเหตุว่าทำไมคุณถึงไม่ยอมให้อภัยผมสักที ทั้งๆ ที่ความจริงเปิดเผยแล้วแบบนี้ นายกฤษฏ์กับยัยพิ้งค์ก็เลยช่วยผมคิด”“ร้ายกาจทั้งพ่อทั้งลูกเลยนะคะ แถมพ่วงมาด้วยว่าที่ลูกเขย แบบนี้พิมพ์ก็โดนรุมสิ”“ใครจะกล้ารุมที่รักของผมได้” กวีดึงร่างภรรยามาสวมกอดอีกครั้ง จุมพิตกลุ่มผมสลวยด้วยความรู้สึกโล่งใจและรักใคร่“ยัยหนูพิ้งค์นี่เจ้าเล่ห์นัก น่าหยิกให้เนื้อเขียว”“โห... คุณแม่ใจร้าย จะหยิกหนูให้เนื้อเขียวเลยเหรอคะ เดี๋ยวราคาค่าสินสอดหนูก็ตกสิคะ” เสียงหัวเราะคิกคักของบุตรสาวทำให้พิมพ์มาดาหันไปมอง ก่อนจะ
“ไม่นะ คุณพ่อไปโดดหน้าผาตรงไหน พาแม่ไปเร็ว”“ตามพิ้งค์มาค่ะคุณแม่ พี่กฤษฏ์รออยู่ตรงนั้น เจอรองเท้าคุณพ่อวางทิ้งเอาไว้ ป่านนี้ๆ...” พวงชมพูพูดไม่ทันจบก็สะอื้นฮักๆ“คุณกวี คุณต้องไม่เป็นอะไรนะ อย่าเป็นอะไรนะ” พิมพ์มาดาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าอดีตสามีจะคิดสั้นฆ่าตัวตายเช่นนี้“ในจดหมายคุณพ่อบอกว่าเสียใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำลงไป คุณพ่อไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ค่ะคุณแม่” พวงชมพูพูดให้มารดาฟังเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ“แม่ไม่ได้ถือโทษโกรธคุณพ่อแล้ว แค่น้อยใจเท่านั้น” พิมพ์มาดาถึงกับร้องไห้โฮเมื่อเห็นรองเท้าของสามีวางทิ้งเอาไว้ที่หน้าผา ผาตรงนี้สูงนัก ตกลงไปไม่มีใครรอดชีวิตมาได้ เพราะเธอเคยอาศัยอยู่ที่นี่กับอดีตสามีนานเป็นปีๆ“คุณพ่อไม่ได้โกรธคุณแม่หรอกเหรอคะ ฮึกๆๆ ฮื่อๆๆๆ” พวงชมพูรุกถามมารดาที่คุกเข่าร้องไห้ กอดรองเท้าของบิดาเอาไว้“แม่ไม่ได้โกรธจริงๆ แค่น้อยใจที่วันนั้นคุณพ่อนอกใจแม่ไปมีอะไรกับกัญญามาศ เพื่อนที่แม่รักมากที่สุด ฮื่อๆๆ แม่เสียใจก็เลยหนีไป ฮื่อๆ ทั้งๆ ที่อยากอธิบายและอยู่พิสูจน์ความจริงว่าแม่ไม่ได้มีชู้กับคนงานคนนั้น”“คุณแม่ก็เลยหนีคุณพ่อไปเพราะเหตุผลนี้เหรอคะ” พวงชมพูถาม







