เข้าสู่ระบบ"อื้อ~"
แสงสว่างจ้าลอดผ่านจากผืนม่านบางส่องกระทบลงมาบนเปลือกตาบางส่งผลให้เจ้าของครางเสียงอืออาในลำคออย่างขัดใจ ร่างบางบนเตียงพลิกซุกหน้าเข้าในผ้าห่มหลบแสงจ้ารบกวนการพักผ่อน ในขณะเดียวกันก็ยกขาขึ้นพาดหมอนข้างผ้าห่มไปด้วย
ครืด~ ครืด~
เสียงเรียกเข้าจากเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าสะพายบนโต๊ะข้างหัวเตียงเสียงครืดคราดทำคนเมาค้างปวดหัวตุบๆ ต้องตวัดแขนขาพลิกหันกลับอีกครั้ง ในฝันกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนถูกค้อนปอนด์ใหญ่ๆ ทุบเข้ากลางศีรษะอย่างจังทำสมองหนักอึ้งหัวหมุนติ้ว
"อื้อ!~"
นานาวเปล่งเสียงครางในลำคออย่างหงุดหงิดอีกครั้งเด้งตัวลุกขึ้นพรวดพราดจากที่นอนโดยที่เปลือกตายังคงปิดสนิท รู้สึกโลกหมุนจนต้องปรับโฟกัสตัวเองอยู่พักหนึ่งก่อนจะค่อยๆ ปรือตาขึ้นรับเช้าวันใหม่ในเวลาเกือบเที่ยง
ครืด~ ครืด~
เสียงครืดคราดจากเครื่องมือสื่อสารดังแทรกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากเงียบหายไปแล้วครู่หนึ่งเรียกความสนใจจากคนที่ยังคงเมาค้างให้เลื่อนสายตาไปยังจุดกำเนิดเสียง นานาวผ่อนลมหายใจเจือกลิ่นแอลกอฮอล์บางเบาพรืดใหญ่เอี้ยวตัวเกี่ยวสายกระเป๋าสะพายข้างมาวางบนตักสอดมือคว้าเจ้าของเสียงดังรบกวนออกมากดรับสาย
"ฮัลโหล~"
เสียงแหบพร่าเอ่ยทักสายปลายสายก่อนล้มตัวลงกลับบนหมอนใบใหญ่หลับตาลงอีกครั้ง
'คิดไว้แล้วเชียวว่าแกยังไม่ตื่น'
"มีอะไรหรือเปล่าฉันเพิ่งตื่นแฮ่ม.." ไม่คิดว่าเสียงตัวเองจะแหบได้ขนาดนี้ เมื่อคืนคงจะยกหนักไปหน่อยไม่น่าเลยทั้งที่ปกติไม่เคยดื่มจนเมาขนาดนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ
'อยู่หน้าห้องเนี่ยออกมาเปิดประตูเร็ว'
"หื้อ? มาทำไม"
วันนี้ไม่มีนัดกันแล้ว... เพื่อนเธอจะมาทำไม
'มาเตือนสติแกไง ไปก่อเรื่องอะไรไว้ยังไม่จำอีก'
เธอไปก่อนเรื่องอะไรไว้กัน เสียงที่ดังเล็ดลอดเข้ามาไม่ใช่เสียงของเจ้าของชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอเธอแต่เป็นเสียงของเพื่อนสาวอีกคนต่างหาก
นานาวยกโทรศัพท์ออกจากหูผ่อนลมหายใจออกอีกครั้งก่อนจะขยับดันตัวลุกขึ้น เหวี่ยงเท้าเล็กลงข้างเตียงสอดสายตามองหารองเท้าใส่อยู่บ้านหัวกระต่ายสีฟ้าอ่อนของตัวเอง พอเห็นว่าถูกวางอยู่ปลายเตียงจึงโดดลงมาบนพื้นเย็นเยียบเดินเข้าไปสอดเท้าเข้าในรองเท้าคู่โปรดยกมือเกาหัวเสียงดังแกรกๆ เดินออกไปเปิดประตูให้เพื่อนที่มายืนรอหน้าห้องไม่รู้นานเท่าไหร่แล้ว
"หวัดดี~" ริมฝีปากอวบอิ่มรูปกระจับคลี่ยิ้มกว้างให้เพื่อนรักสองคนที่ยืนกอดอกทำหน้านิ่งรออยู่หน้าห้อง เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยให้เพื่อนได้เดินเข้ามาในห้องแล้วตัวเองก็ปิดประตูตามหลัง
"มีอะไรหรือเปล่ามาแต่เช้าเลย"
"เช้าบ้าอะไรห๊ะ เหลือสิบนาทีจะเที่ยงแล้วย่ะ"
"อ้าวเหรอแฮ่ๆ" ยกดูเวลาบนหน้าจอสี่เหลี่ยมในมือตัวเองแล้วก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ยังรู้สึกหัวหมุนอยู่เลยคงเพราะเมื่อคืนดื่มหนักไปแน่เลย ต่อไปคงต้องเบาลงแล้ว
"จะคุยเลยหรือจะไปอาบน้ำก่อน" หนาวเป็นเจ้าของคำถามหลังจากปล่อยให้ข้าวแป้งบ่นคนตัวเล็กมาได้สักพัก กวาดสายตามองเพื่อนรักในชุดเดิมเมื่อคืนแต่ใบหน้าไร้เครื่องสำอางเพราะเธอกับข้าวแป้งช่วยกันเช็ดทำความสะอาดให้เจ้าหล่อนเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนก่อนจะกลับมาจ้องใบหน้าหวานจิ้มลิ้มอีกครั้ง
"อ่า... เดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน แปบเดียว"
"..."
ไม่มีเสียงตอบขานกลับ นานาวรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องนอนคว้าผ้าขนหนูผืนใหญ่สีฟ้าอ่อนของตัวเองแล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ ดูจากหน้าแล้วเหมือนเมื่อคืนเธอจะไปก่อเรื่องอะไรไว้แต่ภาวนาขออย่าให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เห็นสายตายัยเจ๊แล้วรู้สึกขนลุกไปทั้งตัวเลย
นานาวใช้เวลาจัดการตัวเองเพียงยี่สิบนาทีก็ออกมาพร้อมกับชุดใหม่ เสื้อครอปปาดไหล่แขนตุ๊กตาสีชมพูอ่อนและกระโปรงกางเกงสีขาว ผมสวยถูกเจ้าตัวปล่อยสยายกลางหลังรีบกลับมานั่งโซฟาเดี่ยวสีขาวตรงข้ามเพื่อนสองคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำหน้าเคร่งเครียด
"เสร็จแล้ว"
"อือ กินนี่ก่อนเดี๋ยวจะกลืนอะไรไม่ลง"
"...ทำไม" เอียงคอเล็กน้อยด้วยความสงสัย แต่พอเห็นสายตาเพื่อนพเยิดหน้าให้รีบทานจึงจำต้องยกโจ๊กคัพรสหมูขึ้นมาทาน
ดวงตากลมโตดำขลับจ้องหน้าเพื่อนที่ยังคงเอาแต่ก้มหน้าก้มตาจ้องยังหน้าจอไอแพด มีหันมองกันบ้างเป็นครั้งคราวด้วยความสงสัย ทานโจ๊กไปเงียบๆ จนกระทั่งหมดจึงวางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มตามพลางหลุบตาลงเล็กน้อยเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ไอแพดในมือเพื่อนถูกวางลงบนโต๊ะด้านหน้า
รูปที่ปรากฏในหน้าจอสี่เหลี่ยมกว้างคือรูปของผู้ชายคนหนึ่งในชุดสูทดูดีสีดำทั้งตัว ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มไรตอหนวดบางเบากับแว่นตาสีดำด้านที่ปกปิดดวงตาสองข้างนั้นยิ่งทำให้ผู้ชายคนนั้นดูหล่อขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ภาพเหมือนเป็นการแอบถ่ายจากมุมหนึ่งที่ไกลพอสมควรเพราะมันออกจะเบลอๆ หน่อยแต่ก็ไม่สามารถบดบังความหล่อของเขาได้เลย
คาลอส บาลาสเซีย... เป็นชื่อของผู้ชายคนนั้นสินะ
"จำได้ไหมเมื่อคืนทำอะไรลงไป"
"..." ดวงตากลมเงยกลับขึ้นยังเจ้าของเสียงก็คือหนาว ส่ายหัวเบาๆ เพราะตัวเองกำลังอมน้ำในปากอยู่
"เมื่อคืนแกเมา..."
"..." ก็พอรู้ตัวว่าตัวเองเมา เพราะตั้งแต่แก้วที่สามที่ยกกระดกลงคอแล้วก็รู้มึนหัวมากสติก็ล่องลอยแต่ก็จำได้ว่าตัวเองยังคงประคองตัวไม่ให้ล้มฟุบได้
หนาวพ่นลมหายใจออกปากเมื่อเห็นท่าทีของเพื่อนที่ดูใสซื่อซะจนเหนื่อยใจ เจ้าตัวกลืนน้ำในปากลงคอโดยที่สายตายังจดจ้องมายังเธอไม่วางตารอฟังสิ่งที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยออกไปอย่างตั้งใจ
เริ่มเล่าเรื่องราวที่เจ้าหล่อนได้ไปก่อไว้ ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้ผู้ชายคนนั้นจะตามหมายหัวเพื่อนเธอไปแล้วหรือเปล่า หากโชคดีตอนนั้นเขาอาจจะแค่เมาแล้วเผลอทำไปแบบไม่รู้ตัว แต่หากโชคร้ายเพื่อนเธอรวมถึงเธอสองคนก็คงจะโดนหมายหัวโทษฐานที่ไม่รู้กาลเทศะบังอาจล้ำเส้นสิ่งหวงแหน โดยเฉพาะคนตัวเล็กที่นั่งอึ้งอยู่ตรงข้ามหลังรับฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
"ฉันจูบ.. ผู้ชายในรูปนี้เหรอ"
นิ้วเรียวสวยชี้มายังตัวเองแล้วเปลี่ยนทิศชี้กลับไปยังเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่ตัวเองเอ่ยปากชมไปเมื่อครู่นี้ด้วยใบหน้าอึ้งๆ ไม่คิดว่าตอนเมาแล้วจะใจกล้าขนาดนี้ นี่ขนาด... ยอมเสียจูบแรกของตัวเองเพื่อพิสูจน์ให้เพื่อนเห็นว่าผู้ชายคนนั้นไม่ได้เข้าถึงตัวยากเลยงั้นเหรอ
นานาวอ้าปากค้างเมื่อเพื่อนพยักหน้าให้บอกให้รู้ว่าเป็นความจริง เลื่อนสายตายังเพื่อนรักอีกคนอย่างข้าวแป้งก็ได้รับคำตอบเดียว
อยากยกมือขึ้นกุมขมับแต่ติดที่มือกลับแข็งค้างยกไม่ขึ้น กะพริบตาปริบด้วยความคิดไม่ตกเพราะตัวเองจำไม่ได้ว่าไปทำแบบนั้นตอนไหน อยากจะคิดว่าเพื่อนแกล้งแหย่เล่นเหมือนทุกครั้งแต่สีหน้าของพวกนางไม่ใช่เลย
"อ๊า! ทำอะไรลงไปเนี่ย! นั่นจูบแรกฉันเลยนะ"
"อย่าเพิ่งมาห่วงจูบแรกแกเลย ห่วงชีวิตน้อยๆ ของแกดีกว่าไม่รู้ว่าเขาจะหมายหัวแกอยากจะฆ่าแกให้ตายเป็นร้อยๆ ครั้งหรือเปล่า ฉันได้ยินมาว่าไม่เคยมีใครได้สัมผัสหน้าของเขาเลยนะไม่ว่าจะเป็นพวกนางแบบดังๆ หรือดาราดังๆ ที่ได้ไปดูแลเขา แกคนแรกที่กล้าไปทำแบบนั้นรู้ไว้ด้วย" ข้าวแป้งเอ่ยบอกเพื่อนในขณะที่หนาวยกมือกอดอกทิ้งตัวลงกับพนักพิงหลัง ส่วนคนก่อเรื่องตรงข้ามยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองกรีดเสียงไม่ดังมากนัก
นิ้วเรียวสวยเปิดอ้าให้ดวงตาสองข้างได้โผล่ออกมาหลังฟังคำเพื่อนเสร็จ หัวใจดวงน้อยเต้นแรงใบหน้าแดงก่ำเกิดจากการลูบหน้าแรงๆ และกรีดร้องเมื่อครู่
นานาวกลืนน้ำลายลงคอกะพริบตามองเพื่อน ลดมือลงคิดตามแล้วได้แต่กังวลกลอกตาไปมา
"ไม่หรอกน่าแค่จูบเองนะไม่ถึงกับฆ่าหรอกมั้ง"
"เขาเป็นมาเฟียนะยัยนาว มาเฟียไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนเราๆ นี่"
"อือ นั่นสินะ"
มาเฟียในหนังในนิยายเท่าที่เคยดูเคยอ่านมาจะเป็นจำพวกฆ่าโดยไม่กะพริบตา โหดเหี้ยม เลือดเย็นและมีลูกน้องเป็นโขยง แล้วเมื่อคืนเธอไปลากผู้ชายคนนั้นมาได้ไง ถ้าเป็นมาเฟียจริงลูกน้องเขาก็ต้องกระทืบเธอออกห่างจากเจ้านายตั้งแต่ตรงนั้นแล้วป่ะ เขาอาจไม่ใช่มาเฟียของจริง แค่มีคนคอยเฝ้าเพราะเป็นคนดังก็ได้ ไม่โหดขนาดนั้นหรอก
คิดในแง่ดีเอาไว้ก่อนเผื่ออาจจะไม่ใช่แบบที่เพื่อนเธอเล่ามา แต่ทำไมใจยังรู้สึกวูบโหวงแปลกๆ ท้องไส้ก็มวนปั่นป่วนยามนึกถึงภาพการฆ่าฟันแบบโหดเหี้ยมของมาเฟียในหนังที่เคยผ่านตา
"ยังไงก็แล้วแต่แกต้องระวังตัวเอาไว้ก่อน ถ้าเงียบไปก็ดีแต่ถ้ามีอะไรแปลกๆ อย่างเช่นเหมือนมีคนเดินตามหรือเหมือนโดนมองจากมุมๆ หนึ่งตลอดเวลาแกต้องรีบบอกฉันเข้าใจไหม" หนาวที่นั่งฟังเพื่อนพูดคุยกันมาสักพักเอ่ยเสียงจริงจังกับคนตัวเล็กตรงข้าม
"อื้อๆ" สาวเจ้าก็พยักหน้าเข้าใจอย่างไม่อิดออด ถึงจะบอกว่าไม่มีอะไรแต่ใจก็อดกลัวไม่ได้เหมือนกัน
"ดี"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นทิ้งตัวลงกลับกับพนักพิงอีกครั้ง ผ่อนลมหายใจรดเหนือริมฝีปาก บางทีอาจไม่ได้เป็นแบบที่พวกเธอคิด ผู้ชายคนนั้นคงไม่เอาเวลาอันมีค่าของเขามาเสียกับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างคนตรงข้ามหรอก
แต่ยังไงก็ป้องกันไว้ดีกว่า พูดไว้เผื่อวันดีคืนดีเขาวนกลับมา หรือเผื่อเผลอเจอกันอีกจะได้รับมือทัน
เจ๊ : ยินดีด้วยนะยัยนาวที่ในที่สุดแกก็ได้มีความสุขสักที : ติดเรียนไปไม่ได้ไว้รอไปรับขวัญหลานแล้วกันKP : ฉันอยากจะหยิกมันให้เนื้อเขียวเลย หนีพวกฉันไปแต่งงานก่อนได้ไง : ถ้าไม่ติดว่าในงานมีผัวในอนาคตฉันอยู่ด้วยนะฉันอาละวาดแน่ เจ๊ : ผัวในอนาคต? @KP ใคร?KP : ไม่บอกปล่อยให้งง ใครใช้ให้พวกแกหนีฉันไปกันหมดเองล่ะเจ๊ : ส่วนตัวมา @KP เจ๊ : ยัยข้าว!นานาวส่ายหน้ายิ้มน้อยๆ ให้บทสนทนาของเพื่อนรักทั้งสอง หนาวยังไม่รู้เรื่องพี่ชายเธอเพราะมีคนที่สถาปนาตัวเองให้เป็นเมียในอนาคตของคนไม่รู้เรื่องด้วยบอกให้ปิดไว้ก่อน จะรอเปิดเซอร์ไพรส์เองในตอนที่จีบติดแล้ว ซึ่งเธอก็รับปากว่าจะไม่บอกแต่ใครจะคิดว่าเจ้าตัวจะมาโป๊ะแตกเสียเองมือเรียวกดส่งสติ๊กเกอร์รูปเด็กผู้หญิงกำลังหัวเราะกลับไปในกลุ่มแชทเพื่อน ข้อความนั้นมันเด้งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อคืนดูจากเวลาแล้วน่าจะเป็นตอนที่เธอกับคนรักกำลังเข้าหอกันอยู่.. นิ้วเรียวกดออกจากแชทกลุ่มเพื่อนเลื่อนลงมายังข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอ่านอีกสองสามแชทก่อนจะรู้สึกถึงความอุ่นที่เข้ามาโอบร่างเล็กเอาไว้จากทางด้านหลังดวงหน้าหวานแหงนขึ้นเอนวางศีรษะลงไปกับพนักวางมือจ้องคนตัวโตที่เดิ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วและในที่สุดงานมงคลที่ตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อก็มาถึง แต่นั่นมันไม่ใช่สำหรับคนที่เคลียร์ตัวเองทุกอย่างพร้อมตั้งแต่เดือนที่แล้วอย่างคาลอส เขายังรู้สึกว่ากว่าจะถึงวันนี้เวลามันช่างเดินผ่านไปช้าเหลือเกิน ดีหน่อยที่ได้อยู่กับคนรักถึงได้ช่วยแบ่งเบาความเชื่องช้านั้นลงไปได้บ้างร่างสูงใหญ่ของมาเฟียหนุ่มในชุดเจ้าบ่าวดูดีสีขาวไปทั้งชุดกำลังยืนล้วงกางเกงทอดสายตามองแขกเหรื่อที่กำลังทยอยกันเข้ามาอย่างแน่นหนาด้วยใบหน้านิ่งๆ งานช่วงเย็นในวันนี้ถูกจัดขึ้นภายในโรงแรมหรูระดับไฮคลาสที่คาลอสเพิ่งได้ลงทุนไปด้วยเม็ดเงินมหาศาล ถือหุ้นในเครือเป็นอันดับสองรองลงมาจากผู้ก่อตั้งเหตุผลที่ลงทุนไปเหรอไม่มีอะไรมากแค่อยู่ใกล้บ้านยายของคนรักข้อเดียวเลยจริงๆ"ไงวะเจ้าบ่าว"เสียงทุ้มติดกวนเล็กน้อยทำให้คาลอสที่กำลังยืนมองตรงไปด้านหน้าต้องหันกลับมายังกลุ่มเพื่อนที่เดินเข้ามาพร้อมกันทั้งสามคน และแน่นอนว่าเจ้าของประโยคทักทายนั่นคือศรัณย์โดยไม่ต้องสงสัย"งานแต่งตัวเองทั้งทีแต่ทำไมมายืนหน้านิ่งอยู่นี่วะ ยิ้มอะทำเป็นหรือเปล่าแขกเมียเห็นคงได้เดินหนีกันหมด""..." มาเฟียหนุ่มทำเพียงพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ แทนคำพูด
หลายวันต่อมา...จุ๊บ~"อื้อ~"มือเรียวยกปัดป้องสิ่งรบกวนการพักผ่อนเปลือกตาบางยังคงปิดแน่นพลิกกายซุกหน้าเข้าหาความอบอุ่นของอกกว้างไม่ยอมตื่นตามการปลุกของอีกคนคาลอสมองคนรักด้วยความเอ็นดูปนหมั่นเขี้ยว จรดริมฝีปากร้อนลงมาบนแก้มนุ่มหนักๆ อีกครั้งพร้อมกับยกร่างเล็กของคนรักขึ้นมากอดรัดแน่นแกล้งเย้าแหย่ ได้ยินเสียงครางอื้ออึงประท้วงจากคนตัวเล็กก็ยิ่งมันเขี้ยวอ้าปากงับแก้มนุ่มนิ่มไม่แรงมากนัก"อื้อ~ อย่ากวนหนู""ตื่นได้แล้ว ขี้เซาจริงๆ เลย""..."มาเฟียหนุ่มกึ่งนั่งกึ่งนอนมองดูร่างเล็กของคนที่ยังไม่ยอมตื่นแล้วได้แต่ส่ายหัวยิ้มน้อยๆ รู้ว่าคนท้องมักจะอ่อนเพลียอยากนอนเยอะมากกว่าปกติคนทั่วไปแต่หากว่าเจ้าหล่อนเอาแต่นอนอยู่แบบนี้มีหวังวันนี้คงไม่ต้องไปไหนแล้ว สิ่งที่คิดไว้ว่าจะทำในวันนี้คงต้องยกเลิกไปดวงตาคมเงยขึ้นมองบ้านทรงไทยหลังขนาดกลางด้านหน้าที่มีเจ้าบ้านออกมายืนรอรับชะเง้อคอยาวรอข้างกันนั้นคือแม่ผู้ให้กำเนิดของเขาเองที่ตื่นเต้นรีบลงจากรถลงไปก่อนแล้วชวนผู้อายุมากกว่าพูดคุยเสียงเจื้อยแจ้ว ส่วนอีกสองคนที่เหลือยืนคนละฝั่งทำหน้าขรึมเหมือนรูปปั้นยักษ์หน้าวัดต่างคนต่างไม่มองหน้ากัน ตอนนี้จึงเหลือเพ
"ทานเยอะๆ นะหนูนาว วันนี้แม่บ้านช่างรู้ใจทำแต่อาหารไทยทั้งนั้นเลยนะ""..."นานาวกวาดสายตามองอาหารบนโต๊ะที่ระรานตาแล้วก็ใจเต้นแรง เพราะมันมีแต่ของโปรดของเธอทั้งหมดเลย อาหารมากกว่าสิบอย่างยังไม่นับรวมผลไม้ของโปรดอย่างชมพู่ทับทิมจันทร์ลูกสีแดงๆ ที่วางอยู่ไม่ไกลนั้นอีกเขาคง... ไม่ได้จัดหาแม่ครัวอาหารไทยมาเพื่อเธอโดยเฉพาะหรอกนะ"ใครบอกว่าแม่บ้านทำครับมัม ผมทำเองต่างหาก"แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรเลยเถิดไปมากกว่านั้น เสียงเข้มๆ ของมาเฟียหนุ่มก็ดังแทรกขึ้นมาพร้อมกับร่างใหญ่ที่เดินเข้ามากับพ่อของเขาดวงตากลมที่เผลอรีบเงยจากอาหารบนโต๊ะขึ้นมายังใบหน้าคมเข้มเจ้าของเสียงเกิดความสั่นไหวหัวใจเต้นแรงเป็นจังหวะระรัวขึ้นมา เมื่อกี้เขาบอกว่า.. เขาเป็นคนทำเองงั้นเหรอคาลอสดึงสายตามาสบกับดวงตากลมโตเล็กน้อยก่อนจะพาตัวเองเดินเข้ามาหาคนตัวเล็กที่ถูกจัดนั่งข้างแม่ผู้ให้กำเนิด หย่อนตัวลงบนเก้าอี้อีกตัวข้างเธอโดยมีแม่บ้านค่อยเลื่อนเก้าอี้ออกให้ มือหนาวางลงบนศีรษะทุยยีผมสวยเบาๆ อย่างอ่อนโยนก่อนจะคลี่ยิ้มให้เล็กน้อยด้วยความเอ็นดู"นี่ลูกบอกว่าทำเองงั้นเหรอ""ครับ ผมเรียนกับเชฟมิชลินอาหารไทยอันดับหนึ่งเพื่อเมียผมคนเ
"นาวสบายดีจ้ายายไม่ต้องเป็นห่วงนะ"'จะไม่ให้ห่วงได้ไง อยู่ๆ มีใครก็ไม่รู้โผล่มาพร้อมกับไอ้กลุ่มผู้ชายตัวใหญ่ๆ แล้วบอกว่าเป็นผัวแกแถมตอนนี้แกยังกำลังท้องลูกเขาอีก แกจะไม่ให้ยายห่วงได้ไงห๊ะ'"เขา... ไปหาแล้วบอกแบบนั้นจริงเหรอ" เสียงหวานแผ่วลง ฟันคมขบกัดกลีบปากล่างเบาๆ หัวใจดวงน้อยเต้นแรงเต็มไปด้วยความตกใจและกังวล 'ก็ใช่น่ะสิ แถมตอนนั้นพ่อแกยังตั้งท่าจะยิงปืนไล่ยังกับอะไรที่มาพูดจาไม่เข้าหูแบบนั้น ดีที่ยายห้ามไว้ทันเสียก่อนไม่งั้นล่ะก็ไอ้หนุ่มนั่นคงเหลือแต่ร่างที่กลับไปวิญญาณคงไม่ได้กลับแล้วล่ะ'"..." ที่กังวลคือเรื่องนี้ไง ถึงพ่อเธอจะไม่ได้เลี้ยงดูเธอกับน้องมาแต่สายใยรักก็ยังคงผูกรอบกายเธอกับน้องเอาไว้ ใครเลยจะทนไหวหากว่าอยู่ๆ มีคนมาประกาศว่าเป็น.. สามีลูก ทั้งที่ยังไม่ได้ตบแต่งไม่ได้ทำให้ถูกขนบธรรมเนียมด้วยซ้ำ เป็นเธอก็คงจะโกรธเหมือนกัน อีกอย่างคือสองคนไม่ถูกกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วใครเลยจะยิ้มรับได้กันนานาวเหลือบสายตามองออกไปยังด้านล่างสวนกว้างซึ่งมีต้นไม้และดอกไม้ปลูกตกแต่งรวมไปถึงสนามหญ้าสีเขียวขจีน่าลงไปนอนกลิ้งเล่นเหมือนเด็กนั่นด้วย สายลมที่พัดมาทำให้ปอยผมประบ่าที่ถูกปล่อยสยายปลิว
"เป็นไงบ้าง"เซน่อนยืนจ้องใบหน้าซีดเซียวของนานาวบนเตียงคนป่วยภายในห้องฉุกเฉิน มองสายน้ำเกลือที่เจาะแขนเรียวเอาไว้แล้วรีบหันถามคุณหมอวัยกลางคนที่ยืนตรวจร่างกายคนตัวเล็กมาได้สักพักอย่างใจเย็น ก็ไม่รู้ว่าจะใจเย็นไปทำไมทั้งที่ก็เห็นว่าเธอหมดสติไปแล้วคนปกติดีๆ ที่ไหนจะล้มพรึ่บลงไปต่อหน้าต่อตากัน"คนไข้แค่ร่างกายอ่อนแอเพราะเครียดเลยหมดสติไปน่ะครับ..""จะแค่นั้นได้ยังไงหมอก็เห็นอยู่ว่าน้องสาวผมยังไม่รู้สึกตัวเลย คนหมดสติต้องนานเกือบยี่สิบนาทีแบบนี้เหรอ""ใจเย็นๆ ครับ ผลพวงมันมาจากร่างกายอ่อนแอและกำลังท้องอ่อนๆ ด้วยจึงทำให้เวลานี้ร่างกายมักจะเพลียมากกว่าปกติ นอนพักสักคืนก็สามารถกลับบ้านได้แล้วครับ"คำพูดอธิบายของคุณหมอวัยกลางคนไม่ได้สะดุดใจแกร่งได้เท่ากันคำว่าท้องที่หลุดออกมา เซน่อนสะบัดหน้าเล็กน้อยเรียกสติกำลังจะเอ่ยถามย้ำถึงคำนั้นอีกครั้งแต่ยังไม่ทันจะอ้าปากก็ถูกเสียงเข้มของใครบางคนแทรกขึ้นมาเสียก่อน"เมื่อกี้บอกว่าท้องเหรอ"ทั้งคุณหมอและหัวหน้าองค์กรมังกรดำต่างหันกลับมายังเจ้าของเสียงเข้มด้านหลังแทบทันที คิ้วหนาขมวดเล็กน้อยด้วยความแปลกใจว่าทำไมคนที่เพิ่งแยกกันเมื่อไม่นานนี้ถึงได้มาโผล่ที่น







