วันถัดมา
เสียงเครื่องยนต์รถบรรทุกขนาดใหญ่ดังก้องไปทั่วลานโล่งข้างสะพาน รถเครนและคนงานหลายสิบชีวิตเริ่มขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์สีขาวขนาดใหญ่ลงจากรถ ภายในติดตั้งแอร์เสร็จสรรพ พื้นที่กว้างพอให้ตั้งโต๊ะทำงานและเก็บอุปกรณ์ได้ครบครัน ซีลีนที่เพิ่งขับรถมาถึงชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
“คีออสฉันหายไปไหน”
เธอถามเสียงเรียบ แต่เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น คนงานที่กำลังปรับระดับพื้นตอบกลับขณะยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อ
“คุณลมสั่งให้คนมายกออกไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ”
ยังไม่ทันได้ซักต่อ เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง
“ตู้เล็กแค่นั้นจะยัดทุกคนเข้าไปยังไง เดี๋ยวก็บ่นอึดอัดอีก”
เธอหันขวับไปมอง ชายหนุ่มที่ยืนล้วงกระเป๋าอยู่ไม่ห่าง ในมือยังถือบุหรี่ก่อนจะยกขึ้นสูบด้วยสีหน้าสบาย ๆ เหมือนคนไม่ได้ทำอะไรผิด
“แล้วใครบอกว่าฉันจะให้นายเข้ามาอยู่ด้วย”
“ตู้ใหม่นี่กว้างกว่า แอร์ก็มีจะได้ทำงานได้สะดวกแบบที่ ‘คนบางคน’ ว่าไว้เมื่อวาน”
เขาเอ่ยย้อนคำพูดของเธอ พร้อมยกยิ้มเยาะที่เต็มไปด้วยรอยขบขันในแววตา ซีลีนเม้มปากแน่น มองตู้ขนาดใหญ่ตรงหน้า สุดท้ายก็ถอนหายใจเพราะรู้ว่าคงเปลี่ยนอะไรไม่ได้
“เปลืองเงินโดยใช่เหตุ”
“ไม่เป็นไร พอดีรวย”
คำตอบเรียบ ๆ จากชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะไม่คิดอะไร ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานเขาเพิ่งว่าเธอไปเองแท้ ๆ ทำให้เธอชะงัก หันมามองเขาอีกครั้งแต่เพราะไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขาจึงเลือกจะเดินหนีเข้าไปด้านในแทน
ภายในตู้คอนเทนเนอร์มีทั้งประตู หน้าต่าง โต๊ะสีขาวสะอาดริมหน้าต่างที่มองเห็นสะพานเก่าและต้นหลิวที่ลู่ไปตามแรงลม รวมถึงทางเดินที่เมื่อวานยังเป็นแผ่นหินธรรมดาก็ถูกเทด้วยปูนคอนกรีตเรียบกริบ
“สวยจัง”
เธอพึมพำเบา ๆ ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบ ๆ ในตู้ที่อากาศเย็นสบายเพราะเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงาน บนโต๊ะมีทั้งไม้บัตซ่ากระดานและอุปกรณ์ออกแบบ ตัดโมเดลที่ครบกว่าของที่เธอมีใช้เองเสียอีก
“ขาดอะไรอีกไหม เพราะหลังจากนี้เธอคงต้องย้ายโปรเจกต์ของตัวเองมาทำที่นี่แทน” เขาถามเสียงเรียบ
“ไม่นะ แล้วเมฆกับเพื่อนนายล่ะ ยังไม่มาเหรอ”
“เมื่อวานมันแค่มาเป็นเพื่อน”
“งั้นเราไปดูจุดก่อสร้างเลยไหม จะได้ไม่เสียเวลา”
ลมพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตามหลังร่างบางในชุดนักศึกษาออกไป ทว่าในขณะที่คนตัวเล็กกำลังเอ่ยอธิบายรูปแบบของสะพานที่คิดเอาไว้ สายตาคมกับไปสะดุดเข้าที่สะโพกกลมมนภายใต้กระโปรงตัวเล็กที่อีกคนสวมใส่
ฝ่ามือหนาทาบลงบนอากาศ แล้วเลื่อนทั้งสองมือเข้าหากันช้า ๆ คล้ายกำลังวัดขนาดเอวบางเมื่อเทียบกับฝ่ามือเขา แม้จะรู้ว่าเธอตัวเล็ก แต่พอเดินใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่าเอวคอดนั้นเล็กจนน่าจะใช้สองมือกำได้รอบ ‘แล้วกูมาคิดเรื่องนี้ทำไมวะ’ เขาบ่นกับตัวเองในใจ
“ดูจากพื้นที่ เราคงเปลี่ยนจุดสร้างสะพานไม่ได้ คงต้องรื้อของเก่าออกก่อนถึงจะเริ่มสร้างของใหม่ได้”
อื้ม”
เสียงหวานที่ร่ายยาวออกมาหลายประโยคนานนับนาที กลับถูกตอบรับสั้นกลับไปแค่สั้น ๆ คำเดียว จนเธอต้องหันกลับมามองอีกครั้ง
“ก็อื้มไง”
เพราะเขาไม่รู้ว่าจะต้องตอบรับอะไรกลับไปถึงจะตรงกับสิ่งที่หญิงสาวกำลังอธิบายก่อนหน้า หากให้พูดกันตามตรงเขาไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่อีกคนพูดเลยสักนิด
“ทีมงานมาแล้ว รออยู่นี่”
หลังจากที่เสียงรถกระบะดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมนักศึกษาทีมวิศวะหลายสิบคนที่ทยอยลงจากรถ ทั้งคู่หันไปมองตามเสียง ชายหนุ่มรีบเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนาทันที
“งั้นนายไปเถอะ ฉันจะนั่งทำงานของตัวเองตรงนี้แหละ”
พรึบ!!
ลมถอดเสื้อช็อปของตัวเองวางปูลงบนขอนไม้เก่าใต้ร่มไม้ที่หญิงสาวเคยนั่งเมื่อวาน เพราะไม่คิดว่าผู้หญิงเรื่องเยอะอย่างซีลีนที่ไม่ชอบฝุ่น ควัน แสงแดดจะนั่งลงบนขอนไม้เก่า ๆ ได้
“ทำอะไร”
“นั่งไปเถอะ พูดมาก”
ซีลีนยืนมองเสื้อช็อปสีน้ำเงินที่ถูกวางลงตรงหน้าตัวเอง ก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าของเสื้อที่ยืนกอดอกมองเธออยู่
“คิดว่าฉันจะซาบซึ้งสิ่งที่นายทำให้เหมือนสาว ๆ ของนายหรือไง” เธอเลิกคิ้วถาม
“ไม่คิด จะนั่งได้หรือยัง พูดมากนะ”
เขาตอบสั้น ๆ แต่เสียงราบเรียบนั้นกลับมีบางอย่างที่ฟังแล้วทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้นั่งลงโดยปริยาย ซีลีนถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วหยิบเสื้อขึ้นมา ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนขอนไม้แล้ววางเสื้อช๊อปสีน้ำเงินไว้บนตักอย่างเสียไม่ได้
“หึ”
ลมมองภาพนั้นแวบหนึ่งด้วยความรู้สึกถูกใจในการกระทำและท่าทีนั้นของหญิงอย่างบอกถูก แล้วหันไปสนใจเสียงทีมงานที่กำลังยกอุปกรณ์ลงจากรถ ทว่าหางตายังเหลือบเห็นเธอค่อย ๆ เลื่อนเสื้อมาพาดบนไหล่ตัวเองอย่างเงียบ ๆ ไม่ยอมนั่งทับลงบนเสื้อของเขา
บ่ายวันนั้น การทำงานทุกอย่างดูราบรื่นดี แสงแดดเริ่มอ่อนลงแต่ลมก็ยังพัดแรงพอให้ใบไม้เหนือหัวไหวสั่น ขณะที่ซีลีนกำลังนั่งเก็บงานลงรายละเอียดแบบบนกระดาษ เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าแบรนด์หรูก็ดังขึ้น เธอเหลือบมองหน้าจอที่ขึ้นชื่อเพื่อนสนิท เมฆ ก่อนจะรับสาย
“ว่าไง”
เสียงอีกฝ่ายดูเหนื่อยหอบเล็กน้อย เหมือนเพิ่งผ่านเรื่องวุ่นวายมา
“ซี… คือเราขอโทษนะ แต่เราคงช่วยงานไม่ได้สักพัก” คิ้วเธอขมวดเข้าหากันทันที
“เกิดอะไรขึ้น”
“เมื่อเช้าเรามอเตอร์ไซค์ล้ม ขาซ้ายหัก ตอนนี้ใส่เฝือกอยู่ รพ. หมอบอกพักอย่างน้อยหนึ่งเดือน เราคงต้องถอนตัวจากโปรเจกต์นี้เพราะคงต้องกายภาพหลังจากนั้นอีก”
มือที่ถือดินสอของเธอหยุดค้างกลางอากาศ ดวงตากวาดมองกองเอกสารและแปลนงานที่กองอยู่ ก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ จากอาการที่เพื่อนสนิทบอกเล่ามันไม่ใช่แค่มาช่วยงานไม่ได้สักพัก แต่มันไม่สามารถมาช่วยงานได้เลยต่างหาก
“เดียวเราไปหา”
“ไม่เป็นไร ที่บ้านเรากำลังมา เมฆขอโทษนะซี”
“โอเคไม่เป็นไรเลย ไม่ต้องห่วงที่นี่เดียวฉันจะจัดการเอง นายดูแลตัวเองก่อน หายไว ๆ”
ลมที่ยืนอยู่ไม่ไกลหันมามองด้วยสายตาหงุดหงิด มองดูคนตัวเล็กที่กำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนอยู่ ไม่รู้ว่าจะคุยกันเสียงอ่อนเสียงหวานไปถึงไหน เขาไม่พูดอะไร แค่ยืนรอให้อีกฝ่ายคุยกับปลายสายให้จบ แล้วก้าวเข้ามาใกล้ร่างบางอีกนิด
“เกิดอะไรขึ้น”
“เมฆรถล้ม ขาหักคงทำงานนี้ต่อไม่ได้”
“แล้วทำคนเดียวไหวเหรอ”
เขาถามเสียงทุ้มต่ำ หลังจากที่ได้ฟังอารมณ์ขุ่นมัวที่เคยมีก่อนหน้าหายไปเป็นปลิดทิ้ง แล้วมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเห็นใจยังไงเธอก็เป็นผู้หญิง
“ก็ต้องไหว ไม่มีทางเลือก”
เขามองหน้าเธออยู่นาน เหมือนกำลังพยายามค้นหาคำตอบในดวงตาคู่สวยนั้นก่อนจะพูดออกมาแค่สั้น ๆ
“งั้นก็เตรียมใจไว้… เพราะจากนี้จะต้องเจอหน้าฉันบ่อยขึ้น”
เธอเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ หากเธอต้องเตรียมใจก็ควรเตรียมใจเพราะหน้างานที่หนักขึ้น แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่เธอต้องเจอเขาบ่อย ๆ แต่ยังไม่ทันถามอะไร เขาก็หันหลังเดินไปคุยกับคนงานต่อ ทิ้งให้เธอจ้องตามแผ่นหลังกว้างนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวเบา ๆ แล้วก้มหน้ากลับไปทำงานต่อ
เย็นวันเดียวกัน แสงพระอาทิตย์ยามบ่ายเริ่มอ่อนแสงลง แต่ลมกลับแรงขึ้น เสียงเครื่องมือและแรงกระแทกจากการรื้อถอนสะพานดังสลับกับเสียงคุยของคนงานยังคงดังต่อเนื่อง
ลมยืนคุมทีมอยู่บนหัวสะพาน ฝุ่นปูนลอยคลุ้งเป็นระยะ อีกฝั่งหนึ่ง ร่างบางยังคงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ใกล้หัวสะพานด้านที่ไม่ได้ปิดกั้น ก้มหน้าวาดแบบต่อโดยไม่สนใจความวุ่นวายรอบตัว จนกระทั่ง
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
เสียงร้องตะโกนดังลั่นมาจากริมคลอง ทำให้เธอเงยหน้าขึ้นทันที สายตากวาดไปทางเสียง พบร่างเล็กของเด็กผู้ชายกำลังตะเกียกตะกายกลางแม่น้ำ ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยว
“อดทนก่อนนะ”
ซีลีนไม่ทันรอช้าทิ้งสมุดสเก็ตซ์ในมือตกลงบนพื้น เธอลุกพรวดถอดรองเท้า กระโจนลงจากริมฝั่งโดยไม่คิดสักวินาที สายน้ำเย็นจัดโถมเข้าใส่ทันที ก่อนจะเริ่มกวาดสายตามองหาเด็กคนนั้นอีกครั้ง
เธอว่ายฝ่ากระแสน้ำอย่างรวดเร็ว มือเอื้อมไปคว้าตัวเด็กคนนั้นไว้ได้พอดี เสียงคนงานกับเพื่อน ๆ ตะโกนระงม และในวินาทีถัดมา เกิดเสียงของน้ำหนักคนกระแทกเข้ากับสายน้ำดังขึ้นอีกครั้ง
ตูม!!
ลมทิ้งทุกอย่างในมือแล้วรีบกระโดดตามลงไปช่วยคนตัวเล็กในแม่น้ำทันที สิ่งที่เห็นทำเอาเขาใจหายไปชั่วขณะ รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องช่างเป็นผู้หญิงที่ทำอะไรเกินตัวซะจริง
“ช่วยด้วย”
เสียงหวานเริ่มร้องขอความช่วยเหลือ เพราะน้ำหนักของเด็กในอ้อมแขนและแรงน้ำที่ซัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เธอแทบหมดแรง แต่ยังกัดฟันพยายามพยุงตัวเด็กให้สูงพ้นน้ำมากที่สุด
“จับไว้!”
เสียงทุ้มดังขึ้นใกล้หู ก่อนที่แขนแกร่งของลมจะโอบรอบตัวเธอจากทางด้านหลังไว้ทั้งคู่ แล้วพาพวกเขาฝ่ากระแสน้ำเข้าฝั่งอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงริมฝั่ง ลมทิ้งตัวลงนอนกับพื้นดินพร้อมหอบหายใจแรง ก่อนจะส่งคืนเด็กในอ้อมแขนให้คนงานที่รีบเข้ามาช่วย จากนั้นเขาหันขวับมามองซีลีนที่เปียกโชกอยู่ข้าง ๆ
“บ้าไปแล้วเหรอ กระโดดลงไปทั้งที่ว่ายน้ำไม่แข็งแบบนั้น”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างหัวเสีย ดวงตาคมเต็มไปด้วยความกังวลและแฝงไปด้วยโทสะ ซีลีนยังหอบหายใจ ร่างกายสั่นจากทั้งความเย็นและความตื่นกลัว แต่ก็สวนกลับทันที
“แล้วจะให้ยืนมองดูเฉย ๆ หรือไง”
เขาจ้องเธออยู่อึดใจ ก่อนถอนหายใจแรงเหมือนจะพยายามระงับสติอารมณ์คำพูดอะไรบางอย่างไว้ แล้วเดินไปหยิบเสื้อช็อปที่ตกอยู่ไม่ไกลมาคลุมให้เธอแทน
“วันนี้พอแค่นี้ ทุกคนเก็บของแล้วแยกย้ายได้”
ลมหัวไปบอกกับหัวหน้าคนงานให้เก็บของทันที เพราะตอนนี้เขาคงไม่สามารถคุมงานต่อได้อีกแล้ว
ลมมองเด็กชายที่เนื้อตัวเปียกปอนวิ่งไปหาพ่อแม่หน้าตื่น น้ำเสียงขอบคุณจากทั้งคู่ดังสะท้อนออกมายังติดสั่นเล็กน้อย เขาพยักหน้ารับเพียงสั้น ๆ ก่อนหันหลังกลับมาหาซีลีน
“ทำอะไร”
ลมขมวดคิ้วทันที เมื่อเห็นคนตัวเล็กกำลังจะดึงเสื้อคลุมออก ไม่รู้เลยหรือไงว่าเสื้อตัวเองเปียกน้ำจนเห็นไปถึงต่อไหน ก่อนจะดึงเสื้อช็อปตัวหนามาคลุมให้อีกครั้ง
“อย่าถอด ไม่กลัวคนอื่นเห็นหรือไง แต่ถ้าอยากโชว์ไปถอดกับฉันสองคน”
“…”
น้ำเสียงเรียบแต่แฝงแรงบังคับจนเธอได้แต่เม้มปากเงียบ ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร มือใหญ่ก็สอดผ่านข้อพับขาแล้วช้อนร่างบางขึ้นแนบอกอย่างง่ายดาย
“ทำอะไร ฉันเดินเองได้”
“เงียบ”
เขาตัดบทสั้น ๆ พร้อมก้าวยาว ๆ ออกจากจุดนั้น ขณะเดินผ่านลานกว้าง ลมเหลือบเห็นกระเป๋าและของใช้ของเธอวางอยู่บนขอนไม้ จึงส่งสายตาไปทางรุ่นน้องในทีมให้วิ่งเข้ามาเก็บให้ทันที
คนตัวโตที่มีสภาพเปียกปอนพาเธอมาหยุดตรงบิ๊กไบค์สีดำเงาที่จอดอยู่ไม่ไกล ก่อนวางเธอลงบนเบาะด้านหน้าแล้วสวมหมวกกันน็อกที่มีให้โดยไม่พูดอะไรอีก จากนั้นตัวเขาเองก็ขึ้นคร่อมรถแล้วเอื้อมแขนดึงมือบางของเธอมากอดรอบลำคอเขาไว้แน่น
“กอดดี ๆ ล่ะ”
เสียงทุ้มเอ่ยใกล้หู คนตัวเล็กหันหน้าหลบหนีด้วยความเขินอายที่อยู่ใกล้ชิดกันมากขนาดนี้ แต่มันกลับยิ่งทำให้ดูเหมือนเธอกำลังหันหน้าซุกเข้ากับอกแกร่งเสียมากกว่า
ทันทีที่เครื่องยนต์คำราม ลมก็เร่งออกตัวพาเธอเคลื่อนออกจากหน้างานไปตามถนนเลียบแม่น้ำ แม้จะมีเสียงเครื่องยนต์และเสียงสายลมปะทะร่างกายดังรอบตัว แต่ซีลีนกลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงภายใต้อ้อมกอดและกลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวชายหนุ่มเท่านั้น
ความเย็นจากเสื้อที่เปียก ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากอ้อมแขนคนตัวโต อกแกร่งแนบชิดจนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างกัน
ไอร้อนจากร่างชายหนุ่มที่คล้ายกับกำลังโอบกอดเธอทางอ้อม เป็นความอบอุ่นที่ไม่อาจถอยหนี มีเพียงเสียงหัวใจที่ดังหนักแน่นสะท้อนอยู่ตรงข้างหู ความอบอุ่นนั้นทั้งปลอบโยนและกดดันในคราวเดียวกัน ยิ่งเขาขยับใกล้ ความเย็นที่เกาะผิวก็ถูกกลืนหาย เหลือเพียงแรงสั่นสะท้านที่แล่นไปทั่วร่าง