INICIAR SESIÓN“ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงต้องไปหาหมอไหมครับ”
“ไม่ต้องค่ะ ดิฉันไม่เป็นไรมาก”
ขจรศักดิ์เห็นเพื่อนรักเอาใจคู่กรณีมากเกินไปก็หันมามองเธอด้วยสายตาเหยียดๆ “ยัยเด็กเหลือขอคนนี้อึดจะตาย ไม่เป็นไรง่ายๆ หรอก ฉันสิถูกรัดคอซะแดงเลย” หม่อมราชวงศ์หนุ่มขยับต้นคอ รู้สึกเคล็ดขัดยอกไปหมด อยุทธ์มองใบหน้ามอมแมมของแสงดาวอย่างเห็นใจ
“ถ้าจะตาย ฉันจะตายพร้อมกับคุณนั่นแหละ คุณชายหลงโรงนิสัยไม่ดี” เด็กสาวลอยหน้าลอยตาต่อว่า เพราะมั่นใจว่าเขาทำร้ายเธอไม่ได้แน่นอน
“ผีเจาะปากมาพูดหรือไงถึงมาแช่งคนอื่นแบบนี้ห๊ะ!” ขจรศักดิ์ตวาดอย่างเหลืออด อยุทธ์มองเพื่อนรักผ่านกระจกหลัง และอดสงสัยไม่ได้ ขจรศักดิ์นั้นมีนิสัยเคร่งขรึม เดาใจยาก ทิฐิในตัวสูง ไม่มีทางที่เขาจะยอมลดตัวลงไปมีเรื่องกับคนระดับล่างอย่างแน่นอน แต่ทำไมถึงได้เดือดดาลเอากับเด็กสาวคนนี้ก็ไม่รู้...
“หยุด…ทั้งสองนั่นแหละ ใครผิดใครถูกก็ต้องถูกสอบสวนทั้งหมด” สารวัตรหนุ่มอย่าศึกน้ำลาย แสงดาวหันไปทำตาปรอยๆ เพื่อเรียกคะแนนสงสารจนขจรศักดิ์หมั่นไส้
“แต่คุณชายหลงโรงคนนี้หาเรื่องดิฉันก่อนนะคะคุณตำรวจ”
อยุทธ์อมยิ้มกับสรรพนามที่เด็กสาวใช้เรียกทายาทแห่งวังตะวันฉาย “เดี๋ยวผมจะสอบปากคำอีกทีนะครับเพราะต่างคนต่างแจ้งความว่าถูกทำร้ายร่างกาย”
“ฉันจะติดคุกหรือเปล่าคะคุณตำรวจ” แสงดาวถามอย่างหวั่นๆ ทำเอาขจรศักดิ์ได้โอกาสหันไปขู่ชุดใหญ่
“ติดแน่เพราะฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด โทษฐานทำร้ายร่างกาย หมิ่นประมาท แล้วก็...” คุณชายรูปงามคิดข้อหาจะกล่าวโทษเธอ ยิ่งเห็นความหวาดหวั่นสะท้อนอยู่ในดวงตากลมใส ก็ยิ่งสะใจเป็นที่สุด ในขณะที่แสงดาวกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างเก็บอาการไม่อยู่
“อย่าขู่น้องเขาเลยน่าชายขจร...” อยุทธ์หันไปปรามเพื่อนรัก “ถ้าข้อหาทะเลาะวิวาทก็เสียค่าปรับนิดหน่อยครับ” คำว่านิดหน่อยของสารวัตรหนุ่มคงจะเป็นเงินมากพอสมควรสำหรับเธอ วันหยุดขายขนมได้ไม่กี่บาทจะเอาเงินที่ไหนเสียค่าปรับล่ะคราวนี้แสงดาวเอ้ย…หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ
จากนั้นบรรยากาศข้างในรถก็เริ่มเข้าสู่ความเงียบ มีเพียงเสียงถอนหายใจของแสงดาวที่ดังเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน หม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์กระตุกยิ้มมุมปาก นึกขันในอาการสั่นเทาของแม่คนอวดดีนัก นิสัยจองหองพองขนหายไปไหนล่ะ เห็นทีคงต้องเพิ่มบทโหดสำทับเข้าไปอีกกระมัง!
เวลาผ่านไปราวๆ สิบนาที พาหนะสีเลือดหมูก็แล่นเข้ามาจอดยังสถานีตำรวจ ขจรศักดิ์และแสงดาวถูกแยกไปสอบปากคำ ร่างบอบบางนั่งตัวลีบอยู่หน้าโต๊ะทำงานของอยุทธ์ ทำให้สารวัตรหนุ่มมีโอกาสพิจารณาเด็กสาวอย่างละเอียดอีกครั้ง
“ชื่ออะไรครับ…”
“ชะ...ชื่อ...แสงดาว อายุสิบแปดปีค่ะ” เธอบอกเสียงสั่นๆ อยุทธ์จึงสอบถามเรื่องราวต่อไปเรื่อยๆ ในใจรู้สึกเห็นใจสาวน้อยตรงหน้าอยู่มากโข
“ไม่ทราบว่าพอจะมีญาติที่ติดต่อได้ไหมครับ”
“ดิฉันต้องติดคุกจริงๆ เหรอคะสารวัตร!” แสงดาวตาโตด้วยความตกใจ เพราะนั่นหมายถึงว่าเธอไม่มีอะไรไปสู้กับคู่กรณีได้เลย
“ไม่ใช่ครับ คือคุณยังไม่บรรลุนิติภาวะ เราต้องให้ผู้ปกครองมาเซ็นต์รับทราบข้อกล่าวหาแล้วก็ทำทัณฑ์บนไว้ ถ้าเกิดเหตุลักษณะนี้อีกคุณคงต้องติดคุก” สารวัตรหนุ่มบอกเสียงสุภาพเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายกลัวจนเกินไป แสงดาวอยากจะร้องไห้เพราะเธอไม่มีญาติที่ไหนเลยนอกจากแม่ ครั้นจะวานป้าศจีมาช่วยก็กลัวจะทำให้ลูกชายป้าซึ่งทำงานอยู่ที่วังตะวันฉายเดือดร้อนไปด้วย แสงดาวพยายามคิดหาหนทางแต่ทุกทางก็ตันไปเสียหมด
“เอ่อ…ฉันอยู่ตัวคนเดียวค่ะ ส่วนแม่พักอยู่ที่ทำงาน นานๆ ถึงจะกลับมาบ้านสักครั้ง” เธอบอกพลางก้มมองพื้นเพื่อซ่อนแววตาของความอดสูเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น อยุทธ์เอนหลังติดพนักพิงมองสาวน้อยตรงหน้าอยู่เงียบๆ
“งั้นคุณพอจะมีเบอร์โทรศัพท์ที่ทำงานของแม่คุณไหม ผมจะคุยกับท่านให้มารับคุณเอง ไม่อย่างนั้นก็คงต้องนอนตบยุงให้ห้องขังจนกว่าจะมีคนมาเซ็นต์รับทราบข้อกล่าวหา”
เมื่อไม่มีทางอื่นนอกจากให้ผู้ปกครองมาเซ็นต์รับ แสงดาวก็จำต้องหยิบปากกามาจดเบอร์โทรศัพท์ของผู้เป็นมารดาส่งให้กับสารวัตรหนุ่ม
“นี่ค่ะเบอร์โทรศัพท์ของแม่ดิฉัน...” แสงดาวยื่นกระดาษใบเล็กๆ ส่งให้ อยุทธ์รับมาดูแล้วก็ต้องแปลกใจ เพราะว่าเบอร์นั้นมันเป็นเบอร์ของวังเคียงรุ้ง “แม่ดิฉันชื่อเดือนแรมค่ะ”
อยุทธ์ได้เบอร์โทรก็ปล่อยให้แสงดาวไปนั่งรออยู่หน้าห้อง ขจรศักดิ์เห็นเด็กสาวเดินหน้าจ๋อยออกมาก็เหยียดยิ้มแล้วเดินสวนเข้าไป ดีว่าแสงดาวหลบทัน
“นั่งสิ” อยุทธ์บอกเพื่อนรัก ขณะมองเบอร์โทรศัพท์ของวังเคียงรุ้งที่ถืออยู่ในมือ จากนั้นเขาก็โทร.ไปตามหมายเลขที่แสงดาวให้ รอสายไม่นานก็มีคนตอบกลับมา สารวัตรหนุ่มให้สัญญาณเพื่อนห้ามพูดทันทีที่มีคนรับสาย
“วังเคียงรุ้ง ฉันหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์พูดสาย”
“สวัสดีครับท่านอา ผมอยุทธ์ครับ คือผมจับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อแสงดาว ข้อหาทะเลาะวิวาท เธอบอกว่าแม่ของเธอชื่อเดือนแรมทำงานที่วังของท่านอาครับ ผมเลยโทร.มารบกวน” อยุทธ์เล่ารายละเอียดให้คนปลายสายฟัง แต่ขจรศักดิ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ และนั่งฟังเพื่อนคุยโทรศัพท์เงียบๆ
“อ้อ…หนูแสงดาวเหรอ ฉันรู้จัก ประเดี๋ยวจะบอกแม่เขาไปเสียค่าปรับแล้วรับตัวนะ ว่าแต่เด็กคนนั้นไปมีเรื่องกับใครกันรึ?” คนปลายสายดูจะไม่แปลกใจเรื่องแสงดาว นี่คงจะรู้จักเด็กสาวมาก่อนแน่ๆ
“เอ่อ...ท่านอาต้องแปลกใจครับ เพราะคู่กรณีของเธอคือคุณชายขจรศักดิ์ของเราเอง” อยุทธ์บอกพร้อมกับปรายตามองหน้าหล่อเหลายิ้มๆ
“ห๊า…เป็นไปได้ยังไง…” คนฟังตกใจ อยุทธ์พูดต่ออีกสองสามประโยคก็วางสาย ก่อนจะถอนหายใจออกมาแรงๆ
“ว่างนักหรือยังไง ถึงไปมีเรื่องกับเด็กแบบนั้นเพื่อน”
“เด็กปากร้าย…” ขจรศักดิ์มีสีหน้าหงุดหงิดเมื่อพูดถึงแสงดาว
“เด็กปากร้ายกับคุณชายปากแมว...ฉันว่าเหมาะกันดีนะ” อยุทธ์มองเพื่อนแววตาล้อเลียน นั่นยิ่งทำให้ขจรศักดิ์อารมณ์เสียมากกว่าเดิม
“เหมาะกับผีนะสิ เด็กบ้าอะไรไม่รู้ปากจัดชะมัด เถียงคำไม่ตกฟากเลย ว่าแต่เมื่อกี้นายคุยกับใคร”
“ท่านอาเอกสิทธิ์…” คำตอบของเพื่อนรัก ทำเอาร่างสูงนิ่งงันและไปด้วยคำถาม “ท่านอาไม่เกี่ยวอะไรหรอก แต่แม่เด็กคนนั้นทำงานที่วังเคียงรุ้ง และท่านอาเอกสิทธิ์ก็รู้จักเธอด้วย”
“ดูนางให้ดูแม่ ลูกยังร้ายได้ขนาดนี้ แม่จะขนาดไหน ท่านอารับคนพวกนี้เข้าไปทำงานในวังได้ยังไง ไม่ได้แล้ว ฉันต้องไปบอกท่านเร็วที่สุด” ขจรศักดิ์เตรียมจะขยับลุกขึ้น แต่ถูกอยุทธ์ยกมือห้ามไว้เสียก่อน
หนึ่งเดือนต่อมา...ณ บ้านพักตากอากาศของราชกุลกุลธวัชหลังจากจัดงานศพหม่อมวิลัยและเพลินพิศเสร็จสิ้น ทุกคนยังไม่คลายจากความตกใจ ในช่วงวันหยุดยาว ขจรศักดิ์จึงพาทุกคนมาพักผ่อนยังบ้านพักตากอากาศที่หัวหิน ทุกคนจึงรู้สึกดีขึ้นมา แสงดาวเริ่มยิ้มได้เมื่อมีนางฟ้าตัวน้อยคอยคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ และทำท่าตลกให้คุณพ่อคุณแม่และทุกคนหัวเราะ“ฉันสงสัยจริงๆ ว่าลูกเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำไมซนเหมือนลิงแบบนี้” ขจรศักดิ์นั่งมองบุตรสาวอยู่ข้างภรรยา ยิ่งเห็นน้องหวายตีลังการอยู่ที่ชายหาด ขจรศักดิ์ก็ยิ่งถอนหายใจแรงๆ“ผู้หญิงสิคะ ดาวเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้” แสงดาวบอกเสียงหวาน พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้ ขจรศักดิ์จับมือบางขึ้นไปจูบแล้วคลึงด้วยปลายหัวแม่มือเบาๆ“งั้น ฉันขอลูกชายอีกสักสามคน ผู้หญิงอีกสองคนนะดาว” ชายหนุ่มทำหน้าระห้อยอ้อนๆ แสงดาวตาโตเพราะนับจำนวนแล้วเขาต้องการลูกตั้งหกคนเชียว“หกคนเลยนะคะ”“ก็ใช่นะสิ ธุรกิจเรามีตั้งเยอะแยะนะ ลูกๆ จะได้ช่วยกันทำไง” ขจรศักดิ์เอนศีรษะไปซบหน้ากับบ่าบาง “นะดาวนะ ฉันไม่ปล่อยให้เธอเลี้ยงคนเดียวหรอก เราจะช่วยกันเลี้ยงลูกๆ ให้เติบโตด้วยกัน” ชายหนุ่มสอดลำแขนโอบกอดเอวค
“ปกติเราก็เอาเสื้อผ้ามาซักอยู่แล้วนี่คะ” สาวใช้ตอบ ขณะยืนตัวสั่นเบียดกับเพื่อนอีกคน เพลินพิศเดินตาขวางไปหาแล้วตบหน้าสาวใช้คนละทีดังเผี๊ยะๆ จนหน้าสะบัด“พวกขี้ข้า สาระแนไม่เข้าเรื่อง” พูดจบเพลินเพิศก็เดินกลับเข้าไปในตัวตึกอย่างร้อนใจ จนกระทั่งมาถึงห้องโถงซึ่งมีขจรศักดิ์ อยุทธ์ หม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ และเดือนแรมยืนคุยกันอยู่ เมื่อเห็นเธอทุกสายตาก็เพ่งมองไปที่เพลินพิศเป็นจุดเดียว“เป็นอะไรเพลิน ดูรุกรี้รุกรนชอบกล” ท่านชายเอกสิทธิ์เอ่ยถามเสียงเรียบ แต่เพลินพิศร้อนตัวมองคนนั้นคนนี้เหมือนกลัวความผิด“เพลินหาของค่ะ พอดีลืมของไว้” เธอตอบและเตรียมจะผละไป แต่อยุทธ์เข้าไปขวางไว้เสียก่อน“หายาสองเม็ดนี้อยู่หรือเปล่าครับคุณเพลิน” สารวัตรหนุ่มแบมือออก เพลินพิศเห็นเม็ดยาที่ตามหาก็ผงะ หน้าซีดลงทันที“ทำไมถึงทำแบบนี้เพลินพิศ ทำไมต้องวางยาหม่อมวิลัย” ท่านชายเอ่ยถามอย่างปวดร้าวที่เกิดเรื่องไม่ดีในวัง ทำเอาเพลินพิศปากสั่นระริก“ดิฉันไม่ได้ทำ นังดาวต่างหาก พวกแกใส่ความฉัน ถอยไป ถอยไปเดี๋ยวนี้นะ”เวลานี้หญิงสาวเหมือนคนเสียสติ มองทุกคนอย่างโกรธแค้น อยุทธ์จะเข้าไปจับตัว แต่เพลินพิศวิ่งหนีไปที่ประตูทางออก แสงดาว
เมื่อได้ฟังอาการของหม่อมวิลัย แสงดาวทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง โชคดีที่ขจรศักดิ์รับไว้ทันและกอดเธอแน่น เดือนแรมมองบุตรสาวอย่างสงสารจับใจ“เป็นไปได้ยังไงคะ ยาพวกนั้นเป็นยาบำรุงที่ท่านทานประจำ จะมีผลกับระบบหายใจได้ยังไงกัน” แสงดาวบอกปนสะอื้น ขจรศักดิ์ไม่เชื่อว่าแสงดาวจะทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้“เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจนะดาว ถ้าดาวบริสุทธิ์คนผิดต้องถูกจับได้แน่นอน”“นั่นสิดาว ทำใจให้สบายนะลูก” เดือนแรมช่วยปลอบอีกคน แสงดาวพยักหน้าทั้งน้ำตา ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายกับหม่อมวิลัยได้“โจรถ้าไม่มีหลักฐานก็ไม่ยอมจำนน” เพลินพิศได้ทีแล้วมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ที่นั่งเงียบอยู่ไม่ไกล “ท่านชายทำไมไม่ให้ตำรวจจับตัวนังดาวไปเลย แล้วค่อยสอบสวน เผื่อมันหนีไปจะทำยังไง”“ดิฉันไม่หนีแน่นอนค่ะ เพราะดิฉันไม่ได้ทำผิด” แสงดาวยืนยันเสียงหนักแน่น ทำเอาท่านชายถึงกับถอนหายใจเบาๆ รู้สึกหนักใจไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น“ปล่อยให้ตำรวจจัดการดีกว่า ตำรวจสมัยนี้เขาเก่ง ฉันว่าเรากลับกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”“ดาวขอเฝ้าหม่อมท่านที่นี่นะคะท่านชาย” แสงดาวมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์น้ำตานองหน้า ไม่นานท่านชายก็พย
“ฉันไม่ตลกกับหล่อนหรอกนะแม่เพลิน คราวหน้าหัดระวังคำพูดเสียบ้าง” หม่อมวิลัยเตือนแล้วตักอาหารใส่จาน เพลินพิศแอบเบ้ปากแล้วนั่งทานมื้อเช้าในสำรับของตัวเอง“ฉันไม่ดื่มน้ำเปล่า ไปเอาน้ำส้มมาให้ฉัน” หญิงสาวทานไปไม่นานก็หันไปบอก เด็กรับใช้กลับออกไปอีกครั้ง หม่อมวิลัยรวบช้อนและหยิบผ้ากันเปื้อนเช็ดปาก มือยกแก้วน้ำขึ้นดื่มและเข็นรถจะไปหยิบถ้วยยา เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แล้วหยุดรถนิ่งอยู่กับที“จะเอายาเหรอคะหม่อม เดี๋ยวเพลินหยิบให้ค่ะ” เพลินพิศอาสาแล้วเดินไปที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะหยิบถ้วยยาหญิงสาวหันไปมองหม่อมวิลัยที่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากสีแดงสดแสยะยิ้มแล้วรีบหยิบเม็ดยาในถ้วยใส่ลงกระเป๋ากระโปรง ความเร่งรีบทำให้ยาเม็ดหนึ่งหล่นลงพื้นและกระเด็นเข้าไปใต้เตียง เป็นจังหวะเดียวกับเด็กรับใช้ถือน้ำส้มเข้ามา เพลินพิศก็เอายาที่เตรียมมาไปให้หม่อมวิลัยแทน“ยาค่ะหม่อม” เพลินพิศส่งถ้วยยาให้ ตามมาด้วยแก้วน้ำดื่ม หม่อมวิลัยรับไปถือและกลืนลงคอ ดื่มน้ำไปก่อนจะส่งแก้วกลับคืน“หล่อนจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียว” หม่อมวิลัยออกปากไล่ เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แต่แววตาสะใจที่แผนการเล่นงานแสงดาวดำเนินไปได้ด้วยดี ตอนนี้
เมื่อความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผย ขจรศักดิ์ก็กลายเป็นแขกของวังเคียงรุ้งไปโดยปริยาย หลังเลิกงานหม่อมราชวงศ์หนุ่มก็จะมาคลุกอยู่กับภรรยาและลูก เพราะแสงดาวต้องการดูแลหม่อมวิลัยจนกว่าจะมีหมอที่ไว้ใจได้มาแทน เพลินพิศก็คอยหาโอกาสใกล้ชิดขจรศักดิ์เพื่อหวังให้เขาใจอ่อน แต่ก็ไม่สำเร็จ และในทางลับอยุทธ์ก็ส่งสายตำรวจหญิงเข้ามาเป็นคนรับใช้ในวังเคียงรุ้งตามคำขอของเพื่อน จนกว่าแสงดาวกับลูกจะไปอยู่ที่วังตะวันฉาย ซึ่งแผนการนี้จะมีเพียงขจรศักดิ์ อยุทธ์ และหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์เท่านั้นที่รู้ทุกวันแสงดาวจะต้องแวะไปตรวจอาการและทำกายภาพบำบัดให้หม่อมวิลัย พร้อมกับกำชับให้ทานยาตามหมอสั่ง เพราะคนที่ไว้ใจได้อย่างแม่จันทร์ก็เจ็บออดๆ แอดๆ ดวงตาฝ้าฟางมองไม่ค่อยเห็น หม่อมวิลัยจึงให้อยู่เฉยๆ และมีคนดูแลอยู่ที่เรือนพักด้านหลัง“นี่หล่อนไม่เบื่อหรือยังไงที่ต้องมานวดมาจับขาฉันทุกวัน” หม่อมวิลัยเอ่ยถาม ขณะมองใบหน้านวลที่ดูจะอิ่มเอิบไปด้วยความสุข“ไม่เบื่อหรอกคะ ขอให้แม่ใหญ่เดินได้ ดาวก็ดีใจแล้ว”“ใช่คร้าหม่อมยาย เราจะได้ไปวิ่งไล่จับกันคร้า” น้องหวายซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนน่ารักฉีกยิ้มกว้างๆ จนเห็นลักยิ้ม หม่อมวิลัยหัวเราะมองค
กว่าขจรศักดิ์จะพาแสงดาวออกมาร่วมงานเลี้ยงได้ แสงอาทิตย์ก็ถูกแทนที่ด้วยม่านดำแห่งราตรีกาลไปแล้ว เสียงเจื้อยแจ้วของลูกสาวตัวน้อย ทำให้คนเป็นพ่อแม่ที่จับมือกันเดินมาอย่างมีความสุข“ฉันว่าอีกสองสามปีคงต้องไว้หนวดไว้เคราแล้วล่ะดาว”“ทำไมล่ะคะ” แสงดาวเอียงหน้าถามเป็นเชิงไม่เข้าใจ ขจรศักดิ์จึงกดจมูกลงบนแก้มปลั่งแรงๆ อยุทธ์หันมาเห็นก็อดแซวไม่ได้“คุณชายขจรศักดิ์จะฆ่าคนโสดให้ตายเลยหรือยังไงขอรับ ผมล่ะโคตรอิจฉาเสียจริงๆ” สารวัตรหนุ่มบอกพลางส่งสายตาละห้อยไปให้ศศิธรเพื่อหวังเรียกคะแนนสงสาร แต่หญิงสาวย่นจมูกใส่กลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง“คุณชายอ่ะ ทำให้ดาวอายอีกแล้วนะคะ ไม่อยู่ใกล้แล้ว ไปหาลูกดีกว่า” แสงดาวต่อว่าหน้าแดงซ่าน แล้วก้าวดุ่มๆ ไปทำความเคารพผู้ใหญ่ซึ่งกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะ ก่อนจะเดินไปเล่นกับลูกสาวสุดรัก ศศิธรแยกเขี้ยวใส่อยุทธ์แล้วเดินไปหาแสงดาว ปล่อยให้สองหนุ่มมองตาม“วันนี้ทำคะแนนกับแม่ยายได้กี่คะแนนแล้วเพื่อน”“ว่าที่แม่ยายให้คะแนนไม่ทันเลยล่ะ”ขจรศักดิ์หัวเราะในลำคอพร้อมกับรับแก้วเครื่องดื่มจากเด็กรับใช้ อยุทธ์คลี่ยิ้มน้อยๆ ขณะมองศศิธรด้วยความรัก จากนั้นทั้งสองก็ยกแก้วขึ้นชน







