로그인“นายยังไปไหนไม่ได้…เพราะนายก็ตกเป็นผู้ต้องหาเหมือนกัน เธอแจ้งความจับนายหลายกระทงเลยล่ะ หนึ่งทำร้ายร่างกาย สองทำให้เสียทรัพย์แล้วก็กระทำชำเราเธอด้วย” ข้อหาสุดท้ายทำเอาขจรศักดิ์อ้าปากหวออย่างคาดไม่ถึง
“ฉันเนี่ยนะกระทำชำเรายัยเด็กเหลือขอนั่น” ขจรศักดิ์อุทานแล้วยกมือเท้าสะเอว อารมณ์ไม่ต้องพูดถึง เพราะมันพุ่งปี๊ดสุดๆ “ให้ตายสิ...คิดได้ยังไง”
“ฉันว่าถ้าเด็กคนนั้นโตขึ้นอีกหน่อย ล้างคราบมอมแมมออก รับรองได้เลยว่า ‘ทั้งสวย ทั้งน่ารัก ทั้งหวาน’ เชียวล่ะ” อยุทธ์เห็นเพื่อนทำหน้าทู่เป็นปลาบู่ชนเขื่อนก็อมยิ้ม เอ่อหนอ...คุณชายรูปงามผู้ไม่เคยถูกขัดใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ มีแต่คนคอยพะเน้าพะนอ วันนี้ถูกสาวน้อยไร้หัวนอนปลายเท้าหักหน้าเต็มๆ แถมลดฐานันดรเป็นคุณชายหลงโรงอีกต่างหาก ไม่ต้องถามว่าโกรธมากแค่ไหน เพราะปรอทยังวัดไม่ได้เลย
แสงดาวนั่งรอผู้ปกครองมารับเกือบสองชั่วโมง ทว่าก็ไร้วี่แวว มือบางวางบนตักบีบกันแน่นอย่างเสียใจ แต่แล้วอึดใจต่อมาก็มีหญิงวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐานเดินแกมวิ่งขึ้นมาบนสถานีตำรวจ ตามหลังมาด้วยหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ผู้ที่มีธุรกิจไนท์คลับและสถานบันเทิงแบบครบวงจรหลายแห่งทั่วเขตพระนคร
“ดาว...”
เสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ทำให้แสงดาวที่กำลังนั่งเช็ดน้ำตาอยู่รีบหันขวับไปมองทันที เมื่อเห็นว่าคนที่เรียกตนคือมารดา หัวใจอันโดดเดี่ยวอ้างว้างที่รายล้อมอยู่รอบตัวก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น และแทนที่เข้ามาด้วยความอุ่นซ่าน
“แม่...” ร่างแน่งน้อยโผเข้าสวมกอดบุพการีด้วยความคิดถึง เดือนแรมกอดตอบเป็นนานกว่าจะดันตัวออกห่างเล็กน้อย ก่อนจะใช้มือลูบแก้มนุ่มนิ่มของบุตรสาวเบาๆ
“ไม่ต้องกลัวนะแม่มาแล้ว เดี๋ยวท่านจะช่วยดาวเองนะลูก” เดือนแรมเอ่ยปลอบแล้วยื่นหน้าเข้ามาหอมแก้มทั้งซ้ายและขวา แสงดาวมองร่างชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังมารดา เดือนแรมจึงทำหน้าที่แนะนำ
“ดาวกราบท่านสิลูก ท่านเมตตาแม่มาก”
แสงดาวพนมมือไหว้อย่างนอบน้อม ท่านชายเอกสิทธิ์เห็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่มีเรื่องกับหลานชายตัวเองก็ใคร่แปลกใจ
“เดือนอยู่กับลูกนะ ฉันจะไปคุยกับตำรวจเรื่องประกันตัวก่อน” พูดจบร่างสูงก็เดินตรงไปยังห้องทำงานของอยุทธ์ เดือนแรมจึงจับมือบุตรสาวไปนั่งที่ม้าหินอ่อน โดยที่มือกุมกันไม่ยอมปล่อย
“หนูเจ็บตรงไหนหรือเปล่าลูก”
“ดาวไม่เป็นไรค่ะ ดาวขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้แม่ต้องลำบากมาที่นี่” แสงดาวมองใบหน้าอวบอิ่มของมารดาอย่างรู้สึกผิด
“ไม่ลำบากเลยดาว แม่ดีใจที่ดาวคิดถึงแม่เป็นคนแรก ต่อให้ไกลแค่ไหนแม่ก็ต้องมาให้ได้” เดือนแรมใช้มือข้างหนึ่งประคองแก้มมอมแมม ริมฝีปากสั่นระริกกั้นเสียงร้องไห้เอาไว้ “ดาวไปอยู่กับแม่นะลูก ท่านชายใจดีมาก ท่านพร้อมจะรับอุปการะดาวและส่งเสียให้ดาวเรียนต่อสูงๆ”
“ดาวบอกแม่แล้วนี่จ๊ะ ดาวไม่อยากให้แม่มีปัญหากับท่าน ให้ดาวอยู่ที่บ้านเราเถอะจ้ะ” แสงดาวยืนยันคำที่เคยบอกมารดาเหมือนทุกครั้ง จนคนฟังได้แต่ถอนหายใจ เพราะเด็กสาวอยู่บ้านเพียงลำพังแถมอยู่ในชุมชนที่มีอบายมุขมากมายอันตรายเหลือเกิน
“ฉันไม่มีปัญหาและเต็มใจให้หนูไปอยู่ในวังได้ เพราะเดือนเป็นห่วงหนูมาก กังวลตลอดว่าหนูจะไม่ปลอดภัย” ท่านชายเอกสิทธิ์เดินมาพร้อมกับอยุทธ์ เดือนแรมจึงประคองไหล่กลมกลึงของบุตรสาวลุกขึ้น
“ขอบพระคุณท่านมากเลยนะคะ แต่ดาวไม่อยากทิ้งบ้านไว้ ดาวอยู่คนเดียวได้ค่ะ” แสงดาวบอกด้วยกิริยานอบน้อมและมีสัมมาคารวะ เดือนแรมมองสามีผู้สูงศักดิ์เพื่อขอความช่วยเหลือ ท่านชายจึงวางมือลงบนบ่าบางของนางแล้วบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ
“ถ้าหนูเปลี่ยนใจ วังของฉันยินดีต้อนรับเสมอนะ แต่วันนี้ฉันอยากให้หนูไปที่วังก่อน ไม่อย่างนั้นสารวัตรอยุทธ์คงไม่ให้ประกันตัว เพราะฉันเซ็นต์เป็นผู้ปกครองหนูแล้ว” ท่านชายเอกสิทธิ์บอกอย่างเมตตา ทำให้แสงดาวไม่อาจปฏิเสธได้ ร่างเล็กยกมือไหว้เป็นเชิงขอบคุณ
อยุทธ์เห็นท่าทีเป็นกันเองและอ่อนโยนของท่านชายเอกสิทธิ์ก็สงสัยที่มาที่ไปของสองแม่ลูก ว่าเกี่ยวข้องกับท่านชายเจ้าของวังเคียงรุ้งซึ่งเป็นญาติฝ่ายบิดาอย่างไร แต่เวลานี้คงไม่เหมาะที่จะไถ่ถามใดๆ แต่ดูจากการที่ท่านชายคนดังออกตัวรับผิดชอบแบบนี้ แสดงว่าผู้หญิงที่ชื่อเดือนแรมคงสำคัญไม่น้อย
“ขอบพระคุณท่านชายมากเลยนะคะ” แสงดาวพนมมือไหว้อีกครั้ง แล้วมองเลยอยุทธ์ไปยังร่างสูงสง่าของขจรศักดิ์ที่เดินหน้าบึ้งมาสมทบ
“ท่านอามาทำอะไรที่นี่เหรอครับ” ทุกคนหันไปมองเจ้าของเสียง หม่อมราชวงศ์หนุ่มยกมือไหว้หม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ ก่อนจะมองเดือนแรมกับแสงดาวสลับกันไปมาด้วยความสงสัย
“มาประกันตัวหนูดาวน่ะ” สรรพนามดูเป็นกันเองของคนเป็นอากับเด็กเหลือขอ ยิ่งทำให้ขจรศักดิ์แปลกใจมากกว่าเดิม
“ท่านอารู้จักเด็กคนนี้ด้วยเหรอ?”
“อาเพิ่งรู้จักเหมือนกัน...ถ้าไม่มีอะไรแล้วอาขอตัวก่อนนะ ไว้ว่างๆ จะไปเยี่ยมพ่อของหลานที่วังตะวันฉาย” ท่านชายเอกสิทธิ์ตบบ่าหลานชายแล้วพาเดือนแรมกับแสงดาวเดินไปขึ้นรถ โดยมีสายตาสองคู่มองตาม
“นี่อย่าบอกนะว่ายัยเด็กบ้านั่นเป็นนางบำเรอท่านอาเอก” ขจรศักดิ์มีท่าทีดูแคลน ส่วนอยุทธ์ได้แต่แบมือยกไหล่
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ท่านอากล้าเอาตัวมาเสี่ยงกับการเป็นข่าวแบบนี้ แสดงว่าเด็กคนนั้นคงสำคัญมากพอสมควร” หม่อมราชวงศ์นายตำรวจหนุ่มเองก็สงสัยไม่น้อยไปกว่าอีกฝ่าย
“แล้วผู้หญิงอีกคนเป็นใคร” ขจรศักดิ์คิ้วขมวด ขณะมองรถยนต์ของวังเคียงรุ้งแล่นออกไปจากสถานีตำรวจ
“เป็นแม่ของเด็กคนนั้น แล้วไม่ต้องถามนะว่าท่านอาเกี่ยวข้องกับสองแม่ลูกยังไง ถ้านายอยากรู้ก็ลองเลียบเคียงถามท่านอาเอาเอง ก็น่าจะรู้คำตอบ”
“ไม่อยากคิดว่ะ แค่เห็นหน้ายัยเด็กทโมน ฉันก็โมโหจนปวดหัว เลิกงานแล้วไปหาอะไรกินดีกว่าฉันเลี้ยงเอง” ขจรศักดิ์ยกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นดู
“ถ้าต่อไปเด็กคนนั้นโตเป็นสาวเต็มตัว แต่งตัวสวยๆ นายจะเกลียดเธอแบบนี้หรือเปล่า” อยุทธ์ยิ้มกับความเจ้าอารมณ์ของคนเป็นเพื่อน
“เกลียดก็คือเกลียด ไม่มีทางเป็นอื่นแน่นอน ป่ะไปกันได้ ฉันหิวแล้ว” พูดจบขจรศักดิ์ก็เดินนำไปที่รถ อยุทธ์ส่ายหัวไปมาก่อนจะเดินตามไป
หนึ่งเดือนต่อมา...ณ บ้านพักตากอากาศของราชกุลกุลธวัชหลังจากจัดงานศพหม่อมวิลัยและเพลินพิศเสร็จสิ้น ทุกคนยังไม่คลายจากความตกใจ ในช่วงวันหยุดยาว ขจรศักดิ์จึงพาทุกคนมาพักผ่อนยังบ้านพักตากอากาศที่หัวหิน ทุกคนจึงรู้สึกดีขึ้นมา แสงดาวเริ่มยิ้มได้เมื่อมีนางฟ้าตัวน้อยคอยคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ และทำท่าตลกให้คุณพ่อคุณแม่และทุกคนหัวเราะ“ฉันสงสัยจริงๆ ว่าลูกเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำไมซนเหมือนลิงแบบนี้” ขจรศักดิ์นั่งมองบุตรสาวอยู่ข้างภรรยา ยิ่งเห็นน้องหวายตีลังการอยู่ที่ชายหาด ขจรศักดิ์ก็ยิ่งถอนหายใจแรงๆ“ผู้หญิงสิคะ ดาวเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้” แสงดาวบอกเสียงหวาน พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้ ขจรศักดิ์จับมือบางขึ้นไปจูบแล้วคลึงด้วยปลายหัวแม่มือเบาๆ“งั้น ฉันขอลูกชายอีกสักสามคน ผู้หญิงอีกสองคนนะดาว” ชายหนุ่มทำหน้าระห้อยอ้อนๆ แสงดาวตาโตเพราะนับจำนวนแล้วเขาต้องการลูกตั้งหกคนเชียว“หกคนเลยนะคะ”“ก็ใช่นะสิ ธุรกิจเรามีตั้งเยอะแยะนะ ลูกๆ จะได้ช่วยกันทำไง” ขจรศักดิ์เอนศีรษะไปซบหน้ากับบ่าบาง “นะดาวนะ ฉันไม่ปล่อยให้เธอเลี้ยงคนเดียวหรอก เราจะช่วยกันเลี้ยงลูกๆ ให้เติบโตด้วยกัน” ชายหนุ่มสอดลำแขนโอบกอดเอวค
“ปกติเราก็เอาเสื้อผ้ามาซักอยู่แล้วนี่คะ” สาวใช้ตอบ ขณะยืนตัวสั่นเบียดกับเพื่อนอีกคน เพลินพิศเดินตาขวางไปหาแล้วตบหน้าสาวใช้คนละทีดังเผี๊ยะๆ จนหน้าสะบัด“พวกขี้ข้า สาระแนไม่เข้าเรื่อง” พูดจบเพลินเพิศก็เดินกลับเข้าไปในตัวตึกอย่างร้อนใจ จนกระทั่งมาถึงห้องโถงซึ่งมีขจรศักดิ์ อยุทธ์ หม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ และเดือนแรมยืนคุยกันอยู่ เมื่อเห็นเธอทุกสายตาก็เพ่งมองไปที่เพลินพิศเป็นจุดเดียว“เป็นอะไรเพลิน ดูรุกรี้รุกรนชอบกล” ท่านชายเอกสิทธิ์เอ่ยถามเสียงเรียบ แต่เพลินพิศร้อนตัวมองคนนั้นคนนี้เหมือนกลัวความผิด“เพลินหาของค่ะ พอดีลืมของไว้” เธอตอบและเตรียมจะผละไป แต่อยุทธ์เข้าไปขวางไว้เสียก่อน“หายาสองเม็ดนี้อยู่หรือเปล่าครับคุณเพลิน” สารวัตรหนุ่มแบมือออก เพลินพิศเห็นเม็ดยาที่ตามหาก็ผงะ หน้าซีดลงทันที“ทำไมถึงทำแบบนี้เพลินพิศ ทำไมต้องวางยาหม่อมวิลัย” ท่านชายเอ่ยถามอย่างปวดร้าวที่เกิดเรื่องไม่ดีในวัง ทำเอาเพลินพิศปากสั่นระริก“ดิฉันไม่ได้ทำ นังดาวต่างหาก พวกแกใส่ความฉัน ถอยไป ถอยไปเดี๋ยวนี้นะ”เวลานี้หญิงสาวเหมือนคนเสียสติ มองทุกคนอย่างโกรธแค้น อยุทธ์จะเข้าไปจับตัว แต่เพลินพิศวิ่งหนีไปที่ประตูทางออก แสงดาว
เมื่อได้ฟังอาการของหม่อมวิลัย แสงดาวทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง โชคดีที่ขจรศักดิ์รับไว้ทันและกอดเธอแน่น เดือนแรมมองบุตรสาวอย่างสงสารจับใจ“เป็นไปได้ยังไงคะ ยาพวกนั้นเป็นยาบำรุงที่ท่านทานประจำ จะมีผลกับระบบหายใจได้ยังไงกัน” แสงดาวบอกปนสะอื้น ขจรศักดิ์ไม่เชื่อว่าแสงดาวจะทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้“เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจนะดาว ถ้าดาวบริสุทธิ์คนผิดต้องถูกจับได้แน่นอน”“นั่นสิดาว ทำใจให้สบายนะลูก” เดือนแรมช่วยปลอบอีกคน แสงดาวพยักหน้าทั้งน้ำตา ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายกับหม่อมวิลัยได้“โจรถ้าไม่มีหลักฐานก็ไม่ยอมจำนน” เพลินพิศได้ทีแล้วมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ที่นั่งเงียบอยู่ไม่ไกล “ท่านชายทำไมไม่ให้ตำรวจจับตัวนังดาวไปเลย แล้วค่อยสอบสวน เผื่อมันหนีไปจะทำยังไง”“ดิฉันไม่หนีแน่นอนค่ะ เพราะดิฉันไม่ได้ทำผิด” แสงดาวยืนยันเสียงหนักแน่น ทำเอาท่านชายถึงกับถอนหายใจเบาๆ รู้สึกหนักใจไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น“ปล่อยให้ตำรวจจัดการดีกว่า ตำรวจสมัยนี้เขาเก่ง ฉันว่าเรากลับกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”“ดาวขอเฝ้าหม่อมท่านที่นี่นะคะท่านชาย” แสงดาวมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์น้ำตานองหน้า ไม่นานท่านชายก็พย
“ฉันไม่ตลกกับหล่อนหรอกนะแม่เพลิน คราวหน้าหัดระวังคำพูดเสียบ้าง” หม่อมวิลัยเตือนแล้วตักอาหารใส่จาน เพลินพิศแอบเบ้ปากแล้วนั่งทานมื้อเช้าในสำรับของตัวเอง“ฉันไม่ดื่มน้ำเปล่า ไปเอาน้ำส้มมาให้ฉัน” หญิงสาวทานไปไม่นานก็หันไปบอก เด็กรับใช้กลับออกไปอีกครั้ง หม่อมวิลัยรวบช้อนและหยิบผ้ากันเปื้อนเช็ดปาก มือยกแก้วน้ำขึ้นดื่มและเข็นรถจะไปหยิบถ้วยยา เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แล้วหยุดรถนิ่งอยู่กับที“จะเอายาเหรอคะหม่อม เดี๋ยวเพลินหยิบให้ค่ะ” เพลินพิศอาสาแล้วเดินไปที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะหยิบถ้วยยาหญิงสาวหันไปมองหม่อมวิลัยที่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากสีแดงสดแสยะยิ้มแล้วรีบหยิบเม็ดยาในถ้วยใส่ลงกระเป๋ากระโปรง ความเร่งรีบทำให้ยาเม็ดหนึ่งหล่นลงพื้นและกระเด็นเข้าไปใต้เตียง เป็นจังหวะเดียวกับเด็กรับใช้ถือน้ำส้มเข้ามา เพลินพิศก็เอายาที่เตรียมมาไปให้หม่อมวิลัยแทน“ยาค่ะหม่อม” เพลินพิศส่งถ้วยยาให้ ตามมาด้วยแก้วน้ำดื่ม หม่อมวิลัยรับไปถือและกลืนลงคอ ดื่มน้ำไปก่อนจะส่งแก้วกลับคืน“หล่อนจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียว” หม่อมวิลัยออกปากไล่ เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แต่แววตาสะใจที่แผนการเล่นงานแสงดาวดำเนินไปได้ด้วยดี ตอนนี้
เมื่อความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผย ขจรศักดิ์ก็กลายเป็นแขกของวังเคียงรุ้งไปโดยปริยาย หลังเลิกงานหม่อมราชวงศ์หนุ่มก็จะมาคลุกอยู่กับภรรยาและลูก เพราะแสงดาวต้องการดูแลหม่อมวิลัยจนกว่าจะมีหมอที่ไว้ใจได้มาแทน เพลินพิศก็คอยหาโอกาสใกล้ชิดขจรศักดิ์เพื่อหวังให้เขาใจอ่อน แต่ก็ไม่สำเร็จ และในทางลับอยุทธ์ก็ส่งสายตำรวจหญิงเข้ามาเป็นคนรับใช้ในวังเคียงรุ้งตามคำขอของเพื่อน จนกว่าแสงดาวกับลูกจะไปอยู่ที่วังตะวันฉาย ซึ่งแผนการนี้จะมีเพียงขจรศักดิ์ อยุทธ์ และหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์เท่านั้นที่รู้ทุกวันแสงดาวจะต้องแวะไปตรวจอาการและทำกายภาพบำบัดให้หม่อมวิลัย พร้อมกับกำชับให้ทานยาตามหมอสั่ง เพราะคนที่ไว้ใจได้อย่างแม่จันทร์ก็เจ็บออดๆ แอดๆ ดวงตาฝ้าฟางมองไม่ค่อยเห็น หม่อมวิลัยจึงให้อยู่เฉยๆ และมีคนดูแลอยู่ที่เรือนพักด้านหลัง“นี่หล่อนไม่เบื่อหรือยังไงที่ต้องมานวดมาจับขาฉันทุกวัน” หม่อมวิลัยเอ่ยถาม ขณะมองใบหน้านวลที่ดูจะอิ่มเอิบไปด้วยความสุข“ไม่เบื่อหรอกคะ ขอให้แม่ใหญ่เดินได้ ดาวก็ดีใจแล้ว”“ใช่คร้าหม่อมยาย เราจะได้ไปวิ่งไล่จับกันคร้า” น้องหวายซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนน่ารักฉีกยิ้มกว้างๆ จนเห็นลักยิ้ม หม่อมวิลัยหัวเราะมองค
กว่าขจรศักดิ์จะพาแสงดาวออกมาร่วมงานเลี้ยงได้ แสงอาทิตย์ก็ถูกแทนที่ด้วยม่านดำแห่งราตรีกาลไปแล้ว เสียงเจื้อยแจ้วของลูกสาวตัวน้อย ทำให้คนเป็นพ่อแม่ที่จับมือกันเดินมาอย่างมีความสุข“ฉันว่าอีกสองสามปีคงต้องไว้หนวดไว้เคราแล้วล่ะดาว”“ทำไมล่ะคะ” แสงดาวเอียงหน้าถามเป็นเชิงไม่เข้าใจ ขจรศักดิ์จึงกดจมูกลงบนแก้มปลั่งแรงๆ อยุทธ์หันมาเห็นก็อดแซวไม่ได้“คุณชายขจรศักดิ์จะฆ่าคนโสดให้ตายเลยหรือยังไงขอรับ ผมล่ะโคตรอิจฉาเสียจริงๆ” สารวัตรหนุ่มบอกพลางส่งสายตาละห้อยไปให้ศศิธรเพื่อหวังเรียกคะแนนสงสาร แต่หญิงสาวย่นจมูกใส่กลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง“คุณชายอ่ะ ทำให้ดาวอายอีกแล้วนะคะ ไม่อยู่ใกล้แล้ว ไปหาลูกดีกว่า” แสงดาวต่อว่าหน้าแดงซ่าน แล้วก้าวดุ่มๆ ไปทำความเคารพผู้ใหญ่ซึ่งกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะ ก่อนจะเดินไปเล่นกับลูกสาวสุดรัก ศศิธรแยกเขี้ยวใส่อยุทธ์แล้วเดินไปหาแสงดาว ปล่อยให้สองหนุ่มมองตาม“วันนี้ทำคะแนนกับแม่ยายได้กี่คะแนนแล้วเพื่อน”“ว่าที่แม่ยายให้คะแนนไม่ทันเลยล่ะ”ขจรศักดิ์หัวเราะในลำคอพร้อมกับรับแก้วเครื่องดื่มจากเด็กรับใช้ อยุทธ์คลี่ยิ้มน้อยๆ ขณะมองศศิธรด้วยความรัก จากนั้นทั้งสองก็ยกแก้วขึ้นชน







