LOGINแสงดาว แม่ค้าขายขนมครกข้างถนนชั้นไพร่ที่ต้องมาถูกคุณชายผู้สูงศักดิ์หยามเกียรติสกุลรุนชาติ ว่ากันว่าเขาไร้หัวใจ หัวใจที่รักใคร มีนิสัยดุดัน เงียบขรึม เดาใจยาก อีกทั้งยังไม่เคยมีรอยยิ้มบนใบหน้าเลยสักครา!
View Moreเขตพระนคร ปลายพุทธศักราช ๒๕๐๘ ต้นฤดูคิมหันต์...
คำว่า ‘คนรวยก็รวยล้นฟ้า คนจนก็จนติดดิน’ ยังคงใช้ได้อยู่ทุกยุคทุกสมัยไม่เสื่อมคลาย เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของ ‘แสงดาว’ เด็กสาววัยดรุณีผู้แสนยากจน ซึ่งมีอาชีพหาบเร่ขายขนมครกอยู่ตามย่านถนนเจริญกรุง เธอต้องหาเช้ากินค่ำและมุมานะอย่างหนักเพื่อหวังว่าสักวันครอบครัวของตนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
มือเล็กจิ๋วหยาบกร้านนิดๆ อันเนื่องมาจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำ ค่อยๆ บรรจงหยิบขนมครกเนื้อนุ่มที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของกะทิใส่ลงบนกระทงใบตองขนาดเท่าฝ่ามือทีละชิ้น แล้วยื่นไปให้กับลูกค้าที่มาซื้อด้วยรอยยิ้มสดใสน่ารัก
ภาพนั้นเป็นภาพที่คุ้นชินของคนในละแวกนี้ดี เพราะเด็กสาวมีนิสัยร่าเริง ช่างพูดช่างเจรจา และมีมิตรไมตรีต่อทุกคน จึงทำให้มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยเทียวแวะเวียนมาอุดหนุนมิได้ขาดสาย
“วันนี้ได้กี่สตางค์แล้วล่ะนังแสงดาว รู้สึกขนมครกของเอ็งจะขายดีเป็นเทน้ำเป็นท่าเชียวนะ”
ป้าศจี ‘แม่ค้าขายผักสด’ หันมาเลียบเคียงถาม ขณะจัดแจงผักชนิดต่างๆ ที่วางอยู่บนหาบของตัวเองให้แลดูน่าพิศมองต่อผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา
“ก็พอได้จ้ะป้า” แสงดาวคลี่ยิ้มหวาน แล้วหมุนกายไปหยอดแป้งส่วนผสมกะทิลงในถาดขนมครกที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านร้อนๆ อย่างขะมักเขม้นต่อ
“แล้วช่วงนี้แม่ของเอ็งได้กลับมาเยี่ยมบ้านบ้างหรือเปล่าหือ?”
ประโยคของหญิงวัยกลางคนที่โพล่งขึ้นโดยไม่ได้ไตร่ตรองหรือคิดอะไร เปรียบเสมือนดั่งท่อนไม้แข็งๆ ที่พุ่งทะยานแหวกม่านอากาศเข้ามากระแทกยังโสตประสาทของคนฟังจนกระตุกวูบไหว นัยน์ตาสีดำสนิทกลมโตหลุบมองดูพื้น รู้สึกแน่นในอกคล้ายจะหายใจไม่ออกเอาดื้อๆ
“ไม่กลับมาบ้านหลายวันแล้วจ้ะป้า ครั้นหนูจะไปตามก็กลัวจะถูกไล่ตะเพิดเอา...” ในขณะที่พูดนั้นดวงหน้านวลแฉล้มก็ซ่อนแววขื่นขมให้มิดชิดจากสายตาใคร่รู้ของอีกฝ่าย
แต่มีหรือที่ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูกาลอย่างนางศจีจะไม่สังเกตสังกา มืออันเริ่มเหี่ยวย่นตามวัยจึงเอื้อมไปลูบปลอบประโลมศีรษะเล็กๆ ที่ถักเปียหางม้าด้วยความเวทนาจับใจ “เอ็งคิดเสียว่านังเดือนแรมไปทำงานหาเงินหาทองก็แล้วกันนะแสงดาวเอ๊ย”
คราวนี้เด็กสาวพยายามฝืนยิ้มบนใบหน้าที่หม่นหมองดุจดอกไม้ก้านเฉา ก่อนจะตอบกลับไปเสียงสั่นเครือ
“จ้ะป้า...หนูเข้าใจ”
จากนั้นหญิงต่างวัยทั้งสองคนก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยตามประสาแม่ค้าข้างถนน แสงดาวพอใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง เพราะอย่างน้อยๆ ก็มีป้าศจีคอยเป็นที่ปรึกษาและให้กำลังใจเธออยู่เสมอ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เธอรักและเคารพผู้มากวัยกว่าเสมือนญาติผู้ใหญ่แท้ๆ ก็ไม่ปาน
แสงสีทองจากดวงอาทิตย์หอบเอาไอร้อนลงมาลามเลียผิวกายของผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาในเขตพระนครจนแสบแสน ก่อนจะค่อยๆ ทอรัศมีอ่อนลงยามเย็นเพื่อหลบเลี่ยงให้เหล่าเดือนดาราออกมาฉายประกายเรื่อเรืองแทน ดั่งเช่นแสงดาวที่ยังคงมีวิถีชีวิตตามเดิม ความอดอยากแร้นแค้นเป็นสิ่งที่คุ้นชินสำหรับเธออยู่เสมอ
โดยแต่ละวันในเวลาย่ำรุ่ง เด็กสาวจะต้องตื่นขึ้นมาตระเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ทำขนมครก ด้วยการลงมือผสมหัวกะทิ หางกะทิ เกลือป่น น้ำตาลทรายเข้าด้วยกันอย่างพิถีพิถัน และนำไปตั้งเตาไฟจนละลายได้ที่ จากนั้นก็ยกลงทิ้งไว้ให้เย็นครู่ใหญ่ๆ แล้วจึงจัดแจงใส่ลงบนหาบของตัวเองเพื่อเอาไปเร่ขายตามย่านถนนเจริญกรุงเหมือนทุกๆ วันที่ผ่านมา
ร่างแน่งน้อยในชุดอาภรณ์เก่าๆ มอซอเดินทอดน่องมาเรื่อยๆ ตามริมฟุตบาท กระทั่งพอถึงทางแยก เท้าเล็กๆ จึงย่างก้าวลงไปบนพื้นถนน หมายจะข้ามไปยังอีกฟากฝั่ง...
ทว่าเสี้ยววินาทีนั้นเอง! โรลส์รอยซ์รุ่นคลาสสิกสีแดงสดมันวับแบบเปิดประทุนก็พุ่งทะยานตรงมาพอดีด้วยความเร็วค่อนข้างสูง!
ทุกสิ่งรอบกายคล้ายจะหยุดนิ่ง แสงดาวหันขวับไปมอง ดวงตากลมโตเบิกโพลง มือเรียวยกขึ้นปิดปากที่อ้าหวอ
ปรี๊น!?!! ปรี๊นๆๆๆ ปรี๊นนน!!??!
เสียงแตรรถแผดร้องก้องกังวาน สะท้านโสตประสาทยิ่งนัก ในขณะที่คนขับรีบหักพวงมาลัยพร้อมกับใช้เท้ากระทืบเบรกเต็มแรงจนลากล้อดังเอี๊ยด กลิ่นเหม็นไหม้ของผ้าเบรกคละคลุ้งไปทั่ว
ร่างของเด็กสาวผงะหงายล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองอยู่พื้นถนน ถาดขนมครกและแป้งส่วนผสมกะทิซึ่งอยู่ในหาบนั้นหกเรี่ยลาดไปหมด
“นี่หล่อน! อยากตายเป็นผีเฝ้าถนนหรือยังไงห๊ะ! เดินทะเล่อทะล่าออกมาโดยไม่ดูสัญญาณไฟจราจรแบบนั้น!”
เสียงของโชเฟอร์ตะโกนก่นด่าด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ก่อนจะรีบเปิดประตูรถลงมาดู ซึ่งแสงดาวเองก็พยายามยันกายลุกขึ้นเพื่อจะไปเอาเรื่องคู่กรณีให้ถึงที่สุดเช่นกัน
หากแต่เมื่อดวงตาแป๋วแหววที่มีเงานุ่มๆ ดุจกำมะหยี่เหลือบแลเห็นใบหน้าเจ้าของรถยนต์สุดหรูชัดๆ เต็มสองเบ้า ความโมโหที่อัดแน่นอยู่บนอกในคราแรก มีอันต้องมลายหายไปจนหมดสิ้น แล้วแปรเปลี่ยนเป็นจับจ้องอย่างลุ่มหลงราวกับต้องมนต์สะกดเสียแทน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เด็กสาวซึ่งเติบโตมาจากสังคมชนชั้นล่างได้พบเจอบุรุษหนุ่มผู้สง่างามไปทุกกระเบียดนิ้วเช่นนี้
แสงดาวยังคงเพ่งพิศร่างสูงใหญ่ผึ่งผายภายใต้เสื้อผ้าเกรดเอเนื้อเยี่ยมอย่างไม่อาจถอนสายตาไปได้ง่ายๆ ใบหน้าที่หล่อเหลานิ่งขรึมกับจมูกโด่งคมเป็นสัน อีกทั้งริมฝีปากหยักลึกได้รูป รับด้วยดวงตายาวรีสีดำขลับซึ่งกำลังกวาดมองมายังเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทำเอาหัวใจดวงน้อยๆ ปั่นป่วนวาบหวามปานจะโลดออกมานอกทรวง
“นี่ยัยเด็กข้างถนน” เขาเอ่ยขึ้นเสียงห้วนๆ สองมือไพล่หลังด้วยกิริยาผู้ดี “จะยืนจ้องหน้าฉันอยู่อีกนานไหม...ฮึ!”
ประโยคเชิงตำหนิแกมดุดังกล่าว เรียกสติของแสงดาวให้กลับคืนมาฉับไว
‘หน็อย! ถึงจะหน้าตาดีแค่ไหน แต่ปากคอเราะร้ายแบบนี้ก็ไม่น่าอภิรมย์เหมือนกัน ไม่รู้ผีตัวไหนเจาะปากเน่าๆ มาให้พูด’
เด็กสาวหลับตาลงเพื่อรวบรวมความกล้าที่กระจัดกระจายเหมือนผงแป้งให้เข้ามารวมเป็นกลุ่มก้อนตามเดิม ก่อนจะสวนคำพูดแสบๆ คันๆ ราวกับมดกัดกลับไปอย่างถือดี
“แล้วคุณล่ะ เป็นเทวดามาจากสวรรค์ชั้นไหนมิทราบ ทำไมดิฉันถึงจะจ้องหน้าคุณไม่ได้”
นัยน์ตาสีเข้มเสมือนตาเสือวาวโรจน์ขึ้นทันที “หืม...ปากเก่งเชียวนะ หล่อนรู้หรือเปล่าว่ากำลังพูดอยู่กับใคร”
“ไม่รู้ค่ะ และดิฉันก็ไม่จำเป็นจะต้องรู้ให้รกสมองอีกด้วย” เด็กสาวเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ทั้งที่ในใจนั้นเต้นแรงโครมคราม หากจำเป็นต้องสร้างความกล้าให้กับตนเอง
ชายหนุ่มกัดฟันกรอด สันกรามกระตุกตุบๆ พลางมองประสานสายตากับอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ ซึ่งปกติแล้วไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนหาญกล้ามาเถียงคำไม่ตกฟากกับเขาฉอดๆ เยี่ยงนี้ แต่ยัยเด็กต่ำศักดิ์ไร้สกุลรุนชาติที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมตรงหน้าคนนี้ กลับไม่เกรงกลัวเลยสักนิด แถมยังชูคอผยองอวดดีอีกต่างหาก
ดังนั้นมือหนาทั้งสองข้างจึงไม่รีรอที่จะพุ่งปราดเข้าไปตะปบไหล่กลมกลึงพร้อมทั้งออกแรงเขย่าจนร่างไหวโอน
“เปรียบเสมอไพร่! กล้าดียังไงมาตีฝีปากกับฉัน!”
แสงดาวเม้มปากแน่นจนห้อเลือด เรือนกายสั่นระริก รู้สึกคล้ายกับมีกำปั้นหนักๆ ชกเข้าที่ใบหน้าจนมึนชา เนื่องจากตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยถูกใครหยามเกียรติเท่านี้มาก่อน ร่างแน่งน้อยจึงสะบัดตัวออกห่างและเอามือเท้าสะเอวจ้องมองมายังชายหนุ่มอย่างเกรี้ยวกราด
หนึ่งเดือนต่อมา...ณ บ้านพักตากอากาศของราชกุลกุลธวัชหลังจากจัดงานศพหม่อมวิลัยและเพลินพิศเสร็จสิ้น ทุกคนยังไม่คลายจากความตกใจ ในช่วงวันหยุดยาว ขจรศักดิ์จึงพาทุกคนมาพักผ่อนยังบ้านพักตากอากาศที่หัวหิน ทุกคนจึงรู้สึกดีขึ้นมา แสงดาวเริ่มยิ้มได้เมื่อมีนางฟ้าตัวน้อยคอยคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ และทำท่าตลกให้คุณพ่อคุณแม่และทุกคนหัวเราะ“ฉันสงสัยจริงๆ ว่าลูกเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำไมซนเหมือนลิงแบบนี้” ขจรศักดิ์นั่งมองบุตรสาวอยู่ข้างภรรยา ยิ่งเห็นน้องหวายตีลังการอยู่ที่ชายหาด ขจรศักดิ์ก็ยิ่งถอนหายใจแรงๆ“ผู้หญิงสิคะ ดาวเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้” แสงดาวบอกเสียงหวาน พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้ ขจรศักดิ์จับมือบางขึ้นไปจูบแล้วคลึงด้วยปลายหัวแม่มือเบาๆ“งั้น ฉันขอลูกชายอีกสักสามคน ผู้หญิงอีกสองคนนะดาว” ชายหนุ่มทำหน้าระห้อยอ้อนๆ แสงดาวตาโตเพราะนับจำนวนแล้วเขาต้องการลูกตั้งหกคนเชียว“หกคนเลยนะคะ”“ก็ใช่นะสิ ธุรกิจเรามีตั้งเยอะแยะนะ ลูกๆ จะได้ช่วยกันทำไง” ขจรศักดิ์เอนศีรษะไปซบหน้ากับบ่าบาง “นะดาวนะ ฉันไม่ปล่อยให้เธอเลี้ยงคนเดียวหรอก เราจะช่วยกันเลี้ยงลูกๆ ให้เติบโตด้วยกัน” ชายหนุ่มสอดลำแขนโอบกอดเอวค
“ปกติเราก็เอาเสื้อผ้ามาซักอยู่แล้วนี่คะ” สาวใช้ตอบ ขณะยืนตัวสั่นเบียดกับเพื่อนอีกคน เพลินพิศเดินตาขวางไปหาแล้วตบหน้าสาวใช้คนละทีดังเผี๊ยะๆ จนหน้าสะบัด“พวกขี้ข้า สาระแนไม่เข้าเรื่อง” พูดจบเพลินเพิศก็เดินกลับเข้าไปในตัวตึกอย่างร้อนใจ จนกระทั่งมาถึงห้องโถงซึ่งมีขจรศักดิ์ อยุทธ์ หม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ และเดือนแรมยืนคุยกันอยู่ เมื่อเห็นเธอทุกสายตาก็เพ่งมองไปที่เพลินพิศเป็นจุดเดียว“เป็นอะไรเพลิน ดูรุกรี้รุกรนชอบกล” ท่านชายเอกสิทธิ์เอ่ยถามเสียงเรียบ แต่เพลินพิศร้อนตัวมองคนนั้นคนนี้เหมือนกลัวความผิด“เพลินหาของค่ะ พอดีลืมของไว้” เธอตอบและเตรียมจะผละไป แต่อยุทธ์เข้าไปขวางไว้เสียก่อน“หายาสองเม็ดนี้อยู่หรือเปล่าครับคุณเพลิน” สารวัตรหนุ่มแบมือออก เพลินพิศเห็นเม็ดยาที่ตามหาก็ผงะ หน้าซีดลงทันที“ทำไมถึงทำแบบนี้เพลินพิศ ทำไมต้องวางยาหม่อมวิลัย” ท่านชายเอ่ยถามอย่างปวดร้าวที่เกิดเรื่องไม่ดีในวัง ทำเอาเพลินพิศปากสั่นระริก“ดิฉันไม่ได้ทำ นังดาวต่างหาก พวกแกใส่ความฉัน ถอยไป ถอยไปเดี๋ยวนี้นะ”เวลานี้หญิงสาวเหมือนคนเสียสติ มองทุกคนอย่างโกรธแค้น อยุทธ์จะเข้าไปจับตัว แต่เพลินพิศวิ่งหนีไปที่ประตูทางออก แสงดาว
เมื่อได้ฟังอาการของหม่อมวิลัย แสงดาวทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง โชคดีที่ขจรศักดิ์รับไว้ทันและกอดเธอแน่น เดือนแรมมองบุตรสาวอย่างสงสารจับใจ“เป็นไปได้ยังไงคะ ยาพวกนั้นเป็นยาบำรุงที่ท่านทานประจำ จะมีผลกับระบบหายใจได้ยังไงกัน” แสงดาวบอกปนสะอื้น ขจรศักดิ์ไม่เชื่อว่าแสงดาวจะทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้“เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจนะดาว ถ้าดาวบริสุทธิ์คนผิดต้องถูกจับได้แน่นอน”“นั่นสิดาว ทำใจให้สบายนะลูก” เดือนแรมช่วยปลอบอีกคน แสงดาวพยักหน้าทั้งน้ำตา ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายกับหม่อมวิลัยได้“โจรถ้าไม่มีหลักฐานก็ไม่ยอมจำนน” เพลินพิศได้ทีแล้วมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ที่นั่งเงียบอยู่ไม่ไกล “ท่านชายทำไมไม่ให้ตำรวจจับตัวนังดาวไปเลย แล้วค่อยสอบสวน เผื่อมันหนีไปจะทำยังไง”“ดิฉันไม่หนีแน่นอนค่ะ เพราะดิฉันไม่ได้ทำผิด” แสงดาวยืนยันเสียงหนักแน่น ทำเอาท่านชายถึงกับถอนหายใจเบาๆ รู้สึกหนักใจไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น“ปล่อยให้ตำรวจจัดการดีกว่า ตำรวจสมัยนี้เขาเก่ง ฉันว่าเรากลับกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”“ดาวขอเฝ้าหม่อมท่านที่นี่นะคะท่านชาย” แสงดาวมองหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์น้ำตานองหน้า ไม่นานท่านชายก็พย
“ฉันไม่ตลกกับหล่อนหรอกนะแม่เพลิน คราวหน้าหัดระวังคำพูดเสียบ้าง” หม่อมวิลัยเตือนแล้วตักอาหารใส่จาน เพลินพิศแอบเบ้ปากแล้วนั่งทานมื้อเช้าในสำรับของตัวเอง“ฉันไม่ดื่มน้ำเปล่า ไปเอาน้ำส้มมาให้ฉัน” หญิงสาวทานไปไม่นานก็หันไปบอก เด็กรับใช้กลับออกไปอีกครั้ง หม่อมวิลัยรวบช้อนและหยิบผ้ากันเปื้อนเช็ดปาก มือยกแก้วน้ำขึ้นดื่มและเข็นรถจะไปหยิบถ้วยยา เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แล้วหยุดรถนิ่งอยู่กับที“จะเอายาเหรอคะหม่อม เดี๋ยวเพลินหยิบให้ค่ะ” เพลินพิศอาสาแล้วเดินไปที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะหยิบถ้วยยาหญิงสาวหันไปมองหม่อมวิลัยที่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากสีแดงสดแสยะยิ้มแล้วรีบหยิบเม็ดยาในถ้วยใส่ลงกระเป๋ากระโปรง ความเร่งรีบทำให้ยาเม็ดหนึ่งหล่นลงพื้นและกระเด็นเข้าไปใต้เตียง เป็นจังหวะเดียวกับเด็กรับใช้ถือน้ำส้มเข้ามา เพลินพิศก็เอายาที่เตรียมมาไปให้หม่อมวิลัยแทน“ยาค่ะหม่อม” เพลินพิศส่งถ้วยยาให้ ตามมาด้วยแก้วน้ำดื่ม หม่อมวิลัยรับไปถือและกลืนลงคอ ดื่มน้ำไปก่อนจะส่งแก้วกลับคืน“หล่อนจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียว” หม่อมวิลัยออกปากไล่ เพลินพิศยิ้มน้อยๆ แต่แววตาสะใจที่แผนการเล่นงานแสงดาวดำเนินไปได้ด้วยดี ตอนนี้











