สะใภ้กุลธวัชร (แนวดราม่าตบจูบ)

สะใภ้กุลธวัชร (แนวดราม่าตบจูบ)

last updateDernière mise à jour : 2026-01-08
Par:  ฟ้าดุษฎีComplété
Langue: Thai
goodnovel12goodnovel
Notes insuffisantes
70Chapitres
793Vues
Lire
Ajouter dans ma bibliothèque

Share:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

แสงดาว แม่ค้าขายขนมครกข้างถนนชั้นไพร่ที่ต้องมาถูกคุณชายผู้สูงศักดิ์หยามเกียรติสกุลรุนชาติ ว่ากันว่าเขาไร้หัวใจ หัวใจที่รักใคร มีนิสัยดุดัน เงียบขรึม เดาใจยาก อีกทั้งยังไม่เคยมีรอยยิ้มบนใบหน้าเลยสักครา!

Voir plus

Chapitre 1

บทที่ 1

FAKE LOVE #1

“คุณเอวาคะ ลืมเอกสารค่ะ” เลขาสาวเอ่ยเรียกเจ้านายตนเองที่กำลังก้าวเดินเข้าไปในลิฟต์

“ขอบคุณมากค่ะคุณเมย์” เอวาให้ไปส่งยิ้มให้ “เกือบไปแล้ว”

“พักผ่อนเยอะๆนะคะ พรุ่งนี้จะแต่งงานอยู่แล้ววันนี้ลากประชุมซะดึกเลย เมย์ขอโทษนะคะงานมันด่วนจริงๆ”

“ไม่เป็นไรค่ะ งานพรุ่งนี้ส่วนใหญ่พี่คินเป็นคนจัดการ เอวานี่สบายไปเลย” เอวายิ้มหวานเมื่อเอ่ยถึงเจ้าบ่าวของตนเอง “ขอบคุณคุณเมย์มากนะคะ เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ”

“ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ” เมย์ยิ้มให้เจ้านายตนเองพร้อมกับเดินกลับไปที่โต๊ะเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านเช่นกัน

เอวายืนนิ่งอยู่ในลิฟต์ก่อนจะหยิบสมุดขึ้นมาจดรายละเอียดงานที่ตนเองต้องทำในคืนนี้ “ยากเหมือนกันนะเนี่ย” หญิงสาวพูดพร้อมกับมองไปยังตัวเลขที่แสดงชั้นที่ลิฟต์กำลังเคลื่อนลงก่อนจะเก็บสมุดใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวเดินไปที่รถ

กึก!

“ทำไมมันมืดแบบนี้ล่ะ” เอวาสะดุ้งมองออกไปด้านนอกทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก ชั้นล่างของออฟฟิตหรูเงียบและมืดสนิทมีเพียงไฟจากถนนด้านนอกที่สาดเข้ามาเท่านั้น

“ใครคะ” เอวามองใครบางคนที่เดินก้าวเข้ามาหาท่ามกลางความมืด “รปภ. หรอ ทำไม...”

พรึ่บ!

หญิงสาวสะดุ้งขึ้นอีกครั้งเมื่อโถงชั้นหนึ่งกลับมาสว่างพร้อมกับบรรยากาศที่ดูแปลกตาไปจนเธอตกใจ โถงออฟฟิตที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีขาวจนแทบจะเหมือนยกสวนดอกกุหลาบมาไว้ทั้งสวน สายตาหวานไล่มองดอกไม้รอบๆด้วยด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าก่อนที่สายตาจะหันไปเจอกับใครบางคนที่ยืนส่งยิ้มมาให้เธออยู่สักพัก “พี่คิน”

“เซอร์ไพร์สมั้ยคะ?”

“ที่สุดเลยค่ะ” เอวายิ้มกว้างแล้วเดินเข้าไปสวมกอดแฟนหนุ่ม “นึกว่าอยู่บ้านซะอีก ทำไมไม่พักผ่อนล่ะคะ”

“พี่ตื่นเต้น” คินยิ้มพร้อมกับประคองกอดเอวแฟนสาวไว้หลวมๆ “ถ้านอนคนเดียวต้องนอนไม่หลับแน่เลย เลยอยากจะมาชวนสาวสวยไปกล่อมสักหน่อย”

“บอกกันดีๆสาวสวยก็ไปค่ะ แล้วทำไมจัดดอกไม้เต็มทางเดินไปหมดเลยล่ะคะ”

“พี่รู้ว่าเอวาต้องเหนื่อย เห็นประชุมทั้งวัน เลยอยากให้เจออะไรสวยๆไงคะ”

“ขอบคุณมากนะคะ น่ารักจัง” เอวาเขย่งจูบแก้มแฟนหนุ่มอย่างอารมณ์ดี

“ไปหาอะไรทานกันดีกว่า ยังไม่ได้ทานอะไรใช่มั้ย”

“ยังเลยค่ะ”

“โอเคครับ” คินยิ้มพร้อมกับเดินโอบไหล่แฟนสาวเดินไปที่รถหรูซึ่งจอดรออยู่ด้านหน้าอาคาร

-1 ชั่วโมงต่อมา-

“หิวยังเอ่ย?”

“ยังคะ” เอวานั่งเท้าคางมองแฟนหนุ่มด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

“ว่าจะพาไปกินร้านโปรดสักหน่อย ปิดซะงั้น”

“ไม่เป็นไรค่ะ ดีซะอีกได้มาทานฝีมือพี่คินแทน” เอวายิ้มกว้างเอามือเท้าคางมองแฟนหนุ่มก่อนจะนึกย้อนถึงเรื่องราวในอดีต

“พี่คินนน” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่วิ่งเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า “ขอโทษค่ะ รอนานมั้ย”

“นานมากค่ะ” คินส่งยิ้มให้หญิงสาวแล้วรีบโยนบุหรี่ลงบนพื้นทันที “เป็นเด็ก เป็นเล็กหัดให้ผู้ใหญ่รอนานๆแบบนี้ไม่ดีนะ แล้วกล้ามากเลยนะที่มาต่างประเทศคนเดียวแบบนี้”

“ขอโทษค่ะ นางแบบมีปัญหาเรื่องชุด แก้กันให้วุ่นวายเลย” เอวายิ้มอ้อน “เอวาเลี้ยงไอติมพี่คินเป็นการไถ่โทษละกันโอเคมั้ย แล้วเอวาก็ไม่ใช่เด็กแล้วนะพูดเหมือนเอวา 10 ขวบไปได้”

“อยากกินเองก็บอกมา” คินยิ้มอย่างรู้ทัน “เอวาจะโตแค่ไหนก็ยังเป็นแค่เด็กน้อยตัวเล็กของพี่นั่นแหละ แอบไปซนที่ไหนมารึเปล่า พี่จะได้หาเรื่องโทรฟ้องคุณอา”

“โหย อย่านะกว่าจะขอพ่อมาได้ เหนื่อยมากกก” เอวาทำหน้างอ “ต้องนั่งอธิบายเหมือนกำลังถูกสัมภาษณ์ตอนเข้าทำงานอย่างงั้นแหละ เอาจริงตื่นเต้นกว่าด้วย”

“แล้วทำไมไม่ไปเรียนรู้งานที่บริษัทฯ เราตกลงกันแล้วหนิว่าถ้าพี่ขอให้เราเรียนสายแฟชั่น เราจะ...”

“รู้ค่ะ เอวาไม่ลืมสัญญาหรอกน่า แต่ขอเวลาสัมผัสกับแฟชั่นอีกสัก 2 ปีนะคะ งานวิศวะฯมันปวดหัวนี่นา อีกอย่างเอวาก็เพิ่งเรียนจบมาเอง ขอใช้เวลากับวงการแฟชั่นสักนิ๊ดดด”

“งอแงแบบนี้แล้วเมื่อไหร่คุณลุงจะปล่อยเราไปสักทีล่ะ”

เอวาทำหน้างอเดินไปกอดแขนชายหนุ่มอย่างออดอ่อน “พี่คินอะ บ่นทำไมเนี่ย นึกว่ามาอยู่ต่างประเทศแล้วจะบ่นน้อยลงซะอีก”

“มันเชื่อมโยงกันตรงไหน” คินยิ้มขำ “แล้วจะกลับวันไหนคะ”

“มะรืนนี้ค่ะ จบงานก็คงบินกลับพร้อมทีมงานเลย”

“ทำไมไม่อยู่ต่อ”

“งานรออยู่อีกเพียบเลยค่ะ แล้วเมื่อไหร่พี่คินจะกลับ งานที่นี่ใกล้เสร็จยังอะ เอวาเหงาอะ”

“ไม่มีคนคอยเถียงคุณอาให้ก็บอกมาตรงๆ”

“เนี่ย รู้ทันตลอด” เอวายิ้มกว้าง

“อีก 2-3 เดือนพี่ก็กลับแล้ว อยากได้อะไรมั้ย”

“เดี๋ยวตอนนั้นเอวาบอกอีกที”

“มะรืนนี้พี่ไปส่ง แล้วเดี๋ยวให้คนไป Check out ออกจากโรงแรมเดิมแล้วมาอยู่โรงแรมที่พี่รู้จัก”

“โรงแรมเดิมก็...”

“เดี๋ยวนี้เถียงพี่หรอ?”

“ไม่ได้เถียง แค่อธิบาย”

“ไม่ได้ พี่ไม่ไว้ใจ” คินเอ่ยเสียงเข้ม

“เอวาไม่อยากทำให้พี่ลำบากนี่นา เอวารู้ว่าพี่ยุ่ง รู้นะว่าต้องยกเลิกประชุมเพื่อไปส่งเอวาอะ”

“พี่สัญญากับเราแล้วไง” คินหยุดเดินแล้วหันไปลูบศรีษะเอวาที่ยืนทำหน้างออยู่ตรงหน้า “สำหรับพี่จะไม่มีใครสำคัญไปมากกว่าเอวา”

“...”

“มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว แล้ววันนี้มันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่และจะเป็นตลอดไป”

“เอวา”

“...”

“เอวาครับ” คินเอ่ยเรียกแฟนสาวที่นั่งอมยิ้มอยู่บนโซฟา “เอวา”

“คะ” เอวาสะดุ้ง “เสร็จแล้วหรอคะ”

“ครับ นั่งเหม่ออะไร เป็นอะไรรึเปล่า”

“เปล่าค่ะ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย”

“คิดอะไร หื้มม” คินเดินถือจานสเต๊กมาเสิร์ฟพร้อมกับจูบลงบนหน้าผากมน

“คิดว่าพรุ่งนี้เอวาจะตื่นเต้นจนช็อคไปเลยรึเปล่า ตอนเห็นพี่คินสวมชุดเจ้าบ่าว”

“งั้นพี่ก็คงช็อคด้วย ตอนเห็นเอวาใส่ชุดเจ้าสาว” มือหนาลูบไล้ใบหน้าหวานอย่างอ่อนโยน

“ตื่นเต้นจังเลยค่ะพี่คิน” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา “พรุ่งนี้ต้องเป็นวันที่เอวามีความสุขที่สุดในโลก เหมือนกำลังฝันเลย”

“...”

“เอวาจะเป็นเจ้าหญิงตัวน้อย ส่วนพี่คินก็คือเจ้าชายตัวโต” เอวาหัวเราะออกมาอย่างน่าเอ็นดู

คินยิ้มกับคำพูดของเอวา สายตาคมมองใบหน้าหญิงสาวด้วยแววตาอ่อนโยน

“พี่คินไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวจบงานแต่งเอวาจะเป็นคนดูแลพี่คินเองตอบแทนที่พี่คินดูแลเอวามาตลอด แถมยังจัดการเรื่องงานแต่งแทบทุกอย่าง” เอวาเอามือลูบใบหน้าสาก “เอวาต้องเป็นผู้หญิงที่ทุกคนอิจฉาแน่ๆเพราะมีแฟนที่แสนดีแบบพี่คิน”

“ชมแบบนี้พี่ตัวลอยได้เลยนะ”

“เอวาจับไว้อยู่ค่ะไม่ต้องกลัว”

“เรานี่น้า” คินหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู สายตาทั้งคู่ผสานเข้าหากัน ใบหน้าที่ห่างกันไม่ถึงคืบค่อยๆโน้มเข้าหากันโดยอัตโนมัติราวกับมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง ก่อนที่คินจะเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีราวกับกำลังหักห้ามใจตนเอง

เอวายิ้มราวกับรับรู้ถึงความรู้สึกของชายหนุ่ม หญิงสาวประคองใบหน้าคินให้หันมาสบตากับตนเองแล้วใช้มือทั้งสองโอบรอบลำคอชายหนุ่มไว้

“เอวา...”

“เอวาโอเคค่ะพี่คิน” เอวายิ้มพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเป็นฝ่ายจูบลงบนริมฝีปากหนาอย่างอ่อนโยน

จุ๊บบ ริมฝีปากปากค่อยๆผละออกพร้อมกับพวงแก้มของหญิงสาวที่แดงระเรื่อจนสังเกตได้ “พี่คิน...”

คินแนบริมฝีปากลงบนริมฝีปากบางจนเสียงหวานกลืนหายไปในลำคอ ริมฝีปากของทั้งคู่ขบเม้มเข้าหากันอย่างโหยหา ความอ่อนโยนที่เกิดขึ้นตรงหน้าค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความดูดดื่มและต้องการกันและกัน

“อืมมม” เอวาครางขึ้นในลำคอหลังจากที่ชายหนุ่มดันตัวเธอให้นอนราบลงบนโซฟา และสัมผัสจากมือหนาที่ลูบไล้ไปมาที่สะโพกมนก่อนจะใช้มือเกี่ยวชุดชั้นในตัวน้อยหลุดออกมาอย่างง่ายดาย

“พี่คิน...” เสียงหวานของเอวาเหมือนระฆังที่ดังขึ้นเพื่อเรียกสติของชายหนุ่ม

คินชะงักนิ่งจ้องใบหน้าหวานด้วยแววตาที่ดูสับสนและเจ็บปวดในคราวเดียวกัน

“คินรู้ใช่มั้ยว่าคินคือความภูมิใจของพ่อ”

“นายท่านฝากบอกให้นายดูแลตัวเองให้ดี”

“ไม่ต้องห่วง พวกมันทุกคนต้องชดใช้”

“พี่คิน...” เอวาเรียกชายหนุ่มที่ชะงักนิ่งอยู่ตรงหน้า “เป็นอะไรรึเปล่าคะ”

คินเหลือบมองเอวาที่มองมาที่ตนเองด้วยแววตาเป็นห่วง ดวงตาเข้มจ้องใบหน้าหวานที่ด้วยแววตาสับสน

“เป็นอะไรรึเปล่า”

“พี่...” คินสบตาเอวาที่มองมาที่ตนเองด้วยแววตาเป็นห่วง “เปล่าครับ พี่แค่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเอาเปรียบ”

“ไม่ค่ะ” มือนุ่มประคองใบหน้าชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน “ไม่ได้เอาเปรียบ เอวาเต็มใจ”

คินยิ้มแล้วจูบลงบนหน้าผากมนซ้ำไปมา “ทำหน้าอ้อนแบบนี้เดี๋ยวพี่ยั้งใจเอาไว้ไม่อยู่ เราเองจะมางอแงไม่ได้นะ”

“...”

“แต่พี่อยากให้มันเกิดขึ้นในวันพิเศษของเรามากกว่า” คินเปลี่ยนเป็นโอบกอดคนตรงหน้าไว้แน่น “พี่รู้ว่าเรื่องนี้มันสำคัญกับเอวามากและพี่อยากให้มันเป็นความทรงจำที่ดี”

“...”

“พี่ทะนุถนอมของพี่มาตั้งนาน จริงมั้ยคะ”

เอวาอมยิ้มกับคำพูดของคนตรงหน้า “เอวาแค่ไม่อยากให้พี่รู้สึกเบื่อตอนอยู่กับเอวา”

“...”

“นี่ก็แอบคิดเหมือนกันว่าพี่จะ...”

“ทำไมคิดอะไรแบบนั้น” คินหยิกแก้มสาวน้อยอย่างหมั่นไส้ “เรานี่น้า”

“ก็มันจริงนี่นา”

“ไม่จริงค่ะ” คินรั้งศรีษะของเอวามาแนบไว้ที่อก “พี่รักทุกอย่างที่เป็นเอวา”

“...”

“แค่เป็นเอวา พี่ก็รักที่สุดแล้ว”

เอวายิ้มกว้างกอดชายหนุ่มตรงหน้าไว้แน่น “ขอบคุณนะคะ”

“แล้วไม่ต้องห่วงนะ พอถึงวันของพี่ เราเตรียมตัวนอนหมดแรงบนเตียงได้เลย”

“พี่คินหื่น” เอวายิ้มขำชายหนุ่ม

“ไปนอนพักกันดีกว่า”

“โอเคค่ะ อุ้มหน่อย ขี้เกียจเดิน” เอวากางแขนอ้อนคนตรงหน้าแล้วยิ้มกว้างชายหนุ่มที่อุ้มเธอเข้าไปในห้องนอนก่อนจะวางลงบนเตียงอย่างเบามือ

“นอนพักนะ เดี๋ยวพี่จัดการงานแปบนึง แล้วเดี๋ยวมานอนด้วย”

“รับทราบค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วหลับตาลงอย่างว่าง่าย

คินเดินออกมาจากห้องนอนตรงไปคว้าขวดเหล้ามาเปิดแล้วรินใส่แก้วก่อนจะกระดกจนหมด ท่าทีของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความสับสนที่ตัวของเค้าเองก็ตอบคำถามตัวเองไม่ได้เช่นกัน ร่างหนาเดินไปหยุดอยู่ที่ประตูมองหญิงสาวที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยแววตาผูกพันสลับกับเกลียดชัง หญิงสาวที่อยู่ในชีวิตของเค้ามาทั้งชีวิต คนที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิท น้องสาว คนรัก และลูกสาวของฆาตกรที่พรากคนที่เค้ารักที่สุดไปจากเค้า...
Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Latest chapter

Plus de chapitres
Pas de commentaire
70
บทที่ 1
เขตพระนคร ปลายพุทธศักราช ๒๕๐๘ ต้นฤดูคิมหันต์...คำว่า ‘คนรวยก็รวยล้นฟ้า คนจนก็จนติดดิน’ ยังคงใช้ได้อยู่ทุกยุคทุกสมัยไม่เสื่อมคลาย เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของ ‘แสงดาว’ เด็กสาววัยดรุณีผู้แสนยากจน ซึ่งมีอาชีพหาบเร่ขายขนมครกอยู่ตามย่านถนนเจริญกรุง เธอต้องหาเช้ากินค่ำและมุมานะอย่างหนักเพื่อหวังว่าสักวันครอบครัวของตนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมือเล็กจิ๋วหยาบกร้านนิดๆ อันเนื่องมาจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำ ค่อยๆ บรรจงหยิบขนมครกเนื้อนุ่มที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของกะทิใส่ลงบนกระทงใบตองขนาดเท่าฝ่ามือทีละชิ้น แล้วยื่นไปให้กับลูกค้าที่มาซื้อด้วยรอยยิ้มสดใสน่ารักภาพนั้นเป็นภาพที่คุ้นชินของคนในละแวกนี้ดี เพราะเด็กสาวมีนิสัยร่าเริง ช่างพูดช่างเจรจา และมีมิตรไมตรีต่อทุกคน จึงทำให้มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยเทียวแวะเวียนมาอุดหนุนมิได้ขาดสาย“วันนี้ได้กี่สตางค์แล้วล่ะนังแสงดาว รู้สึกขนมครกของเอ็งจะขายดีเป็นเทน้ำเป็นท่าเชียวนะ”ป้าศจี ‘แม่ค้าขายผักสด’ หันมาเลียบเคียงถาม ขณะจัดแจงผักชนิดต่างๆ ที่วางอยู่บนหาบของตัวเองให้แลดูน่าพิศมองต่อผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา“ก็พอได้จ้ะป้า” แสงดาวคลี่ยิ้มหวาน แล้วหมุนกายไปหยอดแป้งส่ว
Read More
บทที่ 2
“นี่รึ? ที่เขาเรียกว่าผู้ดี เที่ยวดูถูกดูแคลนคนอื่นไปทั่ว มันก็ไม่ต่างอะไรจากไพร่เหมือนกันนั่นแหละ”เพราะถูกคนรอบข้างยกยอปอปั้นและให้เกียรติจนเคยชิน ทำให้ชายหนุ่มหน้ามืดหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินวาจาผรุสวาทสาดโครมมาใส่ ร่างสูงผึ่งผายจึงรีบย่างสามขุมเข้าไปหาราวกับเสือร้ายเห็นนางกระจงน้อย ฉุดเอาข้อมือเล็กจิ๋วแล้วเหวี่ยงหมุนร่างบอบบางมาปะทะอกแกร่งซึ่งขวางเต็มไปด้วยมัดกล้ามหนั่นแน่น“จองหองมากไปแล้ว!”“ปล่อยนะ! ดิฉันเจ็บ!” แสงดาวพยายามดิ้นขลุกขลิก แต่ยิ่งดิ้นอ้อมกอดก็ยิ่งรัดแน่นจนกระดูกแทบหัก“ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้สั่งสอนเด็กทโมนอย่างหล่อนให้หลาบจำ ก็อย่ามาเรียกฉันว่า ‘หม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์’ อีกเลย!”ครั้นพอได้ยินคำประกาศเปรี้ยงดุจสายฟ้าฟาดของชายหนุ่มแบบชัดๆ เต็มสองรูหู แสงดาวถึงกับเบิกตาขึ้นช้าๆ จนกลายกลายเป็นถลึงเหลือก ก่อนที่ร่างเล็กจะถลาถอยร่น แล้วหมอบตัวลงแนบพื้นถนนด้วยท่าทางสั่นเทาปานลูกนกเปียกฝน!ความพะวักพะวงระคนหวาดหวั่น ยังผลให้ดวงตาสีประกายนิลเริ่มเป็นเงารื้นขึ้น เมื่อตระหนักได้ว่าชายหนุ่มซึ่งมีศักดิ์นำหน้าเป็นถึง ‘หม่อมราชวงศ์’ คงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเอามากๆ ที่ลูกหนูหริ่งตัวน้อยอย่าง
Read More
บทที่ 3
“นังแสงดาว” หญิงวัยกลางคนหันไปเอ็ดเด็กสาวที่ตนรักและเอ็นดูเสมือนลูกหลานแท้ๆ เสียงขรม “หยุดต่อล้อต่อเถียงกับคุณชายขจรได้แล้ว ประเดี๋ยวไอ้แดงมันก็ซวยไปด้วยอีกคนเอาหรอก”“ซวย?...” เด็กสาวทวนคำอย่างฉงนสนเท่ห์“ก็ใช่นะสิ”“แล้วทำไมจะต้องซวยด้วยล่ะจ๊ะป้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่แดงเลยนี่น่า”“จะไม่ให้เกี่ยวได้อย่างไร ก็เพราะว่าไอ้แดงน่ะทำงานเป็นคนล้างรถอยู่ที่วังตะวันฉาย ซึ่งก็คือวังของคุณชายขจรยังไงล่ะ” คิ้วสีนิลซึ่งเริ่มมีสีขาวแซมนิดๆ ของนางศจียับย่นขณะบอกเล่าแสงดาวอึ้งไปครู่ใหญ่ๆ เพราะเธอไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และเมื่อเหลือบไปเห็นป้าศจีซึ่งก้มหน้าก้มตาด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว ความรู้สึกโกรธกรุ่นก็ปรากฏเด่นชัดบนขากรรไกรน้อยๆ ที่ขบแน่น จนนึกอยากจะวิ่งไปหาท่อนไม้ใหญ่ๆ มาฟาดใส่อีตาคุณชายหน้ายักษ์สักป๊าบ!“อ้อ...อย่างนี้นี่เอง” หม่อมราชวงศ์หนุ่มพูดแทรกขึ้นพร้อมทั้งพยักหน้าน้อยๆ “ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้จักชื่อของฉัน”“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะเจ้าคะคุณชายขจร” นางศจีมีท่าทางกระตือรือร้นเมื่ออีกฝ่ายเบือนหน้ามาสนทนาด้วย “เวลาไอ้แดงกลับมาบ้านทีไร มันมักจะเล่าถึงความมีน้ำ
Read More
บทที่ 4
ร่างองอาจของหม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์เดินเข้ามาทรุดกายลงนั่งยังเก้าอี้ไม้สักทองในห้องหนังสือ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับริมหน้าต่าง ก่อนจะยกมือขึ้นไปนวดคลึงบริเวณขมับเบาๆ เพื่อคลายความเครียดอันเนื่องมาจากที่เขาได้โกหกคำโตต่อบุพการีทั้งสองว่าตนนั้นมี ‘คนรัก’ อยู่แล้วมือหนาเอื้อมไปหยิบขวดวิสกี้ราคาแพงที่อยู่บนโต๊ะพร้อมทั้งเปิดฝามันออก แล้วจึงรินใส่ในแก้วทรงเตี้ยพอประมาณ จากนั้นก็กรอกเข้าปากรวดเดียวอึกๆ จนหมดราวกับเป็นน้ำหวานก็ไม่ปานเหล้า...คือสิ่งที่เขามักจะเอาไว้ใช้ผ่อนคลายยามมีอารมณ์ขุ่นมัวหรือหมองใจอะไรสักอย่างหม่อมราชวงศ์หนุ่มรู้ดีว่าผู้เป็นมารดาและบิดาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อยัดเยียดบุตรสาวของเจ้าขุนมูลนายในสังคมชั้นสูง ซึ่งเปี่ยมไปด้วยหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูล และการศึกษาให้เขาทุกครั้งที่สบโอกาสแต่จนแล้วจนรอดก็หามีหญิงใดทะลายกำแพงหัวใจอันแสนเย็นชาดวงนี้ได้เลยสักคน นอกจาก ‘ปานรวี’ ผู้หญิงหนึ่งเดียวที่เขาเคยมอบความรู้สึกดีๆ ให้เมื่อสมัยไปร่ำเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษทั้งคู่คบหาดูใจและให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเมื่อเรียนจบจะกลับมาแต่งงานกันที่ประเทศไทย ทว่าความสุขนั้นมักจะอยู่กับคนเราได้ไม
Read More
บทที่ 5
แม้ว่าภาพยนตร์ฝรั่งในช่วงบ่าย ณ ศาลาเฉลิมกรุงจะมีเนื้อเรื่องสนุกตื่นเต้นมากเพียงใด หากหม่อมราชวงศ์ขจรศักดิ์ก็หาได้มีอารมณ์ร่วมเลยสักนิด เขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ปราศจากรอยยิ้ม และนั่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นตามโบสถ์วิหาร จนหม่อมหลวง ‘ศศิธร’ บุตรสาวคนสวยของหม่อมราชวงศ์นายแพทย์เดชาพันธ์ถึงกับส่ายหน้าไปมายิ้มๆ“คุณชายคะ” หญิงสาวหันมาหาชายหนุ่ม ขณะที่ทั้งสองเดินมาถึงลานจอดรถหลังจากภาพยนตร์ฉายจบลงแล้ว “รู้สึกว่าวันนี้สติของคุณชายจะไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยเลยนะคะ กำลังกระหวัดคิดถึงสาวคนไหนหรือเปล่าน๊า...”คำปรารภที่แฝงไว้ด้วยความกระเซ้าเย้าแหย่ดังกล่าว ทำเอาขจรศักดิ์หน้าตึงเปรี๊ยะ พลางรีบปรับบุคลิกของตนให้แลดูเป็นปกติทันที ก่อนจะเอ่ยถามกลับมาเสียงราบเรียบอย่างไว้เชิง“ไม่ทราบว่าอะไรดลใจทำให้คุณนวลคิดเช่นนั้นล่ะครับ”“คุณชายก็รู้ดีอยู่แก่ใจนี่คะ จะต้องมาย้อนถามนวลทำไมกันเล่า” ขณะที่พูดนั้น ศศิธรก็รับรู้ถึงอีกมุมหนึ่งของหม่อมราชวงศ์หนุ่มซึ่งไม่เคยเจอมาก่อน เพราะทุกครั้งที่พบกัน เขามักจะวางตัวนิ่งขรึม ไร้อารมณ์กับสิ่งรอบข้าง ทว่าวันนี้เจ้าตัวกลับดูแปลกไป ดั่งมีเรื่องอะไรสักอย่างที่ต้องคบคิดอยู
Read More
บทที่ 6
“ถ้าคุณเดินเข้ามาอีกก้าวเดียวล่ะก็...” ดวงตากลมแป๋วกวาดมองอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ด้วยรอยยิ้มเยาะๆ “...คงรู้นะคะว่าน้ำกะทิในถ้วยที่ดิฉันถืออยู่นี้ มันจะไปเลอะตรงไหนบนเสื้อผ้าราคาแสนแพงของคุณ จะลองดูก็ได้นะคะ”“หล่อนกล้ารึ!”“ทำไมดิฉันจะไม่กล้า”“ก็ได้...หล่อนบีบให้ฉันต้องทำแบบนี้เองนะ”ว่าแล้วขจรศักดิ์ก็อาศัยความว่องไวและคล่องตัวกว่า โฉบเข้าไปยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของเด็กสาวอย่างรวดเร็วดุจแสง ก่อนจะช้อนอุ้มร่างเล็กขึ้นพาดบนบ่าในท่าลักษณะห้อยศีรษะจนผมยาวสลวยลากลงบนพื้น“กรี๊ดดด!!!”เสียงใสหวีดร้องระงมลั่น สองขาตีขึ้นลงเพื่อขัดขืน ทว่าหม่อมราชวงศ์หนุ่มก็ไร้ความปราณี ฝ่ามือแกร่งดั่งก้อนอิฐตวัดขึ้นไปบนอากาศ แล้วฟาดเปรี้ยงลงมากระทบก้นนุ่มนิ่มของแสงดาวเต็มแรงจนเจ้าตัวสะดุ้งเฮือกด้วยความเจ็บปวดระคนตกใจ“ฮึ...เก่งนักใช่ไหม ผยองๆ แบบนี้ต้องเจอคนอย่างฉันกำราบเสียบ้าง”ขจรศักดิ์มันเขี้ยวแม่คนแสนแสบ จึงกางนิ้วเป็นก้ามปูแล้วหนีบเข้าที่ก้นงอนๆ นั้น ยังผลให้แสงดาวดิ้นพล่าน ใบหน้าแดงแปร๊ดราวกับแตงโมผ่าซีก“คนบ้า! ปล่อยดิฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!”“ไม่ปล่อย ถ้าเก่งนักก็ลงให้ได้เองสิ”“อย่าทำให้ดิฉันต้องเกลียดขี้หน้าคุ
Read More
บทที่ 7
หลังจากไปส่งหม่อมหลวงศศิธรที่วังหฤทัย ขจรศักดิ์ก็ขับรถไปหาเพื่อนที่อยู่ย่านพระรามสอง ดอกไม้หลากหลายสีสันที่ชูช่ออวดความสวยงามอยู่ตามสองข้างทางทำให้อารมณ์อันขุ่นมัวของหม่อมราชวงศ์หนุ่มดีขึ้นมาบ้าง ขณะที่รถวิ่งไปตามถนนสายรองเพื่อเข้าไปในซอย สายตาคู่คมก็ไปสะดุดกับร่างแน่งน้อยซึ่งกำลังหาบเร่เดินอยู่บนฟุตบาท เมื่อรถวิ่งเข้าไปใกล้จนเห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หมวดปีกกว้างก็หักพวงมาลัยเข้าไปจอดข้างทางทันที อารมณ์กรุ่นโกรธเริ่มตีปะทะขึ้นอีกครั้ง“ยัยเด็กเหลือขอ...” ขจรศักดิ์เปิดประตูก้าวลงจากรถ เดินลิ่วๆ ไปหาแสงดาว ใบหน้าหล่อเหลาปานเทพบุตรนั้นบึ้งตึงขึงเครียดตึงราวกับถูกปีศาจเข้าสิงยังไงยังงั้น“อีตาคุณชายหลงโรง” รัศมีของความน่ากลัวพุ่งตรงเข้ามาปะทะตัว จนแสงดาวต้องถอยหลังแล้วรีบเดินกลับไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว“จะหนีไปไหนยัยตัวแสบ” ร่างสูงเอื้อมมือไปจับไม้คานเอาไว้ แต่แสงดาวก็ยังพยายามเดินไปข้างหน้าต่อ ทว่าเรี่ยวแรงอันน้อยนิดไม่อาจทัดทานพลังอันมหาศาลแห่งบุรุษได้ ท้ายที่สุดแล้วเด็กสาวจึงตัดสินใจวางหาบลงกับพื้นและหันหน้ามาประจัญบานในแบบ...ตาต่อตา...ฟันต่อฟัน!“คุณชายบ้า จะเอาเรื่องฉันให้ได้ใช่ไหม”
Read More
บทที่ 8
“ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงต้องไปหาหมอไหมครับ”“ไม่ต้องค่ะ ดิฉันไม่เป็นไรมาก”ขจรศักดิ์เห็นเพื่อนรักเอาใจคู่กรณีมากเกินไปก็หันมามองเธอด้วยสายตาเหยียดๆ “ยัยเด็กเหลือขอคนนี้อึดจะตาย ไม่เป็นไรง่ายๆ หรอก ฉันสิถูกรัดคอซะแดงเลย” หม่อมราชวงศ์หนุ่มขยับต้นคอ รู้สึกเคล็ดขัดยอกไปหมด อยุทธ์มองใบหน้ามอมแมมของแสงดาวอย่างเห็นใจ“ถ้าจะตาย ฉันจะตายพร้อมกับคุณนั่นแหละ คุณชายหลงโรงนิสัยไม่ดี” เด็กสาวลอยหน้าลอยตาต่อว่า เพราะมั่นใจว่าเขาทำร้ายเธอไม่ได้แน่นอน“ผีเจาะปากมาพูดหรือไงถึงมาแช่งคนอื่นแบบนี้ห๊ะ!” ขจรศักดิ์ตวาดอย่างเหลืออด อยุทธ์มองเพื่อนรักผ่านกระจกหลัง และอดสงสัยไม่ได้ ขจรศักดิ์นั้นมีนิสัยเคร่งขรึม เดาใจยาก ทิฐิในตัวสูง ไม่มีทางที่เขาจะยอมลดตัวลงไปมีเรื่องกับคนระดับล่างอย่างแน่นอน แต่ทำไมถึงได้เดือดดาลเอากับเด็กสาวคนนี้ก็ไม่รู้...“หยุด…ทั้งสองนั่นแหละ ใครผิดใครถูกก็ต้องถูกสอบสวนทั้งหมด” สารวัตรหนุ่มอย่าศึกน้ำลาย แสงดาวหันไปทำตาปรอยๆ เพื่อเรียกคะแนนสงสารจนขจรศักดิ์หมั่นไส้“แต่คุณชายหลงโรงคนนี้หาเรื่องดิฉันก่อนนะคะคุณตำรวจ”อยุทธ์อมยิ้มกับสรรพนามที่เด็กสาวใช้เรียกทายาทแห่งวังตะวันฉาย “เดี๋ยวผมจะสอบปาก
Read More
บทที่ 9
“นายยังไปไหนไม่ได้…เพราะนายก็ตกเป็นผู้ต้องหาเหมือนกัน เธอแจ้งความจับนายหลายกระทงเลยล่ะ หนึ่งทำร้ายร่างกาย สองทำให้เสียทรัพย์แล้วก็กระทำชำเราเธอด้วย” ข้อหาสุดท้ายทำเอาขจรศักดิ์อ้าปากหวออย่างคาดไม่ถึง“ฉันเนี่ยนะกระทำชำเรายัยเด็กเหลือขอนั่น” ขจรศักดิ์อุทานแล้วยกมือเท้าสะเอว อารมณ์ไม่ต้องพูดถึง เพราะมันพุ่งปี๊ดสุดๆ “ให้ตายสิ...คิดได้ยังไง”“ฉันว่าถ้าเด็กคนนั้นโตขึ้นอีกหน่อย ล้างคราบมอมแมมออก รับรองได้เลยว่า ‘ทั้งสวย ทั้งน่ารัก ทั้งหวาน’ เชียวล่ะ” อยุทธ์เห็นเพื่อนทำหน้าทู่เป็นปลาบู่ชนเขื่อนก็อมยิ้ม เอ่อหนอ...คุณชายรูปงามผู้ไม่เคยถูกขัดใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ มีแต่คนคอยพะเน้าพะนอ วันนี้ถูกสาวน้อยไร้หัวนอนปลายเท้าหักหน้าเต็มๆ แถมลดฐานันดรเป็นคุณชายหลงโรงอีกต่างหาก ไม่ต้องถามว่าโกรธมากแค่ไหน เพราะปรอทยังวัดไม่ได้เลยแสงดาวนั่งรอผู้ปกครองมารับเกือบสองชั่วโมง ทว่าก็ไร้วี่แวว มือบางวางบนตักบีบกันแน่นอย่างเสียใจ แต่แล้วอึดใจต่อมาก็มีหญิงวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐานเดินแกมวิ่งขึ้นมาบนสถานีตำรวจ ตามหลังมาด้วยหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ผู้ที่มีธุรกิจไนท์คลับและสถานบันเทิงแบบครบวงจรหลายแห่งทั่วเขตพระนคร“ดาว...”
Read More
บทที่ 10
ห้าโมงเย็นรถยนต์คันหรูของหม่อมเจ้าเอกสิทธิ์ก็พาสองแม่ลูกมาถึงจุดหมายปลายทาง แสงดาวมองประตูอัลลอยด์บานใหญ่ลวดลายสวยงามที่เคลื่อนตัวเปิดช้าๆ ขณะที่ภาพของวังเคียงรุ้งอันกว้างใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า รอบๆ บริเวณประดับประดาไปด้วยแมกไม้นานาพันธ์ ทั้งไม้ดอกไม้ประดับปลูกแซมกันอย่างลงตัว เสริมส่งให้ทั่วบริเวณเขียวขจีและบรรยากาศเย็นสบาย แสงดาวมองความยิ่งใหญ่ของวังอย่างตื่นตา กระทั่งรถจอดสนิท เดือนแรมหันไปจับมือบุตรสาวก้าวลงมาจากรถ“ไปเถอะดาว”แสงดาวเดินไปยืนเคียงข้างมารดา แม่วาดซึ่งแม่บ้านเก่าแก่ของวังออกมารับเจ้านายพร้อมกับเด็กรับใช้อีกสองคน“เรือนตุ๊กตาทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วนะคะท่านชาย” แม่วาดบอกด้วยกิริยานอบน้อม ก่อนจะปรายหางตามองเด็กสาวหน้าตามอมแมม แสงดาวจึงยกมือไหว้อย่างมีสัมมาคาวะจนแม่วาดรับไหว้แทบไม่ทัน“สวัสดีค่ะป้า”“ลูกสาวคุณเดือนน่ะแม่วาด” ท่านชายเอกสิทธิ์แนะนำ “ตามสบายเลยนะหนูดาว ฉันไปทำงานก่อน” ประมุขของวังเคียงรุ้งหันไปมองเดือนแรม“เดือนขอนอนกับลูกที่เรือนตุ๊กตานะคะท่านชาย” เดือนแรมบอกด้วยสีหน้าเกรงใจ เพราะเธออยู่กับท่านชายเอกสิทธิ์ที่ตึกใหญ่ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งของเจ้าของวัง“ไ
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status