Compartir

สัญญาปรารถนา
สัญญาปรารถนา
Autor: มณีริน/ ศศิชา/ ไอศิกา/ Sazaki Aiko

บทนำ 1

last update Fecha de publicación: 2026-03-29 11:41:24

จากใจนักเขียน

                สวัสดีนักอ่านทุกท่าน ก่อนอื่นขอขอบคุณที่เลือกหยิบผลงานเรื่องนี้นะคะ หนูภพตะวันกับป๋าวารุณดีใจแน่นอน ด้วยความที่ปุ๋มชอบเขียนแนวนายเอกแกร่ง ฉลาดและแสบนิดๆ บวกกับได้ไอเดียเกี่ยวกับการทำธุรกิจหลายๆ อย่าง ก็เลยวางโครงเรื่องไว้ว่า เด็กธรรมดาที่มีชีวิตติดลบ จะใช้เวลาเพียงครึ่งปีสร้างเครดิตจนสามารถกู้เงินพันล้านได้อย่างไร

                ปุ๋มหวังว่าทุกท่านจะมีความสุขที่ได้อ่านผลงานเรื่องนี้ของปุ๋มจนจบนะคะ ^^

บทนำ

                ประกาศผลคะแนนสอบของโรงเรียนปรากฏชื่อ ภพตะวัน กิตติธารา อยู่ในลำดับที่หนึ่ง ซึ่งเป็นชื่อที่บรรดานักเรียนที่กำลังยืนดูลำดับคะแนนของตนเห็นแล้วต่างบุ้ยปาก

                “ไอ้ภพตะวันอีกแล้ว”

                “ก็แน่สิ TCAS[1] คะแนนเต็มของเขาสูงที่สุดในประเทศเลยนะ เจ้านั่นน่าขนลุกเป็นบ้า”

                “เมื่อก่อนเรียนนานาชาติ ค่าเทอมเดือนละห้าแสน แต่บ้านล้มละลายถึงต้องลดตัวมาเรียนโรงเรียนบ้านๆ กับพวกเรานี่ไงล่ะ”

                “เป็นเจ้าชายสูงส่งปานนั้น แล้วทำไมถึงทำตัวหิวเงินน่าเกลียดขนาดนี้ ไม่เหลือคราบคุณชายเลยสักนิด”

                เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ ทุกคนที่รู้จักภพตะวันเอ่ยถึงลูกคนรวยตกอับบ้างล่ะ หยิ่งบ้างล่ะ ทำตัวน่าสมเพชบ้างล่ะ แต่เรื่องระดับสติปัญญาแล้วไม่มีใครโต้แย้งได้ และคนที่ทุกคนกำลังพูดถึงกำลังเดินดุ่มออกจากกลุ่มคนหน้าบอร์ดไปเงียบๆ ประมาณว่าหนีดีกว่า

                ภพตะวันแต่งกายชุดเครื่องแบบนักเรียนมัธยมปลายไม่ต่างจากคนอื่นๆ เลย ใบหน้าเรียวรูปไข่ เรือนผมดำยาวประกายน้ำตาลปลิวพลิ้วระใบหน้าในชั่วเวลาหนึ่ง นิ้วมือเรียวงามจึงปัดผมออก เพียงเท่านี้พวกหนุ่มๆ ก็มองเพลิน พึมพำว่าน่ามองทุกมุมมองเป็นแบบนี้นี่เอง แต่ที่จะผิดแผกจนไม่มีใครอยากยุ่งด้วยก็คือเขาตั้งอกตั้งใจเก็บขวดน้ำที่ทิ้งเกลื่อนตามถังขยะ รวบรวมเอาไว้ ป้าแม่ค้าร้านข้าวในโรงอาหารไหว้วานให้ทำอะไร ภพตะวันก็รับทำให้หมด เรียกว่าอะไรที่ทำเงินได้ก็ไม่เกี่ยงเลย ซึ่งแหล่งรายได้หลักๆ ของเขาก็คือรับติวข้อสอบ

                “แหม... อันดับหนึ่งของประเทศกำลังทำอะไรอยู่เหรอ ฉันยกกระป๋องน้ำอัดลมให้เอามั้ย”

                เสียงทักทายดังขึ้น ซึ่งไม่ต้องตีความก็รู้เจตนาของคนพูดได้ว่ากำลังเสียดสี ภพตะวันถนัดเรื่องขอบคุณอยู่แล้วจึงยิ้มและขอบคุณทันที แต่อีกฝ่ายโยนกระป๋องเปล่าข้ามหัวเขาไป กลิ้งตกไปที่พื้น คนโยนก็อุทานอุ๊ยตาย จงใจร้องเสียงดังให้นักเรียนคนอื่นๆ ที่นั่งเล่นอยู่แถวม้าหินหันมามอง

                “ฉันโยนพลาดน่ะ ขอโทษด้วยนะ อันดับหนึ่งของประเทศใจดีจะตาย คงไม่โกรธกันนะ”

                “ไม่เป็นไรๆ ฉันเก็บเอง” ภพตะวันไม่อยากมีเรื่องจึงก้มเก็บ ชินเสียแล้วล่ะที่ต้องขายหน้า จะใครพูดก็ช่างเถอะ เขาไม่คิดมากอยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเลิกรา ทำทุกวิถีทางให้ภพตะวันอายให้ได้

                “เที่ยวเก็บขยะขายแบบนั้น จะได้เงินสักเท่าไรเชียว”

                “ช่วงนี้ขวดพลาสติกได้ราคา ก็คงจะได้ประมาณยี่สิบบาท พอได้ค่ารถเมล์” ภพตะวันคำนวณคร่าวๆ อย่างจริงจัง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโยนเงินให้หนึ่งร้อย

                “เงินค่าชีทติวไงล่ะ เอาไปสิ ไม่ต้องทอน”

                “อ้อๆ ขอบใจๆ”

                เมื่อก่อนภพตะวันเป็นคุณชายผู้มีอันจะกิน เงินค่าขนมที่ได้แต่ละวันมากกว่าเงินเดือนของคนทั่วไปเสียอีก เวลาไปเรียนก็จะมีคนขับรถรับส่ง มีเพื่อนฝูงเดินตามมากมาย พออายุเข้าวัยรุ่น ความหล่อก็ยิ่งเผยชัด เขาเป็นหนุ่มเต็มตัวและหน้าตาดีไร้ที่ติ ใบหน้าหวานซึ้ง นัยน์ตาคมทอประกายฉลาดเฉลียว ผิวขาวนวลนุ่ม ดูเผินๆ งามราวกับตุ๊กตา แม้แต่เด็กๆ ก็ยังรู้สึกถึงความพิเศษในตัวเขา ใครๆ ก็ชื่นชมว่าเขาเป็นคนเก่งและหน้าตาดี แต่มันก็เป็นอดีตนานแล้ว เวลานี้ก็ต้องปรับตัวกันไป ภพตะวันก้มเก็บเงิน เอามาปัดฝุ่นแล้วพับเก็บใส่กระเป๋าสตางค์อย่างพิถีพิถัน ก่อนจะกล่าวยิ้มๆ

                “สอบคราวหน้ามาอุดหนุนกันใหม่นะ”

                ภพตะวันยิ้มแฉ่ง แต่อีกฝ่ายไม่ยิ้มด้วย สะบัดหน้าเดินออกไปพลางพึมพำว่าน่าสมเพช ก็แน่ล่ะ เจ้าตัวสอบแข่งขันกับภพตะวันมาตลอด พยายามเรียนพิเศษมากมายแต่ก็ยังทำคะแนนได้ไม่ดีเท่า ไม่ที่สองก็ที่สามตลอด ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ลองลดทิฐิซื้อชีทติวจากภพตะวันมาอ่าน คะแนนสอบย่อยก็เลยพอตีตื้นขึ้นมาหายใจรดต้นคอ แต่เพื่อนคนอื่นๆ ต่างพูดว่าเป็นเพราะอานิสงส์จากชีทติวของภพตะวันต่างหาก ทำให้เจ้าตัวเสียหน้าไม่น้อย

                ภพตะวันยืดตัวไล่เมื่อย เดินไปล้างไม้ล้างมือ ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงดูหงุดหงิดอะไรปานนั้น แต่ก็ช่างเถอะ ช่วงเย็นหลังเลิกเรียนเขามาช่วยทำบัญชีภาษีให้ป้าๆ ร้านข้าวแกง ร้านขายน้ำปั่น ร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ละร้านต่อแถวเรียงคิวให้เขาจัดเก็บใบเสร็จค่าวัตถุดิบ ยอดขายลงบันทึกคำนวณด้วยการกดเครื่องคิดเลขแป้นใหญ่ๆ ดังแกร๊กๆ

                “ยอดขายรวมของปีภาษีนี้เท่ากับ 1,273,658 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ที่ร้อยละ 60 ตามกฎหมาย เท่ากับ 764,194.80 เหลือ 509,463.20 หักค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ได้อีก 60,000 บาทเหลือเป็นเงินได้สุทธิเท่ากับ 449,463.20 บาทต่อปี หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแรกไม่เสียภาษี หนึ่งแสนห้าหมื่นต่อมาเสียภาษีร้อยละห้า ยอดที่เหลือคิดภาษีร้อยละ 10 รวมยอดภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายทั้งหมดเท่ากับ 22,446.30 บาทครับ”

                ภพตะวันจิ้มๆ เครื่องคิดเลข ก่อนจะเงยหน้ายิ้มแฉ่ง “ถ้าอยากลดยอดภาษี แนะนำให้ซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีครับ”

                “ขอบใจมากนะหนูภพ หนูช่วยป้าได้เยอะเลย”

                “ด้วยความยินดีครับ”

                โลกของธุรกิจเป็นเรื่องน่าหลงใหล ตัวเลขกำไรสุทธิ งบบัญชี ค่าใช้จ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน เงินปันผล กองทุน ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ภพตะวันสนใจ เขาอ่านบทความเกี่ยวกับผู้บริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จมากมาย ศึกษาวิธีการตัดสินใจที่ถูกต้อง ดีลธุรกิจรูปแบบต่างๆ การเลือกหุ้นที่เหนือความคาดหมาย และที่เขาสนใจเป็นพิเศษคือความผิดพลาดของผู้บริหารเก่งๆ โดยเฉพาะพ่อของเขา

                พ่อสอนว่าความสำเร็จในอาชีพไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายเหมือนอย่างที่บทความสวยหรูพวกนั้นบอก แต่มันเกิดจากการเคี่ยวกรำนานปี เรียนรู้จากการทำซ้ำแล้วซ้ำอีก แก้ไขในสิ่งที่ผิดมหันต์และปรับปรุงข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ชีวิตไม่ได้เดินทางจากจุดเอไปจุดบีเป็นเส้นตรง แต่มันจะต้องมีข้อผิดพลาดชนเข้ามาจนเราหัวโน และเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะไม่เอาหัวไปชนอีกก็เท่านั้นเอง

                “รายการบัญชีและเอกสารยื่นภาษีเสร็จเรียบร้อยครับ พรุ่งนี้ไปยื่นที่สรรพากรเขตได้เลยนะครับ”

                หลังจากเสร็จงานเขาก็ยิ้มหน้าแป้น พนมมือรับเงินค่าแรงร้านละห้าร้อยบาท เมื่อนั่งรถเมล์กลับถึงบ้าน ภพตะวันก็แอบเอาเงินที่หาได้ยัดใส่เก๊ะเงินของพ่อแล้วย่องกลับขึ้นห้องไปเปิดคอม ตั้งกล้องทำคลิปสอนกวดวิชาลงยูทูปหารายได้อีกทางเป็นกิจวัตร ยอดวิวก็ถือว่าโอเคเลย รายได้ต่อเดือนพอช่วยค่าน้ำค่าไฟให้ที่บ้าน เขาขวยขวายหาเงินมากจนถูกหัวเราะ ใครๆ ต่างก็พูดว่าเงินไม่ใช่กุญแจไขไปสู่ความสำเร็จ แต่ภพตะวันก็คิดเสมอว่าถ้ามีเงินมากพอ เขาก็สั่งทำกุญแจได้

                หากการเรียนรู้ความผิดพลาดทางธุรกิจของคนอื่นแล้วนำมาป้องกันแก้ไขเป็นเรื่องที่ดี ข้อผิดพลาดทางธุรกิจของพ่อก็เป็นบทเรียนแรกที่เขาได้สัมผัส พ่อหลุดออกจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูล บ้านเขาติดหนี้อยู่ราวๆ เก้าร้อยกว่าล้านบาท... ตีหยาบๆ ว่าพันล้านไปก็แล้วกัน เงินที่ภพตะวันพยายามหาได้แต่ละวันมันจึงเล็กยิ่งกว่าธุลี

                หนี้ก้อนนี้เกิดจากการทำธุรกิจกงสีของตระกูล แต่ไม่รู้ทำไมพอทุกอย่างล้มครืน พ่อของเขากลับเป็นคนรับภาระหนี้เพียงผู้เดียว เข้าทำนองยามกินก็มีคนร่วมกินด้วย แต่ยามอด จะเหลียวมองหาข้าวจากใครก็ไม่มีเลย

                “ธุรกิจอสังหาฯ เป็นการเล่นกับความเสี่ยง”

                พ่อคุยกับเขาเมื่อมีเวลาว่างเสมอ แววตาของพ่อมีความสุขเมื่อพูดถึงความสำเร็จ “ลูกคงจำได้ พ่อมีตึกอยู่ทั่วกรุงเทพ นนทบุรี สมุทรปราการ เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี ระยอง สุราษฎร์ธานี”

                “แล้วเกิดอะไรขึ้นหรือครับพ่อ”

                “ความโลภอย่างไรล่ะ พ่อเลยเสียทั้งกระดาน ก่อนจะเสียมันไป พ่อก็คิดได้ว่า อ้อ รสชาติของชีวิต มันมีรสชาติดีไม่น้อย จำไว้นะลูก ถ้าจะสร้างอะไรสักอย่าง เราต้องใช้เงินคนอื่น”

                “ใช้เงินคนอื่น?”

                พ่ออมยิ้ม สอนเขาเรื่องการจำนอง การหมุนเงิน การขอกู้เงิน พ่อของเขาเคยร่ำรวยเข้าขั้นเจ้าสัวดาวรุ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นเวลาล้มจึงล้มดังกว่าเพื่อน ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็เริ่มเปลี่ยนไปตามประสาคนเคยรวย รถยุโรปหรูทยอยขายเหลือแค่รถญี่ปุ่นมือสองหนึ่งคัน คฤหาสน์หลังงามเหลือแค่บ้านเดี่ยวขนาดสองห้องนอน ทรัพย์สินที่มีหลุดมือไปทีละชิ้น ดีที่ได้ลุงสุวิทย์ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ คอยช่วย พ่อจึงถอดชุดสูทออกแล้วมาทำงานที่ร้านขายวัสดุก่อสร้างซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมและเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย ส่วนแม่ทยอยขายเครื่องเพชรและของมีค่าเพื่อหาเงินหมุนเวียน แต่มันก็ยังไม่พอ

                ตั้งแต่นั้นมาภพตะวันเห็นพ่อพยายามวิ่งหาเงินทุกทางเหมือนหนูถีบจักร พ่อยื่นกู้ครบทุกธนาคารและขอความเมตตาจากผู้มีอันจะกินทั้งหลาย หรือพูดง่ายๆ ว่าขอกู้นั่นแหละ แต่ยิ่งกู้ก็ยิ่งจมลึกขึ้น เหมือนวัวที่พยายามหนีจากโรงเชือดแต่พันเชือกรัดคอตัวเองจนยุ่งเหยิง เวลาไปรวมญาติกันแต่ละครั้ง คำดูถูกดูแคลนก็ลอยมาให้ภพตะวันได้ยินเสมอ เมื่อก่อนพ่อกับแม่ได้รับเกียรติเป็นอย่างดี แต่เดี๋ยวนี้ต้องคอยบริการอำนวยความสะดวก ส่วนเขาต้องยกข้าวเก็บจานให้ไม่ต่างอะไรจากคนใช้เลย และแน่นอนว่าทั้งคำนินทา ทั้งเบ่ง เกทับ ติทุกอย่างที่เกี่ยวกับครอบครัว โดยเฉพาะป้าแจ่มจันทร์ ภรรยาของคุณลุงจะพูดในวงอาหารแบบไม่ไว้หน้าบ้านเขาเลย

                “เอ้า จานที่พี่ๆ เขากินเสร็จแล้วก็ยกไปล้างด้วยสิ”

                “ครับ”

                “ภพ เดี๋ยวแม่ทำเองลูก หนูไปนั่งพักเถอะ”

                “ภพตะวันเป็นลูกก็ต้องคอยช่วยงานแม่นั่นแหละถูกต้องแล้ว ล้างจานแค่นี้ยังทำอิดออด น่าอายจริงๆ”

                “แล้วทำไมภพถึงต้องเป็นคนล้างให้คนอื่นตลอดเลยล่ะครับคุณป้า แม่กับภพต้องตื่นมาจัดเตรียมของ กินก็ได้กินทีหลังแถมยังต้องมาเก็บล้างอีก ตกลงงานรวมญาติหรืองานเอาเปรียบกันแน่ครับ”

                “เอ๊ะ ไอ้เด็กนี่!”

                “ภพ ไม่เอาลูก” แม่พยายามปรามเพราะไม่อยากให้เขากลายเป็นเด็กก้าวร้าว ภพตะวันก็ได้แต่เก็บความขัดข้องใจเอาไว้และยกมือไหว้ขอโทษ ความที่แม่ของเขามีพื้นฐานมาจากครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง ญาติๆ ของพ่อก็เลยไม่ค่อยชอบแม่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เวลาคุยกับแม่พวกเขาก็จะถือตัว โดยเฉพาะป้าแจ่มจันทร์ที่จะคุยกับภพตะวันเพื่อกระแซะไปถึงแม่ตลอด

                “เรียนเก่งก็ไม่ได้ความว่าจะได้ดีหรอกนะ มีถมไปที่จบมาแล้วหางานไม่ได้ อีกหน่อยก็ต้องมาของานที่บริษัททำใช่มั้ยแหละ ดูอย่างแม่ของแก เมื่อก่อนก็ทำงานนั่งโต๊ะ เจอหน้าพ่อเขาแค่แวบสองแวบก็ท้องซะแล้ว เดี๋ยวนี้ก็เลยเป็นคุณนายสบายไป ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะว่าจะมาใช้อภิสิทธิ์ลูกหลานกิตติธาราไม่ได้”

                “ครับ”

                “เวลาจะพูดจะจาอะไรกับผู้ใหญ่ก็ต้องรู้จักมีสัมมาคารวะ ต้องรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ไม่ใช่นึกจะพูดอะไรก็พูด  มันดูเป็นพวกไม่มีการศึกษานะ เข้าใจมั้ย”

                “ครับ”

                ป้ามีปากก็เลยพูดไปเรื่อย และพูดต่อหน้าแม่ว่าภพตะวันนิสัยไม่ดี คงจะได้นิสัยมาจากทางแม่เยอะ เลือดแม่มันไม่ดี ภพตะวันโตพอรู้ความแล้วก็เอ๊ะ รู้แล้วว่าป้าสะใภ้ไม่ได้หวังดีอยากอบรมสั่งสอนอะไรหรอก แต่ป้ากำลังดูถูกเขาและแม่อยู่

                “อะไรนี่ ชักสีหน้าใส่ฉันแบบนี้หมายความว่าอะไรมิทราบ นี่เธอ สั่งสอนลูกซะบ้างนะ อย่ามาทำกิริยาถ่อยๆ ใส่ฉันแบบนี้”

                “ค่ะๆ ขออภัยแทนภพตะวันด้วยนะคะคุณพี่”

                แม่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษขอโพย แต่ป้าแจ่มจันทร์ก็ยังไม่พอใจ เดินไปฟ้องพ่อของภพตะวันว่าเขาเป็นเด็กสอนไม่ได้ ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่สอนยังมาทำหน้าไม่พอใจใส่อีก และป้าก็เรียกลุงสุวิทย์ให้มาเอาเรื่องด้วย

                “จริงเหรอลูก หนูทำกิริยาไม่ดีใส่คุณป้าเขาจริงมั้ย”

                พ่อเรียกเขามาคุยต่อหน้า ซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ของเขาไม่อยากมีเรื่องจึงบอกปัดว่าไม่มีอะไร แต่ภพตะวันไม่ยอม เขาตอบไปตามความจริงทุกอย่าง ย้อนทุกประโยคครบถ้วนตามที่ป้าพูดถึงแม่ลับหลังคนอื่น

                “คุณป้าพูดว่าคุณแม่กำพืดขี้ข้าครับ”

                “เอ๊ะ ไอ้เด็กขี้โกหกนี่ พูดจาอะไรเลอะเทอะ!”

                “มีกล้องวงจรปิดที่บันทึกเสียงได้ไม่ใช่หรือครับ เปิดฟังเลยก็ได้ครับว่าคุณป้าพูดจริงมั้ย”

                เด็กมันสู้กลับ ป้าแจ่มจันทร์ก็เริ่มหน้าเสียเพราะไม่คิดว่าเด็กจะกล้าพูด ป้าคงคิดว่าเขาจะกลัวนางเหมือนอย่างที่แม่กลัว แต่ไม่เลย ภพตะวันไม่เคยคิดกลัวคนนิสัยไม่ดี เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ลุงสุวิทย์ก็เดินหนี ส่ายหัวที่เมียทะเลาะกับเด็กแล้วถูกเด็กมันย้อนเข้าให้ แต่พ่อไม่ได้เข้าข้างภพตะวันแต่อย่างใด

                “ขอโทษคุณป้าซะลูก หนูทำกิริยาไม่น่ารักใส่ผู้ใหญ่ ไม่ดี”

                “ครับ ภพขอโทษที่ชักสีหน้าใส่เนื่องจากคุณป้าด่าแม่ภพนะครับ”

                ป้าแจ่มจันทร์หน้าเสียหนักกว่าเดิมอีก ส่วนพ่อกับแม่แอบอมยิ้มเพราะที่ผ่านมาก็ต้องทนปากญาติคนนี้มานาน อีกอย่างลูกชายคนนี้เห็นหน้านิ่งๆ แต่ที่จริงแล้วเทพสงครามชัดๆ พ่อบอกภพตะวันว่าป้าเขาคงเห็นว่าเขาเป็นเด็กก็อยากให้เคารพนบนอบต่อเขา แต่ป้าทำตัวไม่น่าเคารพเลยสักนิด

[1] Thai University Central Admission System ระบบกลางในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • สัญญาปรารถนา   บทที่ 15 เลี้ยงข้าว 4

    “แหม นึกว่าใคร ไอ้ภพตะวันนี่เอง!” เสียงผรุสวาทดังเรียกความสนใจจากคนอื่นๆ ภพตะวันหันหน้ากลับไปตามเสียงเรียกโดยมิได้แปลกใจแต่อย่างใด เพราะมีเพียงคนเดียวที่จิกเรียกเขาแบบนี้ “สวัสดีครับ ไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญเจอกัน คุณแจ่มจันทร์สบายดีนะครับ” ภพตะวันยกมือไหว้สวัสดีอย่างสุภาพ แต่อีกฝ่ายแค่นหัวเราะ “เดี๋ยวนี้ชักจะก้าวหน้า เดินเก็บขยะโสโครกจนได้ดิบได้ดี มีปัญญามากินร้านหรูๆ แพงๆ นี่ซะด้วย หรือว่ามากับเสี่ยรวยๆ โง่ๆ ล่ะสิ ฉันนึกไว้แล้วว่าไม่มีผิดว่าแกมันร่าน ทำตัวน่าสงสารแต่ที่จริงแล้วเก่งแต่เรื่องปั่นหัวผู้ชายไปวันๆ แกมันก็แค่เด็กขี้ครอก คิดจะขู่ฉันเข้าคุก เหอะๆ มันยังเร็วไปร้อยปีย่ะ”&nbs

  • สัญญาปรารถนา   บทที่ 15 เลี้ยงข้าว 3

    “แจ้งขอพบฉันกะทันหัน ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือ” ร่างสูงสง่าทำทีเป็นอ่านเอกสาร แต่ประสาทสัมผัสทุกส่วนพุ่งมารวมที่ภพตะวันผู้เดียว กลิ่นโคโลญหอมระเรื่อขับเน้นความเป็นบุรุษอย่างล้ำลึก ภพตะวันยืนสำรวมอยู่ห่างจากเขาหลายก้าว แต่กระนั้นก็ยังได้กลิ่นหอมๆ “วันนี้คุณวารุณเลี้ยงมื้อเที่ยงผมได้มั้ยครับ” “หื้ม?” “ผมต้องการนำเสนอแผนงานครับ” “เรื่องนี้คุณนารับทราบแล้วหรือยัง หากยังไม่รับทราบ นายต้องบอกคุณนาก่อนที่จะคุยกับฉัน”&nb

  • สัญญาปรารถนา   บทที่ 15 เลี้ยงข้าว 2

    โดยทั่วไปแล้วการบริหารโรงแรมแบ่งออกเป็นสองส่วน ก็คือฝ่ายห้องพัก กับฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นการให้บริการแบบดั้งเดิม แต่ภพตะวันเสนอให้ปรับเดอะแอตลาสเป็น ‘จุดนัดพบ’ กลางเมืองใหญ่ ปรับพื้นที่ให้มีห้องประชุมขนาดใหญ่รองรับการสัมมนา ปรับปรุงแกรนด์บอลลูมให้สวยสง่าพร้อมสำหรับงานเลี้ยง ทำให้ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ ที่ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวจะแวะเวียนมา แต่ลูกค้าที่เดินทางมาติดต่อธุรกิจก็นึกถึงที่นี่เป็นอันดับต้นๆ เช่นกัน “ไอเดียนามบัตร และกระดาษสำหรับเขียนจดหมายในห้องพักได้ผลมากเลย ลูกค้าชอบมาก” คุณนาเรียกเขามาคุยรายละเอียด “ภพเป็นคนคิดไอเดียนี้งั้นหรือ” “มิได้ครับ เป็นคุณกวางแผนกฟร้อนท์ครับ คุณกวางแจ้งว่าลูกค้าที่เดินทางมาติดต่อธุรกิจมักจะโทรลงมาขอกระดาษกับที่อยู่และเบอร์โทรของโรงแรมสำหรับติดต่อ เขาเลยคิดว่าเราน่าจะเตรียมไว้ให้ลูกค้าล่วง

  • สัญญาปรารถนา   บทที่ 15 เลี้ยงข้าว 1

    บทที่ 15 เลี้ยงข้าว แทนไทมาส่งเขากลับที่พักสวัสดิการด้านหลังโรงแรมเดอะแอตลาส เขามองไปรอบๆ อาคารซึ่งหน้าตาเหมือนหอพัก มีระเบียงทางเดินทอดยาวหน้าห้อง รถมอเตอร์ไซค์จอดเต็ม ส่วนรถกระป๋องคันน้อยของภพตะวันเข้าอู่ซ่อมยังไม่เสร็จ แทนไทนึกถึงคำพูดที่คนอื่นพูดถึงภพตะวันต่างๆ นานาแล้วก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าเขาเป็นเด็กที่เข้มแข็งมาก ดำรงตนประหนึ่งหินผาบำเพ็ญเพียร เขาคือศิลาเหล็กโดยแท้ “คุณจะว่าอะไรมั้ยถ้าผมจะละลาบละล้วงถามอะไรสักเรื่อง” “อะไรหรือครับ” “คุณรู้สึกต่อคุณวารุณนอกเหนือจากการเป็นเจ้านายลูกน้องหรือเปล่า”

  • สัญญาปรารถนา   บทที่ 14 มดแดงแฝงพวงมะม่วง 3

    ภพตะวันเดินสำรวจทั่วงาน เฝ้ามองเจาะลึกและเก็บรายละเอียดวิธีการทำงานของคู่แข่ง รวมทั้งต้องการจะหลีกเลี่ยงเสียงนินทาจึงหลบมานั่งพิมพ์รายละเอียดลงมือถืออยู่ที่ระเบียงริมแม่น้ำเจ้าพระยา สายลมเย็นชื่นฉ่ำพัดมาลูบไล้ผิวกาย ภพตะวันเงยหน้าขึ้นจากมือถือ สูดอากาศและมองไปที่อีกฝั่งของแม่น้ำ ดวงตาเขาเป็นประกายวาววับท่ามกลางผืนฟ้าราตรีของมหานคร คืนนี้พระจันทร์สวยดีจริงๆ กลมโตสุกสกาวชวนมอง “หลบมานั่งคนเดียวอยู่ที่นี่เอง” วารุณก้าวเข้ามาเท้าแขนที่ระเบียงห่างจากเขาหลายก้าว พระจันทร์ทอแสงอ่อนโยนต้องเสี้ยวหน้าคมกร้าวดุดันอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะสะท้อนเข้าไปในดวงตาสีเข้มเยือกเย็นคู่นั้น CEO ท่านนี้ช่างเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามราวกับสวรรค์ทรงสร้าง ร่างกายกำยำล่ำสัน ไหล่กว้างผึ่งผาย ดวงตาคมเฉียบส

  • สัญญาปรารถนา   บทที่ 14 มดแดงแฝงพวงมะม่วง 2

    “ผมกำลังตามจีบเขาอยู่ แต่ดูเหมือนความสนใจของเขาจะอยู่ที่งานมากกว่า” “ในฐานะที่ผมเป็นนายจ้าง ก็นับว่าเป็นเรื่องดีครับ” วารุณรับมืออย่างสุภาพ วางตัวเป็นผู้ใหญ่และเป็นเจ้านาย ไม่มีอะไรมากกว่านั้น “เขาทำงานเก่ง แต่ทักษะเรื่องเพศก็ยังน่าเป็นห่วง ผมคิดว่าผมต้องช่วยเขาคัดกรองให้ดีๆ” “เหมือนคุณพ่อหวงลูกเลยนะครับ” แทนไทยิ้ม แต่สะกิดความหงุดหงิดของอีกฝ่าย วารุณยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ได้ และใช้จุดนี้ย้อนกลับมาเล่นงาน “อยู่ให้ห่างเขาไว้ อย่ารบกวนสมาธิของเขา” “คุณวารุณเชื่อจริงๆ หรือครับว่าเขาจะกู้เงินมากมายขนาดนั้นไปซื้อตึกเก่านั้นได้ แล้ว

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status