Masukครั้งหนึ่งเขาถูกสังเวยให้แก่ราชาปีศาจ ทว่ากลับถูกปล่อยให้ตายอย่างโดดเดี่ยว กระทั่งใบหน้าของผู้เป็นสามีกลับไม่เคยได้พบเห็น ฉะไหนเลยได้มีลมหายใจอีกครั้ง กลับฟื้นขึ้นมาในคืนเข้าหอ
Lihat lebih banyakสามี...ข้ากลับมาแล้ว
เกริ่นนำ
หมู่บ้านที่เคยสงบสุขมานับหลายร้อยปี วันหนึ่งกลับถูกพวกปีศาจรุกราน เข่นฆ่า สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้แก่ชาวบ้าน…ว่ากันว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นดินแดนมนุษย์ที่อยู่ระหว่างรอยต่อกับแดนปีศาจ แต่ผ่านมาเนิ่นนานกลับไม่มีเหตุการณ์อันน่าสะพรึงเฉกเช่นครั้งนี้
ในคืนที่ดวงจันทรากลมโตโดดเด่นในยามราตรี แสงสว่างสีนวลที่เคยสาดส่องกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีชาดราวกับถูกชโลมไปด้วยหยาดโลหิต ปีศาจนับร้อยปรากฏตัวช่วงชิงวิญญาณของเหล่าชาวบ้านราวกับเป็นเรื่องน่าสนุก ชาวบ้านไม่น้อยต่างหวาดกลัวเสียจนบางครอบครัวต้องทิ้งถิ่นฐานเพื่อความอยู่รอด ทว่ากลับไม่อาจหลีกหนี ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากหมู่บ้านเมื่อใดเป็นอันต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถด้วยน้ำมือของพวกปีศาจ แม้นอยู่ก็ตาย แม้นหนีก็ตายไม่ต่างกัน
ทว่าวันหนึ่งในขณะที่ทุกคนสิ้นหวัง กลับได้รับสาส์นจากพวกปีศาจให้ส่งตัวเจ้าสาวเพื่อเป็นการสังเวยให้แด่ราชันปีศาจ
โดยมีเงื่อนไขว่า…
คืนจันทราโดดเด่นเต็มฟ้า เจ้าสาวเซ่นสังเวยแด่ข้าในราตรีกาล
ในความหวังอันน้อยนิด ชาวบ้านทุกคนร่วมใจกันเพื่อหาสตรีที่เกิดในคืนจันทราเต็มดวงเพื่อส่งตัวให้เป็นเจ้าสาวของปีศาจ ทว่าท้ายสุดแล้วความสิ้นหวังก็มาเยือนอีกครา เพราะไม่มีแม้แต่สตรีคนใดที่เกิดในวันนั้นแม้แต่คนเดียว จะมีก็เพียงแต่เด็กหนุ่มที่เกิดในคืนจันทราเต็มดวงเพียงคนเดียวเท่านั้น …
เกี้ยวส่งตัวถูกตกแต่งอย่างสวยงามในคืนมืดมิด เจ้าสาวในอาภรณ์สีแดงสดถูกปกปิดใบหน้าด้วยผ้าผืนบาง ถูกนำตัวส่งขึ้นเกี้ยวท่ามกลางสายตาที่สิ้นหวังของผู้คนที่มาร่วมส่งตัวเจ้าสาวให้แก่ราชาปีศาจ
หารู้ไม่คนที่สิ้นหวังในยามนี้คือคนที่กำลังก้าวเท้าด้วยความสั่นเทาขึ้นเกี้ยวอย่างมิอาจขัดขืน
ฉิงเทียน เด็กหนุ่มผู้เดียวในหมู่บ้านที่เกิดในคืนจันทราเต็มดวง เป็นผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นเจ้าสาวในค่ำคืนนี้เพื่อต่อชีวิตของชาวบ้านทั้งหมด แม้รู้แก่ใจว่าสิ่งที่เขาเจอหาใช่ความยุติธรรม แต่เขาก็จำต้องกล้ำกลืนยอมรับชะตากรรมไม่ที่อาจหลบเลี่ยง
“เพ่ย! เจ้าสาวกับผีน่ะสิ” ร่างที่นอนหายใจรวยรินสบถออกมาเสียงดัง
ภาพวันที่เขาถูกส่งตัวขึ้นเกี้ยวพร้อมกับถูกทิ้งไว้เพียงลำพังในป่าท่ามกลางความมืดมิด หยาดหยดน้ำตารินไหลเนิ่นนานเสียจนแห้งเหือดไม่อาจหลั่งออกมาได้อีก เป็นเวลาแสนนานที่เขาต้องทนอยู่กับความหวาดกลัวจนไม่อาจหลงเหลือแม้แต่สติ
พลันตื่นขึ้นก็พบว่าร่างของเขานอนอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือวังปีศาจ หากแต่เมื่อลืมตากลับไม่พบผู้ใด แม้แต่ปีศาจหรือแมลงสักตัว จวบจนในยามนี้ ยามที่วาระสุดท้ายของเขามาถึง เขาก็ไม่อาจลืมเลือนความโดดเดี่ยวและความเจ็บช้ำได้ลง
ความคั่งแค้นก่อเกิดขึ้นภายในใจนับครั้งไม่ถ้วน หากรู้ว่าต้องเดียวดายเช่นนี้ ก่อนหน้านั้นเขายอมใช้มีดปลิดชีวิตตนเองเสียดีกว่าการนอนทรมานรอความตายเพียงลำพัง
“นี่ เจ้าจ้องมองข้าอยู่ใช่หรือไม่” ร่างบนเตียงหลับตาพริ้มนอนรอความตายที่กำลังมาถึง เอ่ยถามกับแมวตัวหนึ่ง ที่เขารู้ดีว่ามันกำลังจ้องมองอยู่ “ชีวิตข้าน่าเวทนาเช่นนี้เจ้าคงกำลังหัวเราะเยาะข้าอยู่อย่างนั้นสินะ ตลอดมาข้าไม่เคยเสียดายชีวิตมากเท่านี้มาก่อน หากก่อนหน้านั้นข้าสามารถปลิดชีวิตตนเองได้ ข้าก็คงทำ แต่ในยามนี้ข้ากลับอยากมีชีวิตอีกครั้ง แค่ก ๆ ข้ากลับอยากใช้ชีวิตอีกครั้ง หรือหากเป็นไปได้ให้ข้าได้พบปีศาจชั่วตนนั้น แน่ล่ะว่าข้าจะไม่ยอมปล่อยเจ้าปีศาจนั่นไว้เป็นแน่ หากเป็นไปได้แม้ข้าจะเหลือเพียงแค่วิญญาณ เพื่อข้าได้แก้แค้นคนที่ทำให้ข้าต้องโดดเดี่ยวเช่นนี้ ต่อให้ข้าตายอีกครั้งพันกี่หมื่นครั้ง เพื่อได้แก้แค้นปีศาจชั่วนั้นข้าก็ยอม”
หยาดน้ำสีใสค่อย ๆ ไหลรินเอ่อล้นออกจากดวงตา เขากำมือแน่นเพื่อข่มความคับแค้นใจและความรู้สึกเวทนาต่อชีวิตตนเองเอาไว้ เขารู้ตัวแล้วว่าเวลาของเขามาถึงแล้ว ความโดดเดี่ยวและความทรมานมานับหลายปี วันนี้เห็นทีถึงคราวต้องสิ้นสุด ริมฝีปากซีดเซียวค่อย ๆ เผยรอยยิ้มเพราะไม่อาจต้องทนฝืนอีกต่อไป จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายค่อย ๆ ขาดห้วง พร้อม ๆ กับจิตสุดท้ายค่อย ๆ ดับลง
ฉิงเทียน
เสียงผู้ใดกัน…
ฉิงเทียน ฉิงเทียน…
“เพ่ย! เจ้าบ้าคนใดกันเรียกข้าอยู่ได้ มันผู้ใดกันที่มาขัดขวางการตายของข้า ยามข้ามีชีวิตหามีสักคนไม่ที่จะเอ่ยเรียกข้าเช่นนี้ ยามนี้ข้าตายไปแล้วเจ้าต้องการสิ่งใดอีก” เขาบันดาลโทสะต่อว่าผู้ที่รบกวนการอาสัญ
ตลอดยี่สิบปีที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังในที่ที่เรียกว่าแดนปีศาจ ภายในวังเล็ก ๆ ที่ไม่มีแม้แต่ปีศาจหรือแมลงสักตัว กระทั่งยามตายก็มีเพียงแค่แมวตัวหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียงของเขาไม่ห่างไปไหน เขาทนกับความเงียบเหงาเสียจนกลายเป็นความเคยชิน เหตุใดในยามนี้กลับมีคนเอ่ยเรียกเขาในวันที่เขาไม่ต้องการ
นัยน์ตาสีอำพันลืมตาขึ้นในทันที ฉิงเทียนหมายอยากจะมองใบหน้าผู้ที่ทำลายการอาสัญของเขาในยามนี้ ทว่าก็ต้องพบกับความมืดมิด เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เมื่อปรับความคุ้นชินก็พบว่ายามนี้รอบกายมีแต่ความว่างเปล่า เตียงนอนแสนคุ้นเคยที่เคยใช้นอนตั้งแต่ถูกส่งตัวมายังแดนปีศาจ จวบจนวาระสุดท้ายของตนเอง ยามนี้กลายเป็นเพียงแท่นหินสีขาว
“แปลกใจหรือ เจ้าตายไปแน่แล้ว มิต้องสงสัย”
น้ำเสียงปริศนาคุ้นหูเอ่ยขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า ร่างเล็กบนแท่นหินรีบหยัดกายลุกขึ้นเพื่อระวังตัว ก่อนกวาดสายตาไปมาเพื่อมองหาต้นทางของเสียง ทว่าก็ไม่พบสิ่งใดเลย นั่นจึงทำให้เขาต้องระวังตัวมากยิ่งขึ้น
“ไม่ต้องเกรงกลัวข้าหรอก ข้าไม่มีเจตนาทำร้ายเจ้า ข้าเพียงต้องการจะเอ่ยถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายก็เท่านั้น”
“ฮ่า ๆ” เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง “ชีวิตข้า สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งหรืออย่างไร เหตุใดข้าต้องมาเจอเรื่องน่าขบขันเช่นนี้ ยามข้าอ้อนวอนความเห็นใจกลับไม่มีผู้ใดหยิบยื่นมือเข้ามาช่วยข้า ยามนี้กลับอยากเอ่ยถามข้าเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเหตุใดกันเล่า”
“เจ้าไม่ต้องการความปรารถนาครั้งสุดท้ายแล้วหรือ”
“ปรารถนาหรือ ข้าปรารถนาสิ่งใดได้อีก ยามข้ามีชีวิตสิ่งที่ข้าปรารถนามากมายก่ายกองเหตุใดจึงไม่ถามข้าเช่นนี้บ้าง ยามนี้กลับบอกให้ข้าเอ่ยความปรารถนาครั้งสุดท้ายเช่นนั้นหรือ น่าตลกสิ้นดี” ร่างเล็กเดือดดาล นิ้วเรียวยาวยกขึ้นชี้ไปมาไร้ทิศทางเอ่ยต่อว่าสิ่งที่ตามองไม่เห็นอย่าไม่นึกเกรงกลัว
แล้วจะให้เขากลัวไปเพื่ออันใด อย่างน้อยเขาก็แค่ตายเพิ่มอีกครั้งก็เท่านั้น
“หากเจ้าได้มีชีวิตอีกครั้ง สิ่งที่เจ้าปรารถนาเจ้ายังอยากให้เป็นเช่นนั้นอยู่หรือไม่”
“หากเจ้ารู้ดีอยู่แล้วจะเอ่ยถามข้าไปเพื่อสิ่งใดกัน จะให้ข้ากลับไปมีชีวิตน่าเวทนานั้น หรือจะให้ข้ากลายเป็นวิญญาณไร้ที่สิงสถิต ข้าสามารถเลือกได้อย่างนั้นหรือ ครั้นข้าเลือกความตายข้าก็ไม่ได้ตาย ครั้นข้าเลือกจะอยู่ข้าก็ไม่ได้อยู่ เจ้าต้องการให้ข้าเลือกสิ่งใดอีก อ้อ หากเจ้าทำได้จริงนั่นน่ะ ข้าขอทุบปีศาจชั่วนั่นสักหนสองหนก็คงไม่ลำบากเจ้ามากเกินไปใช่หรือไม่ อ้อ แล้วถ้าหากเจ้าทำไม่ได้ก็แล้วแต่ เจ้าจะส่งข้าไปสวรรค์หรือนรกก็ตามใจเจ้า”
ไม่รู้สิ่งใดถึงเล่นตลกกับเขานักหนา เกิดมาแสนอาภัพ ถูกทิ้งไว้ในโรงฟืนตั้งแต่ทารก ถูกมดปลวกกัดแทะเสียจนผิวหนังแสบแดงไปหมด ทว่าเขาก็ยังไม่ตาย ดีหน่อยที่ยังมีท่านป้าคอยดูแล ทว่าเมื่อท่านป้าสิ้นไป เขาก็มีชีวิตอยู่ให้ผู้คนดูแคลน ทว่าจู่ ๆ กลับเกิดเรื่องประหลาด ปีศาจหน้าตาเป็นเช่นไรเขายังไม่เคยพบเห็น กลับมีคนบอกให้เขาเสียสละตนทำเพื่อผู้คนในหมู่บ้านที่แสนเกลียดชังเขาให้มีชีวิตอยู่รอด แต่กลับไม่สนเลยว่าเขาจะมีชีวิตอยู่รอดหรือไม่
เซ่นสังเวยเจ้าสาวปีศาจกับผีน่ะสิ จนกระทั่งอาสัญเขายังไม่เห็นแม้แต่ปีศาจสักตัว มีแต่แมวโง่ ๆ ตัวหนึ่งที่นั่งเฝ้าเขาอยู่ทุกวันเท่านั้น
“หากต้องแลกกับวิญญาณบริสุทธิ์ของเจ้า เจ้ายินยอมหรือไม่”
“เพ่ย! เจ้าฟังไม่รู้ความหรืออย่างไร จะแลกกับสิ่งใดก็ตามใจเจ้าเถิด หากเจ้าจะเอาแต่ถามพร่ำเพรื่อเช่นนี้ ก็ปล่อยให้ข้าตายอย่างสงบเสียที” เขาตวาดลั่นก่อนจะค่อย ๆ ล้มตัวลงนอนบนแท่นหินเช่นเดิม เลิกที่จะปิดปากเงียบและนอนรอวาระสุดท้ายมาเยือนอีกครั้ง ชีวิตนี้เขาเหนื่อยเสียเหลือเกิน หากเป็นไปได้เขาก็ขอให้สุขสบายกว่านี้หน่อยเถิด
ทันทีที่ดวงตากลมหลับตาพริ้มจนสนิท พลันแสงสว่างจ้าก็เกิดขึ้นทันที ทว่าเป็นเวลาชั่วครู่เท่านั้น ก่อนจะสลายไป
กลายเป็นกลุ่มควันสีดำพันธนาการวนรอบร่างที่นอนหลับใหล เพียงกะพริบตาเดียวพลันทุกอย่างก็อันตรธานหายไปพร้อมกับร่างบนแท่นหินที่ว่างเปล่า…
“เจ้ารังเกียจข้าแล้วหรือ” น้ำเสียงเศร้าสร้อยเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นสามี ริมฝีปากสีแดงระเรื่อขบเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงด้วยความประหม่า นั่นเพราะเกรงกลับกับคำตอบที่กำลังจะได้รับ ทว่าจนแล้วจนรอดกลับไม่ได้คำตอบจากอีกฝ่าย พลันน้ำสีใสก็ค่อย ๆ เอ่อล้นจนไหลอาบสองแก้มขาว“จะ…เจ้ารังเกียจข้าแล้วจริง ๆ ด้วย”อารามตกใจ เหวินหวงทำสิ่งใดไม่ถูกเมื่อเห็นน้ำตาที่รินไหลของผู้เป็นชายา ที่เขาไม่ตอบเพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรดี แต่เขาไม่ได้รังเกียจอีกฝ่ายอย่างที่ร่างเล็กตรงหน้าเข้าใจมือหนารีบดังร่างของชายาเข้ามากอด ปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน ทว่าฉิงเทียนก็ขัดขืนเอาไว้ แต่กระนั้นก็ไม่อาจต้านทานแรงของเหวินหวงได้“ข้าไม่ได้รังเกียจเจ้าสักนิดชายาข้า ข้ารักเจ้าออกปานนี้”“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงแอบมาทำเช่นนี้ลับหลังข้า อีกทั้งไม่ยอมสัมผัสข้า” คนร้องไห้เอ่ยถามเสียงอู้อี้เหวินหวงชั่งใจสักพักตัดสินใจว่าจะเอ่ยเรื่องนี้กลับฉิงเทียนดีหรือไม่ แต่เพราะไม่ต้องการให้ฉิงเทียนเข้าใจผิดไม่มากกว่านี้เขาก็จำเป็นต้องบอก แม้ว่ามันจะดูน่าละอายก็ตามที มือหนาค่อย ๆ ยกขึ้นสัมผัสศีรษะของชายา ลูบเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
แสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าถูกแทนที่ด้วยแสงจันทราสีนวลสบายตา ร่างเล็กกระชับอาภรณ์ผืนหน้าห่อร่างกายหลบซ่อนจากสายลมเย็นในยามค่ำคืน ดวงตากลมทอดมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับคนเหม่อลอย แม้ความเหน็บหนาวจากภายนอกไม่ได้ส่งผลกระทบเท่าใดนัก ทว่าภายในใจของฉิงเทียนยามนี้กลับรู้สึกชาไปเสียจนหมดหลายวันมานี้เหวินหวงมีท่าทีแปลกไป ชอบหลบเลี่ยงที่จะพบหน้าเขาหรือต่อให้เผชิญหน้ากันเหวินหวงก็จะเป็นฝ่ายหนีไปเสียทุกครั้ง แม้คราแรกเขาไม่ค่อยได้สนใจนักเพราะวุ่นวายอยู่กับการเลี้ยงดูอาหลิ่งบุตรชายที่เกิดจากเขาและเหวินหวง ทว่านานเข้าก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความห่างเหินที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นกระทั่งหลายวันมานี้เหวินหวงยังเข้านอนช้า และทุกครั้งเขาจะเป็นฝ่ายที่หลับไปเสียก่อนเพราะเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน ครั้นพอลืมตาตื่นขึ้นก็ไม่พบสามีนอนข้างกายแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ความอบอุ่นที่ยังคงอยู่ข้างเตียงและที่ร่างกายเขาไม่รู้จะทำเช่นไรดี ไม่มีโอกาสแม้จะได้คุยกันสักครั้ง ไม่รู้เลยว่าเขาทำสิ่งใดผิดพลาดไปหรือทำสิ่งใดให้อีกฝ่ายไม่พอใจถึงเป็นเช่นนี้ ใบหน้าหวานเศร้าหมองเมื่อคิดถึงสิ่งที่ไม่ได้คำตอบ ดวงตากลมรื้นไปด้วยหยาดน้ำสีใสคลอหน่วง พยายาม
ใบหน้าหล่อเหลาตึงเครียด การง้องอนชายาเป็นสิ่งที่ราชาปีศาจอย่างเขาเข้าใจได้ยากที่สุด เพราะไม่เคยต้องก้มหัวให้ผู้ใด อีกทั้งยังไม่ต้องใส่ใจกับความรู้สึกผู้อื่น ผิดกับฉิงเทียนที่เขาไม่อาจละเลยสิ่งนั้นไปได้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและวุ่นวาย แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องทำให้ฐานะของสามีอาภรณ์ที่สวมแล้วทั้งหมดถูกร่างใหญ่หอบขึ้นไว้แนบอก เขาจำได้ว่าฉิงเทียนเคยบ่นถึงตอนที่ต้องอยู่ลำพังว่าตนเองทำงานหนักขนาดไหน เขาอยากจะลองดู เผื่อจะได้เข้าใจบ้างว่าที่ชายาของเขาบ่นอยู่ตลอดทั้งวันนั่นเป็นอย่างไร เริ่มต้นด้วยการนำอาภรณ์ทั้งหมดพวกนี้ไปซัก“นั่นเจ้ากำลังทำสิ่งใด” เสียงหวานเอ่ยถามเดินเข้ามาหาพร้อมกับอุ้มอาหลิ่งมาด้วยในอ้อมกอด เด็กน้อยลูกปีศาจหลับตาพริ้มในอ้อมกอดของมารดา ไม่รับรู้ถึงบทสนทนาของผู้เป็นพ่อและแม่ในยามนี้“อาหลิ่งหลับแล้วหรือ” อาหลิ่งหรือก็เหวินหลิ่ง บุตรชายของผู้เป็นสายเลือดของราชาปีศาจ ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามพร้อมกับชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ“หลับแล้ว แล้วนั่นเจ้ากำลังจะทำสิ่งใด”“ข้าคิดว่าข้ากำลังอยากจะลองซักผ้าดูบ้าง เห็นเจ้าเคยบอกว่าทำมันแล้วเหนื่อยมาก อีกอย่างบางทีเจ้าอาจจะหายโกรธข้า” เ
เป็นอีกครั้งที่เหวินหวงตอบรับด้วยการพยักหน้าช้า ๆ เขายอมรับอย่างง่ายดาย “เป็นข้า”“ข้าว่าแล้วเชียว ว่าเจ้าก้อนประหลาดหน้าตาน่าเกลียดนั่นเหมือนเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน ว่าแต่เหตุใดยามนี้จึงกลายร่างเป็นปีศาจหน้าตาเช่นเจ้าแบบนี้ได้กันนะ” ฉิงเทียนเอ่ยหลอกล้อพร้อมกับเอื้อมมือสัมผัสแผ่วเบาลูบไล้บนใบหน้าของเหวินหวง“เจ้าอยากรู้หรือ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าของ เหวินหวง เขาขยับกายเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนท่าทางจากนั้นก็ฉุดร่างของชายาให้ขึ้นมานั่งบนตัก“เหตุใดข้าต้องเปลืองตัวเช่นนี้ด้วยเล่า” ฉิงเทียนบ่นอุบ ทว่าก็ไม่ได้ลุกหนีไปไหนซ้ำยังยกแขนทั้งสองข้างโอบรัดรอบลำคอแกร่งอีกด้วย“ดูเหมือนว่าข้าจะไม่มีอารมณ์เล่าให้เจ้าฟังเสียแล้ว”“เช่นนั้นข้าไปนอนก็ได้”ฉิงเทียนทำท่าจะลุกขึ้นทว่ามือหนาก็โอบกอดรอบเอวบางเอาไว้เสียก่อน“หลังจากที่เสียวฉีไล่ข้าที่อยู่ในร่างของแมวตัวนั้นออกไป ยามนั้นข้าสับสนและหวาดกลัว จึงได้แต่หลบซ่อนกายไม่กล้าไปไหนไกล ข้าเห็นคนพวกนั้นจับเสียวฉีมัด ก่อนที่ร่างของเสียวฉีจะมอดไหม้ต่อหน้าข้า…” เหวินหวงกัดฟันเล่าด้วยความโกรธแค้น แววตาเศร้าหมองวูบไหวฉิงเทียนที่นั่งจ้องอยู่แล้วจึงเห็นและสัมผัสได