LOGIN“นายโตพอสำหรับฉันแล้ว ฉันต่างหาก แก่เกินไปสำหรับนายหรือเปล่า” เสือซ่อนเล็บอย่างภพตะวันไม่เคยเผยเขี้ยวเล็บ ทว่าเมื่อครอบครัวของเขาถูกญาติพี่น้องโกงจนหมดตัว ตอนแรกก็ว่าจะปล่อยผ่านไปแล้วเชียว แต่ญาติที่รักจ้องเหยียบย่ำไม่เลิกรา ลูกเสืออายุสิบแปดจึงกางกรงเล็บออก ในเมื่อต่างคนต่างอยู่กันไม่ได้ งั้นเขาจะสร้างความบรรลัยให้ฉิบหายทั่วหน้าเอง หากจะพูดถึงชายผู้ทรงอำนาจทางการเงินในโลกนี้ "วารุณ เฟรเซอร์" คือหนึ่งในนั้น จนกระทั่งเจอ "ภพตะวัน" แค่สบตากันในเวลาไม่กี่วินาที เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้มีลูกบ้าจนน่าทึ่ง เขาควรจะปฏิเสธ แต่วารุณสัมผัสได้ชัดเจนว่ามีอะไรบางอย่างเดือดพล่านอยู่ในตัวเด็กคนนี้ เป็นส่วนผสมของความดื้อรั้นแบบเด็กๆ กับความแน่วแน่เกินวัยบ้าๆ เผอิญว่าเขาเองก็เป็นคนบ้าเสียด้วยสิ
View Moreจากใจนักเขียน
สวัสดีนักอ่านทุกท่าน ก่อนอื่นขอขอบคุณที่เลือกหยิบผลงานเรื่องนี้นะคะ หนูภพตะวันกับป๋าวารุณดีใจแน่นอน ด้วยความที่ปุ๋มชอบเขียนแนวนายเอกแกร่ง ฉลาดและแสบนิดๆ บวกกับได้ไอเดียเกี่ยวกับการทำธุรกิจหลายๆ อย่าง ก็เลยวางโครงเรื่องไว้ว่า เด็กธรรมดาที่มีชีวิตติดลบ จะใช้เวลาเพียงครึ่งปีสร้างเครดิตจนสามารถกู้เงินพันล้านได้อย่างไร
ปุ๋มหวังว่าทุกท่านจะมีความสุขที่ได้อ่านผลงานเรื่องนี้ของปุ๋มจนจบนะคะ ^^
บทนำ
ประกาศผลคะแนนสอบของโรงเรียนปรากฏชื่อ ภพตะวัน กิตติธารา อยู่ในลำดับที่หนึ่ง ซึ่งเป็นชื่อที่บรรดานักเรียนที่กำลังยืนดูลำดับคะแนนของตนเห็นแล้วต่างบุ้ยปาก
“ไอ้ภพตะวันอีกแล้ว”
“ก็แน่สิ TCAS[1] คะแนนเต็มของเขาสูงที่สุดในประเทศเลยนะ เจ้านั่นน่าขนลุกเป็นบ้า”
“เมื่อก่อนเรียนนานาชาติ ค่าเทอมเดือนละห้าแสน แต่บ้านล้มละลายถึงต้องลดตัวมาเรียนโรงเรียนบ้านๆ กับพวกเรานี่ไงล่ะ”
“เป็นเจ้าชายสูงส่งปานนั้น แล้วทำไมถึงทำตัวหิวเงินน่าเกลียดขนาดนี้ ไม่เหลือคราบคุณชายเลยสักนิด”
เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ ทุกคนที่รู้จักภพตะวันเอ่ยถึงลูกคนรวยตกอับบ้างล่ะ หยิ่งบ้างล่ะ ทำตัวน่าสมเพชบ้างล่ะ แต่เรื่องระดับสติปัญญาแล้วไม่มีใครโต้แย้งได้ และคนที่ทุกคนกำลังพูดถึงกำลังเดินดุ่มออกจากกลุ่มคนหน้าบอร์ดไปเงียบๆ ประมาณว่าหนีดีกว่า
ภพตะวันแต่งกายชุดเครื่องแบบนักเรียนมัธยมปลายไม่ต่างจากคนอื่นๆ เลย ใบหน้าเรียวรูปไข่ เรือนผมดำยาวประกายน้ำตาลปลิวพลิ้วระใบหน้าในชั่วเวลาหนึ่ง นิ้วมือเรียวงามจึงปัดผมออก เพียงเท่านี้พวกหนุ่มๆ ก็มองเพลิน พึมพำว่าน่ามองทุกมุมมองเป็นแบบนี้นี่เอง แต่ที่จะผิดแผกจนไม่มีใครอยากยุ่งด้วยก็คือเขาตั้งอกตั้งใจเก็บขวดน้ำที่ทิ้งเกลื่อนตามถังขยะ รวบรวมเอาไว้ ป้าแม่ค้าร้านข้าวในโรงอาหารไหว้วานให้ทำอะไร ภพตะวันก็รับทำให้หมด เรียกว่าอะไรที่ทำเงินได้ก็ไม่เกี่ยงเลย ซึ่งแหล่งรายได้หลักๆ ของเขาก็คือรับติวข้อสอบ
“แหม... อันดับหนึ่งของประเทศกำลังทำอะไรอยู่เหรอ ฉันยกกระป๋องน้ำอัดลมให้เอามั้ย”
เสียงทักทายดังขึ้น ซึ่งไม่ต้องตีความก็รู้เจตนาของคนพูดได้ว่ากำลังเสียดสี ภพตะวันถนัดเรื่องขอบคุณอยู่แล้วจึงยิ้มและขอบคุณทันที แต่อีกฝ่ายโยนกระป๋องเปล่าข้ามหัวเขาไป กลิ้งตกไปที่พื้น คนโยนก็อุทานอุ๊ยตาย จงใจร้องเสียงดังให้นักเรียนคนอื่นๆ ที่นั่งเล่นอยู่แถวม้าหินหันมามอง
“ฉันโยนพลาดน่ะ ขอโทษด้วยนะ อันดับหนึ่งของประเทศใจดีจะตาย คงไม่โกรธกันนะ”
“ไม่เป็นไรๆ ฉันเก็บเอง” ภพตะวันไม่อยากมีเรื่องจึงก้มเก็บ ชินเสียแล้วล่ะที่ต้องขายหน้า จะใครพูดก็ช่างเถอะ เขาไม่คิดมากอยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเลิกรา ทำทุกวิถีทางให้ภพตะวันอายให้ได้
“เที่ยวเก็บขยะขายแบบนั้น จะได้เงินสักเท่าไรเชียว”
“ช่วงนี้ขวดพลาสติกได้ราคา ก็คงจะได้ประมาณยี่สิบบาท พอได้ค่ารถเมล์” ภพตะวันคำนวณคร่าวๆ อย่างจริงจัง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโยนเงินให้หนึ่งร้อย
“เงินค่าชีทติวไงล่ะ เอาไปสิ ไม่ต้องทอน”
“อ้อๆ ขอบใจๆ”
เมื่อก่อนภพตะวันเป็นคุณชายผู้มีอันจะกิน เงินค่าขนมที่ได้แต่ละวันมากกว่าเงินเดือนของคนทั่วไปเสียอีก เวลาไปเรียนก็จะมีคนขับรถรับส่ง มีเพื่อนฝูงเดินตามมากมาย พออายุเข้าวัยรุ่น ความหล่อก็ยิ่งเผยชัด เขาเป็นหนุ่มเต็มตัวและหน้าตาดีไร้ที่ติ ใบหน้าหวานซึ้ง นัยน์ตาคมทอประกายฉลาดเฉลียว ผิวขาวนวลนุ่ม ดูเผินๆ งามราวกับตุ๊กตา แม้แต่เด็กๆ ก็ยังรู้สึกถึงความพิเศษในตัวเขา ใครๆ ก็ชื่นชมว่าเขาเป็นคนเก่งและหน้าตาดี แต่มันก็เป็นอดีตนานแล้ว เวลานี้ก็ต้องปรับตัวกันไป ภพตะวันก้มเก็บเงิน เอามาปัดฝุ่นแล้วพับเก็บใส่กระเป๋าสตางค์อย่างพิถีพิถัน ก่อนจะกล่าวยิ้มๆ
“สอบคราวหน้ามาอุดหนุนกันใหม่นะ”
ภพตะวันยิ้มแฉ่ง แต่อีกฝ่ายไม่ยิ้มด้วย สะบัดหน้าเดินออกไปพลางพึมพำว่าน่าสมเพช ก็แน่ล่ะ เจ้าตัวสอบแข่งขันกับภพตะวันมาตลอด พยายามเรียนพิเศษมากมายแต่ก็ยังทำคะแนนได้ไม่ดีเท่า ไม่ที่สองก็ที่สามตลอด ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ลองลดทิฐิซื้อชีทติวจากภพตะวันมาอ่าน คะแนนสอบย่อยก็เลยพอตีตื้นขึ้นมาหายใจรดต้นคอ แต่เพื่อนคนอื่นๆ ต่างพูดว่าเป็นเพราะอานิสงส์จากชีทติวของภพตะวันต่างหาก ทำให้เจ้าตัวเสียหน้าไม่น้อย
ภพตะวันยืดตัวไล่เมื่อย เดินไปล้างไม้ล้างมือ ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงดูหงุดหงิดอะไรปานนั้น แต่ก็ช่างเถอะ ช่วงเย็นหลังเลิกเรียนเขามาช่วยทำบัญชีภาษีให้ป้าๆ ร้านข้าวแกง ร้านขายน้ำปั่น ร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ละร้านต่อแถวเรียงคิวให้เขาจัดเก็บใบเสร็จค่าวัตถุดิบ ยอดขายลงบันทึกคำนวณด้วยการกดเครื่องคิดเลขแป้นใหญ่ๆ ดังแกร๊กๆ
“ยอดขายรวมของปีภาษีนี้เท่ากับ 1,273,658 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ที่ร้อยละ 60 ตามกฎหมาย เท่ากับ 764,194.80 เหลือ 509,463.20 หักค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ได้อีก 60,000 บาทเหลือเป็นเงินได้สุทธิเท่ากับ 449,463.20 บาทต่อปี หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแรกไม่เสียภาษี หนึ่งแสนห้าหมื่นต่อมาเสียภาษีร้อยละห้า ยอดที่เหลือคิดภาษีร้อยละ 10 รวมยอดภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายทั้งหมดเท่ากับ 22,446.30 บาทครับ”
ภพตะวันจิ้มๆ เครื่องคิดเลข ก่อนจะเงยหน้ายิ้มแฉ่ง “ถ้าอยากลดยอดภาษี แนะนำให้ซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีครับ”
“ขอบใจมากนะหนูภพ หนูช่วยป้าได้เยอะเลย”
“ด้วยความยินดีครับ”
โลกของธุรกิจเป็นเรื่องน่าหลงใหล ตัวเลขกำไรสุทธิ งบบัญชี ค่าใช้จ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน เงินปันผล กองทุน ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ภพตะวันสนใจ เขาอ่านบทความเกี่ยวกับผู้บริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จมากมาย ศึกษาวิธีการตัดสินใจที่ถูกต้อง ดีลธุรกิจรูปแบบต่างๆ การเลือกหุ้นที่เหนือความคาดหมาย และที่เขาสนใจเป็นพิเศษคือความผิดพลาดของผู้บริหารเก่งๆ โดยเฉพาะพ่อของเขา
พ่อสอนว่าความสำเร็จในอาชีพไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายเหมือนอย่างที่บทความสวยหรูพวกนั้นบอก แต่มันเกิดจากการเคี่ยวกรำนานปี เรียนรู้จากการทำซ้ำแล้วซ้ำอีก แก้ไขในสิ่งที่ผิดมหันต์และปรับปรุงข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ชีวิตไม่ได้เดินทางจากจุดเอไปจุดบีเป็นเส้นตรง แต่มันจะต้องมีข้อผิดพลาดชนเข้ามาจนเราหัวโน และเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะไม่เอาหัวไปชนอีกก็เท่านั้นเอง
“รายการบัญชีและเอกสารยื่นภาษีเสร็จเรียบร้อยครับ พรุ่งนี้ไปยื่นที่สรรพากรเขตได้เลยนะครับ”
หลังจากเสร็จงานเขาก็ยิ้มหน้าแป้น พนมมือรับเงินค่าแรงร้านละห้าร้อยบาท เมื่อนั่งรถเมล์กลับถึงบ้าน ภพตะวันก็แอบเอาเงินที่หาได้ยัดใส่เก๊ะเงินของพ่อแล้วย่องกลับขึ้นห้องไปเปิดคอม ตั้งกล้องทำคลิปสอนกวดวิชาลงยูทูปหารายได้อีกทางเป็นกิจวัตร ยอดวิวก็ถือว่าโอเคเลย รายได้ต่อเดือนพอช่วยค่าน้ำค่าไฟให้ที่บ้าน เขาขวยขวายหาเงินมากจนถูกหัวเราะ ใครๆ ต่างก็พูดว่าเงินไม่ใช่กุญแจไขไปสู่ความสำเร็จ แต่ภพตะวันก็คิดเสมอว่าถ้ามีเงินมากพอ เขาก็สั่งทำกุญแจได้
หากการเรียนรู้ความผิดพลาดทางธุรกิจของคนอื่นแล้วนำมาป้องกันแก้ไขเป็นเรื่องที่ดี ข้อผิดพลาดทางธุรกิจของพ่อก็เป็นบทเรียนแรกที่เขาได้สัมผัส พ่อหลุดออกจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูล บ้านเขาติดหนี้อยู่ราวๆ เก้าร้อยกว่าล้านบาท... ตีหยาบๆ ว่าพันล้านไปก็แล้วกัน เงินที่ภพตะวันพยายามหาได้แต่ละวันมันจึงเล็กยิ่งกว่าธุลี
หนี้ก้อนนี้เกิดจากการทำธุรกิจกงสีของตระกูล แต่ไม่รู้ทำไมพอทุกอย่างล้มครืน พ่อของเขากลับเป็นคนรับภาระหนี้เพียงผู้เดียว เข้าทำนองยามกินก็มีคนร่วมกินด้วย แต่ยามอด จะเหลียวมองหาข้าวจากใครก็ไม่มีเลย
“ธุรกิจอสังหาฯ เป็นการเล่นกับความเสี่ยง”
พ่อคุยกับเขาเมื่อมีเวลาว่างเสมอ แววตาของพ่อมีความสุขเมื่อพูดถึงความสำเร็จ “ลูกคงจำได้ พ่อมีตึกอยู่ทั่วกรุงเทพ นนทบุรี สมุทรปราการ เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี ระยอง สุราษฎร์ธานี”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นหรือครับพ่อ”
“ความโลภอย่างไรล่ะ พ่อเลยเสียทั้งกระดาน ก่อนจะเสียมันไป พ่อก็คิดได้ว่า อ้อ รสชาติของชีวิต มันมีรสชาติดีไม่น้อย จำไว้นะลูก ถ้าจะสร้างอะไรสักอย่าง เราต้องใช้เงินคนอื่น”
“ใช้เงินคนอื่น?”
พ่ออมยิ้ม สอนเขาเรื่องการจำนอง การหมุนเงิน การขอกู้เงิน พ่อของเขาเคยร่ำรวยเข้าขั้นเจ้าสัวดาวรุ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นเวลาล้มจึงล้มดังกว่าเพื่อน ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็เริ่มเปลี่ยนไปตามประสาคนเคยรวย รถยุโรปหรูทยอยขายเหลือแค่รถญี่ปุ่นมือสองหนึ่งคัน คฤหาสน์หลังงามเหลือแค่บ้านเดี่ยวขนาดสองห้องนอน ทรัพย์สินที่มีหลุดมือไปทีละชิ้น ดีที่ได้ลุงสุวิทย์ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ คอยช่วย พ่อจึงถอดชุดสูทออกแล้วมาทำงานที่ร้านขายวัสดุก่อสร้างซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมและเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย ส่วนแม่ทยอยขายเครื่องเพชรและของมีค่าเพื่อหาเงินหมุนเวียน แต่มันก็ยังไม่พอ
ตั้งแต่นั้นมาภพตะวันเห็นพ่อพยายามวิ่งหาเงินทุกทางเหมือนหนูถีบจักร พ่อยื่นกู้ครบทุกธนาคารและขอความเมตตาจากผู้มีอันจะกินทั้งหลาย หรือพูดง่ายๆ ว่าขอกู้นั่นแหละ แต่ยิ่งกู้ก็ยิ่งจมลึกขึ้น เหมือนวัวที่พยายามหนีจากโรงเชือดแต่พันเชือกรัดคอตัวเองจนยุ่งเหยิง เวลาไปรวมญาติกันแต่ละครั้ง คำดูถูกดูแคลนก็ลอยมาให้ภพตะวันได้ยินเสมอ เมื่อก่อนพ่อกับแม่ได้รับเกียรติเป็นอย่างดี แต่เดี๋ยวนี้ต้องคอยบริการอำนวยความสะดวก ส่วนเขาต้องยกข้าวเก็บจานให้ไม่ต่างอะไรจากคนใช้เลย และแน่นอนว่าทั้งคำนินทา ทั้งเบ่ง เกทับ ติทุกอย่างที่เกี่ยวกับครอบครัว โดยเฉพาะป้าแจ่มจันทร์ ภรรยาของคุณลุงจะพูดในวงอาหารแบบไม่ไว้หน้าบ้านเขาเลย
“เอ้า จานที่พี่ๆ เขากินเสร็จแล้วก็ยกไปล้างด้วยสิ”
“ครับ”
“ภพ เดี๋ยวแม่ทำเองลูก หนูไปนั่งพักเถอะ”
“ภพตะวันเป็นลูกก็ต้องคอยช่วยงานแม่นั่นแหละถูกต้องแล้ว ล้างจานแค่นี้ยังทำอิดออด น่าอายจริงๆ”
“แล้วทำไมภพถึงต้องเป็นคนล้างให้คนอื่นตลอดเลยล่ะครับคุณป้า แม่กับภพต้องตื่นมาจัดเตรียมของ กินก็ได้กินทีหลังแถมยังต้องมาเก็บล้างอีก ตกลงงานรวมญาติหรืองานเอาเปรียบกันแน่ครับ”
“เอ๊ะ ไอ้เด็กนี่!”
“ภพ ไม่เอาลูก” แม่พยายามปรามเพราะไม่อยากให้เขากลายเป็นเด็กก้าวร้าว ภพตะวันก็ได้แต่เก็บความขัดข้องใจเอาไว้และยกมือไหว้ขอโทษ ความที่แม่ของเขามีพื้นฐานมาจากครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง ญาติๆ ของพ่อก็เลยไม่ค่อยชอบแม่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เวลาคุยกับแม่พวกเขาก็จะถือตัว โดยเฉพาะป้าแจ่มจันทร์ที่จะคุยกับภพตะวันเพื่อกระแซะไปถึงแม่ตลอด
“เรียนเก่งก็ไม่ได้ความว่าจะได้ดีหรอกนะ มีถมไปที่จบมาแล้วหางานไม่ได้ อีกหน่อยก็ต้องมาของานที่บริษัททำใช่มั้ยแหละ ดูอย่างแม่ของแก เมื่อก่อนก็ทำงานนั่งโต๊ะ เจอหน้าพ่อเขาแค่แวบสองแวบก็ท้องซะแล้ว เดี๋ยวนี้ก็เลยเป็นคุณนายสบายไป ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะว่าจะมาใช้อภิสิทธิ์ลูกหลานกิตติธาราไม่ได้”
“ครับ”
“เวลาจะพูดจะจาอะไรกับผู้ใหญ่ก็ต้องรู้จักมีสัมมาคารวะ ต้องรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ไม่ใช่นึกจะพูดอะไรก็พูด มันดูเป็นพวกไม่มีการศึกษานะ เข้าใจมั้ย”
“ครับ”
ป้ามีปากก็เลยพูดไปเรื่อย และพูดต่อหน้าแม่ว่าภพตะวันนิสัยไม่ดี คงจะได้นิสัยมาจากทางแม่เยอะ เลือดแม่มันไม่ดี ภพตะวันโตพอรู้ความแล้วก็เอ๊ะ รู้แล้วว่าป้าสะใภ้ไม่ได้หวังดีอยากอบรมสั่งสอนอะไรหรอก แต่ป้ากำลังดูถูกเขาและแม่อยู่
“อะไรนี่ ชักสีหน้าใส่ฉันแบบนี้หมายความว่าอะไรมิทราบ นี่เธอ สั่งสอนลูกซะบ้างนะ อย่ามาทำกิริยาถ่อยๆ ใส่ฉันแบบนี้”
“ค่ะๆ ขออภัยแทนภพตะวันด้วยนะคะคุณพี่”
แม่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษขอโพย แต่ป้าแจ่มจันทร์ก็ยังไม่พอใจ เดินไปฟ้องพ่อของภพตะวันว่าเขาเป็นเด็กสอนไม่ได้ ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่สอนยังมาทำหน้าไม่พอใจใส่อีก และป้าก็เรียกลุงสุวิทย์ให้มาเอาเรื่องด้วย
“จริงเหรอลูก หนูทำกิริยาไม่ดีใส่คุณป้าเขาจริงมั้ย”
พ่อเรียกเขามาคุยต่อหน้า ซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ของเขาไม่อยากมีเรื่องจึงบอกปัดว่าไม่มีอะไร แต่ภพตะวันไม่ยอม เขาตอบไปตามความจริงทุกอย่าง ย้อนทุกประโยคครบถ้วนตามที่ป้าพูดถึงแม่ลับหลังคนอื่น
“คุณป้าพูดว่าคุณแม่กำพืดขี้ข้าครับ”
“เอ๊ะ ไอ้เด็กขี้โกหกนี่ พูดจาอะไรเลอะเทอะ!”
“มีกล้องวงจรปิดที่บันทึกเสียงได้ไม่ใช่หรือครับ เปิดฟังเลยก็ได้ครับว่าคุณป้าพูดจริงมั้ย”
เด็กมันสู้กลับ ป้าแจ่มจันทร์ก็เริ่มหน้าเสียเพราะไม่คิดว่าเด็กจะกล้าพูด ป้าคงคิดว่าเขาจะกลัวนางเหมือนอย่างที่แม่กลัว แต่ไม่เลย ภพตะวันไม่เคยคิดกลัวคนนิสัยไม่ดี เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ลุงสุวิทย์ก็เดินหนี ส่ายหัวที่เมียทะเลาะกับเด็กแล้วถูกเด็กมันย้อนเข้าให้ แต่พ่อไม่ได้เข้าข้างภพตะวันแต่อย่างใด
“ขอโทษคุณป้าซะลูก หนูทำกิริยาไม่น่ารักใส่ผู้ใหญ่ ไม่ดี”
“ครับ ภพขอโทษที่ชักสีหน้าใส่เนื่องจากคุณป้าด่าแม่ภพนะครับ”
ป้าแจ่มจันทร์หน้าเสียหนักกว่าเดิมอีก ส่วนพ่อกับแม่แอบอมยิ้มเพราะที่ผ่านมาก็ต้องทนปากญาติคนนี้มานาน อีกอย่างลูกชายคนนี้เห็นหน้านิ่งๆ แต่ที่จริงแล้วเทพสงครามชัดๆ พ่อบอกภพตะวันว่าป้าเขาคงเห็นว่าเขาเป็นเด็กก็อยากให้เคารพนบนอบต่อเขา แต่ป้าทำตัวไม่น่าเคารพเลยสักนิด
[1] Thai University Central Admission System ระบบกลางในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
ตาย... คนแก่ตายแน่ๆ วารุณหน้าแดงก่ำ รู้สึกจะขาดใจแต่ก็ตั้งใจตอบรับอย่างแข็งขัน ภพตะวันหวานฉ่ำจนปลายลิ้นของเขาแทบละลาย เลือดลมชายชายอาชาไนยเดือดพล่านอยากบรรเลงเพลงรักโดยเร็ว แต่จู่ๆ ภพตะวันก็ถอนจูบออก มือไม้วุ่นวายอยู่กับความเป็นชายที่กำลังแข็งขึง ทำเอาร่างสูงใหญ่หัวเราะร่วน แต่ชักจะหัวเราะไม่ออกเมื่อเขาโปะชามไอศกรีมกับวิปครีมลงไป “แท่งไอติมของเตงหดหมดเลย เดี๋ยวหนูทำให้อุ่นขึ้นนะ” “หนูภพตะวัน” “ค้าบ...” ร่างแข็งชันตื่นตัวสู้เต็มที่ ภพตะวันวางมือบนต้นขากำยำ ลองลิ้มชิมร
“ด้านท้ายของเครื่องบินของฉันมีห้องนอนนะ” “บ้า อายพวกพี่ๆ ลูกเรือตายเลย” “ครับๆ เอาล่ะ แฟนตัวน้อยของฉันอยากได้อะไร ซื้อเลย เต็มที่” วารุณประกาศว่าได้เวลาใช้เงินให้สะใจแล้ว แต่ภพตะวันประหยัดเป็นนิสัยเพราะลำบากมาก่อน ก็เลยไม่รู้สึกว่าจะต้องใช้เงินเยอะๆ ให้สิ้นเปลืองไปทำไม เมื่อเดินผ่านร้านรวงหรูหราต่างๆ ก็เฉย วารุณจึงใช้ไม้เด็ด “สำหรับฉัน ยิ่งหนูใช้เงินฉันเยอะเท่าไหร่ ก็แปลว่าหนูยิ่งรักฉันนะ” “ตรรกะดูจะไม่สมเหตุสมผลนะครับ” “แล้วหนูไม่รักฉัน
บทที่ 30 จีบเด็ก แววนักลงทุนของภพตะวันเริ่มฉายประกายขึ้น และเริ่มมีมุมมองธุรกิจเฉียบคมขึ้นตามประสบการณ์ แต่ตอนที่วารุณกำลังสั่งการโยกย้ายเงินทุนอย่างคึกคัก หันมาอีกทีก็เห็นภพตะวันกำลังงุบงิบก้มดูอะไรบางอย่างอยู่ มันคือกล่องแหวนซึ่งดูท่าทางเขาจะหวงมาก ถึงขนาดพกในกระเป๋าติดตัวไปไหนมาไหนตลอด แต่วารุณดูแล้วว่าภพตะวันไม่ได้ใส่แหวนอะไรเป็นพิเศษ เวลาไม่มีอะไรทำหรือเพลียๆ ก็จะแอบหยิบกล่องแหวนนี้มาเปิดดู แอบๆ หลบๆ ไม่ให้ใครดูด้วย หลังจากสังเกตอยู่หลายวัน ภพตะวันก็ไม่มีท่าทีว่าจะให้เขาเป็นของขวัญอะไร วารุณจึงลองเอ่ยถามหยั่งเชิง “หนูน้อยของฉัน แหวนใครหรือ” “ม...ไม่ใช่แหวนครับ” ภพตะวันสะดุ้ง แอบกล่องแหวนไว้ลึกขึ้น&nb
จู่ๆ คนบ้างานสองคนหายหน้าไปเปิดห้องอิมพีเรียลสูทแล้วขลุกอยู่ในนั้นเป็นเวลาสี่วัน ย่อมเกิดคลื่นฮือฮาพร้อมข้อกังขามากมาย ซึ่งหนึ่งในคำซุบซิบที่ภพตะวันได้ยินแล้วหลุดขำก็คือ สี่วันสี่คืน นอนสต็อป ความจริงแล้วก็ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะก็มีช่วงหยุดพักแยกย้ายไปคนละมุมบ้าง เคลียร์งานผ่านทางออนไลน์เสร็จ ภพตะวันก็จะแตะเขาตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ซึ่งเปอร์เซ็นต์สำเร็จก็จะประมาณห้าสิบห้าสิบ เพราะต้องดูช่วงจังหวะเวลาด้วย บางครั้งวารุณก็งานยุ่งและเหนื่อย ภพตะวันก็อด แต่บางครั้งวารุณคึกขึ้นมาจริงๆ แต่ตอนนั้นภพตะวันแค่จะหยอกเฉยๆ เขาก็อด เพราะงั้นก็เลยต่างฝ่ายต่างหยอดเผื่อจะสปาร์กตรงกัน ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้ขยันทำทั้งวันทั้งคืนอะไรขนาดนั้น ภพตะวันกำลังเร่งเคลียร์งานที่คั่งค้างอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเองในแผนก จวบจนท้องฟ้าด้านนอกมืดแล้ว ภพตะวันก็ยังยุ่งอยู่หน้าคอม ก่อนจะร้องตกใจเพราะถูกรวบตัวไว้ ร่างก
“เอาล่ะ ขออภัยที่ต้องให้คุณรอ มาคุยเรื่องงานของเรากันดีกว่า” แทนไทถอดเสื้อกาวน์ ล้างมือแล้วมานั่งที่โต๊ะ เขาจะเปิดคลินิกอยู่จนถึงช่วงสี่ทุ่มแล้วกลับบ้านเป็นคนสุดท้าย เขาลงนามเซ็นเอกสารให้
บทที่ 21 สัญญาแทนไท วันนี้แทนไทมีงานที่คลินิก เขาสวมเสื้อเชิ้ตลำลองสีขาว กางเกงขายาวพอดีตัวและรองเท้าผ้าใบ ไม่มีมาดผู้บริหารระดับสูงของธุรกิ
เชฟอาหารไทยของเดอะแอตลาสได้รับเชิญให้เป็นผู้ปรุงอาหารให้งานประชุมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเกียรติและขยายโอกาสมากขึ้น ภพตะวันจึงเริ่มมองเรื่องการโฆษณาโรงแรมเดอะแอตลาสไปสู่มหานครใหญ่ๆ สำคัญของโลกอย่างนิวยอร์ก โตเกียว ลอนดอน เป็นต้น แต่ออแกไนเซอร์และฝ่ายการตลาดตอบกลับมาว่ายา
บทที่ 20 เล่ห์กล มิสเตอร์ซัลมานที่วารุณเอ่ยถึงคือฟาฮัด บิน อับดุลอาซีซ ซัลมาน พระอนุชาของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งดินแดนมีดีสแห่งตะวันออกกลาง พระองค์เป็นเจ้าของกองเรือขนส่งน้