LOGIN“นายโตพอสำหรับฉันแล้ว ฉันต่างหาก แก่เกินไปสำหรับนายหรือเปล่า” เสือซ่อนเล็บอย่างภพตะวันไม่เคยเผยเขี้ยวเล็บ ทว่าเมื่อครอบครัวของเขาถูกญาติพี่น้องโกงจนหมดตัว ตอนแรกก็ว่าจะปล่อยผ่านไปแล้วเชียว แต่ญาติที่รักจ้องเหยียบย่ำไม่เลิกรา ลูกเสืออายุสิบแปดจึงกางกรงเล็บออก ในเมื่อต่างคนต่างอยู่กันไม่ได้ งั้นเขาจะสร้างความบรรลัยให้ฉิบหายทั่วหน้าเอง หากจะพูดถึงชายผู้ทรงอำนาจทางการเงินในโลกนี้ "วารุณ เฟรเซอร์" คือหนึ่งในนั้น จนกระทั่งเจอ "ภพตะวัน" แค่สบตากันในเวลาไม่กี่วินาที เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้มีลูกบ้าจนน่าทึ่ง เขาควรจะปฏิเสธ แต่วารุณสัมผัสได้ชัดเจนว่ามีอะไรบางอย่างเดือดพล่านอยู่ในตัวเด็กคนนี้ เป็นส่วนผสมของความดื้อรั้นแบบเด็กๆ กับความแน่วแน่เกินวัยบ้าๆ เผอิญว่าเขาเองก็เป็นคนบ้าเสียด้วยสิ
View Moreจากใจนักเขียน
สวัสดีนักอ่านทุกท่าน ก่อนอื่นขอขอบคุณที่เลือกหยิบผลงานเรื่องนี้นะคะ หนูภพตะวันกับป๋าวารุณดีใจแน่นอน ด้วยความที่ปุ๋มชอบเขียนแนวนายเอกแกร่ง ฉลาดและแสบนิดๆ บวกกับได้ไอเดียเกี่ยวกับการทำธุรกิจหลายๆ อย่าง ก็เลยวางโครงเรื่องไว้ว่า เด็กธรรมดาที่มีชีวิตติดลบ จะใช้เวลาเพียงครึ่งปีสร้างเครดิตจนสามารถกู้เงินพันล้านได้อย่างไร
ปุ๋มหวังว่าทุกท่านจะมีความสุขที่ได้อ่านผลงานเรื่องนี้ของปุ๋มจนจบนะคะ ^^
บทนำ
ประกาศผลคะแนนสอบของโรงเรียนปรากฏชื่อ ภพตะวัน กิตติธารา อยู่ในลำดับที่หนึ่ง ซึ่งเป็นชื่อที่บรรดานักเรียนที่กำลังยืนดูลำดับคะแนนของตนเห็นแล้วต่างบุ้ยปาก
“ไอ้ภพตะวันอีกแล้ว”
“ก็แน่สิ TCAS[1] คะแนนเต็มของเขาสูงที่สุดในประเทศเลยนะ เจ้านั่นน่าขนลุกเป็นบ้า”
“เมื่อก่อนเรียนนานาชาติ ค่าเทอมเดือนละห้าแสน แต่บ้านล้มละลายถึงต้องลดตัวมาเรียนโรงเรียนบ้านๆ กับพวกเรานี่ไงล่ะ”
“เป็นเจ้าชายสูงส่งปานนั้น แล้วทำไมถึงทำตัวหิวเงินน่าเกลียดขนาดนี้ ไม่เหลือคราบคุณชายเลยสักนิด”
เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ ทุกคนที่รู้จักภพตะวันเอ่ยถึงลูกคนรวยตกอับบ้างล่ะ หยิ่งบ้างล่ะ ทำตัวน่าสมเพชบ้างล่ะ แต่เรื่องระดับสติปัญญาแล้วไม่มีใครโต้แย้งได้ และคนที่ทุกคนกำลังพูดถึงกำลังเดินดุ่มออกจากกลุ่มคนหน้าบอร์ดไปเงียบๆ ประมาณว่าหนีดีกว่า
ภพตะวันแต่งกายชุดเครื่องแบบนักเรียนมัธยมปลายไม่ต่างจากคนอื่นๆ เลย ใบหน้าเรียวรูปไข่ เรือนผมดำยาวประกายน้ำตาลปลิวพลิ้วระใบหน้าในชั่วเวลาหนึ่ง นิ้วมือเรียวงามจึงปัดผมออก เพียงเท่านี้พวกหนุ่มๆ ก็มองเพลิน พึมพำว่าน่ามองทุกมุมมองเป็นแบบนี้นี่เอง แต่ที่จะผิดแผกจนไม่มีใครอยากยุ่งด้วยก็คือเขาตั้งอกตั้งใจเก็บขวดน้ำที่ทิ้งเกลื่อนตามถังขยะ รวบรวมเอาไว้ ป้าแม่ค้าร้านข้าวในโรงอาหารไหว้วานให้ทำอะไร ภพตะวันก็รับทำให้หมด เรียกว่าอะไรที่ทำเงินได้ก็ไม่เกี่ยงเลย ซึ่งแหล่งรายได้หลักๆ ของเขาก็คือรับติวข้อสอบ
“แหม... อันดับหนึ่งของประเทศกำลังทำอะไรอยู่เหรอ ฉันยกกระป๋องน้ำอัดลมให้เอามั้ย”
เสียงทักทายดังขึ้น ซึ่งไม่ต้องตีความก็รู้เจตนาของคนพูดได้ว่ากำลังเสียดสี ภพตะวันถนัดเรื่องขอบคุณอยู่แล้วจึงยิ้มและขอบคุณทันที แต่อีกฝ่ายโยนกระป๋องเปล่าข้ามหัวเขาไป กลิ้งตกไปที่พื้น คนโยนก็อุทานอุ๊ยตาย จงใจร้องเสียงดังให้นักเรียนคนอื่นๆ ที่นั่งเล่นอยู่แถวม้าหินหันมามอง
“ฉันโยนพลาดน่ะ ขอโทษด้วยนะ อันดับหนึ่งของประเทศใจดีจะตาย คงไม่โกรธกันนะ”
“ไม่เป็นไรๆ ฉันเก็บเอง” ภพตะวันไม่อยากมีเรื่องจึงก้มเก็บ ชินเสียแล้วล่ะที่ต้องขายหน้า จะใครพูดก็ช่างเถอะ เขาไม่คิดมากอยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเลิกรา ทำทุกวิถีทางให้ภพตะวันอายให้ได้
“เที่ยวเก็บขยะขายแบบนั้น จะได้เงินสักเท่าไรเชียว”
“ช่วงนี้ขวดพลาสติกได้ราคา ก็คงจะได้ประมาณยี่สิบบาท พอได้ค่ารถเมล์” ภพตะวันคำนวณคร่าวๆ อย่างจริงจัง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโยนเงินให้หนึ่งร้อย
“เงินค่าชีทติวไงล่ะ เอาไปสิ ไม่ต้องทอน”
“อ้อๆ ขอบใจๆ”
เมื่อก่อนภพตะวันเป็นคุณชายผู้มีอันจะกิน เงินค่าขนมที่ได้แต่ละวันมากกว่าเงินเดือนของคนทั่วไปเสียอีก เวลาไปเรียนก็จะมีคนขับรถรับส่ง มีเพื่อนฝูงเดินตามมากมาย พออายุเข้าวัยรุ่น ความหล่อก็ยิ่งเผยชัด เขาเป็นหนุ่มเต็มตัวและหน้าตาดีไร้ที่ติ ใบหน้าหวานซึ้ง นัยน์ตาคมทอประกายฉลาดเฉลียว ผิวขาวนวลนุ่ม ดูเผินๆ งามราวกับตุ๊กตา แม้แต่เด็กๆ ก็ยังรู้สึกถึงความพิเศษในตัวเขา ใครๆ ก็ชื่นชมว่าเขาเป็นคนเก่งและหน้าตาดี แต่มันก็เป็นอดีตนานแล้ว เวลานี้ก็ต้องปรับตัวกันไป ภพตะวันก้มเก็บเงิน เอามาปัดฝุ่นแล้วพับเก็บใส่กระเป๋าสตางค์อย่างพิถีพิถัน ก่อนจะกล่าวยิ้มๆ
“สอบคราวหน้ามาอุดหนุนกันใหม่นะ”
ภพตะวันยิ้มแฉ่ง แต่อีกฝ่ายไม่ยิ้มด้วย สะบัดหน้าเดินออกไปพลางพึมพำว่าน่าสมเพช ก็แน่ล่ะ เจ้าตัวสอบแข่งขันกับภพตะวันมาตลอด พยายามเรียนพิเศษมากมายแต่ก็ยังทำคะแนนได้ไม่ดีเท่า ไม่ที่สองก็ที่สามตลอด ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ลองลดทิฐิซื้อชีทติวจากภพตะวันมาอ่าน คะแนนสอบย่อยก็เลยพอตีตื้นขึ้นมาหายใจรดต้นคอ แต่เพื่อนคนอื่นๆ ต่างพูดว่าเป็นเพราะอานิสงส์จากชีทติวของภพตะวันต่างหาก ทำให้เจ้าตัวเสียหน้าไม่น้อย
ภพตะวันยืดตัวไล่เมื่อย เดินไปล้างไม้ล้างมือ ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงดูหงุดหงิดอะไรปานนั้น แต่ก็ช่างเถอะ ช่วงเย็นหลังเลิกเรียนเขามาช่วยทำบัญชีภาษีให้ป้าๆ ร้านข้าวแกง ร้านขายน้ำปั่น ร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ละร้านต่อแถวเรียงคิวให้เขาจัดเก็บใบเสร็จค่าวัตถุดิบ ยอดขายลงบันทึกคำนวณด้วยการกดเครื่องคิดเลขแป้นใหญ่ๆ ดังแกร๊กๆ
“ยอดขายรวมของปีภาษีนี้เท่ากับ 1,273,658 บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ที่ร้อยละ 60 ตามกฎหมาย เท่ากับ 764,194.80 เหลือ 509,463.20 หักค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ได้อีก 60,000 บาทเหลือเป็นเงินได้สุทธิเท่ากับ 449,463.20 บาทต่อปี หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแรกไม่เสียภาษี หนึ่งแสนห้าหมื่นต่อมาเสียภาษีร้อยละห้า ยอดที่เหลือคิดภาษีร้อยละ 10 รวมยอดภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายทั้งหมดเท่ากับ 22,446.30 บาทครับ”
ภพตะวันจิ้มๆ เครื่องคิดเลข ก่อนจะเงยหน้ายิ้มแฉ่ง “ถ้าอยากลดยอดภาษี แนะนำให้ซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีครับ”
“ขอบใจมากนะหนูภพ หนูช่วยป้าได้เยอะเลย”
“ด้วยความยินดีครับ”
โลกของธุรกิจเป็นเรื่องน่าหลงใหล ตัวเลขกำไรสุทธิ งบบัญชี ค่าใช้จ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน เงินปันผล กองทุน ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ภพตะวันสนใจ เขาอ่านบทความเกี่ยวกับผู้บริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จมากมาย ศึกษาวิธีการตัดสินใจที่ถูกต้อง ดีลธุรกิจรูปแบบต่างๆ การเลือกหุ้นที่เหนือความคาดหมาย และที่เขาสนใจเป็นพิเศษคือความผิดพลาดของผู้บริหารเก่งๆ โดยเฉพาะพ่อของเขา
พ่อสอนว่าความสำเร็จในอาชีพไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายเหมือนอย่างที่บทความสวยหรูพวกนั้นบอก แต่มันเกิดจากการเคี่ยวกรำนานปี เรียนรู้จากการทำซ้ำแล้วซ้ำอีก แก้ไขในสิ่งที่ผิดมหันต์และปรับปรุงข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ชีวิตไม่ได้เดินทางจากจุดเอไปจุดบีเป็นเส้นตรง แต่มันจะต้องมีข้อผิดพลาดชนเข้ามาจนเราหัวโน และเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะไม่เอาหัวไปชนอีกก็เท่านั้นเอง
“รายการบัญชีและเอกสารยื่นภาษีเสร็จเรียบร้อยครับ พรุ่งนี้ไปยื่นที่สรรพากรเขตได้เลยนะครับ”
หลังจากเสร็จงานเขาก็ยิ้มหน้าแป้น พนมมือรับเงินค่าแรงร้านละห้าร้อยบาท เมื่อนั่งรถเมล์กลับถึงบ้าน ภพตะวันก็แอบเอาเงินที่หาได้ยัดใส่เก๊ะเงินของพ่อแล้วย่องกลับขึ้นห้องไปเปิดคอม ตั้งกล้องทำคลิปสอนกวดวิชาลงยูทูปหารายได้อีกทางเป็นกิจวัตร ยอดวิวก็ถือว่าโอเคเลย รายได้ต่อเดือนพอช่วยค่าน้ำค่าไฟให้ที่บ้าน เขาขวยขวายหาเงินมากจนถูกหัวเราะ ใครๆ ต่างก็พูดว่าเงินไม่ใช่กุญแจไขไปสู่ความสำเร็จ แต่ภพตะวันก็คิดเสมอว่าถ้ามีเงินมากพอ เขาก็สั่งทำกุญแจได้
หากการเรียนรู้ความผิดพลาดทางธุรกิจของคนอื่นแล้วนำมาป้องกันแก้ไขเป็นเรื่องที่ดี ข้อผิดพลาดทางธุรกิจของพ่อก็เป็นบทเรียนแรกที่เขาได้สัมผัส พ่อหลุดออกจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูล บ้านเขาติดหนี้อยู่ราวๆ เก้าร้อยกว่าล้านบาท... ตีหยาบๆ ว่าพันล้านไปก็แล้วกัน เงินที่ภพตะวันพยายามหาได้แต่ละวันมันจึงเล็กยิ่งกว่าธุลี
หนี้ก้อนนี้เกิดจากการทำธุรกิจกงสีของตระกูล แต่ไม่รู้ทำไมพอทุกอย่างล้มครืน พ่อของเขากลับเป็นคนรับภาระหนี้เพียงผู้เดียว เข้าทำนองยามกินก็มีคนร่วมกินด้วย แต่ยามอด จะเหลียวมองหาข้าวจากใครก็ไม่มีเลย
“ธุรกิจอสังหาฯ เป็นการเล่นกับความเสี่ยง”
พ่อคุยกับเขาเมื่อมีเวลาว่างเสมอ แววตาของพ่อมีความสุขเมื่อพูดถึงความสำเร็จ “ลูกคงจำได้ พ่อมีตึกอยู่ทั่วกรุงเทพ นนทบุรี สมุทรปราการ เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี ระยอง สุราษฎร์ธานี”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นหรือครับพ่อ”
“ความโลภอย่างไรล่ะ พ่อเลยเสียทั้งกระดาน ก่อนจะเสียมันไป พ่อก็คิดได้ว่า อ้อ รสชาติของชีวิต มันมีรสชาติดีไม่น้อย จำไว้นะลูก ถ้าจะสร้างอะไรสักอย่าง เราต้องใช้เงินคนอื่น”
“ใช้เงินคนอื่น?”
พ่ออมยิ้ม สอนเขาเรื่องการจำนอง การหมุนเงิน การขอกู้เงิน พ่อของเขาเคยร่ำรวยเข้าขั้นเจ้าสัวดาวรุ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นเวลาล้มจึงล้มดังกว่าเพื่อน ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็เริ่มเปลี่ยนไปตามประสาคนเคยรวย รถยุโรปหรูทยอยขายเหลือแค่รถญี่ปุ่นมือสองหนึ่งคัน คฤหาสน์หลังงามเหลือแค่บ้านเดี่ยวขนาดสองห้องนอน ทรัพย์สินที่มีหลุดมือไปทีละชิ้น ดีที่ได้ลุงสุวิทย์ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ คอยช่วย พ่อจึงถอดชุดสูทออกแล้วมาทำงานที่ร้านขายวัสดุก่อสร้างซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมและเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย ส่วนแม่ทยอยขายเครื่องเพชรและของมีค่าเพื่อหาเงินหมุนเวียน แต่มันก็ยังไม่พอ
ตั้งแต่นั้นมาภพตะวันเห็นพ่อพยายามวิ่งหาเงินทุกทางเหมือนหนูถีบจักร พ่อยื่นกู้ครบทุกธนาคารและขอความเมตตาจากผู้มีอันจะกินทั้งหลาย หรือพูดง่ายๆ ว่าขอกู้นั่นแหละ แต่ยิ่งกู้ก็ยิ่งจมลึกขึ้น เหมือนวัวที่พยายามหนีจากโรงเชือดแต่พันเชือกรัดคอตัวเองจนยุ่งเหยิง เวลาไปรวมญาติกันแต่ละครั้ง คำดูถูกดูแคลนก็ลอยมาให้ภพตะวันได้ยินเสมอ เมื่อก่อนพ่อกับแม่ได้รับเกียรติเป็นอย่างดี แต่เดี๋ยวนี้ต้องคอยบริการอำนวยความสะดวก ส่วนเขาต้องยกข้าวเก็บจานให้ไม่ต่างอะไรจากคนใช้เลย และแน่นอนว่าทั้งคำนินทา ทั้งเบ่ง เกทับ ติทุกอย่างที่เกี่ยวกับครอบครัว โดยเฉพาะป้าแจ่มจันทร์ ภรรยาของคุณลุงจะพูดในวงอาหารแบบไม่ไว้หน้าบ้านเขาเลย
“เอ้า จานที่พี่ๆ เขากินเสร็จแล้วก็ยกไปล้างด้วยสิ”
“ครับ”
“ภพ เดี๋ยวแม่ทำเองลูก หนูไปนั่งพักเถอะ”
“ภพตะวันเป็นลูกก็ต้องคอยช่วยงานแม่นั่นแหละถูกต้องแล้ว ล้างจานแค่นี้ยังทำอิดออด น่าอายจริงๆ”
“แล้วทำไมภพถึงต้องเป็นคนล้างให้คนอื่นตลอดเลยล่ะครับคุณป้า แม่กับภพต้องตื่นมาจัดเตรียมของ กินก็ได้กินทีหลังแถมยังต้องมาเก็บล้างอีก ตกลงงานรวมญาติหรืองานเอาเปรียบกันแน่ครับ”
“เอ๊ะ ไอ้เด็กนี่!”
“ภพ ไม่เอาลูก” แม่พยายามปรามเพราะไม่อยากให้เขากลายเป็นเด็กก้าวร้าว ภพตะวันก็ได้แต่เก็บความขัดข้องใจเอาไว้และยกมือไหว้ขอโทษ ความที่แม่ของเขามีพื้นฐานมาจากครอบครัวชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง ญาติๆ ของพ่อก็เลยไม่ค่อยชอบแม่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เวลาคุยกับแม่พวกเขาก็จะถือตัว โดยเฉพาะป้าแจ่มจันทร์ที่จะคุยกับภพตะวันเพื่อกระแซะไปถึงแม่ตลอด
“เรียนเก่งก็ไม่ได้ความว่าจะได้ดีหรอกนะ มีถมไปที่จบมาแล้วหางานไม่ได้ อีกหน่อยก็ต้องมาของานที่บริษัททำใช่มั้ยแหละ ดูอย่างแม่ของแก เมื่อก่อนก็ทำงานนั่งโต๊ะ เจอหน้าพ่อเขาแค่แวบสองแวบก็ท้องซะแล้ว เดี๋ยวนี้ก็เลยเป็นคุณนายสบายไป ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะว่าจะมาใช้อภิสิทธิ์ลูกหลานกิตติธาราไม่ได้”
“ครับ”
“เวลาจะพูดจะจาอะไรกับผู้ใหญ่ก็ต้องรู้จักมีสัมมาคารวะ ต้องรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ไม่ใช่นึกจะพูดอะไรก็พูด มันดูเป็นพวกไม่มีการศึกษานะ เข้าใจมั้ย”
“ครับ”
ป้ามีปากก็เลยพูดไปเรื่อย และพูดต่อหน้าแม่ว่าภพตะวันนิสัยไม่ดี คงจะได้นิสัยมาจากทางแม่เยอะ เลือดแม่มันไม่ดี ภพตะวันโตพอรู้ความแล้วก็เอ๊ะ รู้แล้วว่าป้าสะใภ้ไม่ได้หวังดีอยากอบรมสั่งสอนอะไรหรอก แต่ป้ากำลังดูถูกเขาและแม่อยู่
“อะไรนี่ ชักสีหน้าใส่ฉันแบบนี้หมายความว่าอะไรมิทราบ นี่เธอ สั่งสอนลูกซะบ้างนะ อย่ามาทำกิริยาถ่อยๆ ใส่ฉันแบบนี้”
“ค่ะๆ ขออภัยแทนภพตะวันด้วยนะคะคุณพี่”
แม่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษขอโพย แต่ป้าแจ่มจันทร์ก็ยังไม่พอใจ เดินไปฟ้องพ่อของภพตะวันว่าเขาเป็นเด็กสอนไม่ได้ ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่สอนยังมาทำหน้าไม่พอใจใส่อีก และป้าก็เรียกลุงสุวิทย์ให้มาเอาเรื่องด้วย
“จริงเหรอลูก หนูทำกิริยาไม่ดีใส่คุณป้าเขาจริงมั้ย”
พ่อเรียกเขามาคุยต่อหน้า ซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ของเขาไม่อยากมีเรื่องจึงบอกปัดว่าไม่มีอะไร แต่ภพตะวันไม่ยอม เขาตอบไปตามความจริงทุกอย่าง ย้อนทุกประโยคครบถ้วนตามที่ป้าพูดถึงแม่ลับหลังคนอื่น
“คุณป้าพูดว่าคุณแม่กำพืดขี้ข้าครับ”
“เอ๊ะ ไอ้เด็กขี้โกหกนี่ พูดจาอะไรเลอะเทอะ!”
“มีกล้องวงจรปิดที่บันทึกเสียงได้ไม่ใช่หรือครับ เปิดฟังเลยก็ได้ครับว่าคุณป้าพูดจริงมั้ย”
เด็กมันสู้กลับ ป้าแจ่มจันทร์ก็เริ่มหน้าเสียเพราะไม่คิดว่าเด็กจะกล้าพูด ป้าคงคิดว่าเขาจะกลัวนางเหมือนอย่างที่แม่กลัว แต่ไม่เลย ภพตะวันไม่เคยคิดกลัวคนนิสัยไม่ดี เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ลุงสุวิทย์ก็เดินหนี ส่ายหัวที่เมียทะเลาะกับเด็กแล้วถูกเด็กมันย้อนเข้าให้ แต่พ่อไม่ได้เข้าข้างภพตะวันแต่อย่างใด
“ขอโทษคุณป้าซะลูก หนูทำกิริยาไม่น่ารักใส่ผู้ใหญ่ ไม่ดี”
“ครับ ภพขอโทษที่ชักสีหน้าใส่เนื่องจากคุณป้าด่าแม่ภพนะครับ”
ป้าแจ่มจันทร์หน้าเสียหนักกว่าเดิมอีก ส่วนพ่อกับแม่แอบอมยิ้มเพราะที่ผ่านมาก็ต้องทนปากญาติคนนี้มานาน อีกอย่างลูกชายคนนี้เห็นหน้านิ่งๆ แต่ที่จริงแล้วเทพสงครามชัดๆ พ่อบอกภพตะวันว่าป้าเขาคงเห็นว่าเขาเป็นเด็กก็อยากให้เคารพนบนอบต่อเขา แต่ป้าทำตัวไม่น่าเคารพเลยสักนิด
[1] Thai University Central Admission System ระบบกลางในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
ภพตะวันไม่ได้ล้มเลิกการเรียนมหาวิทยาลัย แต่หนทางที่จะก้าวเข้าสู่แวดวงธุรกิจเดียวกับที่พ่อเคยทำจำเป็นต้องมีประสบการณ์ที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย อีกทั้งเงินเก็บที่เขามีอยู่ ต่อให้ขอทุนการศึกษาได้ ก็ไม่เอื้อให้เขาเป็นนักศึกษาเต็มตัวได้อย่างสบายใจ “อายุเท่าไรแล้ว” “สิบแปดครับ” “เด็กเกินไป ทำงานแปบๆ ก็ขอออกทุกคน” “ให้โอกาสผมลองทำงานดูเถอะครับ” “ตำแหน่งเต็มแล้ว นายหน้าตาดีนะ ไม่ลองหางานรับจ๊อบกินข้าวเป็นเพื่อนดูล่ะ” 
หลังจากจัดการงานศพเสร็จเรียบร้อย คุณลุงก็มาหา ท่านเป็นคนมีเสน่ห์และเป็นมิตรน่าคบหา บุคลิกภูมิฐานน่าเชื่อถือ เค้าโครงใบหน้าอ่อนโยนใจดี คุณลุงแสดงความเสียใจสุดซึ้งขณะแจ้งให้เขาย้ายออก “ก็อย่างที่รู้ ร้านนี้เป็นของกงสี มีชื่อพ่อเธอร่วมเป็นเจ้าของด้วย ฉันต้องรีบขายทิ้งก่อนที่กรมบังคับคดีจะพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าของใหม่จะเข้ามาแล้ว รีบเก็บของออกไปซะให้เรียบร้อย อะไรที่ทิ้งไว้จะถูกทิ้งหมด” “แล้วสมบัติทุกชิ้นที่โอนมาฝากใส่ชื่อคุณลุงล่ะครับ” “อยากได้ก็ไปฟ้องเอา” คุณลุงเริ่มฉุนเฉียว “ฉันอุตส่าห์ยอมเสี่ยง รับฝากเงินในบัญชีกับที่ดินเอาไว้ คิดแต่ได้ฝ่ายเดียวเชียวนะ บอกตามตรงว่าฉันไม่คิดจะเอาของของพ่อเธอไว้เองหรอก เก็บไว้ก็อึดอัดใจ แต่ถ้าโอนคืนให้แกตอนนี้ เจ้าหนี้ตามฟ้องยึดไปหมดแน่ ฝากไว้ที่ฉันนี่แหละปลอดภัยแล้ว
บทที่ 1 น้ำตา เมื่อวานบรรยากาศในบ้านไม่ดีเลย พ่อกับแม่ยังคงทำตัวตามปกติ แต่ภพตะวันรู้สึกได้ถึงแรงตึงเครียดประหนึ่งสายธนูที่ถูกน้าวสายจนตึงเปรี๊ยะ หากกดแรงเข้าไปอีกเพียงนิด สายธนูก็จะขาดสะบั้น ภพตะวันนึกย้อนถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่พ่อกับแม่แอบไว้ไม่ให้เขารู้ อย่างเช่น หมายศาลที่เจ้าพนักงานนำมาแขวนไว้หน้าร้าน พ่อกับแม่บอกว่าไม่มีอะไร พ่อบอกว่าช่วงนี้ยุ่งๆ เพราะต้องติดต่อหาทนาย “ได้ปิดร้านพักผ่อนสักวันสองวันก็ดีเหมือนกัน พ่อมัวแต่ยุ่งเลยไม่ได้ทำกับข้าวดีๆ ให้หนูกินเลย วันนี้เลิกเรียนแล้วก็รีบกลับนะ พ่อจะทำกุ้งอบวุ้นเส้นของโปรดให้กิน” “ได้ครับ” ภพตะวันยกมือไหว้พ่อกับแม่ก่อนจะไปโรงเรียน เขาจำได้แม่นว่าเป็นเช้าวันอังคารที่สิบห้าสิงหา ไม่มีคำเตือน ไม่มีอะไรบ่งบอกล่วงหน้าทั้งสิ้น จะทำอย่างไรถึงจะช่วยพ่อกับแม่ได้นะ... ภพตะวันกำลังนั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ในห้องเรียนคาบบ่าย เนื้อหาที่ครูกำลังสอนไม่ได้เข้าสมองเลย และแล้วครูจากฝ่ายปกครองก็ขึ้นมาตามเขาที่ห้อง “นายภพตะวัน กิตติธารา ออกมาพบค
หลังจากเรื่องวันนั้นแล้วภพตะวันก็นึกว่าป้าสะใภ้คงไม่กล้ามาแขวะอะไรเขากับแม่อีกแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าป้าแจ่มจันทร์เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น เมื่อเจอหน้ากันก็เหมือนจะพยายามใช้คำพูดจิกกัดทุกวิถีทางหนักขึ้นกว่าเดิม ภพตะวันจึงเรียนรู้สัจธรรมอย่างหนึ่งว่านิสัยคนเราเปลี่ยนยากเหลือเกิน “หน้าตาพอใช้ได้แบบนี้คงจะมีสาวติดเยอะแยะล่ะสิ ระวังนะ ถ้าพลาดทำสาวท้องขึ้นมาขายขี้หน้าแย่ เหมือนแม่แก เขาก็ท้องก่อนแต่งเหมือนกัน แต่ก็อย่างว่าบ้านเขากำลังถูกฟ้องล้มละลาย สาวที่ไหนเขาจะเอา ว่าไง มีแฟนแล้วยังล่ะ” “เก็บคำถามนี้ไว้ให้คุณพ่อคุณแม่ของภพถามบ้างดีกว่าครับ ไว้ภพตัดสินใจมีแฟนเมื่อไหร่จะเรียนแจ้งให้คุณป้าทราบนะครับ” ภพตะวันพูดยิ้มๆ ทีเล่นทีจริง แม่ก็แอบกระตุกแขนเสื้อปรามไว้ แต่คนจ้องจะเหยียดก็ไม่สนใจ เอาแต่ถามเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรถาม พอได้คำตอบแล้วก็วนกลับมาเหยียดไม่จบ ถามราคาเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าที่เขากับแม่ใส่บ้างล่ะ ถามกระทั่งว่าถ้าพ่อกับแม่เขาจะหย่ากันเพื่อแบ่งสมบัติหนีหนี้ ภพตะวันจะว่าอะไรไหม “ภาระหนี้ร่วม ต่อให้โอนทรัพย์สินเป็นของสามีหรือภร