เข้าสู่ระบบตอนที่
13
บทเรียนจากน้ำตา
อคิณยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนของพราวตะวัน เขานั่งลงพิงบานประตูอย่างเงียบๆ นานหลายนาที เขารู้ว่าความเจ็บปวดที่พราวตะวันได้รับในตอนนี้มันหนักหนาแค่ไหน และการปล่อยให้เธอได้อยู่คนเดียวกับความรู้สึกนั้นอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ แต่เขาก็ทำใจที่จะเดินจากไปไม่ได้ เขานั่งรออยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ ราวกับจะคอยปกป้องเธอจากความเจ็บปวดที่กำลังถาโถมเข้ามา
ภายในห้อง พราวตะวันนอนร้องไห้จนตัวโยนอยู่บนเตียง เธอรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในทะเลที่มืดมิดและไร้ซึ่งทางออก ความเจ็บปวดในใจของเธอรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยเจอมาในชีวิต เธอไม่เคยคิดเลยว่าคนที่เธอรักมากที่สุดจะทำร้ายเธอได้ขนาดนี้ ทุกคำพูดที่ฟิล์มเคยบอกรัก ทุกสัญญาที่เคยให้กันมันกลับกลายเป็นสิ่งที่หลอกลวงทั้งสิ้น เธอโง่เขลาที่เชื่อคำพูดเหล่านั้นมาตลอด
“ฉันมันโง่...” พราวตะวันพึมพำกับตัวเอง เสียงสะอื้นที่ดังออกมาเบาๆ เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เธอปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาจนกระทั่งหมดแรงและผล็อยหลับไปในที่สุด
เมื่อพราวตะวันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แสงแดดอ่อนๆ ก็ส่องเข้ามาในห้องแล้ว เธอรู้สึกปวดตาและเจ็บปวดไปทั้งตัวจากการร้องไห้เมื่อคืน เธอเดินไปที่กระจกและพบว่าใบหน้าของตัวเองซีดเซียวและบวมช้ำจากน้ำตา เธอเดินไปเปิดประตูห้องและพบว่าอคิณกำลังนั่งหลับพิงประตูอยู่ เมื่อได้ยินเสียงเธอ เขาก็รีบตื่นขึ้นมาทันที
“พราว คุณโอเคไหม” อคิณลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงเป็นใย
“คุณหิวไหม คุณน่าจะยังไม่ได้ทานอะไร ผมจะให้แม่บ้านทำโจ๊กให้”
พราวตะวันไม่ได้ตอบอะไร เธอเดินผ่านเขาไปอย่างเงียบๆ อคิณเห็นดังนั้นก็รีบเดินตามเธอลงไปที่ชั้นล่าง
“พราวทานอะไรหน่อยเถอะ”
“ฉันไม่หิว” พราวตะวันตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า “แล้วคุณจะมาตามฉันทำไม”
อคิณไม่ยอมแพ้ เขายืนอยู่ข้างๆ เธออย่างเงียบๆ คอยสังเกตอาการของเธอทุกอย่าง จนพราวตะวันรู้สึกอึดอัด “คุณจะทำอะไร”
“ผมจะอยู่กับคุณ” อคิณตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “ผมจะไม่ไปไหน”
“คุณไม่เป็นไรเหรอ” อคิณกล่าว “ถ้าคุณไม่เป็นไรแล้วทำไมคุณต้องร้องไห้”
คำพูดของอคิณทำให้พราวตะวันเงียบไป เธอเถียงเขาไม่ออก เพราะสิ่งที่เขาพูดคือความจริง
พราวตะวันเดินไปนั่งลงที่โซฟาอย่างอ่อนแรง อคิณเดินตามมานั่งลงข้างๆ เธอและยื่นแก้วน้ำให้ พราวตะวันรับมาดื่มอย่างเงียบๆ
“ผมรู้ว่าคุณเจ็บปวด” อคิณกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ปลอบโยน “แต่คุณต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริง เขาไม่ได้รักคุณ เขาแค่หลอกใช้คุณ”
พราวตะวันไม่ได้ตอบอะไร เธอหลับตาลงอย่างเจ็บปวด น้ำตาของเธอไหลลงมาเงียบๆ
“คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่คุณ” อคิณกล่าว “แต่คุณจงจำไว้ว่าผมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ”
พราวตะวันเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสับสนในใจ เธอไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร เธอควรจะโกรธที่เขาพูดแบบนี้ แต่ในใจลึกๆ เธอก็รู้สึกขอบคุณที่เขายังคงเคียงข้างเธอในวันที่เธอเจ็บปวดที่สุด เธอไม่เคยคิดว่าจะมีใครเข้าใจความรู้สึกของเธอได้มากขนาดนี้
“คุณ...คุณไปเถอะ” พราวตะวันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ฉันอยากอยู่คนเดียว”
อคิณเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของเธอ “ไม่!!! ผมจะอยู่กับคุณจนกว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้น”
“คุณจะอยู่กับคนที่ไม่ได้รักคุณไปทำไม” พราวตะวันกล่าวอย่างตัดพ้อ
“เพราะผมรักคุณ” อคิณตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงใจและอ่อนโยนอย่างที่สุด “ผมจะทำให้คุณรักผมให้ได้”
พราวตะวันเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ มันมีทั้งความสับสน ความโกรธ ความเจ็บปวด และความประหลาดใจกับสิ่งที่เขาพูด เธอเห็นความจริงจังในดวงตาของเขา แต่ก็ยังคงหวาดระแวงและไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูดอยู่ดี
“ผมรู้ว่าคุณรักเขามาก” อคิณกล่าว “แต่ผมจะรอ ผมจะรอจนกว่าคุณจะลืมเขาได้ ผมจะรอจนกว่าคุณจะพร้อมที่จะเปิดใจให้ผม”
พราวตะวันเงียบไป เธอรู้สึกจุกแน่นในลำคอ เธอไม่เคยคิดว่าเขาจะพูดอะไรแบบนี้ หัวใจของเธอเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เธออยากจะเชื่อเขาแต่หัวใจของเธอตอนนี้มันมีแค่ฟิล์มเท่านั้น แม้ว่าความจริงจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
ทั้งวันพราวตะวันเอาแต่นั่งเหม่อลอยสลับกับร้องไห้ ข้าวก็กินไปไม่มาก อคิณที่ต้องออกไปทำงานเขาก็ขับรถออกไปได้ไม่ถึงไหน เขาก็เปลี่ยนใจไม่ทำงานเพื่อที่จะอยู่ที่บ้านเพื่ออยู่ให้ใกล้พราวตะวันมากที่สุด
เสียงโทรศัพท์ดังขั้นในความเงียบสงัดของบ้าน ทำให้พราวตะวันต้องรีบเดินมาหยิบดูอย่างรวดเร็ว หน้าจอที่ปรากฏชื่อของฟิล์ม ทำให้หัวใจที่บอบช้ำของเธอเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง พราวตะวันมองโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันไปหมด ทั้งความเจ็บปวด ความโกรธ และความสับสน เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะกดรับสายดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกดรับสายด้วยความคิดที่จะทดสอบความรู้สึกที่ยังเหลืออยู่ของเขา
“ฮัลโหลพราว” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นมาตามสาย
“พี่ขอโทษนะที่ไม่ได้โทรหาพราวเลย” พราวตะวันเงียบไปครู่หนึ่ง เธอพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไม่เป็นไรค่ะ”
พราวตะวันหัวเราะหึๆ ในลำคอ เธอเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยความสมเพชตัวเองที่เคยเชื่อใจเขา “ก็ดีค่ะ”
“พี่ขอโทษนะ” ฟิล์มกล่าว “พี่ขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพราวในวันที่พราวต้องการพี่มากที่สุด”
“ไม่เป็นไรค่ะ” พราวตะวันตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “ในเมื่อพี่ช่วยอะไรพราวไม่ได้ พราวก็ต้องหาทางออกด้วยตัวเองอยู่แล้ว”
“พราวพูดเหมือนโกรธพี่เลยนะ” ฟิล์มกล่าว “พี่รู้ว่าพราวคงยังไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ถึงต้องทำแบบนี้
พราวตะวันกัดริมฝีปากแน่น เธอกำลังพยายามอย่างหนักที่จะไม่ร้องไห้ออกมา “พราวไม่เข้าใจค่ะ” เธอกล่าวออกมาและพยายามกลั้นน้ำตาไม่ไห้ไหลและเสียงไม่ให้สั่น
“พราวไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่บอกรักพราวนักหนาถึงทอดทิ้งพราวไว้แบบนี้”
“พราวเรื่องมันซับซ้อนนะ” ฟิล์มพยายามอธิบาย “พี่ก็แค่...”
“แค่ทำตามฝันของพี่อย่างเดียวโดยไม่สนใจว่าความฝันของพราวมันพังทลายลงไปหมดแล้วใช่ไหมคะ” พราวตะวันพูดแทรกขึ้นมาทันที น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย
คำพูดของพราวตะวันทำให้ฟิล์มเงียบไปพักใหญ่ เขาคงไม่คิดว่าเธอจะพูดอะไรแบบนี้
“พราว...ใจเย็นๆ ก่อนนะ” ฟิล์มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “พี่รู้ว่าพราวโกรธ แต่เรามาคุยกันให้รู้เรื่องดีกว่านะ”
“ไม่มีอะไรต้องคุยแล้วค่ะ” พราวตะวันกล่าว “ทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้วนี่คะ”
“พราวพูดเรื่องอะไร พี่ไม่เข้าใจ”
“ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรค่ะ พราวรู้แค่ว่าพี่ไม่เคยทำอะไรเพื่อพราวเลย”
“อีกไม่กี่เดือนพี่ก็จะเรียนจบแล้ว รอพี่ก่อนนะ พี่จะทำทุกอย่างเพื่อพราวนะ” ฟิล์มพูดขึ้นมาเพื่อให้พราวตะวันเชื่อในสิ่งที่เขาพูดแต่เขาไม่รู้เลยว่าพราวตะวันไม่มีวันเชื่อใจเขาได้อีกแล้ว
พราวตะวันมองไปที่รูปภาพบนหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “อย่าเลยค่ะ” เธอพูด “ทุกอย่างมันจบลงแล้ว”
พราวตะวันกดวางสายโทรศัพท์อย่างแรง เธอรู้สึกเจ็บปวดและผิดหวังในตัวฟิล์มมากยิ่งขึ้นไปอีก เธอไม่คิดว่าเขาจะเห็นแก่ตัวได้มากขนาดนี้
เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างอ่อนแรง น้ำตาของเธอไหลลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง อคิณที่แอบดูเธออยู่ตลอดเวลาตัดสินใจที่จะเข้าไปหาเธอ เขาเดินเข้าไปหาเธอแล้วนั่งลงข้างๆ เธอ
“ผมรู้ว่ามันเจ็บปวด” อคิณกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “แต่คุณต้องเข้มแข็งนะ”
พราวตะวันหันไปมองเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เธอไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย อคิณเห็นดังนั้นก็ค่อยๆ ยื่นมือไปกอดเธอเอาไว้แน่น พราวตะวันไม่ได้ขัดขืน เธอปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาบนไหล่ของอคิณอย่างไม่หยุดหย่อน เธอกำลังเจ็บปวดและต้องการที่พึ่งในตอนนี้
หลังจากที่อคิณดื่มกาแฟและทานยาแก้ปวดจนอาการดีขึ้น เขารีบขอตัวกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่โรงแรมทันที ก่อนจะกลับมาที่บ้านเช่าอีกครั้งในช่วงสาย ในใจของเขายังคงสับสนกับสถานะ 'พี่ชาย' ที่ได้มาอย่างไม่ตั้งใจ แต่เขาก็ตั้งใจแล้วว่าจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดเมื่ออคิณมาถึง เขาก็พบว่าร้านก๋วยเตี๋ยวของป้าดีกำลังยุ่งวุ่นวายกับการรับลูกค้าในช่วงเที่ยง ธามกำลังง่วนอยู่กับการลวกเส้นและปรุงน้ำซุปอย่างคล่องแคล่ว ส่วนพราวตะวันกำลังเสิร์ฟและเก็บโต๊ะอย่างรวดเร็ว“สวัสดีครับป้าดี สวัสดีครับน้องธาม” อคิณกล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง แล้วรีบเดินเข้าไปในร้าน“อ้าว! พี่อคิณมาทำไมครับ ไม่สบายอยู่ไม่ใช่เหรอ ไปพักผ่อนเถอะครับ” ธามทักทายกลับทันทีด้วยท่าทีที่เคารพตามสถานะใหม่ที่ได้มาเมื่อคืน“ไม่ได้ครับน้องธาม พี่เป็นพี่ชายแล้วจะให้น้องชายกับภรรยาของพี่ทำงานหนักได้ยังไง วันนี้พี่มาช่วยงานครับ” อคิณกล่าวอย่างจริงจังแล้วถอดเสื้อสูทออกเผยให้เห็นเสื้อยืดสีขาวด้านในพราวตะวันที่กำลังเดินผ่านมายืนนิ่งตะลึงกับภาพที่เห็น เธอไม่เคยคิดเลยว่าอคิณ นักธุรกิจใหญ่ที่สวมสูทราคาแพง จะกล้ามาทำงานในร้านก๋วยเตี๋ยวข้างถนน เธอรีบเดินมา
ตอนที่ 132 วันเกิด (2)กลับมาที่งานวันเกิดของพราวตะวัน ค่ำคืนงานวันเกิดของพราวตะวันดำเนินไปอย่างอบอุ่นและเรียบง่าย ภายใต้แสงไฟสีส้มนวลที่ธามบรรจงตกแต่งไว้ ร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยความรัก พราวตะวันอยู่ในชุดกระโปรงเรียบๆ ที่อคิณซื้อให้ ใบหน้าของเธอเปื้อนรอยยิ้มที่ไม่เคยมีรอยยิ้มแบบนี้มานานมาก เธอนั่งอยู่ข้างอคิณที่คอยดูแลไม่ห่างและคอยอุ้มน้องบะหมี่ไว้ในอกเพราะลูกสาวตัวน้อยยังสดใสร่าเริงและยังไม่ง่วงนอนทั้งๆ ที่ใกล้เวลานอนแล้วหรืออาจจะเป็นเพราะมีคนเยอะและมีแสงไฟเยอะกว่าปกติ ป้าดีถือก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเลชามพิเศษให้กับอคิณ “คินน์ลูกทานเยอะๆ นะ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” “ขอบคุณครับป้าดี แค่เห็นพราวยิ้มได้ ผมก็หายเหนื่อยแล้วครับ” อคิณกล่าวพลางหันไปมองพราวตะวันด้วยความรัก พราวตะวันวางถ้วยเค้กลง แล้วจับมืออคิณไว้แน่น “พราวขอบคุณพี่คินน์มากๆ นะคะ” อคิณมองเข้าไปในดวงตาของเธอ เขาเห็นความจริงใจที่ฉายชัด เขารู้สึกถึงว่าถึงเวลาแล้วเขาค่อยๆ สอดมือไปด้านหลัง แล้วหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงที่ซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกงออกมาอย่า
ตอนที่132วันเกิด หลังจากที่ทุกคนเดินทางมาถึงสนามบิน ทั้งหมดก็เดินทางมาที่โรงแรมแห่งหนึ่ง พราวฟ้า อคินัย ชวิน กานต์ ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูล กำลังเข้าห้องเพื่อพักผ่อน ก่อนจะมารวมตัวกันที่ห้องโถงข้างล่างของโรงแรม “เอาล่ะ ทุกคนแต่งตัวเสร็จแล้วใช่ไหมครับ รถตู้รออยู่ข้างล่าง เราต้องบุกไปถึงร้านก๋วยเตี๋ยวก่อนที่งานวันเกิดจะจบลงเสียก่อน” อคินัยกล่าวขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “ชุดของแม่เรียบร้อยแล้วจ้ะ ลูกสะใภ้ของแม่ต้องตกใจและดีใจมากๆ แน่ๆ ที่เห็นพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกัน ตานัยมั่นใจใช่ไหมว่าตาคินน์ยังไม่รู้ว่าพวกเรามา” คุณหญิงอรุณีกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับย้ำถามลูกชายคนเล็กของเธอ อคินัยยิ้มเจ้าเล่ห์ “มั่นใจครับแม่ ผมบอกเขาแค่ว่าผมกับพราวฟ้าจะมา เขาไม่รู้แม้แต่นิดเดียวว่าคุณพ่อ คุณแม่ และคุณอาสุริยะ คุณอาอรัญญาก็มาด้วย คินน์เองก็จะถูกเซอร์ไพรส์ไปพร้อมกับพราวเลยครับ” ทุกคนต่างตื่นเต้นและดูมีความสุขมากที่จะได้เจอพราวตะวันและหลานสาวตัวน้อยของพวกเขา พวกเธอทุกคน “พ่อกับแม่ก็คิดถึงหลานจนอดใจไม่ไหวแล้วฟ้า ไม่เจอนานแล้วก็คิดถึง” อรัญญาเอ่ยขึ้นมาแล้วก็มีท่าทีตื่นเต้นจ
ตอนที่ 131 นี่คือแผนของทุกคน (3)หลายวันผ่านไป...นับตั้งแต่วันที่อคิณได้มีโอกาศนอนร่วมเตียงกับภรรยาและลูกสาว ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อคิณยังคงมาช่วยขายก๋วยเตี๋ยวที่ร้านในทุกๆ วัน เขาทำหน้าที่ตั้งแต่เตรียมของช่วย เสิร์ฟไปจนถึงเก็บร้าน โดยไม่แสดงความรังเกียจแม้แต่น้อย ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับพราวตะวันและคนอื่นๆ เป็นอย่างมากวันนี้เป็นอีกวันที่บรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยความอบอุ่น พราวตะวันเองก็เริ่มพาลูกสาวมาเลี้ยงที่ร้านด้วย เพราะน้องบะหมี่เริ่มนิ่งขึ้นและตื่นเป็นเวลามากขึ้น เธอวางเปลน้อยของลูกไว้ในมุมที่ร่มและสงบที่สุดของร้าน ส่วนพราวตะวันก็คอยชำเลืองมองลูกสาวเป็นระยะลูกค้าที่เข้ามาทานก๋วยเตี๋ยวต่างก็เห็นน้องบะหมี่แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาหยอกและชมว่าน่ารัก น่าเอ็นดูมาก“โถคุณหนูคนสวย หน้าตาน่ารัก น่าชังจริงๆ เลย” ลูกค้าคนหนึ่งกล่าวพร้อมกับยื่นมือไปลูบศีรษะน้องบะหมี่เบาๆ“ใช่ค่ะ น่ารักมาก ตาแป๋วเหมือนแม่เลย คุณแม่นี่เลี้ยงดีจริงๆ นะคะ จ้ำม้ำเชียว” ลูกค้าอีกคนพูดเสริมขึ้นมาอคิณที่กำลังเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวได้ยินคำชมก็ยิ้มแก้มปริ เขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างที่สุด เขาหันไป
ตอนที่ 131 นี่คือแผนของทุกคน (2) อคิณสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีด้วยความตกใจ เขาผุดลุกขึ้นแล้วหันมามองภรรยาอย่างงัวเงีย เมื่อเห็นพราวตะวันอุ้มลูกอยู่ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ “พราวทำไมเธอตื่นขึ้นมาทันทีด้วยความตกใจ เขาผุดลุกขึ้นแล้วหันมามองภรรยาอย่างงัวเงีย เมื่อเห็นพราวตะวันอุ้มลูกอยู่ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ “พราวทำไมตื่นล่ะ พี่หลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าตื่นมาป้อนนมบะหมี่แล้วพี่ก็หลับ” อคิณกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อู้อี้และรู้สึกผิด “ไม่เป็นไรค่ะ พี่คินน์ บะหมี่ไม่ร้องไห้เสียงดังเลยค่ะ พี่เก่งมากเลยนะคะที่ดูแลบะหมี่ได้โดยที่พราวไม่รู้ตัวเลย” พราวตะวันกล่าวอย่างจริงใจ รอยยิ้มที่อ่อนโยนของเธอทำให้อคิณโล่งใจขึ้นมา “พี่ไปนอนต่อเถอะค่ะ พราวจะดูแลบะหมี่เอง ดูสิคะพี่ดูเพลียมากเลย” พราวตะวันกล่าวอย่างห่วงใย เธอจูบที่หน้าผากของเขาอย่างแผ่วเบา เป็นการให้กำลังใจที่อ่อนโยนที่สุด อคิณส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไรครับ พี่ไม่เพลียหรอก พี่อยากดูแลลูกกับเธอ” “ไม่จริงค่ะ พราวเห็นพี่หลับคาโซฟาแล้ว พี่ไปนอนเถอะค่ะ เดี๋ยวพราวดูแลลูกเอง” “ก็ได้ครั
ตอนที่131นี่คือแผนของทุกคน พราวตะวันรีบแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินนำอคิณเข้าไปในห้องนอน ห้องเล็กๆ ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น น้องบะหมี่นอนตัวแดงก่ำอยู่บนเตียงของเด็กที่ตั้งอยู่ข้างๆ เตียงนอนใหญ่ของแม่ บะหมี่ร้องไห้จนตัวแดง เมื่อเห็นแม่เดินเข้ามา เธอก็ยื่นแขนเล็กๆ ออกมาราวกับต้องการอ้อมกอด พราวตะวันอ้มลูกสาวขึ้นมากอดแนบอก ก่อนจะเริ่มป้อนนมจากขวดอย่างชำนาญ น้องบะหมี่เริ่มดูดนมจากขวดอย่างกระหาย เสียงร้องไห้จึงค่อยๆ เงียบเหลือเพียงเสียงดูดนมเบาๆ เท่านั้น อคิณยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ตื้นตันอย่างที่สุด ภาพของลูกสาวตัวน้อยในอ้อมกอดของภรรยาคือภาพที่เขาฝันถึงมาตลอด เขาเดินเข้าไปใกล้ แล้วนั่งลงข้างๆ พราวตะวันบนเตียง “ให้พี่ช่วยอุ้มป้อนนมลูกได้ไหมครับ” อคิณกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกสาวอย่างเบามือที่สุด “ไม่เป็นไรค่ะ พี่คินน์บะหมี่ใกล้จะอิ่มแล้ว พี่ช่วยพราวเตรียมผ้าอ้อมกับผ้าเช็ดหน้าได้ไหมคะ อยู่ตรงโต๊ะข้างๆ เตียงนั่นแหละค่ะ” พราวตะวันบอกกับสามีของเธอ อคิณรีบลุกทำตามคำสั่งทันที เขาก้มลงหยิบผ้าอ้อม







