Se connecterถ้าจะพูดว่าเก็บเพชรในตมได้ ก็ไม่เกินไปนัก
หัสวีร์ในชุดสูทเรียบหรู หลังการเซ็นชื่อลงนามรวมทุนทางธุรกิจจะเป็นงานเลี้ยงรับรอง และเวลานี้เขากำลังนั่งดื่มไวน์รสเลิศอยู่กับผู้ร่วมธุรกิจมูลค่านับร้อยล้าน แต่สายตาของเขากลับติดตามเจ้าของเรือนร่างในชุดเดรสสีดำเรียบง่ายที่ยืนสนทนากับลูกค้าต่างชาติอยู่
เพชรในตม คำนี้ดูไม่เกินจริงเลยสำหรับนิยามเลขาคนเก่งของเขา รมิดาไม่ใช่ผู้หญิงสวยเลิศเลอ เธอมมีรูปร่างเพรียวบาง ใบหน้ารูปไข่ เขายังจำวันที่เธอมาเป็นเลขาวันแรกๆ ได้ดี อันที่จริง เขามีตัวเลือกที่ดีกว่าเธอ แต่เพราะความใจกล้าหน้าตายที่ไม่หลบตาเขาทำให้เขาชี้นิ้วเลือกเธอเป็นเลขาข้างตัว และอันที่จริง เขาประชดพ่อด้วย พ่อเป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง และที่จริงที่สุดเขาไม่ได้อยากมาทำงานบริษัทของพ่อ แต่เพราะแต่สุขภาพของพ่อไม่ดีนัก ความดื้อและหัวรั้นซึ่งถ่ายทอดมาทางDNA ผู้ชายในตระกูลเขามาทรงเดียวกันหมด พ่อแต่งงานกับแม่ทั้งที่ปู่ย่าคัดค้านเพราะไม่ชอบผู้หญิงต่างชาติ แม่ก็ไม่เอ็นจอยกับการเป็นสะใภ้คนไทยเท่าไหร่ สุดท้ายทั้งสองก็หย่าร้างหลังจากเขาอายุได้แค่ขวบเศษ แค่พริบตาพ่อก็มีผู้หญิงคนใหม่คือแม่ของหัสดินแถมมีลูกกันเร็วอีกต่างหาก หากไม่เพราะหน้าตาเขาลูกครึ่งชัดเจนคนอื่นต้องเข้าใจว่าเขากับหัสดินเป็นพี่น้องคลานตามกันมา
พ่อขัดใจปู่มาสองครั้ง แต่รอบที่สองแม่ของหัสดินแม้ไม่ได้แต่งงานออกหน้าออกตาแต่ก็จดทะเบียนสมรส คราวนี้ผลการขัดใจปู่และครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบของพ่อทำให้ปู่มาลงที่เขา หมายมั่นให้เขาแต่งงานกับผู้หญิงดีๆ ที่ปู่เลือก สร้างครอบครัวสุดแสนเพอร์เฟค ตอนนี้หวยเลยมาลงคนที่คนเป็นหลานอย่างเขาที่ปู่หมายตาว่าที่หลานสะใภ้ ทั้งที่เขามีผู้หญิงที่คบหากันอยู่
‘หาผู้หญิงไทยไม่ได้แล้วหรือไงไปคว้าแหม่มฝรั่งที่ไหนมาเป็นแฟน’
‘ปู่แค่ไม่รู้จักคาเรน เธอเป็นดารานางแบบชื่อดังเลยนะ’
‘พวกเต้นกินรำกินไม่อะไรดีหรอก สู้ผู้หญิงที่ปู่เลือกให้ไม่ได้ ชาติตระกูลก็ดี ฐานะก็ดี เหมาะสมกับหลานปู่ทุกอย่าง’
‘ปู่นี่หัวโบราณจริงๆ ยุคนี้แล้วยังจะมาวุ่นวายเรื่องชีวิตคู่ของเด็กๆ อีก’
‘ก็รุ่นนี้แหละที่ให้กำเนิดพวกเอ็งทั้งหลาย เงินทองที่หาก็อยากให้พวกเอ็งได้ใช้กันสุขสบายไม่อยากให้คนอื่นมาแย่งไปใช้’
หัสวีร์ไม่เข้าใจความคิดของปู่ ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่เข้าใจ เขาคบคาเรนได้สองปี แต่ก็ไม่เหมือนคนคบกันเท่าไหร่ จะเรียกคู่ขาก็ไม่ได้เพราะความสัมพันธ์มันมากกว่านั้น คงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เขาพูดคุยได้เกือบทุกเรื่อง เป็นความสบายใจอย่างหนึ่ง อาจเพราะเธอเองก็ยังไม่พร้อมจะเปิดตัวใครเป็นแฟนหรือคนรัก สถานะของทั้งสองจึงดำเนินไปอย่างคลุมเครือ จนกระทั่งวันที่เขารำคาญใจเพราะปู่พยายามนัดให้เขาไปดูตัวและมาระบายเรื่องนี้กับคาเรน หลังจากนั้นเขาก็พูดกับเธอ
‘แต่งงานกับผม’
‘คะ?’
‘แต่งงานกับผม’
เขาพูดซ้ำประโยคเดิมสีหน้าจริงจัง คาเรนจ้องมองเขาครู่หนึ่งจนมั่นใจว่าเขาพูดจริงเธอจึงหลุดหัวเราะพรืดออกมา
‘เฮ้! ผมพูดจริงนะ เราสองคนเข้ากันได้ดีขนาดนี้ แต่งงานกันอยู่ด้วยกันต้องไปรอดแน่ๆ’
‘คุณคิดแบบนั้นหรือคะ’
‘ใช่’
‘คุณชอบฉัน?’
‘ใช่’
‘คุณรักฉัน’
คราวนี้หัสวีร์นิ่งงันไป หญิงสาวหัวเราะขยับตัวนั่งบนตักแล้วยกมือลูบใบหน้าเขาเบาๆ
‘ให้ตายสิ คุณขอฉันแต่งงานทั้งที่คุณไม่มั่นใจว่ารักฉันหรือเปล่า คุณทำได้ยังไงกันนะ’
‘ผมชอบเวลาที่อยู่กับคุณ และผมยอมรับว่าผมไม่รู้จักความรักดีพอจึงไม่อยากพูดออกไป’
‘ไรอันคะ คุณพ่อของฉันป่วย ท่านเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ฉันเคลียร์งานในเมืองไทยหมดแล้วก็จะบินกลับบ้านไปดูแลท่านค่ะ’
‘มีอะไรให้ผมช่วยบ้าง’ เขาถามจากใจจริง เธอเป็นมากกว่าคู่ขาหรือเพื่อนร่วมเตียง แม้เขาจะซื้อข้าวของเครื่องประดับแพงๆ ให้เธอจนนับไม่ถ้วน แต่หากเธอมีเรื่องเดือดร้อน เขายินดีช่วยเต็มที่
‘ฉันต้องการเวลาค่ะ’ หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้ม ‘ถ้าฉันกลับมาแล้วคุณยังยืนยันว่าต้องการแต่งงานกับฉัน ถึงเวลานั้น ฉันจะเป็นเจ้าสาวให้คุณเองค่ะ’
‘ได้ ผมจะรอ’
ครั้งนั้นเขารับปากคาเรน เขาไม่ได้ไปส่งเธอที่สนามบิน เพราะคาเรนไม่ต้องการให้เป็นข่าว เขาเป็นนักธุรกิจชื่อดัง เธอก็เป็นดาราดัง ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมเป็นเป้าสายตาคนอื่นเสมอ รมิดาเลขาข้างกายจึงเป็นคนที่ถูกเรียกใช้งานและทำหน้าที่ไปส่งคาเรนแทนเขา ผ่านมาเกือบสองปี เขาติดต่อเธอเรื่อยๆ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิต และทุกครั้งจะมีรมิดาคอยเตือนเขาเสมอ วันสำคัญ วันพิเศษ ส่งของขวัญและคอยถามเรื่องอาการเจ็บป่วยของพ่อคาเรนปั
ถ้าพูดว่าคาเรนเป็นผู้หญิงที่เขาสนิทที่สุด คนที่สนิทและใกล้ชิดเขามากกว่าใครก็ควรจะเป็นรมิดา เลขาจอมขี้เหนียว ตระกละ หิวเงินเป็นที่สุด
แค่คิดถึงเธอ มุมปากของหัสวีร์ก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
แรกๆ เธอประหม่า เวลาทำงานกับเขาก็ตัวเกร็งเพราะไม่มั่นใจในการทำงานของตัวเอง แต่เธอเป็นคนที่มีความพยายาม หัวไว สอนอะไรนิดหน่อยก็ทำได้ เธอจัดการเอกสารภาษาอังกฤษได้แต่ แต่เวลาพูด เธอพูดไม่คล่องขาดความมั่นใจ เขาเคยตำหนิเธอและหลังจากนั้น ก็เห็นว่าหลังเลิกงานเธอจะเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์เพื่อฝึกฝนทักษะการพูด รมิดาเป็นคนที่มีผลการเรียนดีแต่จบจากมหาวิทยาลัยธรรมดาทำให้ขาดความน่าสนใจ ครั้งนั้นเขามีตัวเลือกเยอะ แต่เขาชอบสายตาท้าทายของเธอ ตอนนั้นเขายังคิดว่าเธอจะทำงานไม่ผ่านโปรฯด้วยซ้ำ แต่สามเดือนแรกก็เห็นได้ชัดว่าเธอเป็นคนมีความอดทนเพียงพยายามมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาต้องการพิสูจน์ตัวเองในฐานะประธานบริษัทรุ่นที่สาม ไม่ใช่เพียงแค่เดินเข้ามานั่งเล่นในห้องผู้บริหารเท่านั้น เขาอยู่ทำงานจนดึก เธอก็ทำงานอยู่กับเขาด้วย เขาหยิบใบประวัติของเธอมาอ่านและรู้ว่าที่พักเธออยู่ไกลที่ทำงาน และฐานะของเธอค่อนข้างยากจน เขาจึงเพิ่มเงินพิเศษให้นอกเหนือจากเงินOT และเมื่อรู้ว่ามีห้องปล่อยให้เช่าที่คอนโดของเขา เขาก็จองไว้ให้เธอเข้ามาอยู่ที่นั้น
‘ถือว่าเป็นสวัสดิการของพนักงานที่ทำงานกับผม’
‘ถ้าอย่างนั้น...ก็ได้ค่ะ’
‘แต่ตัวให้ดีๆหน่อย เสื้อผ้าหน้าผมก็ให้มันดูดี ผมไม่สนใจหรอกนะว่าคุณจะซื้อเสื้อผ้าตลาดนัดมาใส่หรือเปล่า แต่เอาให้มันดูดีหน่อยเพราะคุณก็เหมือนเป็นหน้าตาของผมด้วย’
‘ค่ะ’
‘บุคลิกก็ต้องดีด้วย อย่านั่งหลังโก้ง เวลาเดินก็ให้มันสง่า’
‘ค่ะ’
ผ่านมาสี่ปีกว่าๆ เลขาของเขาสมบูรณ์แบบ คุยกับชาวต่างชาติไม่มีท่าทีเก้ๆกังๆ เสื้อผ้าที่สวมเป็นของแบรนเนมแท้แต่เขารู้ว่ามันเป็นของมือสอง เพราะรมิดาเป็นคนขี้เหนียว แม้แต่ขนมของว่างเหลือก็ยังหยิบกลับไปกินหน้าตาเฉย ท่าทางการเดินการเข้าสังคมหรือแม้แต่การถือแก้วเครื่องดื่ม เขาสอนเธอเองมากับมือ แล้วแบบนี้จะไม่เรียกว่าเขาเป็นคนเจียระไนเพชรเม็ดนี้ได้อย่างไร
ฝ่ามือใหญ่สอดไปใต้เสื้อนอนน่ารัก แล้วหัสดินต้องประหลาดใจเมื่อรู้ว่าผิวเรียบเนียนนุ่มนั้นไม่มีอาภรณ์ชิ้นน้อยปกปิด เขาผละจากริมฝีปากหวานเพื่อให้หญิงสาวได้สูดอากาศหายใจ แม้อยู่ในความมืดเขายังเห็นประกายตางดงามของคนรัก “มันอึดอัด น้องแพรเลยไม่ได้ใส่...” แพรดาวพูดเสียงเบาหวิว ปกตินอนคนเดียวก็ใส่ชุดนอนแต่ไม่ใส่ชุดชั้นใน และตั้งแต่แต่งงานกันมาก็ไม่เห็นว่าสามีหมาดๆ จะเป็นฝ่ายเริ่มอะไรสักนิด แรกๆ แพรดาวถึงกับหาชุดชั้นในเซ็กส์ซี่มาใส่ แต่เพราะเขาหลับเป็นตายเธอก็ก็ถอดใจ ไม่คิดว่าคืนที่ไม่ได้เตรียมตัว เขาจะเป็นฝ่ายเริ่มแบบนี้ “ไม่ใส่อะไรนอนก็ได้นะ งั้นพี่ถอดด้วยน้องแพรจะได้ไม่เขิน” หัสดินยิ้มทะเล้นให้แล้วขยับตัวถอยออกมาเพื่อถอดเสื้อนอนของตัวเองออก สายตาของแพรดาวปรับกับความมืดในห้องได้แล้วจึงเห็นร่างกายกำยำของคนรัก เขาโน้มตัวแล้วพูดเสียงพร่า “พี่ดินเป็นของน้องแพรแล้วอยากมองก็มองอยากจับลูบคลำตรงไหนก็ได้” เขาดึงมือเล็กมาวางบนแผ่นอกของตน แพรดาวเขินอายแต่ก็ลองลูบกล้ามเนื้อแน่นของคนตรงหน้า เพียงการสัมผัสแผ่วเบากลับปลุกเร้าเลือดในกายให้เดือดพล่านจนเข
แพรดาวเพิ่งได้พบหน้าคุณพ่อคุณแม่ของหัสดินครั้งแรกก็ตอนที่ผู้หลักผู้ใหญ่มาพบหน้าเพื่อเจรจาการสู่ขอและแต่งงาน คุณแม่ของหัสดินดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยแต่พอได้คุยกันตามลำพังและรู้ว่าเธอรู้เรื่องที่เขาเป็นโรคสองบุคลิกแล้วและอยู่ระหว่างการรักษาตัว ‘ถ้าหนูแพรไม่รังเกียจ ก็ฝากลูกชายแม่ด้วยนะจ๊ะ’ ‘จะรังเกียจได้ยังไงคะ พี่ดินยังไม่เคยรังเกียจตอนที่น้องแพรเป็นแค่แม่บ้านกับเด็กเสิร์ฟเลยค่ะ และไม่ว่าจะเป็นเชฟดินหรือมิสเตอร์ดาร์ก น้องแพรก็รักทั้งสองคนค่ะ’ สวนเรือนหอนั้น สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณเดียวกับคฤหาสน์ตระกูลศาตนันท์ ตอนนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง สองหนุ่มสาวตัดสินใจพักด้วยกันที่คอนโดของหัสดิน ‘จะไม่คับแคบไปเหรอ อยู่คอนโดสองคนแบบนั้น’ คทาภัทรอดเป็นกังวลไม่ได้ แต่อีกส่วนก็ดีใจเพราะอยู่ใกล้กัน ‘ดีเสียอีก ห้องเล็กดูแลง่าย เลี้ยงแมวก็ได้ แล้วก็ใกล้ที่ทำงานด้วยค่ะ’ ตั้งแต่ตัดสินใจรับการรักษา แพรดาวไม่เห็นบุคลิกของมิสเตอร์ดาร์กเลย เพียงแค่บางครั้งเธอรู้สึกเหมือนทั้งสองคนรวมอยู่ในร่างผู้ชายตรงหน้า เชฟดินที่ดูอ่อนโยนขี้เล่นเส
การปรากฏตัวของสองหนุ่มตระกูลศาตนันท์ ทำให้นักข่าวและช่างภาพหันไปสนใจแสงแฟลชวูบวาบชวนตาพร่า แม้คนมากมายเพียงใดแต่สายตาของหัสดินมีเพียงแพรดาวเท่านั้น หัสวีร์เดินเข้ามาแล้วยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน เขาสวมสูทสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำในขณะที่น้องชายต่างมารดาสวมสูทสีดำลบบุคลิกเชฟหนุ่มขี้เล่นไปหมดสิ้น “ผมเป็นตัวแทนตระกูลศาตนันท์ แต่คิดว่าอีกไม่กี่วันญาติผู้ใหญ่ของเราจะขอเข้าไปเยี่ยมเยือนทักทายที่บ้านนะครับ” คทาภัทรได้ยินก็กระตุกยิ้มมุมปาก ดูเหมือนจะมีคนรีบร้อนแต่งงานจริงๆ “เรื่องที่ควรทำให้ถูกต้องก็ควรรีบทำ ใช่ไหมครับคุณคทาภัทร” หัสวีร์พูดขึ้นอย่างรู้ทัน เอาเถอะอย่างไรวันข้างหน้าก็เป็นญาติกันแล้ว เขาจะมาใส่ใจท่าทีไร้สาระนี้เพื่ออะไร คนเป็นพ่อแม่ย่อมมองออกว่าลูกสาวมีใจให้ใคร ทำให้ถูกครรลองย่อมดีกว่าปล่อยให้ลูกสาวไปค้างแรมกับผู้ชายโดยไม่มีสถานะที่ชัดเจน แล้วแพรดาวก็สัญญาแล้วว่าต่อให้แต่งงานแล้วก็จะยังทำงานที่บริษัทอัครเวช ครอบครัวของศาตนันท์เองก็อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ห่างกันไกลจนมาเยี่ยมเยือนกันไม่ได้ หัสดินก้าวเท้าเข้าไป
ขอบตาของคทาภัทรดำคล้ำเพราะอดนอน ในขณะที่น้องสาวหน้าชื่นตาบานจนน่าหมั้นไส้ เพิ่งคุยกันเรื่องนี้แท้ๆ แต่แพรดาวกลับมาค้างคืนกับหัสดิน แม้รู้ว่าน้องสาวทำตามที่พูดแน่นอน แต่เขาก็ไม่สบายใจอยู่ดี “พี่ภัทร” แพรดาวเข้าไปกอดเอวพี่ชาย การมีพี่น้องนี้ดีแบบนี้เองเหรอที่ผ่านมาใช้ชีวิตกับแม่จ๋าแค่สองคน หนีเจ้าหนี้บ้าง หลบซ่อนคนต้องย้ายโรงเรียน ผ่านเรื่องมากมายสุดท้ายก็ได้อยู่กับครอบครัวและคนที่รัก คทาภัทรได้แต่ถอนหายใจแล้วก็ยิ้มบางๆ เคยจินตนาการไว้เขาต้องเป็นพี่ชายที่หวงน้องสาว ใครจะมาจีบน้องต้องผ่านเขาก่อน นี่พอเกิดขึ้นจริงเขาก็อดปวดหัวไม่ได้เลย แต่ทำอย่างไรได้เล่า ก็เขามีน้องสาวคนเดียว และเป็นคนที่เขาเคยทำหายไป “เอาล่ะๆ ไม่ได้ยอมรับไอ้ เอ่อ หัสดินหรอกนะ” “ค่ะ น้องแพรทราบแล้ว” หญิงสาวไม่อยากกวนอารมณ์พี่ชาย ทุกอย่างคลี่คลายไปได้ด้วยดีแล้วก็ไม่อยากให้มีเรื่องไม่สบายใจอีก “ทำไมพี่ภัทรไม่ชอบพี่ดินล่ะคะ” “พี่ก็ไม่ชอบทุกคนที่เข้าใกล้น้องแพรนั้นแหละ” เขาสารภาพไปตามตรง “แต่ที่สำคัญ หัสดินไม่ใช่คนดีนักหรอก” แพรดาว
แพรดาวออกมาจากห้องน้ำด้วยชุดนอนเสื้อยืดตัวยาวลายหมีพูห์สีเหลืองอ่อน กางเกงขาสั้นแต่เหมือนไม่ได้ใส่อะไร ชายเสื้อยืดยาวคลุมสะโพกอย่างพอดี มือเล็กก็ดึงชายเสื้อลงอีกแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทำให้แพรดาวเดินไปตามกลิ่นหอมๆ ทีแรกก็ไม่คิดว่าตัวเองจะหิว แต่พอได้กลิ่นอาหารท้องก็ร้องทันที “โทษทีนะ พี่หลับไปนาน ไอ้มิสเตอร์ดาร์กมันยัดแต่เบียร์ไว้ในตู้เย็น มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ กินรองท้องไปก่อน ถ้าไงพี่จะโทรสั่งอาหารมาให้อีกที” “ไม่เป็นไรค่ะ นี่ก็เยอะนะคะ” เธอยิ้มเขย่งปลายเท้าเพื่อเปิดตู้ชั้นบนเพื่อหยิบชาม แต่หัสดินเอื้อมมือไปหยิบก่อน “ไปนั่งรอดีๆ” เขาพูดน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วก็ยิ้มเมื่อเห็นว่าเธอทำตามอย่างว่าง่ายก็อารมณ์ดีขึ้น เขาตักบะหมี่ใส่ชามแล้วยกมาบริการให้ จากนั้นก็ยกชามของตนเองมาวางแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม “ว้าว วันนี้เชฟดินต้มบะหมี่ให้กินเลยนะเนี้ย” แพรดาวยิ้มทะเล้นแล้วกินบะหมี่ในชามของตน “เอาไว้คราวหน้าจัดให้ทั้งคาวและหวานครบเซ็ต” “จะรอค่ะ” แพรดาวสูดเส้นบะหมี่อย่างมีควา
จูบ? แบบนี้เรียกจูบที่ไหนกัน ไอ้ดินมันไม่ได้สอนเลยหรือไงนะ นั้นคือสิ่งที่มิสเตอร์ดาร์กคิด แต่สิ่งที่แพรดาวทำคือรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีประกบริมฝีปากกับเขาก่อน เพียงสัมผัสเบาๆกลับทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลง เธอผละจากริมฝีปากเขาแล้วกลับมานั่งที่เดิม อยากจะต่อว่าแต่ก็ทำไม่ลง ชายหนุ่มจึงได้แต่ส่ายหน้าไปมาก่อนยิ้มมุมปาก “มิน่า ไอ้ดินมันถึงได้หลงเธอนัก” “พูดแบบนี้หมายความว่าไง” แพรดาวย่นจมูกใส่ “หรือว่า...แพรไม่คู่ควรกับพี่ดินเหรอคะ” “สมัยไหนแล้วมาใช้คำโบราณแบบนี้” เขาหัวเราะแล้วนึกอยากสูบบุหรี่ แต่นึกได้ทิ้งบุหรี่และไฟแช็กไปนานแล้ว “แล้วทำไมมิสเตอร์ดาร์กพูดแบบนั้นละคะ” “ก็เธอไม่ทิ้งเขา ทั้งที่รู้ว่าเขาเป็นคนโรคจิต” “ก็ไม่ใช่ฆาตกรนี่คะ” เธอยิ้มบางๆออกมา “ตอนที่น้องแพรเป็นแค่แม่บ้าน พี่ดินก็ใจดีกับแพรมาก หรือตอนที่แพรเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ซีเคร็ทคลับ มิสเตอร์ดาร์กก็ดูแลแพร ไม่ว่าทั้งจะเป็นมิสเตอร์ดาร์กหรือพี่ดิน แพรก็รักทั้งสองคนมาก แพรให้คุณมีความสุขกับชีวิต...”







