Mag-log inปัจจุบัน
“ห้าร้อยดริงค์”
ในขณะที่สาว ๆ โต๊ะอื่นแข่งประมูลหนุ่มโฮสต์ที่ชื่อโปรดอย่างไม่มีใครยอมใคร มายูก็ยกมือขึ้นประมูลด้วยจำนวนดริงค์ที่ห่างจากคนก่อนหน้ามากพอสมควร พลันทำให้ถูกแสงไฟสาดส่อง ผู้คนในร้านต่างหันมาจับจ้องสาวสวยกระเป๋าหนักอย่างพร้อมเพรียง
“ผีอะไรเข้าสิงมึงเนี่ย”
เชอรีนเบิกตากว้างอย่างตกใจ ไม่คิดว่าคนที่เพิ่งมาเที่ยวสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก จะกล้าเปย์หนุ่มหล่อบนเวที ทั้งที่ผ่านมามายูไม่เคยสนใจชายใดเลย นอกจากแฟนหนุ่มที่เพิ่งเลิกลากันไป
“ก็ผีอยากเอาชนะยังไงล่ะ”
สโนว์สังเกตว่าริษากำลังปั่นให้มายูประมูลสูงขึ้น แต่ทว่าเงินเพียงเท่านี้ไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งของเพื่อนร่วงหรอก
“มันต้องอย่างนี้สิ มึงอย่าไปยอมอีริษยานั่น” ไอวี่แสดงออกว่าเห็นด้วยเป็นอย่างมาก
งานนี้มายูก็ไม่คิดจะยอมแพ้ให้กับนังแพศยานั่นเช่นเดียวกัน อยากได้หนุ่มโฮสต์ตัวท็อปคนนี้มากนักหรือ อย่างนั้นเธอก็จะประมูลตัดหน้า แย่งเขามาเป็นของเธอให้ได้
“มีใครจะประมูลมากกว่านี้อีกไหมครับ ห้าร้อยดริงค์ครั้งที่หนึ่ง ห้าร้อยดริงค์ครั้งที่…”
“เจ็ดร้อยดริงค์”
ริษาประมูลเพิ่มอีก ทว่างบในกระเป๋ามีจำกัดจึงทำได้แค่หยุดเพียงเท่านั้น แม้จะรู้สึกเสียดายและเสียหน้าที่ต้องแพ้ให้กับเพื่อนร่วมสาขา แต่อย่างน้อยเธอก็ชนะที่ทำให้เพทายเลิกกับมายู และหันมาคบเธอแทน
“สองพันดริงค์”
“คุณผู้หญิงท่านนี้เปย์หนักมาก มีใครให้มากกว่าสองพันดริงค์ไหมครับ สองพันดริงค์ครั้งที่หนึ่ง สองพันดริงค์ครั้งที่สอง สองพันดริงค์ครั้งที่สาม ปิดการประมูล”
เจ้าของบาร์โฮสต์กระตุกยิ้ม ดวงตาเปล่งประกายจ้องไปยังสาวสวยนัยน์ตาเศร้าที่ไม่ทำให้เขาผิดหวัง
โปรดกวักมือเรียกพนักงานคนหนึ่งให้เข้ามาหา แล้วฝากข้อความบางอย่างไปบอกคนที่ชนะการประมูล
จากนั้นเขาก็ขึ้นไปนั่งรอที่ห้อง VVIP บนชั้นสาม ซึ่งทั้งชั้นมีเพียงห้องทำงาน แล้วก็ห้องนี้สำหรับเอาไว้สังสรรค์กับเพื่อนสนิท ทว่าคืนนี้เขาตั้งใจเปิดห้องต้อนรับสาวสวยโดยเฉพาะ
มายูตอบรับคำเชิญ ยกมือเคาะประตูห้องสองครั้งเพื่อส่งสัญญาณให้คนด้านใน ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
ดวงตากลมที่มีความหวาดระแวงเล็กน้อยจ้องมองหนุ่มหล่อที่นั่งอยู่บนโซฟาสีแดง มือของอีกฝ่ายถือแก้วหมุนวนทำให้น้ำแข็งเคล้ากับน้ำสีอำพันอย่างเข้ากัน ก่อนจะยกจิบไปอึกหนึ่ง
ภายในห้องโล่งกว้างนอกจากจะมีโต๊ะและโซฟาสำหรับนั่งดื่ม ยังมีจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่สำหรับร้องคาราโอเกะ ฝั่งซ้ายมือเป็นโต๊ะสนุกเกอร์ และยังมีประตูที่ถูกปิดสนิท ซึ่งไม่รู้ว่าด้านในเป็นห้องอะไรกันแน่
มุมปากหยักเจ้าของบาส์โฮสต์กระตุกยิ้ม ตวัดดวงตาคมจ้องมองคนตัวเล็กในชุดมินิเดรสเกาะอกสีครีมรัดรูป เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของเอวบาง ช่วงไหล่และเนินอกอวบใหญ่เกินขนาดตัว มีกลิตเตอร์ระยิบระยับสะท้อนกับแสงไฟ ยิ่งมองใกล้ ๆ เธอก็ยิ่งสวยถูกใจเป็นอย่างมาก
“นั่งก่อนสิครับ” เสียงทุ้มบอกกับคนตัวเล็ก เธอก็ก้าวเข้ามานั่งโซฟาอีกตัวที่อยู่ใกล้กัน
มายูลอบมองการกระทำของอีกฝ่าย เขากำลังชงเหล้าแล้ววางแก้วลงบนโต๊ะด้านหน้าที่เธอนั่งอยู่ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาและมีเสน่ห์กว่าตอนอยู่บนเวทีหลายเท่า ทำให้รู้สึกประหม่ากับการอยู่กับคนแปลกหน้าในห้องที่มีเพียงแค่เขาและเธอ
“ตามสบายเลยนะครับ ผมพร้อมบริการตลอดทั้งคืน”
เหล้าที่มายูกลืนลงคอเกือบพุ่งออกปาก พลันรู้สึกใจสั่นไหวกับคำว่าตลอดทั้งคืนอย่างบอกไม่ถูก
หนุ่มหล่อกระตุกยิ้มเมื่อเห็นว่าเธอเริ่มเสียอาการ “ค่าเหล้าในห้องนี้ คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ผมเอาค่าตัวจ่ายให้แล้ว”
“อ่อ ขอบใจ”
โปรดเห็นว่าเธอดูนิ่งไป สังเกตจากใบหน้าสีเลือดฝาดและกลิ่นลมหายใจที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้า คิดว่าคงเริ่มเมาระดับหนึ่ง เขาจึงย้ายไปนั่งโซฟาตัวเดียวกัน
มายูเอนตัวไปทางด้านหลัง เมื่อถูกอีกฝ่ายเข้าหาอย่างจงใจ
“แววตาคุณดูเศร้า ๆ นะครับ ถ้ามีเรื่องทุกข์ใจ ระบายกับผมได้นะ ผมยินดีรับฟัง และอยู่เป็นเพื่อนคลายเหงา”
ลำแขนแกร่งพาดพนักโซฟาด้านหลังหญิงสาว มืออีกข้างเลื่อนไปจับผมของคนสวยขึ้นทัดใบหู พลางกระตุกยิ้มมุมปาก ดวงตาคู่คมจ้องเข้าไปในแววตาที่ซ่อนความเศร้าอยู่ในนั้นด้วยความอยากรู้
“ฉันไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง”
เรื่องน่าอายแบบนี้ใครจะอยากหยิบขึ้นมาเล่าซ้ำ เพื่อตอกย้ำความเจ็บปวดกันล่ะ มันควรจะถูกฝังกลบไว้ใต้ดิน เพื่อไม่ให้ใครผ่านมาเห็นเลยต่างหาก
“ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรครับ งั้นเรามาเล่นเกมกันไหม”
“เกมอะไร”
“หมุนขวด”
กติกาในเกมนี้จะเล่นแค่รอบเดียว หากปากขวดชี้ไปทางใครก่อน คนนั้นจะต้องเลือกว่าจะพูดความจริงหรือดื่มหมดแก้ว ซึ่งอีกคนก็ต้องเล่นหลังจากนี้ด้วยเช่นกัน
โปรดหยิบขวดโซดาเปล่านอนลงบนโต๊ะ ก่อนจะหมุนเป็นวงกลม พอหยุดนิ่งปากขวดก็ชี้ไปที่มายู
“ผมอยากรู้ว่าคุณชอบผมใช่ไหม ถึงได้เปย์หนักขนาดนี้”
คำถามนี้ไม่ได้ตอบยากสำหรับเธอ มายูจึงเลือกพูดความจริง
“อย่าคิดเข้าข้างตัวเองหน่อยเลย ฉันก็แค่ไม่อยากเสียหน้า ก็เลยประมูลนายแข่งกับคนอื่น”
“นึกว่าคุณถูกใจผมซะอีก ที่แท้ก็แค่อยากเอาชนะ”
“เข้าใจแบบนั้นก็ดี”
ริมฝีปากสวยยกยิ้มเล็กน้อยที่อีกฝ่ายเข้าใจอะไรง่าย ๆ เธอเที่ยวกลางคืนทุกอาทิตย์ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายคนไหน เพียงเพราะคิดเสมอว่าตัวเองมีคนรักอยู่แล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าคนที่เธอไว้ใจ กลับเป็นคนทำร้ายเธอได้เจ็บช้ำมากที่สุด
“แต่ไม่เป็นไร เพราะว่าผมถูกใจคุณ”
มายูเปิดประตูลงจากรถสปอร์ตคันหรู จากนั้นก็เดินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านเพื่อเอากระเป๋าสะพายขึ้นไปเก็บ ทว่ากลับต้องประหลาดใจ เมื่อเธอเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน ซึ่งคืนนี้ควรจะได้นอนอยู่บนเตียงอันคุ้นเคยเพียงลำพัง เพราะสามีเดินทางไปประชุมกับฝ่ายบริหารประจำปีที่สาขาใหญ่ของห้างสรรพสินค้า Siam PP Mall ของภาคกลางเมื่อช่วงเช้าตรู่ และบอกว่าจะกลับมาวันพรุ่งนี้ กำลังยืนอยู่ปลายเตียงราวกับว่ารอต้อนรับภรรยาคนสวยกลับมาบ้าน“พี่โปรด”มายูฉีกยิ้มหวานวิ่งเข้าไปสวมกอดผู้เป็นสามี ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้ม มือหนาเลื่อนขึ้นลูบเรือนผมของเธออย่างเบามือหญิงสาวผละออกจากอ้อมกอดและเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อของเขา แล้วเอ่ยถาม“ไหนบอกว่าจะกลับมาวันพรุ่งนี้ไงคะ”“ทีแรกพี่ก็ว่าจะกลับวันพรุ่งนี้ แต่คิดถึงเมียจนอดใจไม่ไหว ก็เลยต้องรีบกลับมานอนกอดเมีย”ดวงตากลมโตเปล่งประกายระยิบระยับเมื่อได้ฟังคำหวานจากปากของสามี ทั้งสองแต่งงานกันมาสามปีแล้ว ทว่าโปรดก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลาย และความรักที่มีให้กันก็ยังหวานชื่นไม่มีเปลี่ยนมือหนาประคองใบหน้าสีเลือดฝาดของเมียรัก เลื่อนริมฝีปากลงมาพรมจูบริมฝีปากอวบอิ่มของเธอแผ
ภายในห้องเริ่มกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง คนทั้งสองต่างจ้องใบหน้าของกันและกัน พลันใจเต้นแรงตึกตักในจังหวะเดียวกัน ก่อนที่โปรดจะก้มลงมาจูบริมฝีปากอวบอิ่มที่ทาเพียงลิปบาร์ม บดคลึงกลีบปากสวยอย่างอ่อนโยน พลางพลิกตัวขึ้นไปนอนทาบทับอยู่บนร่างของคนตัวเล็กมายูเลื่อนสองแขนขึ้นไปกอดลำคอของแฟนหนุ่ม เผยอปากเปิดรับลิ้นอุ่นเข้าไปจูบแลกลิ้นกันในโพลงปากหวานคนทั้งสองเกิดอารมณ์ปรารถนาต่อร่างกายของกันและกัน จึงผลัดกันปลุกเร้าอารมณ์กระสัน และปลดเปลื้องเสื้อผ้าออก จนเหลือเพียงเรือนร่างเปลือยเปล่าที่พร้อมสำหรับกิจกรรมเข้าจังหวะลำกายใหญ่แข็งขึงสอดเข้าไปในช่องทางรักของแฟนสาว ทำให้สองร่างประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน เอวสอบเริ่มขยับเพื่อให้เจ้ามังกรเคลื่อนเข้าออกในถ้ำแห่งความสุขได้คล่องตัว จากนั้นก็เร่งจังหวะระบายอารมณ์ดิบเถื่อนในกายอย่างบ้าคลั่งหญิงสาวขบเม้มริมฝีปากอย่างเย้ายวน ข่มตัวเองไม่ให้เปล่งเสียงครวญครางดังเล็ดลอดออกไปนอกห้อง เพราะเกรงว่าจะทำให้พ่อกับแม่ที่นอนอยู่อีกห้องหนึ่งได้ยิน ทว่าความเสียดเสียวที่ได้รับนั้นไม่ลดน้อยลงจากที่เคยทำตอนอยู่เพนต์เฮาส์แม้แต่นิดเดียว“อ๊ะ อึก ซี้ด… ที่รักขา อึ อื้อ…”“อืม… ขย่ม
ช่วงเวลาประมาณห้าทุ่มของคืนที่สาม พระพายกับมาคัสที่อยู่ในชุดนอนและมีเสื้อแขนยาวตัวใหญ่ใส่คลุมตัวเอาไว้ ก็ได้เปิดประตูออกมาจากห้อง แล้วพบว่าระเบียงบนชั้นสองของคฤหาสน์มีหนุ่มสาวได้ลักลอบออกมาพบกัน“ไปแกล้งลูกไม่ให้นอนด้วยกัน เห็นไหมคะว่าเด็กทั้งสองก็แอบออกมาคุยกันจนดึกอยู่ดี” พระพายเอ็ดผู้เป็นสามีเสียงแผ่ว“ก็พี่อยากลองใจเจ้าหนุ่มนั่นว่าจะมีความอดทนมากแค่ไหนนี่ครับ”“ถ้าเป็นพี่ตอนหนุ่ม แล้วมีคนมาขัดขวางไม่ให้อยู่กับพระพายแบบนี้ พี่จะยอมไหม”“ใครกล้าก็ลองดู” เสียงเข้มเอ่ยอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด“นั่นไงคะ ทีตัวเองยังไม่อยากให้มีใครมายุ่งเลย”“ก็พี่ไม่อยากอยู่ห่างจากเมียนี่ครับ”“แล้วลูกอยากอยู่ห่างกับแฟนเหรอคะ มายูก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าคบกับโปรดและอยู่ด้วยกัน พี่ยังจะใจดำปล่อยให้ลูกนอนไม่หลับ เพราะคิดถึงแฟนที่โดนพ่อแกล้งจับแยกให้นอนกันคนละห้องแบบนี้เหรอ นี่มันก็คืนที่สามแล้วนะคะ ลูกมานอนบ้านแค่อาทิตย์เดียวเอง”มาคัสและภรรยาก้าวเข้าไปยืนอยู่ทางด้านหลังโดยไม่ให้เด็กทั้งสองคนที่ยืนหันหลังรู้ตัว มายูกำลังกอดแขนของแฟนหนุ่ม เอนศีรษะลงมาพิงต้นแขน“นี่ก็ดึกมากแล้ว เข้าไปนอนก่อนไหมคะ ข้างนอกอากาศเย็น
“เมื่อกี้แม่เห็นแม่บ้านหิ้วของเข้าไปในครัว ซื้ออะไรมาเหรอลูก” พระพายเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง“หลายอย่างเลยค่ะ เดี๋ยวเย็นนี้พี่โปรดจะโชว์ฝีมือทำอาหาร โดยที่มีลูกสาวคนนี้คอยเป็นลูกมือ พ่อกับแม่รอชิมได้เลยนะคะ” ได้ทีมายูก็รีบอวยยศให้แฟนหนุ่มเพื่อเรียกคะแนน“ทำกับข้าวเป็นด้วยเหรอ” มาคัสเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ“ครับ”“พี่โปรดทำอาหารเก่งมากเลยนะคะ แล้วก็อร่อยมากด้วย พ่อกับแม่ดูสิคะ หนูน้ำหนักขึ้นมาตั้งสองโลแหนะ อีกหน่อยคงได้อ้วนเป็นหมูแน่เลยค่ะ”มือเล็กยกขึ้นลูบพุงน้อย ๆ ที่แทบมองไม่เห็นของตัวเอง มายูเป็นคนมีน้ำหนักคงที่ เมื่อก่อนกินอย่างไรก็ไม่อ้วน ทว่าอยู่กับแฟนหนุ่มแค่ไม่กี่เดือน น้ำหนักของเธอดันเพิ่มขึ้นมาเฉยเลยพระพายส่งเสียงขำ ไม่ต่างจากสามีที่ลอบขำในลำคอแผ่วเบา ทั้งสองพอจะมองออกว่าลูกสาวผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง และดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก เห็นแบบนี้ก็คิดว่าคงเป็นเพราะได้แฟนชอบทำอาหารและเอาใจเก่งแน่ ๆช่วงเย็นโปรดกับมายูก็อาสาเข้าครัวกันแค่สองคน เพื่อให้พ่อกับแม่ได้มีเวลาสวีตกันในห้องนั่งเล่นขณะรอกินมื้อเย็น หลังจากทำอาหารเสร็จแม่บ้านก็มาช่วยนำจานอาหารไปจัดวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเข้าไปเรียกผู้เป็นนายมาที่ห้อ
มายูลุกออกจากโต๊ะเครื่องแป้งหลังแต่งหน้าเสร็จ คว้ากระเป๋าสะพายแบรนด์หรู เดินเข้าไปหาแฟนหนุ่มที่นั่งรออยู่ปลายเตียง ก่อนจะถูกลำแขนของอีกฝ่ายโอบเอวบางรั้งให้นั่งลงบนตักของเขา“พร้อมไปกันรึยังคะ” เสียงหวานถามแฟนหนุ่ม“ค่ะ”โปรดเอ่ยตอบน้ำเสียงละมุน ใบหน้าหล่อเงยขึ้นมองแฟนสาว ริมฝีปากมีรอยยิ้มบางเบา ก่อนจะกดลงสัมผัสกับกลีบปากสวยสีแดงอมชมพู แล้วอุ้มเธอลุกออกจากตักทั้งสองลากกระเป๋าเดินทางคนละใบ ซึ่งได้ถูกจัดเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวออกจากห้อง ลงไปขึ้นรถที่จอดอยู่ชั้นล่าง เพื่อเดินทางกลับบ้านของมายูเนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียนที่สอง และโปรดก็ได้เรียนจบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอจึงถือโอกาสพาแฟนหนุ่มไปทำความรู้จักกับครอบครัวอย่างเป็นทางการออกจากเพนต์เฮาส์ก็ได้แวะซูเปอร์มาเก็ตเพื่อซื้อของฝากผู้ใหญ่ และซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเย็นนี้ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถหรูก็ขับเข้าไปจอดที่โรงจอดรถของคฤหาสน์หลังใหญ่ มายูจับมือของแฟนหนุ่ม ริมฝีปากสวยมีรอยยิ้มหวานมอบให้อีกฝ่าย แม้ว่าโปรดจะไม่แสดงอาการอะไรออกมา ทว่าเธอก็ยังอยากเติมกำลังใจ เพราะนึกถึงวันที่ได้เจอกับแม่ของเขาเป็นครั้งแรก และเกิดอาการประหม่าจนเหง
หลังจากกินมื้อเย็นด้วยกันเสร็จ ปานรวีก็เปิดกระเป๋าแบรนด์หรู หยิบแบล็กการ์ดออกมาจากกระเป๋าเงิน ยื่นให้กับลูกชายเพราะอยากไถ่โทษที่พรากเวลาอันมีค่าของทั้งสองคนไป ในช่วงที่ให้โปรดไปดูแลลูกสาวของเพื่อน“เดี๋ยวพาหนูมายูไปเดินเล่นในห้างของเรานะ ถ้าอยากได้อะไรก็ใช้บัตรแม่รูดได้เต็มที่ ย้ำว่าต้องซื้อทุกอย่างที่น้องอยากได้”“ครับแม่” โปรดยื่นมือออกไปรับบัตรสีดำทั้งสามคนเดินออกจากร้านอาหารไทย แม่ของเขาก็แยกตัวเพื่อเดินทางกลับบ้าน มือหนาเลื่อนไปจับกับมือของคนตัวเล็ก พาแฟนสาวขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นบน“ไม่เห็นเคยบอกกันเลยนะคะ ว่าแม่พี่เป็นเจ้าของที่นี่”ครั้งแรกที่ทั้งสองคนเจอกันที่นี่ ก็คือในวันที่ริษาเดินควงแขนมากับอดีตคนรักของเธอ แล้วเข้ามาเยาะเย้ยเพื่อทำให้เธอเสียใจ แต่ก็ได้โปรดมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ ด้วยการแกล้งเป็นแฟนกันครานั้นเธอยังคิดว่าอะไรมันจะบังเอิญเจอเขาแทบทุกที่ ที่แท้ก็เป็นลูกชายเจ้าของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้นี่เอง“พี่เคยบอกกลาย ๆ แล้วว่าถ้าหนูอยากได้อะไร พี่สามารถซื้อให้ได้ทั้งห้าง หนูจำได้ไหมคะ”“จำได้ค่ะ”“เมื่อก่อนพี่พูดอะไรไปหนูก็ไม่เชื่อหนิคะ ขนาดพี่บอกว่าเป็นเจ้าของเดอะบลิสพี







