เข้าสู่ระบบในรั้วโรงเรียนมัธยมที่ดูเงียบสงบ กลับมีกลุ่มนักเรียน 7 คนที่เรียกตัวเองว่า "ชุมนุมผี" พวกเขาไม่ใช่แค่เด็กก๊วยที่ชอบลองดี แต่ละคนกลับครอบครอง "สัมผัสพิเศษ" ที่ต่างกัน ทั้งการมองเห็น การได้ยิน ไปจนถึงการได้กลิ่นวิญญาณ โดยมีศรัทธาในพระเจ้าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงหนึ่งเดียว เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อข่าวการฆ่าตัวตายปริศนาของนักเรียนคนหนึ่งแพร่สะพัดไปทั่ว แก๊งชุมนุมผีจึงตัดสินใจออกสืบหาความจริง แต่ยิ่งถลำลึก บรรยากาศอึดอัดและเหตุการณ์ประหลาดกลับยิ่งรุมเร้า จนกระทั่งหนึ่งในสมาชิกถูกวิญญาณอาฆาตลากไปผนึกไว้ในมิติที่มองไม่เห็น เพื่อนที่เหลือต้องเผชิญกับบททดสอบศรัทธาอันบ้าคลั่ง เมื่อผีร้ายสร้างภาพลวงตาปั่นหัวให้พวกเขาหวาดระแวงกันเอง ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าทอด้วยความกลัวว่า "มึงนั่นแหละที่ตาย!" พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องร่วมมือกันทำภารกิจ "แก้บนแทนผี" ที่เสี่ยงตายและน่าขนลุก เพื่อชิงตัวเพื่อนรักกลับคืนมาก่อนที่วิญญาณจะถูกกัดกินจนหมดสิ้น ศรัทธาจะนำทางพวกเขาให้รอดพ้น หรือความกลัวจะนำหน้าจนมิตรภาพต้องแตกสลาย? พิสูจน์ความหลอนที่เล่นกับใจได้ใน "ชุมนุมผี" นามปากกา: babybunny
ดูเพิ่มเติมรอยยิ้มจากการฉลองหมูกระทะของแก๊งชุมนุมผีจางหายไปในพริบตา เมื่อพวกเขาพบว่าที่หน้าห้องชมรมมีรถสีดำคันหรูติดฟิล์มมืดสนิทจอดรออยู่ ชายชุดสูทสิบคนยืนเรียงรายราวกับกองทัพ และคนที่ก้าวลงมาจากรถคือ "คุณหญิงพรรณราย" ประธานมูลนิธิการศึกษาชื่อดังของประเทศ ผู้ที่เคยมามอบทุนการศึกษาให้โรงเรียนบ่อยๆ และเป็นคนที่ทุกคนในจังหวัดให้ความเคารพ "พวกมึง... กลิ่นน้ำหอมราคาแพงนี่มันซ่อนกลิ่นเน่าของ 'ศพพันปี' ไว้ชัดมาก" ธาม กระซิบ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความรื่นเริงเป็นความระมัดระวังสูงสุด สัมผัสที่ 1 ของเขาแจ้งเตือนว่านี่คือ "ของจริง" ที่เหนือกว่าผู้ว่าฯ หลายเท่า "ฉันมาเพื่อขอบคุณที่พวกเธอช่วยกวาดล้าง 'ขยะ' ในระนองให้" คุณหญิงพรรณรายยิ้ม แต่ออร่ารอบตัวเธอที่เป็นสีดำทะมึนทำให้ กวี ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความเจ็บตา "แต่ของเล่นของสมาคมนกฮูกตาบอดชิ้นสุดท้าย... มันอยู่ที่ 'หอจดหมายเหตุแห่งชาติ' ที่กรุงเทพฯ และถ้าพวกเธออยากจบเรื่องนี้อย่างถาวร ก็ต้องกล้าไปพบกับ 'ท่านประธาน' ตัวจริง" ทั้ง 7 คนตัดสินใจออกเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ทันที ภายใต้การนำของ พีท ที่เริ่มรู้ตัวว่าศึกนี้ใหญ่เกินกว่าเด็กมัธยมทั่วไปจะรับมือได้ เม
เสียงฝีเท้าของเด็กทั้ง 7 คนดังก้องไปตามโถงทางเดินไม้ของที่ว่าการเมืองเก่า ยิ่งก้าวขึ้นสู่ชั้นบนสุด ความกดอากาศก็ยิ่งหนักอึ้งจนเหมือนเดินอยู่ในน้ำวน กวี สังเกตเห็นว่ารูปภาพอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดที่แขวนเรียงรายอยู่ตามผนังนั้น ดวงตาของทุกรูปเริ่มขยับตามทิศทางการเดินของพวกเขา สัมผัสที่ 2 ของเขาร้องเตือนว่านี่ไม่ใช่แค่รูปภาพ แต่เป็น 'ตาแมววิญญาณ' ที่คอยส่งต่อข้อมูลความเคลื่อนไหวไปยังห้องที่อยู่ลึกที่สุด "พวกมึง... กลิ่นกำยานนี่มันแรงจนกูจะอ้วกแล้ว" ธาม กระซิบพลางชูกางเขนเหล็กนำทาง แสงสีส้มจากกางเขนสั่นไหวรุนแรงเมื่อเข้าใกล้ประตูบานคู่ขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้พะยูงดำ "กลิ่นมันเหมือน... กลิ่นศพที่ถูกแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางแพงๆ ว่ะ" "นั่นแหละคือรสชาติของ 'ความจอมปลอม' ค่ะพี่ธาม" บับเบิ้ล เสริมด้วยเสียงสั่นๆ "รสชาติที่หนูสัมผัสได้ตอนนี้มันเหมือนน้ำตาลทรายที่ผสมทรายหยาบๆ... หวานแต่บาดลิ้นจนเลือดซิบ" พีท ผลักประตูบานคู่ให้เปิดออกอย่างแรง! ภายในห้องทำงานชั้นบนสุดกว้างขวางและมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างวงกลมขนาดใหญ่หลังโต๊ะทำงานตัวเข้ม และที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมหนังมนุษย์ไม่ใช่
แสงอรุณเหนือท้องทะเลระนองควรจะเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ที่สดใส แต่สำหรับแก๊งชุมนุมผีทั้ง 7 ความสว่างของดวงอาทิตย์กลับเผยให้เห็นรอยแผลและความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม พวกเขากลับถึงฝั่งท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของชาวบ้านบางส่วนที่ยังคงเป็นสายสืบให้กับสมาคมนกฮูกตาบอด "พวกมึงดูนี่..." กวี พูดขึ้นขณะที่พวกเขานั่งพักอยู่ที่ศาลาริมน้ำเก่าๆ เขายื่นโทรศัพท์ที่ถ่ายภาพหลังคอของ รองผู้ว่าฯ พงษ์ศักดิ์ ก่อนที่คุกจะถล่มให้ทุกคนดู "ตอนที่อาคมมันเสื่อม รอยสักรูปนกฮูกที่หลังคอเขามันไม่ได้จางหายไปเฉยๆ แต่มัน 'ดิ้น' ได้เหมือนสิ่งมีชีวิต แล้วมันก็ชอนไชเข้าไปในผิวหนังหายไปทางกระดูกสันหลังว่ะ" "รอยสักกินคนเหรอ?" ธาม ขนลุกซู่พลางเอามือลูบหลังคอตัวเองเช็กดูว่ามีอะไรแปลกปลอมไหม "กูว่าแล้ว... สมาคมนี้มันไม่ได้ใช้แค่ผี แต่มันใช้ 'คำสาปสด' ที่ฝังอยู่ในตัวคนเป็นๆ เลยนี่หว่า" "รอยสักนั่นคือ 'พันธสัญญาเลือด' " ไค พูดเสริมด้วยเสียงที่แหบพร่า พู่กันของพ่อในกระเป๋าเขาสั่นเบาๆ ราวกับจะเตือนภัย "พ่อเคยบอกว่า ผู้นำสูงสุดของสมาคมจะถือ 'แม่พิมพ์' ของรอยสักนี้ไว้ ใครก็ตามที่เซ็นชื่อรับเงินหรืออำนาจจากมัน จะถู
ความกดอากาศภายในคุกใต้ทะเล "เกาะตาบอด" ทวีความรุนแรงจนแก๊งชุมนุมผีรู้สึกเหมือนศีรษะกำลังจะระเบิด เสียงน้ำทะเลที่เบียดเสียดอยู่หลังกระจกนิรภัยหนาเตอะดังครืนครันเหมือนเสียงคำรามของอสุรกายที่หิวโหย รองผู้ว่าฯ พงษ์ศักดิ์ ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นยกสูง ใบหน้าเรียบเนียนผิดมนุษย์ของเขาบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มที่น่าเกลียดชังเมื่อเห็นเด็กหนุ่มสาวทั้งเจ็ดคนกำลังดิ้นรนต่อสู้กับหุ่นเหล็กวิญญาณ "พวกมึงมันก็แค่แมลงเม่าที่หลงในแสงแห่งความยุติธรรมที่ไม่มีอยู่จริง!" รองผู้ว่าฯ คำรามพลางสะบัดมือสั่งการหุ่นเหล็กตัวมหึมาที่ส่งเสียงโซ่ตรวนเสียดสีกันดัง แกว๊ก... แกว๊ก... จนแสบแก้วหู "ยุติธรรมมีจริงไหมกูไม่รู้! แต่ที่แน่ๆ กางเกงกูเปียกน้ำทะเลจนแสบง่ามขาไปหมดแล้วโว้ย!" ธาม ตะโกนก้องเพื่อสะกดความกลัว เขาไม่ได้แค่ยืนสั่นเหมือนแต่ก่อน แต่คราวนี้ธามพุ่งตัวเข้าหาหุ่นเหล็กตัวที่ใกล้ที่สุด กางเขนเหล็กในมือส่องแสงสีทองวาบอาบไปด้วยพลังแห่งความเชื่อมั่น "ในนามของพระเจ้า... มึงกลับลงหลุมไปซะ!" เคร้ง! กางเขนปะทะกับดาบเหล็กสนิมเขรอะของหุ่นวิญญาณ แรงกระแทกส่งให้ธามกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว แต่แสงสีทองจากกางเขนกลับซึมลึกเข้
เช้าวันที่อากาศในจังหวัดระนองดูอึมครึมกว่าปกติ เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลทำให้บรรยากาศรอบตัวดูสลัวมัวซัว ธาม นั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าห้องชมรมชุมนุมผี พลางพัดกางเกงนักเรียนตัวเก่งที่เพิ่งแห้งหมาดๆ ด้วยสมุดจดบทสวด "กูว่าช่วงนี้ดวงกูตกว่ะพวักมึง" ธามบ่นกระปอดกระแปด "เมื่อคืนฝันว่าโดนผีนางรำรุมทึ้งหั
กลิ่นคาวเลือดที่เคยพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในตอนแรก บัดนี้มันเปลี่ยนเป็นกลิ่นอับชื้นและเหม็นเน่าเหมือนซากสัตว์ที่สะสมมานานหลายปี ธาม ที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาจนกางเกงเปียกชุ่มพยายามประคองตัวลุกขึ้นยืน เขาชูกางเขนเหล็กที่ยังคงมีความร้อนหลงเหลืออยู่เป็นไฟนำทาง “กูนำเอง...” ธามพูดเสียงหนักแน่น แต่ขาพับขาสั่นจน พ
กลิ่นควันกำยานที่ลอยมาจากไม้เท้ากระดูกของแม่เฒ่าเริ่มหนาแน่นจนกลายเป็นหมอกสีเทาหม่นที่พยายามจะแทรกซึมเข้าสู่ปอดของทุกคน ธาม รู้สึกได้ถึงความอึดอัดที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ จมูกของเขาเริ่มทำงานหนักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สัมผัสที่ 1: การได้กลิ่น บอกเขาว่านี่ไม่ใช่แค่ควันธรรมดา แต่มันคือ "ควันสะกดวิญ
แสงไฟนีออนในโถงทางเดินกะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับสนิททิ้งให้ความมืดเข้าปกคลุมร่างของครูประทีปที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ความเงียบที่เกิดขึ้นตามมานั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาสบายใจขึ้นเลย แต่มันกลับน่าอึดอัดจน มีน ต้องกระชับมือที่ถือสเปรย์น้ำมนต์ไว้จนสั่น "เขา... ตายหรือเปล่าวะ" ธาม กระซิบถาม เสียงของเขาแหบพร่าพลา





