로그인ในรั้วโรงเรียนมัธยมที่ดูเงียบสงบ กลับมีกลุ่มนักเรียน 7 คนที่เรียกตัวเองว่า "ชุมนุมผี" พวกเขาไม่ใช่แค่เด็กก๊วยที่ชอบลองดี แต่ละคนกลับครอบครอง "สัมผัสพิเศษ" ที่ต่างกัน ทั้งการมองเห็น การได้ยิน ไปจนถึงการได้กลิ่นวิญญาณ โดยมีศรัทธาในพระเจ้าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงหนึ่งเดียว เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อข่าวการฆ่าตัวตายปริศนาของนักเรียนคนหนึ่งแพร่สะพัดไปทั่ว แก๊งชุมนุมผีจึงตัดสินใจออกสืบหาความจริง แต่ยิ่งถลำลึก บรรยากาศอึดอัดและเหตุการณ์ประหลาดกลับยิ่งรุมเร้า จนกระทั่งหนึ่งในสมาชิกถูกวิญญาณอาฆาตลากไปผนึกไว้ในมิติที่มองไม่เห็น เพื่อนที่เหลือต้องเผชิญกับบททดสอบศรัทธาอันบ้าคลั่ง เมื่อผีร้ายสร้างภาพลวงตาปั่นหัวให้พวกเขาหวาดระแวงกันเอง ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าทอด้วยความกลัวว่า "มึงนั่นแหละที่ตาย!" พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องร่วมมือกันทำภารกิจ "แก้บนแทนผี" ที่เสี่ยงตายและน่าขนลุก เพื่อชิงตัวเพื่อนรักกลับคืนมาก่อนที่วิญญาณจะถูกกัดกินจนหมดสิ้น ศรัทธาจะนำทางพวกเขาให้รอดพ้น หรือความกลัวจะนำหน้าจนมิตรภาพต้องแตกสลาย? พิสูจน์ความหลอนที่เล่นกับใจได้ใน "ชุมนุมผี" นามปากกา: babybunny
더 보기ท่ามกลางแสงอาทิตย์สีส้มสลัวที่กำลังจะลับขอบฟ้าหลังอาคารเรียนไม้เก่าแก่ของโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ความเงียบเชียบที่ควรจะเป็นเวลาเลิกเรียนกลับถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดที่มองไม่เห็น บรรยากาศในทางเดินยาวเหยียดดูราวกับจะบีบอัดเข้าหากัน ทุกอย่างดูเป็นปกติ... ยกเว้นเพียงห้องชมรมเล็กๆ ที่มุมตึก ซึ่งมีป้ายไม้กระดำกระด่างแขวนไว้ว่า “ชุมนุมผี”
“กูบอกแล้วไงว่าอย่าท้า! พระเจ้าไม่ได้สร้างปากมึงมาเพื่อให้มึงเอาไปแกว่งหาเท้าผีนะไอ้ธาม!” เสียงตะโกนของ พีท สมาชิกสายกวนประจำกลุ่มดังแหวกความเงียบ เขากำลังยืนกอดอก พิงผนังห้องชมรมที่เต็มไปด้วยเศษขนมของ บับเบิ้ล สายตาของเขาจ้องมองไปที่หัวหน้าแก๊งอย่าง ธาม ที่ตอนนี้กำลังทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ แต่ปากยังเก่งอยู่ “กูไม่ได้ท้า! กูแค่บอกว่า... ถ้าผีนักเรียนที่ฆ่าตัวตายคนนั้นมีจริง ก็ออกมาให้เห็นสิ จะได้รู้ว่าพระเจ้าจะคุ้มครองเราไหม” ธามตอบเสียงสั่น พลางกระชับกางเขนอันเบ้อเริ่มที่แขวนอยู่ที่คอจนมันเกือบจะรัดคอตัวเองเสียตายก่อนผีมา “แล้วเป็นไงล่ะ...” กวี หนุ่มแว่นผู้เงียบขรึมพูดขึ้นสั้นๆ เขาขยับแว่นสายตาหนึ่งครั้ง ก่อนจะมองจ้องไปที่มุมห้องมืดๆ ที่ไม่มีใครกล้ามอง “มึงท้าปุ๊บ กลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ก็ลอยมาปั๊บ... แถมตอนนี้ กูก็เห็น ‘เขา’ นั่งอยู่บนตู้ล็อกเกอร์ข้างหลังมึงด้วย” ธามชะงักกึก ใบหน้าที่เคยพยายามทำตัวเป็นนักเลงคริสต์สายลุยซีดเผือดลงทันทีภายในเวลาไม่ถึงวินาที เขารู้สึกได้ถึงของเหลวอุ่นๆ ที่เริ่มซึมออกมาจากกางเกงสแล็กนักเรียนสีน้ำเงินเข้ม ฉ่า... “ไอ้ธาม! มึง... มึงฉี่ราดอีกแล้วเหรอ!” มีน สาวแกร่งประจำกลุ่มตะโกนขึ้นพร้อมกับกระโดดหนีไปอีกทาง เธอคว้าคัมภีร์ใบเล่มเล็กในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาถือไว้มั่น แต่ไม่ได้เอาไว้สวดนะ... เธอเอาไว้เตรียมฟาดถ้ามีอะไรพุ่งออกมาจริงๆ “มัน... มันเป็นปฏิกิริยาทางร่างกายว้อย!” ธามเถียงเสียงหลง พลางกุมมืออธิษฐานรัวๆ “ข้าแต่พระเจ้า... ลูกไม่ได้ตั้งใจ ลูกแค่ตื่นเต้น... อึ้ก! กลิ่นมันแรงขึ้นแล้ว กลิ่นธูป! กลิ่นธูปปนกลิ่นน้ำเน่า!” สัมผัสที่ 1: การได้กลิ่น ของธามเริ่มทำงานอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่แค่กลิ่นธรรมดา แต่มันเป็นกลิ่นที่บ่งบอกถึงความตายที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ กลิ่นที่เหม็นอับจนอยากจะอาเจียน ในขณะที่ทุกคนกำลังชุลมุน โจชัว หนุ่มใสซื่อผู้ศรัทธาแรงกล้ากลับหลับตานิ่ง พนมมือขึ้นเหนืออก เขาไม่ได้ขยับหนีไปไหน แต่กลับพึมพำบทอธิษฐานเบาๆ “ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเรา... อย่าให้ความกลัวครอบงำ...” “โจชัว... เลิกสวดก่อน ดูเท้าตัวเองด้วย!” บับเบิ้ลที่กำลังเคี้ยวเลย์รสสาหร่ายรัวๆ ด้วยความประหม่าสะกิดไหล่เขาพัลวัน “สัมผัสที่ 5 (การสัมผัส) ของนายทำงานหรือยัง? ฉัน... ฉันรู้สึกเหมือนมีรสเลือดในปากเลย!” บับเบิ้ลพยายามจะกลืนขนมลงคอ แต่มันกลับขมปร่าและคาวคลุ้งเหมือนเหล็กที่เป็นสนิม นี่คืออาการของเธอทุกครั้งที่มีวิญญาณอาฆาตอยู่ใกล้ในระยะไม่เกิน 5 เมตร “ทุกคน... เงียบก่อน” ไค หนุ่มมาดเซอร์สายอาร์ตที่นั่งเงียบมาตลอดเดินไปที่โต๊ะกลางห้อง เขาหยิบกระเป๋านักเรียนใบหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ (ซึ่งพวกเขาแอบจิ๊กมาจากที่กั้นเขตสีเหลืองของตำรวจ) เขาค่อยๆ วางมือลงบนกระเป๋าใบนั้น สัมผัสที่ 7: Psychometry ของไคทำงานทันที แสงสีส้มในห้องชมรมดูเหมือนจะวูบดับลงในสายตาของเขา ภาพเหตุการณ์บางอย่างเริ่มไหลวนเข้ามาในหัวเหมือนแผ่นฟิล์มที่ชำรุด เขามองเห็นเด็กสาวคนหนึ่ง ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนดาดฟ้า... เธอกำลังพึมพำอะไรบางอย่างกับสิ่งที่มองไม่เห็น เธอบอกว่าถ้าเธอสมหวัง เธอจะให้ทุกอย่าง... แต่พอเธอได้สิ่งที่ต้องการ เธอกลับไม่ทำตามสัญญา เธอกลัว... และความกลัวนั้นเองที่ลากเธอลงจากตึก ไคลืมตาขึ้น เหงื่อกาฬไหลอาบแก้ม “เธอไม่ได้อยากตาย... เธอถูก ‘บางอย่าง’ บังคับให้ตายเพราะเธอแก้บนไม่สำเร็จ” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องชมรมชุมนุมผีทันที ลมแรงปะทะเข้ากับหน้าต่างจนบานหน้าต่างไม้สั่นกราว ปัง! ปัง! ปัง! “แล้วทำไมเราต้องมาสืบเรื่องนี้ด้วยวะ” พีทถามพลางมองไปที่ทางเดินมืดๆ นอกห้อง “ถ้าพระเจ้าบอกว่าคนตายไปอยู่กับพระองค์แล้ว แล้วนี่คือตัวอะไรที่กวีนั่งจ้องอยู่?” “นั่นไม่ใช่พระเจ้าส่งมาแน่ๆ” กวีตอบน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความอึดอัด “เพราะที่กูเห็น... มันไม่มีลูกตา และมันกำลังเอานิ้วชี้มาที่พวกเราทุกคน... ทีละคน...” ทันใดนั้น แสงไฟนีออนดวงเดียวในห้องชมรมก็กระพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบลง! “พระเจ้าช่วย! กางเขนกูหายไปไหน!” เสียงธามตะโกนก้องในความมืด พร้อมกับเสียงโครมครามเหมือนคนสะดุดถังขยะ “ใครเหยียบฉี่กูวะ! ลื่นโว้ย!” “กูเอง! ไอ้ธาม มึงล้างพื้นพรุ่งนี้เลยนะ!” เสียงมีนด่ากลับมา แต่แล้วเสียงด่าของเธอก็เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องสั้นๆ เมื่อมีมือเย็นเฉียบที่ไม่ใช่ของเพื่อนในกลุ่มมาจับที่ข้อเท้าของเธอ “ทุกคน! จับมือกันไว้!” โจชัวตะโกนสู้เสียงลม “อย่าให้ความมืดแยกเราออกจากกัน! อธิษฐาน!” แต่ในจังหวะที่ทุกคนพยายามควานหามือกันและกันท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงเสียงกระซิบหนึ่งที่ดังขึ้นข้างหูของกวี... เสียงนั้นเยือกเย็นและแหบพร่าจนหัวใจเกือบหยุดเต้น “สัญ-ญา-ต้อง-เป็น-สัญ-ญา...” แสงไฟติดพรึบขึ้นมาอีกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจไม่ใช่ผีร้ายที่ยืนอยู่กลางห้อง... แต่เป็นความจริงที่ว่า บับเบิ้ล หายไปแล้ว! เหลือเพียงซองขนมที่หล่นอยู่บนพื้น และรอยเท้าเปื้อนเลือดสีดำสนิทที่เดินมุ่งหน้าไปยังดาดฟ้าของอาคารเรียน “บับเบิ้ล!” ธามตะโกนลั่น ความขี้ขลาดเมื่อครู่หายไปแทนที่ด้วยความตื่นตระหนก “ไอ้กวี! มึงเห็นน้องไหม! มันไปทางไหน!” กวีสั่นไปทั้งตัว นิ้วที่สั่นเทาระบุไปที่เพดานห้อง “น้อง... น้องไม่ได้ไปตามทางเดิน แต่น้องถูกลากขึ้นไปทางเพดาน... พีท! มึงมีลางสังหรณ์อะไรบ้างไหม!” พีทกุมท้ายทอยที่เย็นจัดจนปวดร้าว “ลางสังหรณ์ของกูบอกว่า... ถ้าคืนนี้เราแก้บนให้ผีคนนั้นไม่ได้... เราจะเสียเพื่อนไปตลอดกาล” ทั้ง 6 คนยืนอึดอัดอยู่กลางห้องชมรม ความกดดันบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก โรงเรียนที่พวกเขาเคยคิดว่าปลอดภัยกลับกลายเป็นกรงขังมืดมิดที่เต็มไปด้วยวิญญาณอาฆาต “ไป...” ธามพูดเสียงหนักแน่น มือขวากำกางเขนที่หาเจอแล้วไว้มั่น แม้ขากางเกงจะยังเปียกชุ่มไปด้วยฉี่ แต่แววตาของเขาเปลี่ยนไป “เราจะไปช่วยบับเบิ้ล ใครตายกูไม่รู้ แต่เพื่อนกูต้องรอด!” มิตรภาพที่ไม่มีความรักเข้ามาเกี่ยวพัน แต่มีความตายเป็นเดิมพันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แก๊งชุมนุมผีเดินออกจากห้องชมรมมุ่งหน้าสู่ความมืดมิดของอาคารอาถรรพ์ โดยไม่รู้เลยว่า... สิ่งที่รออยู่บนดาดฟ้านั้น ไม่ใช่แค่ผีนักเรียนสาว แต่มันคือ ‘บางอย่าง’ ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น... บางอย่างที่พร้อมจะกัดกินศรัทธาของพวกเขาให้เหลือเพียงความว่างเปล่ารอยยิ้มจากการฉลองหมูกระทะของแก๊งชุมนุมผีจางหายไปในพริบตา เมื่อพวกเขาพบว่าที่หน้าห้องชมรมมีรถสีดำคันหรูติดฟิล์มมืดสนิทจอดรออยู่ ชายชุดสูทสิบคนยืนเรียงรายราวกับกองทัพ และคนที่ก้าวลงมาจากรถคือ "คุณหญิงพรรณราย" ประธานมูลนิธิการศึกษาชื่อดังของประเทศ ผู้ที่เคยมามอบทุนการศึกษาให้โรงเรียนบ่อยๆ และเป็นคนที่ทุกคนในจังหวัดให้ความเคารพ "พวกมึง... กลิ่นน้ำหอมราคาแพงนี่มันซ่อนกลิ่นเน่าของ 'ศพพันปี' ไว้ชัดมาก" ธาม กระซิบ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความรื่นเริงเป็นความระมัดระวังสูงสุด สัมผัสที่ 1 ของเขาแจ้งเตือนว่านี่คือ "ของจริง" ที่เหนือกว่าผู้ว่าฯ หลายเท่า "ฉันมาเพื่อขอบคุณที่พวกเธอช่วยกวาดล้าง 'ขยะ' ในระนองให้" คุณหญิงพรรณรายยิ้ม แต่ออร่ารอบตัวเธอที่เป็นสีดำทะมึนทำให้ กวี ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความเจ็บตา "แต่ของเล่นของสมาคมนกฮูกตาบอดชิ้นสุดท้าย... มันอยู่ที่ 'หอจดหมายเหตุแห่งชาติ' ที่กรุงเทพฯ และถ้าพวกเธออยากจบเรื่องนี้อย่างถาวร ก็ต้องกล้าไปพบกับ 'ท่านประธาน' ตัวจริง" ทั้ง 7 คนตัดสินใจออกเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ทันที ภายใต้การนำของ พีท ที่เริ่มรู้ตัวว่าศึกนี้ใหญ่เกินกว่าเด็กมัธยมทั่วไปจะรับมือได้ เม
เสียงฝีเท้าของเด็กทั้ง 7 คนดังก้องไปตามโถงทางเดินไม้ของที่ว่าการเมืองเก่า ยิ่งก้าวขึ้นสู่ชั้นบนสุด ความกดอากาศก็ยิ่งหนักอึ้งจนเหมือนเดินอยู่ในน้ำวน กวี สังเกตเห็นว่ารูปภาพอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดที่แขวนเรียงรายอยู่ตามผนังนั้น ดวงตาของทุกรูปเริ่มขยับตามทิศทางการเดินของพวกเขา สัมผัสที่ 2 ของเขาร้องเตือนว่านี่ไม่ใช่แค่รูปภาพ แต่เป็น 'ตาแมววิญญาณ' ที่คอยส่งต่อข้อมูลความเคลื่อนไหวไปยังห้องที่อยู่ลึกที่สุด "พวกมึง... กลิ่นกำยานนี่มันแรงจนกูจะอ้วกแล้ว" ธาม กระซิบพลางชูกางเขนเหล็กนำทาง แสงสีส้มจากกางเขนสั่นไหวรุนแรงเมื่อเข้าใกล้ประตูบานคู่ขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้พะยูงดำ "กลิ่นมันเหมือน... กลิ่นศพที่ถูกแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางแพงๆ ว่ะ" "นั่นแหละคือรสชาติของ 'ความจอมปลอม' ค่ะพี่ธาม" บับเบิ้ล เสริมด้วยเสียงสั่นๆ "รสชาติที่หนูสัมผัสได้ตอนนี้มันเหมือนน้ำตาลทรายที่ผสมทรายหยาบๆ... หวานแต่บาดลิ้นจนเลือดซิบ" พีท ผลักประตูบานคู่ให้เปิดออกอย่างแรง! ภายในห้องทำงานชั้นบนสุดกว้างขวางและมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างวงกลมขนาดใหญ่หลังโต๊ะทำงานตัวเข้ม และที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมหนังมนุษย์ไม่ใช่
แสงอรุณเหนือท้องทะเลระนองควรจะเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ที่สดใส แต่สำหรับแก๊งชุมนุมผีทั้ง 7 ความสว่างของดวงอาทิตย์กลับเผยให้เห็นรอยแผลและความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม พวกเขากลับถึงฝั่งท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของชาวบ้านบางส่วนที่ยังคงเป็นสายสืบให้กับสมาคมนกฮูกตาบอด "พวกมึงดูนี่..." กวี พูดขึ้นขณะที่พวกเขานั่งพักอยู่ที่ศาลาริมน้ำเก่าๆ เขายื่นโทรศัพท์ที่ถ่ายภาพหลังคอของ รองผู้ว่าฯ พงษ์ศักดิ์ ก่อนที่คุกจะถล่มให้ทุกคนดู "ตอนที่อาคมมันเสื่อม รอยสักรูปนกฮูกที่หลังคอเขามันไม่ได้จางหายไปเฉยๆ แต่มัน 'ดิ้น' ได้เหมือนสิ่งมีชีวิต แล้วมันก็ชอนไชเข้าไปในผิวหนังหายไปทางกระดูกสันหลังว่ะ" "รอยสักกินคนเหรอ?" ธาม ขนลุกซู่พลางเอามือลูบหลังคอตัวเองเช็กดูว่ามีอะไรแปลกปลอมไหม "กูว่าแล้ว... สมาคมนี้มันไม่ได้ใช้แค่ผี แต่มันใช้ 'คำสาปสด' ที่ฝังอยู่ในตัวคนเป็นๆ เลยนี่หว่า" "รอยสักนั่นคือ 'พันธสัญญาเลือด' " ไค พูดเสริมด้วยเสียงที่แหบพร่า พู่กันของพ่อในกระเป๋าเขาสั่นเบาๆ ราวกับจะเตือนภัย "พ่อเคยบอกว่า ผู้นำสูงสุดของสมาคมจะถือ 'แม่พิมพ์' ของรอยสักนี้ไว้ ใครก็ตามที่เซ็นชื่อรับเงินหรืออำนาจจากมัน จะถู
ความกดอากาศภายในคุกใต้ทะเล "เกาะตาบอด" ทวีความรุนแรงจนแก๊งชุมนุมผีรู้สึกเหมือนศีรษะกำลังจะระเบิด เสียงน้ำทะเลที่เบียดเสียดอยู่หลังกระจกนิรภัยหนาเตอะดังครืนครันเหมือนเสียงคำรามของอสุรกายที่หิวโหย รองผู้ว่าฯ พงษ์ศักดิ์ ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นยกสูง ใบหน้าเรียบเนียนผิดมนุษย์ของเขาบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มที่น่าเกลียดชังเมื่อเห็นเด็กหนุ่มสาวทั้งเจ็ดคนกำลังดิ้นรนต่อสู้กับหุ่นเหล็กวิญญาณ "พวกมึงมันก็แค่แมลงเม่าที่หลงในแสงแห่งความยุติธรรมที่ไม่มีอยู่จริง!" รองผู้ว่าฯ คำรามพลางสะบัดมือสั่งการหุ่นเหล็กตัวมหึมาที่ส่งเสียงโซ่ตรวนเสียดสีกันดัง แกว๊ก... แกว๊ก... จนแสบแก้วหู "ยุติธรรมมีจริงไหมกูไม่รู้! แต่ที่แน่ๆ กางเกงกูเปียกน้ำทะเลจนแสบง่ามขาไปหมดแล้วโว้ย!" ธาม ตะโกนก้องเพื่อสะกดความกลัว เขาไม่ได้แค่ยืนสั่นเหมือนแต่ก่อน แต่คราวนี้ธามพุ่งตัวเข้าหาหุ่นเหล็กตัวที่ใกล้ที่สุด กางเขนเหล็กในมือส่องแสงสีทองวาบอาบไปด้วยพลังแห่งความเชื่อมั่น "ในนามของพระเจ้า... มึงกลับลงหลุมไปซะ!" เคร้ง! กางเขนปะทะกับดาบเหล็กสนิมเขรอะของหุ่นวิญญาณ แรงกระแทกส่งให้ธามกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว แต่แสงสีทองจากกางเขนกลับซึมลึกเข้
เรือหางยาวลำเดิมแล่นฝ่าคลื่นลมแรงออกสู่ทะเลลึก แสงไฟจากตัวเมืองระนองค่อยๆ ลับตาไป เหลือเพียงความมืดมิดของท้องทะเลที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ธาม นั่งกอดกางเขนเหล็กอันใหม่ไว้แน่น กลิ่นไอเกลือที่พัดเข้าปะทะหน้าทำให้เขาได้รับรู้ถึงความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ "พวกมึง... กลิ่นน้ำทะเลตร
เสียงกรีดร้องของผีพรายสมุทรดังระงมเสียดแทรกโสตประสาทของทุกคนในแก๊งชุมนุมผี พวกมันไม่ได้เคลื่อนที่เหมือนมนุษย์ แต่คืบคลานไปตามไม้กระดานด้วยท่าทางบิดเบี้ยวเหมือนปลาที่ขาดน้ำ ผิวหนังที่เป็นตะไคร่น้ำส่งกลิ่นเหม็นคาวรุนแรงจน ธาม แทบจะสำลัก “พีท! พวกมันไม่ได้มาแค่ตัวเปล่า แต่มันพกอาคม 'น้ำกรด' มาด้วย!”
หลังจากจัดการ ผอ. ชัยชนะ และทำลายห้องใต้ดินหอประชุมไปได้ไม่ถึงสัปดาห์ แก๊งชุมนุมผีควรจะได้พักผ่อนอย่างสงบ แต่เหมือนโชคชะตา (และความซวยของธาม) จะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น จดหมายปริศนาฉบับใหม่ไม่ได้มาในซองหรูหรา แต่มันมาในรูปของ "ขวดโหลแก้วที่มีทรายและเศษเปลือกหอย" วางอยู่หน้าบ้านของ ธาม พร้อมข้อความสั
หลังจากคดีคฤหาสน์วรโชติถล่มทลายกลายเป็นข่าวดังไปทั่วจังหวัดระนอง บรรยากาศในโรงเรียนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความอึดอัดไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศเหมือนคราวศพพี่ฟ้า แต่มันกลับ "เงียบงัน" จนน่ากลัว นักเรียนแต่ละคนเดินก้มหน้าก้มตา ครูหลายคนถูกเรียกเข้าห้องปกครองบ่อยผิดปกติ "กูว่าบรรยากาศแบบนี้มันเหม็นเปร