ชุมนุมผี "ศรัทธานำทาง แต่ความกลัวนำหน้า"

ชุมนุมผี "ศรัทธานำทาง แต่ความกลัวนำหน้า"

last update최신 업데이트 : 2026-05-02
에:  babybunny 참여
언어: Thai
goodnovel4goodnovel
순위 평가에 충분하지 않습니다.
19챕터
102조회수
읽기
보관함에 추가

공유:  

보고서
개요
장르
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.

​ในรั้วโรงเรียนมัธยมที่ดูเงียบสงบ กลับมีกลุ่มนักเรียน 7 คนที่เรียกตัวเองว่า "ชุมนุมผี" พวกเขาไม่ใช่แค่เด็กก๊วยที่ชอบลองดี แต่ละคนกลับครอบครอง "สัมผัสพิเศษ" ที่ต่างกัน ทั้งการมองเห็น การได้ยิน ไปจนถึงการได้กลิ่นวิญญาณ โดยมีศรัทธาในพระเจ้าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงหนึ่งเดียว ​เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อข่าวการฆ่าตัวตายปริศนาของนักเรียนคนหนึ่งแพร่สะพัดไปทั่ว แก๊งชุมนุมผีจึงตัดสินใจออกสืบหาความจริง แต่ยิ่งถลำลึก บรรยากาศอึดอัดและเหตุการณ์ประหลาดกลับยิ่งรุมเร้า จนกระทั่งหนึ่งในสมาชิกถูกวิญญาณอาฆาตลากไปผนึกไว้ในมิติที่มองไม่เห็น ​เพื่อนที่เหลือต้องเผชิญกับบททดสอบศรัทธาอันบ้าคลั่ง เมื่อผีร้ายสร้างภาพลวงตาปั่นหัวให้พวกเขาหวาดระแวงกันเอง ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าทอด้วยความกลัวว่า "มึงนั่นแหละที่ตาย!" พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องร่วมมือกันทำภารกิจ "แก้บนแทนผี" ที่เสี่ยงตายและน่าขนลุก เพื่อชิงตัวเพื่อนรักกลับคืนมาก่อนที่วิญญาณจะถูกกัดกินจนหมดสิ้น ​ศรัทธาจะนำทางพวกเขาให้รอดพ้น หรือความกลัวจะนำหน้าจนมิตรภาพต้องแตกสลาย? พิสูจน์ความหลอนที่เล่นกับใจได้ใน "ชุมนุมผี" ​นามปากกา: babybunny

더 보기

1화

บทที่ 1 กลิ่นธูปในห้องเรียนที่ว่างเปล่า

ท่ามกลางแสงอาทิตย์สีส้มสลัวที่กำลังจะลับขอบฟ้าหลังอาคารเรียนไม้เก่าแก่ของโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ความเงียบเชียบที่ควรจะเป็นเวลาเลิกเรียนกลับถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดที่มองไม่เห็น บรรยากาศในทางเดินยาวเหยียดดูราวกับจะบีบอัดเข้าหากัน ทุกอย่างดูเป็นปกติ... ยกเว้นเพียงห้องชมรมเล็กๆ ที่มุมตึก ซึ่งมีป้ายไม้กระดำกระด่างแขวนไว้ว่า “ชุมนุมผี”

​“กูบอกแล้วไงว่าอย่าท้า! พระเจ้าไม่ได้สร้างปากมึงมาเพื่อให้มึงเอาไปแกว่งหาเท้าผีนะไอ้ธาม!”

​เสียงตะโกนของ พีท สมาชิกสายกวนประจำกลุ่มดังแหวกความเงียบ เขากำลังยืนกอดอก พิงผนังห้องชมรมที่เต็มไปด้วยเศษขนมของ บับเบิ้ล สายตาของเขาจ้องมองไปที่หัวหน้าแก๊งอย่าง ธาม ที่ตอนนี้กำลังทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ แต่ปากยังเก่งอยู่

​“กูไม่ได้ท้า! กูแค่บอกว่า... ถ้าผีนักเรียนที่ฆ่าตัวตายคนนั้นมีจริง ก็ออกมาให้เห็นสิ จะได้รู้ว่าพระเจ้าจะคุ้มครองเราไหม” ธามตอบเสียงสั่น พลางกระชับกางเขนอันเบ้อเริ่มที่แขวนอยู่ที่คอจนมันเกือบจะรัดคอตัวเองเสียตายก่อนผีมา

​“แล้วเป็นไงล่ะ...” กวี หนุ่มแว่นผู้เงียบขรึมพูดขึ้นสั้นๆ เขาขยับแว่นสายตาหนึ่งครั้ง ก่อนจะมองจ้องไปที่มุมห้องมืดๆ ที่ไม่มีใครกล้ามอง “มึงท้าปุ๊บ กลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ก็ลอยมาปั๊บ... แถมตอนนี้ กูก็เห็น ‘เขา’ นั่งอยู่บนตู้ล็อกเกอร์ข้างหลังมึงด้วย”

​ธามชะงักกึก ใบหน้าที่เคยพยายามทำตัวเป็นนักเลงคริสต์สายลุยซีดเผือดลงทันทีภายในเวลาไม่ถึงวินาที เขารู้สึกได้ถึงของเหลวอุ่นๆ ที่เริ่มซึมออกมาจากกางเกงสแล็กนักเรียนสีน้ำเงินเข้ม

​ฉ่า...

​“ไอ้ธาม! มึง... มึงฉี่ราดอีกแล้วเหรอ!” มีน สาวแกร่งประจำกลุ่มตะโกนขึ้นพร้อมกับกระโดดหนีไปอีกทาง เธอคว้าคัมภีร์ใบเล่มเล็กในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาถือไว้มั่น แต่ไม่ได้เอาไว้สวดนะ... เธอเอาไว้เตรียมฟาดถ้ามีอะไรพุ่งออกมาจริงๆ

​“มัน... มันเป็นปฏิกิริยาทางร่างกายว้อย!” ธามเถียงเสียงหลง พลางกุมมืออธิษฐานรัวๆ “ข้าแต่พระเจ้า... ลูกไม่ได้ตั้งใจ ลูกแค่ตื่นเต้น... อึ้ก! กลิ่นมันแรงขึ้นแล้ว กลิ่นธูป! กลิ่นธูปปนกลิ่นน้ำเน่า!”

สัมผัสที่ 1: การได้กลิ่น ของธามเริ่มทำงานอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่แค่กลิ่นธรรมดา แต่มันเป็นกลิ่นที่บ่งบอกถึงความตายที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ กลิ่นที่เหม็นอับจนอยากจะอาเจียน

​ในขณะที่ทุกคนกำลังชุลมุน โจชัว หนุ่มใสซื่อผู้ศรัทธาแรงกล้ากลับหลับตานิ่ง พนมมือขึ้นเหนืออก เขาไม่ได้ขยับหนีไปไหน แต่กลับพึมพำบทอธิษฐานเบาๆ “ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเรา... อย่าให้ความกลัวครอบงำ...”

​“โจชัว... เลิกสวดก่อน ดูเท้าตัวเองด้วย!” บับเบิ้ลที่กำลังเคี้ยวเลย์รสสาหร่ายรัวๆ ด้วยความประหม่าสะกิดไหล่เขาพัลวัน “สัมผัสที่ 5 (การสัมผัส) ของนายทำงานหรือยัง? ฉัน... ฉันรู้สึกเหมือนมีรสเลือดในปากเลย!”

​บับเบิ้ลพยายามจะกลืนขนมลงคอ แต่มันกลับขมปร่าและคาวคลุ้งเหมือนเหล็กที่เป็นสนิม นี่คืออาการของเธอทุกครั้งที่มีวิญญาณอาฆาตอยู่ใกล้ในระยะไม่เกิน 5 เมตร

​“ทุกคน... เงียบก่อน” ไค หนุ่มมาดเซอร์สายอาร์ตที่นั่งเงียบมาตลอดเดินไปที่โต๊ะกลางห้อง เขาหยิบกระเป๋านักเรียนใบหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ (ซึ่งพวกเขาแอบจิ๊กมาจากที่กั้นเขตสีเหลืองของตำรวจ) เขาค่อยๆ วางมือลงบนกระเป๋าใบนั้น

​สัมผัสที่ 7: Psychometry ของไคทำงานทันที แสงสีส้มในห้องชมรมดูเหมือนจะวูบดับลงในสายตาของเขา ภาพเหตุการณ์บางอย่างเริ่มไหลวนเข้ามาในหัวเหมือนแผ่นฟิล์มที่ชำรุด

​เขามองเห็นเด็กสาวคนหนึ่ง ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนดาดฟ้า... เธอกำลังพึมพำอะไรบางอย่างกับสิ่งที่มองไม่เห็น เธอบอกว่าถ้าเธอสมหวัง เธอจะให้ทุกอย่าง... แต่พอเธอได้สิ่งที่ต้องการ เธอกลับไม่ทำตามสัญญา เธอกลัว... และความกลัวนั้นเองที่ลากเธอลงจากตึก

​ไคลืมตาขึ้น เหงื่อกาฬไหลอาบแก้ม “เธอไม่ได้อยากตาย... เธอถูก ‘บางอย่าง’ บังคับให้ตายเพราะเธอแก้บนไม่สำเร็จ”

​ความเงียบเข้าปกคลุมห้องชมรมชุมนุมผีทันที ลมแรงปะทะเข้ากับหน้าต่างจนบานหน้าต่างไม้สั่นกราว ปัง! ปัง! ปัง!

​“แล้วทำไมเราต้องมาสืบเรื่องนี้ด้วยวะ” พีทถามพลางมองไปที่ทางเดินมืดๆ นอกห้อง “ถ้าพระเจ้าบอกว่าคนตายไปอยู่กับพระองค์แล้ว แล้วนี่คือตัวอะไรที่กวีนั่งจ้องอยู่?”

​“นั่นไม่ใช่พระเจ้าส่งมาแน่ๆ” กวีตอบน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความอึดอัด “เพราะที่กูเห็น... มันไม่มีลูกตา และมันกำลังเอานิ้วชี้มาที่พวกเราทุกคน... ทีละคน...”

​ทันใดนั้น แสงไฟนีออนดวงเดียวในห้องชมรมก็กระพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบลง!

​“พระเจ้าช่วย! กางเขนกูหายไปไหน!” เสียงธามตะโกนก้องในความมืด พร้อมกับเสียงโครมครามเหมือนคนสะดุดถังขยะ “ใครเหยียบฉี่กูวะ! ลื่นโว้ย!”

​“กูเอง! ไอ้ธาม มึงล้างพื้นพรุ่งนี้เลยนะ!” เสียงมีนด่ากลับมา แต่แล้วเสียงด่าของเธอก็เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องสั้นๆ เมื่อมีมือเย็นเฉียบที่ไม่ใช่ของเพื่อนในกลุ่มมาจับที่ข้อเท้าของเธอ

​“ทุกคน! จับมือกันไว้!” โจชัวตะโกนสู้เสียงลม “อย่าให้ความมืดแยกเราออกจากกัน! อธิษฐาน!”

​แต่ในจังหวะที่ทุกคนพยายามควานหามือกันและกันท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงเสียงกระซิบหนึ่งที่ดังขึ้นข้างหูของกวี... เสียงนั้นเยือกเย็นและแหบพร่าจนหัวใจเกือบหยุดเต้น

​“สัญ-ญา-ต้อง-เป็น-สัญ-ญา...”

​แสงไฟติดพรึบขึ้นมาอีกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจไม่ใช่ผีร้ายที่ยืนอยู่กลางห้อง... แต่เป็นความจริงที่ว่า บับเบิ้ล หายไปแล้ว! เหลือเพียงซองขนมที่หล่นอยู่บนพื้น และรอยเท้าเปื้อนเลือดสีดำสนิทที่เดินมุ่งหน้าไปยังดาดฟ้าของอาคารเรียน

​“บับเบิ้ล!” ธามตะโกนลั่น ความขี้ขลาดเมื่อครู่หายไปแทนที่ด้วยความตื่นตระหนก “ไอ้กวี! มึงเห็นน้องไหม! มันไปทางไหน!”

​กวีสั่นไปทั้งตัว นิ้วที่สั่นเทาระบุไปที่เพดานห้อง “น้อง... น้องไม่ได้ไปตามทางเดิน แต่น้องถูกลากขึ้นไปทางเพดาน... พีท! มึงมีลางสังหรณ์อะไรบ้างไหม!”

​พีทกุมท้ายทอยที่เย็นจัดจนปวดร้าว “ลางสังหรณ์ของกูบอกว่า... ถ้าคืนนี้เราแก้บนให้ผีคนนั้นไม่ได้... เราจะเสียเพื่อนไปตลอดกาล”

​ทั้ง 6 คนยืนอึดอัดอยู่กลางห้องชมรม ความกดดันบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก โรงเรียนที่พวกเขาเคยคิดว่าปลอดภัยกลับกลายเป็นกรงขังมืดมิดที่เต็มไปด้วยวิญญาณอาฆาต

​“ไป...” ธามพูดเสียงหนักแน่น มือขวากำกางเขนที่หาเจอแล้วไว้มั่น แม้ขากางเกงจะยังเปียกชุ่มไปด้วยฉี่ แต่แววตาของเขาเปลี่ยนไป “เราจะไปช่วยบับเบิ้ล ใครตายกูไม่รู้ แต่เพื่อนกูต้องรอด!”

​มิตรภาพที่ไม่มีความรักเข้ามาเกี่ยวพัน แต่มีความตายเป็นเดิมพันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แก๊งชุมนุมผีเดินออกจากห้องชมรมมุ่งหน้าสู่ความมืดมิดของอาคารอาถรรพ์ โดยไม่รู้เลยว่า... สิ่งที่รออยู่บนดาดฟ้านั้น ไม่ใช่แค่ผีนักเรียนสาว แต่มันคือ ‘บางอย่าง’ ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น... บางอย่างที่พร้อมจะกัดกินศรัทธาของพวกเขาให้เหลือเพียงความว่างเปล่า

펼치기
다음 화 보기
다운로드

최신 챕터

더보기
댓글 없음
19 챕터
บทที่ 1 กลิ่นธูปในห้องเรียนที่ว่างเปล่า
ท่ามกลางแสงอาทิตย์สีส้มสลัวที่กำลังจะลับขอบฟ้าหลังอาคารเรียนไม้เก่าแก่ของโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ความเงียบเชียบที่ควรจะเป็นเวลาเลิกเรียนกลับถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดที่มองไม่เห็น บรรยากาศในทางเดินยาวเหยียดดูราวกับจะบีบอัดเข้าหากัน ทุกอย่างดูเป็นปกติ... ยกเว้นเพียงห้องชมรมเล็กๆ ที่มุมตึก ซึ่งมีป้ายไม้กระดำกระด่างแขวนไว้ว่า “ชุมนุมผี” ​“กูบอกแล้วไงว่าอย่าท้า! พระเจ้าไม่ได้สร้างปากมึงมาเพื่อให้มึงเอาไปแกว่งหาเท้าผีนะไอ้ธาม!” ​เสียงตะโกนของ พีท สมาชิกสายกวนประจำกลุ่มดังแหวกความเงียบ เขากำลังยืนกอดอก พิงผนังห้องชมรมที่เต็มไปด้วยเศษขนมของ บับเบิ้ล สายตาของเขาจ้องมองไปที่หัวหน้าแก๊งอย่าง ธาม ที่ตอนนี้กำลังทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ แต่ปากยังเก่งอยู่ ​“กูไม่ได้ท้า! กูแค่บอกว่า... ถ้าผีนักเรียนที่ฆ่าตัวตายคนนั้นมีจริง ก็ออกมาให้เห็นสิ จะได้รู้ว่าพระเจ้าจะคุ้มครองเราไหม” ธามตอบเสียงสั่น พลางกระชับกางเขนอันเบ้อเริ่มที่แขวนอยู่ที่คอจนมันเกือบจะรัดคอตัวเองเสียตายก่อนผีมา ​“แล้วเป็นไงล่ะ...” กวี หนุ่มแว่นผู้เงียบขรึมพูดขึ้นสั้นๆ เขาขยับแว่นสายตาหนึ่งครั้ง ก่อนจะมองจ้องไปที่มุมห้องมืดๆ ที่ไม่มีใครก
더 보기
บทที่ 2 กฎของการซ่อนตัว (และกลิ่นน้ำเน่าที่ตามติด)
เสียงฝีเท้าหกคู่ดังสะท้อนก้องไปตามโถงทางเดินไม้ที่บิดเบี้ยวตามกาลเวลา ความมืดในอาคารเรียนหลังนี้ไม่ได้เป็นสีดำสนิท แต่มันเป็นสีม่วงคล้ำที่ชวนให้รู้สึกคลื่นไส้ ทุกก้าวย่างที่พวกเขามุ่งหน้าไปสู่บันไดทางขึ้นดาดฟ้า บรรยากาศรอบตัวเริ่มข้นคลักจนเหมือนกำลังเดินลุยอยู่ในหนองน้ำที่มองไม่เห็น ​"หยุดก่อน!" กวี หนุ่มแว่นกระชากคอเสื้อ ธาม ไว้จนเกือบหงายหลัง ​"อะไรของมึงวะกวี! บับเบิ้ลหายไปนะเว้ย!" ธามโวยวาย แต่อาการสั่นที่หัวเข่ายังปิดไม่มิด ​"มึงมองดูบันได..." กวีดันแว่นที่เริ่มมีฝ้าเกาะ ทั้งที่อากาศร้อนอบอ้าว สัมผัสที่ 2: การมองเห็น ของเขาทำให้เขาสังเกตเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองพลาดไป "ขั้นบันไดมันหายไป... ไม่ใช่สิ มันเปลี่ยนที่ ทุกครั้งที่เรากะพริบตา จำนวนขั้นบันไดมันจะไม่เท่าเดิม" ​"มันกำลังเล่นตลกกับเรา" พีท พูดพลางกุมท้ายทอยที่ตอนนี้เย็นจัดจนรู้สึกเหมือนมีน้ำแข็งมานาบ "ลางสังหรณ์กูบอกว่า ถ้าเราเดินขึ้นไปสุ่มสี่สุ่มห้า เราจะไม่ได้ไปโผล่ที่ดาดฟ้า แต่น่าจะไปโผล่ที่ไหนสักที่... ที่ไม่มีทางกลับออกมา" ​"แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ! บับเบิ้ลป่านนี้ไม่โดนผีเคี้ยวไปแล้วเหรอ!" มีน เริ่มโมโห เธอหยิบสเปรย์น้ำม
더 보기
บทที่ 3 สมาชิกหมายเลข 7 และบททดสอบความไว้ใจ
ท่ามกลางความมืดมิดบนชานพักบันไดที่นำไปสู่ดาดฟ้า ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกละเอียด เสียงหวีดหวิวของมันฟังดูเหมือนเสียงหัวเราะเยาะเย้ย คำพูดของกวีทำให้หัวใจของทุกคนหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความอึดอัดที่เคยเป็นเพียงบรรยากาศรอบตัว บัดนี้มันเริ่มบีบคั้นออกมาจากภายในจิตใจของแต่ละคน ​“มึง... มึงนับผิดหรือเปล่ากวี” ธามถามเสียงสั่น ขนลุกซู่ไปทั้งตัวจนกางเขนที่คอสั่นกระทบกันดัง กริ๊ก... กริ๊ก... ​“กูเป็นคนสายตาดีที่สุดในกลุ่มนะธาม และกูมีสติพอที่จะนับเลขหนึ่งถึงเจ็ดไม่พลาด” กวีตอบโดยไม่หันมามอง เขาจ้องเขม็งไปที่เงามืดที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องหลังเพื่อนๆ “เมื่อกี้ตอนวิ่งหนีออกมาจากห้องเก็บของ กูนับเงาที่ทอดบนพื้น... มันมีเจ็ดเงา ทั้งที่บับเบิ้ลไม่ได้อยู่กับเรา” ​“งั้นก็แปลว่า...” โจชัวพึมพำ มือที่กุมกางเขนอยู่เริ่มสั่น “มี ‘บางอย่าง’ แทรกซึมเข้ามาอยู่กับเราตั้งแต่ตอนที่ไฟดับ” ​ความกดดันพุ่งทะยานสู่ขีดสุด ทุกคนขยับถอยห่างออกจากกันโดยอัตโนมัติ จนเกิดเป็นวงกลมหลวมๆ บนชานพักบันไดแคบๆ ต่างคนต่างจ้องหน้ากันผ่านแสงไฟฉายที่สั่นระริกในมือของธาม แสงไฟที่ส่ายไปมาทำให้ใบหน้าของเพื่อนที่เคยคุ้นเคย
더 보기
บทที่ 4 นาฏศิลป์สยองขวัญและหุ่นนางรำตัวที่เจ็ด
เสียงฝีเท้าของ พีท กวี และไค ดังถี่กระชั้นไปตามทางเดินชั้นสองที่มืดสนิท ความอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจากกำแพงห้องเรียนแต่ละห้องทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังวิ่งอยู่ในอุโมงค์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งเข้าใกล้ห้องนาฏศิลป์ที่อยู่สุดทางเดิน กลิ่นอับชื้นของผ้าเก่าและแป้งผัดหน้าก็ยิ่งรุนแรงขึ้นจนน่าคลื่นไส้ ​“กวี... มึงยังเห็นอะไรแปลกๆ อยู่ไหม” พีทถามพลางหอบหายใจ สัมผัสที่ 3: ลางสังหรณ์ ของเขากำลังสั่นเตือนเหมือนเข็มนาฬิกาที่หมุนย้อนกลับ มันบอกว่าเวลาของบับเบิ้ลบนดาดฟ้าเหลือน้อยลงทุกที ​“กูเห็น... แต่กูไม่อยากพูด” กวีตอบสั้นๆ ดวงตาภายใต้กรอบแว่นจ้องเขม็งไปที่บานประตูไม้แกะสลักของห้องนาฏศิลป์ที่แง้มอยู่นิดๆ “ที่พื้น... มีรอยรำมวยโบราณเป็นคราบเลือดลากยาวเข้าไปข้างใน และที่สำคัญ... กูเห็นเงาคนยืนอยู่หลังม่าน... ไม่ใช่คนเดียว แต่นับสิบ” ​ไคที่ถูกพีทพยุงอยู่เริ่มได้สติมั่นคงขึ้น เขาแตะผนังห้องเรียนข้างๆ แล้วหลับตาลงนิมิตสีแดงฉานวูบเข้ามา “ความอาฆาตในห้องนี้มันแรงมาก... ผีฟ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่นี่คือที่กักขัง ‘ความลับ’ ที่เธออยากให้เราหาให้เจอ กุญแจดอกนั้น... มันไม่ใช่แค่กุญแจล็อคเกอร์ แต่มันคือกุ
더 보기
บทที่ 5 ไดอารี่สีเลือดและความลับใต้เงามืด
ความเงียบงันกลับเข้าปกคลุมโรงเรียนมัธยมอีกครั้งหลังจากพายุแห่งวิญญาณบนดาดฟ้าสงบลง แต่สำหรับแก๊งชุมนุมผีทั้ง 7 คน ความสงบนี้กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกไม่มั่นคงอย่างประหลาด พวกเขาเดินลงจากอาคารเรียนด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้ง บับเบิ้ลยังคงเกาะแขนโจชัวแน่น มืออีกข้างกำซองขนมที่ว่างเปล่าไว้ราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย ​"เราต้องไปที่ห้องล็อคเกอร์" พีท พูดขึ้นสมาธิของเขาจดจ่ออยู่กับกุญแจหมายเลข 13 ในมือที่เขารับมาจากธาม "กุญแจดอกนี้คือเหตุผลที่วิญญาณของฟ้ายังไปไหนไม่ได้ มันไม่ใช่แค่การแก้บน แต่มันคือการทวงคืนความยุติธรรม" ​"แต่ตอนนี้มันเกือบเที่ยงคืนแล้วนะพีท" ธาม ท้วงพลางบิดกางเกงที่เริ่มแห้งจนแข็งกระด้าง "กูว่าเราควรกลับไปตั้งหลักที่คริสตจักรหรือที่ไหนสักที่ก่อนดีไหม... กลิ่นฉี่กูเริ่มทำลายโสตประสาทการดมกลิ่นของกูเองแล้วเนี่ย" ​"ถ้าเราไม่ทำคืนนี้ คนร้ายจะไหวตัวทัน" ไค พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความกังวล "เงามืดที่กูเห็นข้างล่างตึกเมื่อกี้... มันไม่ใช่ผี แต่มันคือคน และเขารู้แล้วว่าเราได้กุญแจมา" ​คำพูดของไคทำให้ทุกคนหยุดกริก ความกดดัน เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งในรูปแบบของความหวาดระแวงต่อ
더 보기
บทที่ 6 ความเงียบที่น่ากลัวกว่าเสียงกรีดร้อง
แสงไฟนีออนในโถงทางเดินกะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับสนิททิ้งให้ความมืดเข้าปกคลุมร่างของครูประทีปที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ความเงียบที่เกิดขึ้นตามมานั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาสบายใจขึ้นเลย แต่มันกลับน่าอึดอัดจน มีน ต้องกระชับมือที่ถือสเปรย์น้ำมนต์ไว้จนสั่น ​"เขา... ตายหรือเปล่าวะ" ธาม กระซิบถาม เสียงของเขาแหบพร่าพลางใช้เท้าสะกิดไหล่ครูประทีปเบาๆ เหมือนเช็กว่ามีปฏิกิริยาตอบสนองไหม ​"ยังไม่ตายหรอก แค่โดน 'ศรัทธากระแทกหน้า' เข้าไปน่ะ" พีท ตอบพลางเช็ดเหงื่อที่ขมับ "แต่เราต้องรีบไปจากตรงนี้ ก่อนที่ภารโรงหรือใครจะมาเห็นพวกเรายืนอยู่เหนือร่างครูที่หมดสติ มันอธิบายยากนะเว้ย ว่าพวกเราไม่ได้รุมสกรัมครูเขา" ​"แล้วไดอารี่ล่ะ" กวี ถาม พลางขยับแว่นที่เบี้ยวจากการชุลมุน "ถ้าเราทิ้งไว้ที่นี่ ครูประทีปตื่นมาก็คงทำลายมันทิ้งแน่" ​"กูเก็บไว้เอง" พีทยัดไดอารี่สีแดงเข้มเข้าไปในกระเป๋านักเรียน "ไปที่โบสถ์เก่าหลังโรงเรียนกันเถอะ ไคบอกว่านั่นคือที่ที่ฟ้าโดนกักขังใช่ไหม" ​ไค พยักหน้าช้าๆ ดวงตาของเขาดูเหนื่อยล้าจากการใช้นิมิตติดต่อกัน "ที่นั่น... มันมีกลิ่นของคำสาปที่แรงกว่านี้ กุญแจหมายเลข 13 ไม่ได้แค่เปิดล็อคเกอร์ แต่มันค
더 보기
​บทที่ 7 กางเขนเหล็กกับอาคมโลกันตร์
กลิ่นควันกำยานที่ลอยมาจากไม้เท้ากระดูกของแม่เฒ่าเริ่มหนาแน่นจนกลายเป็นหมอกสีเทาหม่นที่พยายามจะแทรกซึมเข้าสู่ปอดของทุกคน ธาม รู้สึกได้ถึงความอึดอัดที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ จมูกของเขาเริ่มทำงานหนักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สัมผัสที่ 1: การได้กลิ่น บอกเขาว่านี่ไม่ใช่แค่ควันธรรมดา แต่มันคือ "ควันสะกดวิญญาณ" ที่มีกลิ่นสาบเหมือนคนตายที่ถูกฝังไว้ใต้ดินมานานแสนนาน ​"ถอยไปอยู่ข้างหลังกู!" ธามตะโกนก้อง เสียงของเขาคราวนี้ไม่ได้สั่นเหมือนตอนที่เจอผีในห้องชมรม เขากระชากกางเขนเหล็กที่พีทเพิ่งช่วยซ่อมให้ (ด้วยสก็อตเทปและลวดหนามเล็กๆ) ออกมาถือไว้มั่น "ในนามของพระผู้เป็นเจ้า... ยัยแก่! มนต์ดำของมึงทำอะไรศรัทธาพวกกูไม่ได้หรอก!" ​แม่เฒ่าไสยดำหัวเราะจนตัวโยน เสียงนั้นแหบพร่าเหมือนเสียงกระดาษทรายถูไปกับผิวไม้ "ศรัทธาเหรอ? ไอ้เด็กน้อย... เจ้าจะเอาศรัทธาที่กินไม่ได้มาสู้กับ 'พรายอาฆาต' ที่ข้าเลี้ยงมาด้วยเลือดนักเรียนสาวพวกนี้งั้นรึ?" ​สิ้นคำพูดของแม่เฒ่า เงามืดใต้แท่นพิธีก็เริ่มเดือดพล่าน ร่างของเด็กสาวนับสิบคนในชุดนักเรียนสีซีดจางค่อยๆ คืบคลานออกมาจากความมืด ดวงตาของพวกเธอเป็นสีดำสนิทและมีเลือดไหลรินออกม
더 보기
บทที่ 8 ห้องลับใต้แท่นบูชา และรอยแผลที่ยังไม่แห้ง
กลิ่นคาวเลือดที่เคยพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในตอนแรก บัดนี้มันเปลี่ยนเป็นกลิ่นอับชื้นและเหม็นเน่าเหมือนซากสัตว์ที่สะสมมานานหลายปี ธาม ที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาจนกางเกงเปียกชุ่มพยายามประคองตัวลุกขึ้นยืน เขาชูกางเขนเหล็กที่ยังคงมีความร้อนหลงเหลืออยู่เป็นไฟนำทาง ​“กูนำเอง...” ธามพูดเสียงหนักแน่น แต่ขาพับขาสั่นจน พีท ต้องเข้ามาช่วยพยุงไว้อีกแรง ​“เออ เท่ให้ตลอดนะมึง อย่าไปล้มทับผีข้างล่างล่ะ” พีทประชดเบาๆ แต่ในใจเขารู้สึกทึ่งในความกล้าของเพื่อนคนนี้จริงๆ ​บันไดหินแคบๆ ที่ทอดตัวลงสู่เบื้องล่างนั้นเต็มไปด้วยคราบตะไคร่น้ำและรอยขูดขีดเหมือนมีคนพยายามจะตะเกียกตะกายหนีขึ้นมา กวี ส่องไฟฉายไล่ไปตามผนังดิน สัมผัสที่ 2 ของเขามองเห็น "พลังงานสีดำ" ที่ไหลเวียนอยู่ตามรอยแตกของหิน มันเหมือนเส้นเลือดของปีศาจที่หล่อเลี้ยงห้องใต้ดินนี้ไว้ ​“ทุกคน ระวังตัวด้วย” โจชัว เตือนพลางพึมพำบทภาวนาเบาๆ “ข้างล่างนี้... ศรัทธาของพวกเราจะโดนกดดันหนักกว่าเดิม เพราะมันคือ 'อาณาเขต' ของมัน” ​เมื่อเท้าทั้งเจ็ดคู่แตะสู่พื้นห้องใต้ดิน แสงไฟฉายส่ายไปพบกับภาพที่ทำให้ มีน ต้องเบือนหน้าหนีและ บับเบิ้ล เกือบจะอาเจียนออกมาอีกรอบ ห้องโถงกว้
더 보기
บทที่ 9 จดหมายสีเลือดและคำเชิญสู่นรก
เช้าวันที่อากาศในจังหวัดระนองดูอึมครึมกว่าปกติ เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลทำให้บรรยากาศรอบตัวดูสลัวมัวซัว ธาม นั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าห้องชมรมชุมนุมผี พลางพัดกางเกงนักเรียนตัวเก่งที่เพิ่งแห้งหมาดๆ ด้วยสมุดจดบทสวด ​"กูว่าช่วงนี้ดวงกูตกว่ะพวักมึง" ธามบ่นกระปอดกระแปด "เมื่อคืนฝันว่าโดนผีนางรำรุมทึ้งหัว พอตื่นมาแมวที่บ้านก็ดันมาฉี่ใส่กางเกงกูอีก เหมือนฟ้าดินจะแกล้งให้กูเปียกตลอดเวลา" ​"นั่นเขาเรียก 'ลางบอกเหตุ' หรือเปล่าธาม" พีท พูดพลางขยับเก้าอี้มานั่งข้างๆ ในมือเขาถือจดหมายซองสีครีมดูหรูหราผิดกับบรรยากาศห้องชมรม "มีคนเอาไอ้นี่มาสอดไว้ใต้ประตูห้องชมรมเมื่อเช้า จ่าหน้าถึง 'แก๊ง 7 สัมผัส' โดยเฉพาะ" ​กวี และ โจชัว เดินเข้ามาสมทบพอดี กวีหยิบจดหมายขึ้นมาตรวจดูด้วย สัมผัสที่ 2 "จดหมายนี่มีไอสีดำจางๆ ลอยออกมา... มันมีกลิ่นของความตายที่เก่าแก่กว่าคดีพี่ฟ้าเยอะเลย" ​พีทค่อยๆ แกะซองออก ภายในมีกระดาษเนื้อดีและรูปถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่ง รูปนั้นเป็นภาพชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าคฤหาสน์ทรงยุโรปหลังใหญ่ที่ดูโอ่อ่าแต่บรรยากาศรอบข้างกลับดูแห้งแล้งจนน่าขนลุก และที่สำคัญ... ชายในรูปนั้นมีใบหน้าคล้ายกับ ไค อย่างกับค
더 보기
บทที่ 10 ฮวงจุ้ยเลือดและกำแพงวิญญาณ
เสียงบานประตูไม้โอ๊คขนาดใหญ่ปิดกระแทกไล่หลังดัง ปัง! ทันทีที่เท้าคู่สุดท้ายของ บับเบิ้ล ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา แรงกระแทกนั้นทำเอาฝุ่นหนาเตอะร่วงหล่นลงมาจากเพดานสูงลิ่ว แสงสว่างเดียวที่มีคือแสงไฟฉายจากมือของกวีและธามที่ส่ายไปมาท่ามกลางความมืดมิดที่ดูข้นคลักกว่าภายนอก ​"ยินดีต้อนรับสู่บ้าน... ของความตายว่ะ" พีท พึมพำพลางมองขึ้นไปบนโถงบันไดวนที่ดูเหมือนกระดูกสันหลังของยักษ์ ​ภายในคฤหาสน์วรโชติถูกตกแต่งด้วยความหรูหราแบบยุโรปย้อนยุค พรมสีแดงเข้มปูยาวไปตามทางเดินดูเหมือนสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวอาคาร แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องขนลุกชันคือ "กลิ่น" ​"อุ๊ย... พี่ธาม กลิ่นมัน..." บับเบิ้ลยกมืออุดจมูกพัลวัน สัมผัสที่ 6: การลิ้มรส ของเธอเริ่มทำงานล่วงหน้า รสชาติขมปร่าของสนิมและกลิ่นคาวจางๆ กระจายอยู่เต็มเพดานปาก "หนูรู้สึกเหมือน... เหมือนกำลังอมเหรียญบาทเก่าๆ อยู่เต็มปากเลยพี่" ​"ไม่ใช่แค่นั้นบับเบิ้ล..." ธาม พูดเสียงสั่น จมูกของเขาขยับยิกๆ อย่างบ้าคลั่ง สัมผัสที่ 1 ของเขาพบบางอย่างที่เลวร้ายกว่า "มันเป็นกลิ่นของ 'ยาอาบศพ' ปนกับกลิ่นดอกมณฑา... แต่มันไม่ได้มาจากข้างนอก แต่มันโชยออกมาจาก 'ผนังบ
더 보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status