LOGINเพียะ!!
กรอบหน้าสั่นไหวไปตามแรงตบ มุมปากเริ่มมีสีแดงซิบออกมา “นะ…นี่พ่อตบหนูทำไม” ริสาตอบออกไปเสียงสั่น ใบหน้าเปื้อนน้ำตาจากความเจ็บปวด
“ฉันตบแกทำไมแกรู้ดีแก่ใจ คิดว่าฉันไม่รู้หรอว่าเรื่องเมื่อเช้าแกตั้งใจให้คนอื่นเห็น” เขาผรุสวาทออกมาอย่างกราดเกรี้ยว ใบหน้าเกร็งจากการโมโหจนขมับปูดอกมาเป็นลูก
“ตั้งใจหรอ หนูจะตั้งใจทำได้ยังไง ใครมันจะไปรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ในห้อง หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารดาจะอยู่ในห้องศิวะ แล้วหนูผิดอะไร!!” ริสาตวาดกลับไปเสียงแหลม แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเธอ เพราะแต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยรักลูกสาวคนนี้เลย
“คนอย่างแก คิดจะทำอะไรมันมีแผนเสมอ สันดานแกก็ไม่ต่างอะไรกับแม่ของแกหรอก” หลังจากโดนด่าแทนที่ริสาจะโกรธ แต่เธอกับยืนยิ้มหัวเราะออกมา
“ฮ่าฮ่า จริงด้วยสิ จริงด้วยสินะ ฮ่าฮ่า ดูนางให้ดูแม่ ก็เพราะแม่มันเป็นเมียน้อยสันดานเมียน้อยเลยติดมันมานี่ไง” เธอด่ากราดไปถึงคนที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ตลอด
กานดา ภรรยาใหม่ของกิตติเธอนั่งดูเหตุการณ์มาตั้งแต่แรก เธอไม่คิดจะออกตัวปกป้องลูกเลี้ยงที่กำลังโดนดุด่า แต่พอหล่อนกล่าวถึงตัวเองก็รีบดีดตัวผึงออกจากโซฟา
“อีเด็กเวรนี่” เธอเดินตรงเข้ามาหาริสา เสียงเท้าที่กระแทกกับพื้นพอจะทำให้เดาอารมณ์ของคนกระทำได้ดี เธอง้างมือสุดแขนเตรียมจะตบ
“เหอะ คิดว่าฉันจะยอมให้มาทำร้ายหรือไง คุณไม่ใช่พ่อใช่แม่ฉันสักหน่อย” ริสาแค่นหัวเราะออกมา เมื่อสามารถคว้าแขนที่กำลังปะทะเข้าใบหน้าของตัวเองได้ทัน
“ริสา! แกพูดจาให้มันดี ๆ หน่อย ส่วนคุณก็กลับไปนั่งเถอะ ผมจะสอนมันเอง” ผู้เป็นพ่อส่งเสียงดุหวังจะปรามทั้งคู่ให้สงบลง “เย็นนี้มีกินข้าวกับบ้านศิวะ หารือเรื่องงานแต่งของแก แต่งตัวให้ทันเวลาล่ะ จะไปไหนก็ไป”
เธอใช้สำลีก้อนขาวทำความสะอาดบาดแผลจากการถูกโดนตบอย่างทุลักทุเล พลางส่องหน้าตัวเองบนกระจก รองพื้นราคาแพงถูกหยิบมาใช้เพื่อปกปิดรอยแผล เธอทาเปลือกตาสีดำเขม่า อายไลน์เนอร์กรีดยาวเส้นคมเฉี่ยว จมูกถูกคอนทัวร์ลงจนโด่งคม สองข้างแก้มถูกเติมด้วยสีแดงอ่องตอง ก่อนจะจบด้วยลิปสติกสีแดงสด
ห้องอาหารส่วนตัวสุดหรู โดดเด่นด้วยโต๊ะยาวไม้ขัดเงา รอบล้อมด้วยเก้าอี้บุนวมสูง ผนังตกแต่งด้วยหินอ่อนและภาพศิลปะคลาสสิก โคมไฟระย้าคริสตัลเปล่งแสงอุ่น ๆ เพิ่มบรรยากาศหรูหรา บนโต๊ะจัดวางจานกระเบื้อง เครื่องเงิน และแก้วคริสตัลเรียงรายสวยงาม แจกันดอกไม้และเชิงเทียนทองเหลืองช่วยเพิ่มความอบอุ่น พรมเนื้อนุ่มใต้เท้า และผ้าม่านหนาทึบที่สามารถรูดปิดเพื่อความเป็นส่วนตัว
ผู้หลักผู้ใหญ่นั่งกันยาวเป็นระนาบ หัวโต๊ะมีชายแก่อายุราว70ปีนั่งอยู่ ฝั่งขวาเป็นครอบครัวฝ่ายชาย ซึ่งรวิชญ์เองก็นั่งอยู่ด้วย อีกฟากหนึ่งก็มีครอบครัวของริสาที่นั่งอยู่ครบองค์ ขาดเพียงตัวหลักของงาน ที่เลยเวลานัดมานานกว่าสิบนาทีก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา
“ขอโทษด้วยนะครับท่าน ถ้ากลับบ้านไปผมจะดุเธอให้” กิตติรีบเอ่ยปากขอโทษ เมื่อเห็นว่าชายแก่หัวโต๊ะก้มคอมองนาฬิกาข้อมืออยู่หลายที
“ไม่ต้อง ๆ ผู้หญิงนะต้องสวยตลอดเวลา แล้ววันนี้ก็เป็นวันพิเศษของเธอ จะแต่งตัวนานหน่อยจะเป็นไรไป ใช่ไหม ๆ” ชายแก่พูดพลางกระตุกยิ้ม จนรอยเหี่ยวย่นขึ้นทั่วใบหน้า ก่อนที่เขาจะพยายามกล่อมให้คนอื่นมีความคิดตามตัวเอง
เพียงครู่เดียวหญิงสาวที่ทุกคนกำลังรอก็มาถึง ริสาเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วย เธอสวมชุดราตรีสีแดงสด เดรสยาวจนถึงตาตุ่ม ช่วงข้างผ่ายาวจนถึงขาอ่อน ด้านบนเป็นระบายลูกไม้เปิดไหล่ เผยให้เห็นเนินอกทะลักออกมา สีของชุดช่วยขับให้ผิวของเธอมีออร่ามากขึ้น
ทั้งหัวขาวหัวดำต่างมองมาที่เธอเป็นจุดเดียว รวิชญ์ถึงขั้นเผลอกลืนน้ำลายออกมาดังอึ้ก ศิวะเองก็อ้าปากค้าง จนรดาที่เห็นแอบเหยียบเท้าเขาใต้โต๊ะ ก็คงมีแค่คนเดียวที่ไม่พอใจการกระทำของเธอ
“นี่แกแต่งตัวบ้าอะไรมา!!” เสียงตวาดดังลั่นไปทั้งห้อง ทำลายบรรยากาศดี ๆ ในห้องจนหมดสนุก
“แล้วแกจะไปดุลูกทำไม หลานสะใภ้ของฉันออกจะสวยขนาดนี้” ชายแก่รีบปรามก่อนที่บรรยากาศจะมาคุ “มา ๆ นั่งลงก่อน”
“ขอบคุณค่ะคุณปู่” เธอเดินไปยังเก้าอี้ที่รดานั่งอยู่ เธอยืนจ้องหล่อนเหมือนต้องการบอกเป็นนัย ๆ ว่าให้ลุกขึ้น
“แล้วเป็นอะไรทำไมไม่นั่ง”
“เอ้า ๆ ยายหนูคนนั้นน่ะ ลุกขึ้นสิ” ปลายไม้เท้าชี้ไปที่รดา หญิงสาวไม่อาจจะขัดใจตาแก่ผู้มีอำนาจสูงสุดในห้องได้ จึงต้องยอมจำใจลุกขึ้นสละเก้าอี้ให้กับริสาอย่างไม่สบอารมณ์
“จิ๊” รดาแสดงท่าทีไม่พอใจ เธอเดินกระแทกไหล่ของริสา ก่อนจะลงไปนั่งที่เก้าอี้ตัวข้าง ๆ
ริสานั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงข้ามกับศิวะตามตำแหน่งของเธอ รอยยิ้มหวานส่งตรงไปหาคู่หมั้น แต่ดูเหมือนว่าผู้ชายอีกคนที่นั่งข้าง ๆ เขาดูจะไม่พอใจ
“แล้วแกเป็นอะไรอีกรวิชญ์”
“ขอโทษครับพ่อ อากาศคงร้อนไปหน่อย ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ” รวิชญ์แสร้งทำเป็นหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าในเสื้อคลุมขึ้นมาซับ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
“เอาล่ะ ๆ ไหน ๆ ก็มากันครบแล้ว เรามาคุยเรื่องงานแต่งดีกว่า” คุณปู่เริ่มพูดเข้าเรื่อง
“หนูไม่แต่งค่ะ” ริสาพูดขัดการสนทนา สายตาเธอเหลือบมองสลับไปมาระหว่างน้องสาวและคูหมั้นของตัวเอง จนทั้งคู่เริ่มนั่งไม่เป็นสุข
“เลิกทำตัวบ้า ๆ แล้วช่วยอยู่อย่างสงบเสงี่ยมสักที” เสียงพูดเกรี้ยวกราด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ริสาสะทกสะท้านแม้แต่นิดเดียว
“จะแต่งงานได้ยังไงละคะคุณปู่ พวกเรายังไม่ได้จัดงานหมั้นกันเลย” เธอตอบออกไปเสียงนิ่ง แต่กับยิ่งทำให้คุณปู่ชอบใจ
“ดี ๆ คนแก่อย่างฉันก็ขี้หลงขี้ลืม จะข้ามขั้นตอนไปได้ยังไง ฮ่าฮ่า” ชายแก่ตบโต๊ะดังปึ้กเมื่อนึกตามคำที่เธอบอก เสียงพูดกลั้วเสียงหัวเราะชวนให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น คนอื่นทำได้เพียงแต่พยักหน้าเห็นด้วย
“แกว่าไงละศิวะ” วิโรจน์หันหน้าไปถามลูกชาย
“เอาตามที่เธอต้องการเลยครับ” เขาตอบกลับ แต่หากสังเกตดี ๆ ก็คงเห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ผุดขึ้นมาจากใบหน้า
“โอ๊ย” อยู่ ๆ ศิวะก็โดนผู้เป็นพ่อหยิกจนเนื้อเขียว จนเผลอร้องเสียงหลุดออกมา เขามองหน้าบิดาด้วยความงงงวยว่าตัวเองทำอะไรผิด “โอ๊ย โอ๊ย คุณปู่ครับ ใจจริงผมอยากจะแต่งงานกับเธอเสียตั้งแต่วันนี้เลยแหละครับ” โชคดีที่เขายังคงเหลือ DNA ความฉลาดอยู่ในหัว เขาเลยรู้ตัวได้ทันว่าควรพูดอะไรออกมาเพื่อเอาใจตาแก่คนนั้น
“อุ้บส์ ฮ่าฮ่า” ริสาที่มองดูการแสดงละครเหมือนเด็กอนุบาลก็อดขำออกมาไม่ได้
“ที่รักขำอะไรหรอครับ” ศิวะเริ่มรู้สึกว่าตอนนี้ริสามีความผิดแปลกไปจากเดิม หล่อนไม่ใช่หญิงสาวโง่เง่าที่เคยเป็นเหมือนเมื่อก่อน แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้เธอเปลี่ยนไปแบบนี้
“ฉันเก็บความดีใจไว้ไม่อยู่น่ะค่ะ คนที่ฉันรักอยากจะแต่งงานกับฉัน ซึ้งใจจะแย่”
รวิชญ์ที่กลับมาจากห้องน้ำได้ยินแบบนั้นก็จุกไปทั้งอก เขายกมือขึ้นมากุมหัวใจที่เจ็บปวดราวกับถูกมีดเฉือน ความคิดในหัวคอยย้ำเตือนให้ได้สติว่าทั้งหมดมันเป็นแค่เรื่องโกหก แต่ในใจกับไม่ยอมฟัง ใครมันอยากจะให้คนที่รักไปบอกรักคนอื่น!
“มา ๆ เจ้ารวิชญ์มานั่ง กำลังจะคุยเรื่องวันหมั้นพอดี แกมีความคิดยังไงบ้าง”
“ครับพ่อ เรื่องนี้คงต้องให้พวกเขาตกลงเองกันน่าจะดีกว่านะครับ ฤกษ์ไหนก็คงไม่ดีเท่าฤกษ์สะดวก” เขาฝืนใจพูดออกไป แม้ในใจจะเจ็บปวดมากขนาดไหนก็ตาม รอยยิ้มแห้งที่ฝืนคลี่ออกมาแทบจะสะกัดอารมณ์โกรธของเขาเอาไว้ไม่อยู่
“งั้นอาทิตย์หน้าเลยดีไหมละ” วิโรจน์รีบเสนอความคิดเห็นออกไป เขาอยากให้ลูกชายแต่งงานกับริสามานานเต็มแก่ เพราะใคร ๆ ก็รู้ดีว่าก่อนที่แม่ของเธอจะตายได้ทิ้งบริษัทไว้ให้เธอ แต่เพราะตัวเธอยังไม่พร้อมจึงขอออกมาทำงาน ส่วนเรื่องในบริษัทก็เป็นหน้าที่ญาติทางฝ่ายแม่เป็นคนดูแล ก็ใครมันจะไปยอมให้สามีที่นอกใจภรรยาไปมีเมียน้อยได้จับต้องกันละ!!
“ไม่ได้นะครับพี่ มันเร็วเกินไป” รวิชญ์รีบเอ่ยปากห้ามอย่างลืมตัว เวลาแค่หนึ่งอาทิตย์จะให้เขาเตรียมใจทันได้ยังไง
“ยังไงของแกเนี่ยฮะ ไอ้รวิชญ์ เมื่อกี้พูดอย่าง พอมาทีนี้ก็พูดอีกอย่าง”
“พรุ่งนี้จนถึงอาทิตย์หน้า เธอต้องไปดูงานกับผมที่ต่างจังหวัด เลื่อนวันเวลาไปอีกหน่อยก็ได้ครับ ผมคิดว่าพ่อเองก็คงไม่อยากให้มันกระทบกับงานใช่ไหมครับ” เขารู้จุดอ่อนพ่อตัวเองเป็นอย่างดี ชายแก่ที่เห็นงานสำคัญกว่าทุกสิ่งบนโลก ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวของตัวเอง
“หนูคิดว่าแบบนั้นก็ดีเหมือนกันค่ะ ให้ผ่านงานนี้ไปก่อนก็ได้ค่ะ ถัดไปอีกแค่วันสองวันก็คงไม่เป็นอะไร”
“แล้วแกว่าไงละศิวะ” ชายแก่หันไปถามหลานตัวเอง เขาเพียงพยักหน้าแทนคำตอบ “เอาละ ดี ๆ ก็ตามนั้น งั้นก็กินข้าวกันเถอะ อาหารจะชืดหมดแล้ว”
หลังจบมื้อค่ำ โต๊ะอาหารยังคงมีกลิ่นหอมจาง ๆ ของไวน์และดอกไม้กลางโต๊ะ แก้วคริสตัลบางใบยังมีไวน์หลงเหลืออยู่เล็กน้อย ขณะที่จานอาหารถูกเก็บไปแล้ว เหลือเพียงเครื่องเงินที่จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ บนโต๊ะมีไฟเทียนที่กำลังมอดดับลง ผู้ร่วมโต๊ะอาหารต่างกำลังทยอยเดินออกไปทีละคน
รวิชญ์ที่ตามออกมาช้าที่สุดเขาเดินมารั้งแขนริสาเอาไว้ “ผมมีเรื่องงานต้องคุยกับคุณ”
“ค่ะ” ริสามองไปที่พ่อของตัวเองเพื่อบอกเป็นสัญญาณว่าให้พวกเขากลับไปได้ก่อน
ภายในห้องอาหารเหลือเพียงพวกเขาสองคนท่ามกลางแสงเทียนที่ใกล้ดับ รวิชญ์ดึงตัวของริสาเข้ามาใกล้ เขาประกบรอยจุมพิตฝั่งเข้าไปในร่างของเธอ รสไวน์เข้มยิ่งชวนให้รสจูบรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ แต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธมันได้
ก็อก ก็อกริสาเดินถือชามต้มยำใบโตเดินมาเคาะประตูเพื่อนบ้านที่อยู่ข้าง ๆ เพียงไม่นานเจ้าของบ้านก็เดินมาเปิดประตู“ทานข้าวกันหรือยังคะ พอดีหนูทำกับข้าวมาเผื่อ”“ริสาเองหรอ มา ๆ เข้ามาสิ กินด้วยกัน แล้วรวิชญ์ล่ะ ไปไหนซะแล้ว” ฉัตรธรเอ่ยถาม เมื่อมองไม่เห็นผู้ชายอีกคนที่ติดตามอยู่ตลอด“กำลังขับรถกลับบ้านมาน่ะค่ะ” “โอเคครับ งั้นมา ๆ กินข้าวกัน เดี๋ยวรอป้าม้วยแกทำกับข้าวเสร็จ รวิชญ์คงจะมาถึงพอดี” “ค่ะพี่ แล้วพี่สะใภ้ไปไหนหรอคะ” “นั่งรอกินข้าวอยู่นู่นแหละ” เขานั่งชี้ปลายนิ้วไปยังโต๊ะกินข้าว ที่มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งรออาหารอย่างใจจดใจจ่อฉัตรธรถือชามต้มยำให้เธอก่อนจะวางไว้บนโต๊ะอาหาร ริสาเองก็ส่งข้อความไปหาบอกให้เขาตรงกลับมาที่บ้านของฉัตรธรแทนไม่ช้ารวิชญ์ก็มาถึง เขาเดินเข้ามาร่วมโต๊ะอาหาร เมนูใหม่ที่แม่ครัวพึ่งทำเสร็จก็ทะยอยออกมาเสิร์ฟ ทั้งแกงโฮะ น้ำพริกหนุ่ม ไข่ผำ ชวนให้หญิงสาวทั้งสองนั่งน้ำลายไหล“ยาหยี กินนี่สิ่จ๊ะ เห็นบ่นอยากกินตั้งแต่เช้า” ฉัตรธรตักไข่ผำใส่จานภรรยาตัวเอง รวิชญ์เห็นแบบนั้นก็ไม่รีรอรีบทำตามทันที“ที่รัก นี่ไงของโปรดหนูเลย กินเยอะ ๆ นะคะ” เขาตักน้ำพริกหนุ่มใส่จานริสา จนคนตั
“เก่งจังเลยครับเด็กดี ตอนนี้อาต้องให้รางวัลคนเก่งแล้วแหละ” รวิชญ์พูดพลางถอดเสื้อตัวเองออก กล้ามหน้าท้องแน่นเด่นหราอยู่ตรงหน้าของหญิงสาว เธอเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ชวนให้รวิชญ์ยิ้มออกมาอย่างลำพองใจ“อื้อ… เบา ๆ ครับ ใจเย็นก่อน” ปลายลิ้นลากไปตามร่องซิกแพค ลากมันไปจนถึงยอดหัวนมที่แข็งเต่ง ชาแกร่งสั่นสะท้านเมื่อถูกเธอยั่วยวนอย่างเร้าใจแท่งเนื้อที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าแข็งตัวขึ้นมาจนกางเกงแทบปริ เขาบีบขย้ำลงไปบนก้นกลม “ซี้ด~~” ชายหนุ่มซู้ดปากเสียวเมื่อคนตัวเล็กโลมเลียมาถึงต้นคอ“วันนี้ผมจะทำให้คุณจำได้แต่ผมเพียงคนเดียว ตลอดไป” เขาช้อนปลายคางเธอขึ้นมา ประกบริมฝีปากหนาลงไป เขาดูดลิ้นเข้ามาในโพรงปากของตัวเอง มือไม้อยู่ไม่สุข ชอนไชไปทั่วทั้งร่างกายของริสา“วันนี้เราไปทำกันบนเตียงดีกว่าครับ ผมอยากให้ความทรงจำของคุณอยู่กับผมไปทุกที่” เขาอุ้มตัวเธอขึ้นมาในท่าเจ้าหญิง แล้วพาเดินขึ้นไปบนชั้น 2 ปลายเท้าเตะเปิดประตู ห้องนอนใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายไม่เหมาะกับขนาดของบ้านที่อยู่เท่าไหร่นัก เขาวางเธอลงบนเตียงนุ่มเดรสสายเดี่ยวถูกปลดลงมาอยู่ใต้ทรวงอก เขาปลดบราครึ่งตัวที่สวมอยู่ข้างในออกอย่างไวไม่ต่า
ในห้องสี่เหลี่ยมที่เงียบสงัด มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่ข้างเตียงไม่ห่างไกล เขามองหญิงสาวที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่ขยับ สายน้ำเกลือระโยงระยางถูกเจาะไปที่แขน“พะ…พี่ชาย อย่าไปนะ” เสียงเพ้อดังลอดออกมาจากปากเล็ก ทำเอาฉัตรธรดีดตัวผึงขึ้นมาจากโซฟา“พี่อยู่ตรงนี้แล้ว ไม่ต้องกลัวแล้วครับ” เขาจับมือเธอเอาไว้แน่น มือหนาลูบไปที่ใบหน้าหวานอย่างอ่อนโยน“พี่รวิชญ์ พี่อยู่กับริสาก่อนนะ” รอยยิ้มหุบลงพลัน เมื่อคนที่เธอเรียกหาไม่ใช่ตัวเอง “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้น” เมื่อรู้ว่าในใจของเธอไม่ได้มีตัวเอง ฉัตรธรก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปขวางความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เขารีบต่อสายไปหารวิชญ์เพื่อบอกเรื่องราวทันทีกริ๊ง กริ๊งเสียงโทรศัพท์ดังแทรกความเงียบงัน ห้องสี่เหลี่ยมถูกปิดมืดไม่มีแม้แต่แสงอาทิตย์ลอดเข้ามา มีเพียงร่างของชายหนุ่มกับขวดเหล้ามากมายที่กองอยู่ร่วมกันบนพื้น ชายตัวสูงในสภาพที่ไม่ต่างจากศพ บนตัวมีแต่กลิ่นเหล้าลอยคลุ้งไปทั่ว แม้ว่าจะยืนห่างถึง 100 เมตรก็ยังคงได้กลิ่น“สวัสดีครับ” แขนยาวเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา กดปุ่มเปิดลำโพงเพราะไม่มีแม้แต่แรงจะถือมัน [ผมฉัตรธรเองนะครับ ตอนนี้ริส
ภาพจากวีดีโอแรกกว่าจะถูกปิดก็กินเวลาไปนานโข จอใหญ่กลายเป็นสีดำมืด แต่อยู่ ๆ มันก็รันไฟล์ที่สองโดยอัตโนมัติ“นี่คุณต้องการอะไร อยากจะประกาศให้ทั้งโลกรู้หรือยังไงว่าพวกเรา…” เสียงขาดห้วงไป เหมือนคนที่กำลังพูดไม่กล้าจะพูดมันออกมา ยิ่งชวนให้คนที่กำลังดูพากันซุบซิบ“บ้านนี้มันละครอะไรละนิ ยังไม่จบอีกหรอ” เสียงนินทาดังแทรกขึ้นมาไม่หยุดภาพที่รวิชญ์ก้มลงไปกระซิบที่ข้างหูของริสา หากแต่มองในมุมกล้องวงจรปิดเหมือนเขากำลังก้มลงไปจุมพิตของเธอ ก่อนที่หญิงสาวจะเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้าไปในห้อง และไม่กลับออกมาอีกเลย“ยืนมองเxี้ยอะไรกันอยู่ มึงก็ถอดสายจอสิวะ” รวิชญ์ตะคอกออกมาเสียงดัง แต่ก็สายไปเสียแล้วเพราะเรื่องราวถูกฉายออกมาจนหมด ริสาที่ยืนยิ้มอยู่ได้ไม่นานก็ยืนนิ่ง ตอนนี้เหมือนเรื่องที่เธอกำลังทำ ได้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เสียงนินทาดังกระหึ่มมากขึ้นไปอีกเมื่อเรื่องคาวฉาวออกมาอีกฉาก“นี่สินะที่คุณบอกว่าจะทำ” เธอหันไปถามรวิชญ์ที่ยืนมองอยู่ข้างล่าง “นี่คือวิธีการของคุณใช่ไหม นะ…นี่คือวิธีการที่คุณบอกใช่ไหม!!” เธอแผดเสียงร้องออกมาทั้งน้ำตา มือไม้สั่นเพราะคุมอารมณ์โกรธเอาไว้ไม่อยู่“ไม่ ผมไม่ได้ทำ” รวิช
หลังจากวันที่เธอจับได้ว่าตัวเองกำลังถูกสวมเขา แผนการแก้แค้นก็ถูกวางออกมาอย่างเฉียบแหลม ริสาได้ชวนรดาออกไปทานข้าวด้วยกัน เธอเลือกร้านอาหารหรูหราเพราะรู้ดีว่าน้องสาวตัวเองเป็นคนหัวสูง“พี่ให้จ้ะ” ถุงช็อปปิ้งแบรนด์เนมราคาแพงถูกยื่นให้กับผู้ที่เป็นน้องสาว รดาดวงตาลุกวาวเมื่อเห็นชื่อแบรนด์บนถุง“กรี๊ด กระเป๋าฮีเมส นะ…นี่พี่ให้ฉันจริงหรอ” เมื่อเธอเปิดมันออกดุ ก็กรี๊ดออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว ก็มูลค่าของในถุงมันมากกว่าสองแสนบาท“อื้ม ก็วันเกิดรดาพี่ต้องขึ้นไปทำงานที่เหนือ เลยอยากให้ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าไว้”“อ่อหรอ ฉันชอบมากเลย” ไม่มีคำว่าขอบคุณออกมาจากปากของเธอ แถมรดายังแอบคิดอีกว่า ‘ริสานี่โง่ได้ใจเสียจริง แต่แบบนี้ก็ดี เพราะไม่ว่าอะไรที่เป็นของเธอ ฉันจะแย่งมันมาเอง’รดาที่ได้ของขวัญเป็นกระเป๋าราคาแพงมีหรือที่จะไม่หยิบมาใช้ โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีเครื่องดักฟังจิ๋วแอบติดไว้อยู่ เธอนำติดตัวมันไปทุกที่ แต่เพราะไม่ใช่คนเจ้าระเบียบเธอจึงถูกจับได้อย่างง่ายดายก่อนวันแต่งงานริสาได้โอกาสจับกระเป๋าใบนั้น เพราะเธอวางมันทิ้งไว้บนโซฟาในบ้าน เธอแกะกระดุมเหล็กใต้กระเป๋าออกมาด้วยความว่องไว หากสงสัยว่าทำไมเธ
ห้องโถงของโรงแรมห้าดาวสุดหรู บรรยากาศภายในอบอวลไปด้วยไฟสีส้มอ่อน ดอกไม้ประดับสีขาวเรียงรายไปตามทางเดินเข้าจวบจนถึงเวทีหลักของงาน โทนสีหลักของการตกแต่งเป็นสีขาวและทองที่ย้ำเตือนความหรูหราแขกเหรื่อที่มาร่วมงานล้วนเป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีไม่ว่าจะในวงสังคมธุรกิจ หรือดารานักร้องที่มีชื่อเสียงบางคนก็ยังให้เกียรติมาร่วมในงานนี้ศิวะในชุดสูททักซิโด้สีขาวคอยยืนรอรับแขกที่เข้ามาร่วมงานอยู่หน้าประตูทางเข้า ขาดแต่เพียงคู่ควงของเขาที่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน“เอ่อขอโทษนะคะ มีใครอยู่ไหมคะ” เสียงหวานใสของหญิงสาวดังขัดจังหวะคนที่กำลังทำงานในห้องเครื่องเสียง ชายหนุ่มดูท่าทางแข็งขันเดินตรงเข้ามาหาเธอ“ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือครับ”“คือพอดีว่ารู้สึกเหมือนจะหยิบไฟล์วีดีโอที่ต้องใช้ในงานผิดไปน่ะค่ะ เลยเอาอันนี้มาเปลี่ยน” เธอยื่นแฟลชไดร์ฟสีดำอันหนึ่งให้กับเขา“เอ๋ แปปนะครับ เปลี่ยนกับอันไหนหรือครับ” พนักงานคนนั้นหยิบสิ่งของที่คล้ายกันสองชิ้นออกมาให้เธอดู ยิ่งชวนให้เธอรู้สึกฉงนใจว่าทำไมถึงมีสองชิ้น“เอ๋ มีสองชิ้นหรอ พอจะจำได้ไหมคะว่าอันไหนเป็นอันแรกที่ต้องขึ้นฉาย” “อ๋องั้นอันนี้ครับ” เขายื่นอันที่เธอต้อง







