LOGINป้ายบริษัทขนาดใหญ่หน้าอาคารสะท้อนแสงแดดวาววับแยงตาคนที่พึ่งมาถึง ช่อดอกไม้ช่อโตพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่ง เมื่อเท้าเขาแตะเข้าไปในบริษัทคนส่วนมากก็ต่างเดินหลบทาง
ตู้เหล็กหยุดลงที่ชั้น 36 เฟอร์นิเจอร์สำนักงานคุมโทนด้วยสีสว่างสะอาดสบายตา ทั้งยังจัดแยกแบ่งโซนต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว เสียงเครื่องถ่ายเอกสาร ปนเสียงซุบซิบนินทาของพนักงานในบริษัทช่วงสร้างความครื้นเครงให้ภายใน
“ที่รักครับ ทำงานเหนื่อยไหม” ช่อดอกไม้ใหญ่วางลงบนโต๊ะทำงานของริสา
“อ้าว ตัวเองมาได้ยังไงคะ” เธอเงยหน้าขึ้นมาจากจอคอมพิวเตอร์ สายตามองไปที่ช่อดอกกุหลาบจำนวนสามสิบดอก สีช่างแดงเหมือนเปลวเพลิงนรกที่รอต้อนรับพวกเขาอยู่
“มาเยี่ยมที่รักไงครับ ไม่สบายอยู่แท้ ๆ จะมาทำงานอีกทำไม เดี๋ยวผมจะไปคุยกับอารวิชญ์เอง คุณกลับไปพักผ่อนเถอะ” พูดจบศิวะก็ตั้งท่าเข้าไปในห้องทำงานที่อยู่หลังบานประตู
“อ๊ะ ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก แล้วทำไมวันนี้คุณมาที่นี่ละคะ” เธอรั้งมือเขาเอาไว้ ก่อนจะชวนคุยเรื่องอื่น
“วันนี้พ่อให้ผมมาคุยงานกับฝ่ายโฆษณาน่ะครับ” เพราะปกติแล้ว ตัวเขาเองแทบจะไม่เคยมาแตะที่บริษัทเลยสักครั้ง แม้จะทำงานอยู่ที่นี่ก็ตาม
“อ่อโอเคค่ะ งั้นตั้งใจทำงานนะคะ จุ๊บ” เธอโน้มตัวลงไปหอมแก้มเขาหนึ่งฟอด ความรู้สึกขยะแขยงเกาะกินใจใจจนแทบจะอ้วกใส่หน้าแต่ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทน
ในขณะที่เธอพลอดรักกับคู่หมั้น สายตาเหี้ยมเกรียมจากห้องทำงานก็ทะลุผ่านกระจกใสออกมา
กริ๊ง กริ๊ง
[เข้ามาข้างในเดี๋ยวนี้] เขายกสายโทรศัพท์ต่อออกมายังโต๊ะเลขาที่อยู่หน้าห้อง เมื่อริสาได้ยินคำสั่งก็วางมันลงไว้ที่เดิม
“ตัวเองไปทำงานเถอะ เค้าขอตัวก่อน” เธอบอกลาคู่หมั้นของตัวเองเสร็จ ก็เดินเข้าไปในห้องทำงานของประธานใหญ่
รวิชญ์ไม่รอช้าเขาเดินตรงเข้ามาหาเธอ กระจกใสถูกเปลี่ยนให้เป็นแบบทึบจนคนข้างนอกไม่สามารถมองทะลุเข้ามาได้ สองมือโอบเอวเธอเข้ามาแน่น
“นะ…นี่คุณจะทำอะไร” ริสาตกใจมากเมื่ออยู่ ๆ คนตรงหน้าก็แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดจนน่าแปลกใจ
“ไหนเธอบอกว่าเธอจะแก้แค้นมันไง แล้วที่เธอทำเมื่อกี้คืออะไร” เขาบีบสองแก้มของเธอจนปากเผยอออกมา อารมณ์ที่เดือดดาลตอนนี้ทำให้เขาไม่ออมแรงไว้เลย
“ถะ…ถึงยังไง เขาก็เป็นคู่หมั้นของฉันนะ ปะ…ปะปล่อยฉันเถอะ ฉันเจ็บไม่ไหวแล้ว” เสียงร้องขอช่วยเรียกสติคืนมาให้รวิชญ์ มือหนาเริ่มคลายแรงลง
“ฉันจะทำความสะอาดให้เธอเอง” ริมฝีปากสีชมพูหวานถูกชายหนุ่มขยี้ด้วยปากหนา มือข้างหนึ่งเกี่ยวสะโพกเธอเข้ามาใกล้ รสขมอ่อน ๆ จากกาแฟลอยคลุ้งอยู่ในปาก
กำปั้นเล็กทุบไปที่หน้าอกเขาซ้ำ ๆ หลายที แต่รวิชญ์ก็ไม่ยอมที่จะปล่อย มือของเขาเริ่มซุกซน เสื้อเชิ้ตตัวสีขาวโดนเลิกขึ้นจนเผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบ
“สะอาดหมดแล้ว” เขาใช้หลังมือเช็ดคราบที่ปากอย่างลวก ๆ
เพียะ!!!
ริสาตบลงไปบนหน้าของรวิชญ์เต็มแรง จนเขาหันเซไปอีกทาง “คุณเป็นบ้าอะไรของคุณขึ้นมา” ดวงตาโชนไปด้วยความเดือดดาล
“ผมรู้ว่าคุณเกลียดมัน ถ้าคุณต้องทำอะไรที่มันน่าขยะแขยงแบบนี้อีก” เขาหันกลับมาหาเธอ ค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้อย่างใจเย็น สัมผัสนุ่ม ๆ สัมผัสลงไปบนหน้าอย่างอ่อนโยน “เป็นผมได้ไหม”
“คะ…คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร” จากความโกรธแปรเปลี่ยนเป็นความเขินอาย สองแก้มแดงฉ่าจนถึงใบหู
“ผมจะไม่ห้ามในสิ่งที่คุณทำ แต่ผมไม่อยากให้คุณรู้สึกไม่ดี ถ้าครั้งไหนต้องทำแบบนี้อีก เป็นผมได้ไหมที่จะทำให้คุณกลับมารู้สึกดี” สองตาประสานกัน ริสาไม่อาจรู้ได้เลยว่าในใจผู้ชายตรงหน้าคิดอะไรอยู่ แต่เธอกลับไม่คิดจะปฏิเสธเขาออกไป
เปลือกตาปิดลงในขณะที่ริมฝีปากสัมผัสกัน จูบที่แผ่วเบาราวกับขนนกทำให้ริสาเริ่มไม่มีเรี่ยวแรง สองแขนเรียวคล้องคอเขาเอาไว้แน่นอย่างกับกลัวว่าจุมพิตนี้จะหายไป
ความสุขอยู่ได้ไม่นานเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังดึงความสนใจของทั้งคู่ให้ผละออกจากกัน
“ว่าไงครับ” น้ำเสียงหงุดหงิดหลังจากที่โดนขัดอารมณ์ สองคิ้วขมวดเข้าหากัน ในใจก่นด่าคนที่โทรมาไปถึงไหนต่อไหน
[โครงการที่ดินทางใต้ที่เราตกลงกันเอาไว้แกจะเอายังไง]
“เอาไงคืออะไรพี่ ก็ที่ตรงนี้ผมเป็นคนประมูลมาได้ ทำไมผมต้องยกให้ศิวะด้วย”
[ยังไงก็อยู่บริษัทเดียวกัน หลานพึ่งเริ่มทำงานมาใหม่ ก็ช่วย ๆ กันหน่อยได้ไหม] รวิชญ์ทำหน้างง เขาไม่คิดว่าบนโลกจะมีคนที่หน้าด้านกล้าเอ่ยปากพูดอะไรแบบนี้ออกมาตรง ๆ [เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงฉันจะคุยกับพ่อเอง]
“ครับ” เมื่อโดนเอาผู้ใหญ่มาข่มขู่ เขาก็ได้แต่ตกปากรับคำอย่างเสียไม่ได้
“เกิดอะไรขึ้นหรอคะ” ริสาเอ่ยปากถามในขณะที่ตัวเองกำลังเอาเสื้อเข้าไปในกระโปรง
“ไม่มีอะไรหรอกครับ เอกสารพื้นที่ทางใต้ที่พึ่งประมูลมาได้ ผมฝากคุณเอาไปให้ศิวะหน่อยได้ไหมครับ” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง มองคนตรงหน้าเหมือนกับต้องการขอร้องให้เธอบอกปฏิเสธ “ถ้าคุณไม่อยากไป ผมให้คนอื่นไปได้นะครับ”
“จะให้คนอื่นไปทำไม ถัาให้คนอื่นไปมันก็ไม่สนุกสิ” รอยยิ้มชั่วร้ายกระตุกขึ้นที่มุมปาก ความคิดชั่วแล่นวาบเข้ามาในหัว “คุณบอกให้พวกตาแก่กรรมการมาที่ห้องผู้อำนวยการได้เลยนะคะ เราจะเซ็นยกโครงการนี้ต่อหน้าทุกคน” เธอหยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินขึ้นมาเปิดดู เมื่อรูัว่าเป็นเล่มที่ต้องการก็หยิบแล้วเดินออกไป
ริสาลงไปที่ชั้น 34 เธอเดินตรงไปยังห้องผู้อำนวยการ ใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อได้รู้ว่าในอีกไม่กี่นาทีจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น คณะกรรมการบริหารเดินตามหลังเธอมาเพียงนิดเดียว
…………
“พี่ศิวะคะ ที่นี่มันบริษัทนะคะ เดี๋ยวคนมาเห็นเข้ามันจะไม่ดีเอานะ” รดานั่งอยู่บนตักของศิวะกลางห้องทำงาน เต้านมอวบถูกสองมือถูกสองมือขย้ำจากคนข้างหลัง
“ใครมันจะมาเห็น อีกหน่อยที่นี่มันก็เป็นของพี่แล้ว” สันจมูกเริ่มคลอเคลียไปที่ต้นคอระหง เธอแอ่นอกซู้ดปากสู้ความเสียว ช่วงล่างก็บดขยี้ท่อนเอ็นเขาไม่ปล่อย
“ขอโทษนะคะ ขอเข้าไปหน่อยค่ะ” ริสาจงใจเคาะประตูเสียงเบา เพราะไม่อยากให้คนในห้องได้ยิน ก่อนที่เธอจะเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา
รดาที่ระวังตัวเป็นพิเศษเธอกระโดดออกจากตักเขาอย่างรวดเร็ว แต่เสื้อผ้าที่ดูจะไม่เป็นระเบียบก็พอจะให้คนเดาได้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่ห้องนี้
“อะ…อ้าวที่รัก ทำไมมาที่นี่ละครับ”
“พอดีคุณรวิชญ์ให้เอาเอกสารโครงการทางใต้มาให้คุณ แต่ไม่นึกว่าจะมาขัดเวลาความสุขของคุณ” ริสาแกล้งทำหน้าเศร้า สวมบทเป็นคนโง่ที่โดนสวมเขาได้อย่างแนบเนียน ดวงตากลมโตเริ่มมีหน่วยหยดน้ำคลอเอ่อ
“มะ…ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ก็อย่างที่เค้าบอกที่รักไปไงว่ามีเรื่องต้องคุยกับฝ่ายโฆษณา ทุกคนก็รู้นิ่ครับว่ารดาเธอเป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณา” เขามองไปยังพวกคณะกรรมการคนอื่น สายตาเว้าวอนขอให้พวกนั้นเข้ามาช่วยส่งเสริมตัวเอง
“พอ ๆ ได้แล้วครับ ก็คงเป็นอย่างที่ผู้อำนวยการพูดนั่นแหละ” กิตติพงษ์หนึ่งในคณะกรรมการบริหารรีบเอ่ยปากปราม แถมเขายังเป็นพ่อของทั้งริสากับรดาอีกด้วย
“ค่ะ หนูหวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น” เสียงพูดปนสะอื้นราวกับว่าเธอกำลังเสียใจอยู่จริง ๆ
“มันก็ต้องเป็นแบบนั้นสิพี่ พี่ศิวะกำลังจะมาเป็นพี่เขยของดา ดาจะไปทำอะไรเกินเลยได้ยังไงละคะ” เธอแสร้งปั้นหน้ายิ้ม ผมเผ้าเสื้อผ้าที่พะรุงพะรังถูกจัดแต่งให้เป็นระเบียบในเวลาที่คนอื่นเผลอ
“พี่เชื่อจ้ะ ส่วนนี่เอกสารโครงการค่ะ” เธอตบไหล่น้องสาวของตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเอี้ยวตัวกลับมาวางแฟ้มเอกสารแล้วเดินออกไป
หากใครอยู่ในเหตุการ์ก็คงมองว่าริสาเป็นผู้หญิงที่โง่เง่า แต่ความจริงอีกเรื่องที่แพร่สะพัดออกไปก็คือรักสามเศร้าที่น้องสาวกำลังเล่นชู้กับพี่เขยตัวเอง!!
ก็อก ก็อกริสาเดินถือชามต้มยำใบโตเดินมาเคาะประตูเพื่อนบ้านที่อยู่ข้าง ๆ เพียงไม่นานเจ้าของบ้านก็เดินมาเปิดประตู“ทานข้าวกันหรือยังคะ พอดีหนูทำกับข้าวมาเผื่อ”“ริสาเองหรอ มา ๆ เข้ามาสิ กินด้วยกัน แล้วรวิชญ์ล่ะ ไปไหนซะแล้ว” ฉัตรธรเอ่ยถาม เมื่อมองไม่เห็นผู้ชายอีกคนที่ติดตามอยู่ตลอด“กำลังขับรถกลับบ้านมาน่ะค่ะ” “โอเคครับ งั้นมา ๆ กินข้าวกัน เดี๋ยวรอป้าม้วยแกทำกับข้าวเสร็จ รวิชญ์คงจะมาถึงพอดี” “ค่ะพี่ แล้วพี่สะใภ้ไปไหนหรอคะ” “นั่งรอกินข้าวอยู่นู่นแหละ” เขานั่งชี้ปลายนิ้วไปยังโต๊ะกินข้าว ที่มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งรออาหารอย่างใจจดใจจ่อฉัตรธรถือชามต้มยำให้เธอก่อนจะวางไว้บนโต๊ะอาหาร ริสาเองก็ส่งข้อความไปหาบอกให้เขาตรงกลับมาที่บ้านของฉัตรธรแทนไม่ช้ารวิชญ์ก็มาถึง เขาเดินเข้ามาร่วมโต๊ะอาหาร เมนูใหม่ที่แม่ครัวพึ่งทำเสร็จก็ทะยอยออกมาเสิร์ฟ ทั้งแกงโฮะ น้ำพริกหนุ่ม ไข่ผำ ชวนให้หญิงสาวทั้งสองนั่งน้ำลายไหล“ยาหยี กินนี่สิ่จ๊ะ เห็นบ่นอยากกินตั้งแต่เช้า” ฉัตรธรตักไข่ผำใส่จานภรรยาตัวเอง รวิชญ์เห็นแบบนั้นก็ไม่รีรอรีบทำตามทันที“ที่รัก นี่ไงของโปรดหนูเลย กินเยอะ ๆ นะคะ” เขาตักน้ำพริกหนุ่มใส่จานริสา จนคนตั
“เก่งจังเลยครับเด็กดี ตอนนี้อาต้องให้รางวัลคนเก่งแล้วแหละ” รวิชญ์พูดพลางถอดเสื้อตัวเองออก กล้ามหน้าท้องแน่นเด่นหราอยู่ตรงหน้าของหญิงสาว เธอเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ชวนให้รวิชญ์ยิ้มออกมาอย่างลำพองใจ“อื้อ… เบา ๆ ครับ ใจเย็นก่อน” ปลายลิ้นลากไปตามร่องซิกแพค ลากมันไปจนถึงยอดหัวนมที่แข็งเต่ง ชาแกร่งสั่นสะท้านเมื่อถูกเธอยั่วยวนอย่างเร้าใจแท่งเนื้อที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าแข็งตัวขึ้นมาจนกางเกงแทบปริ เขาบีบขย้ำลงไปบนก้นกลม “ซี้ด~~” ชายหนุ่มซู้ดปากเสียวเมื่อคนตัวเล็กโลมเลียมาถึงต้นคอ“วันนี้ผมจะทำให้คุณจำได้แต่ผมเพียงคนเดียว ตลอดไป” เขาช้อนปลายคางเธอขึ้นมา ประกบริมฝีปากหนาลงไป เขาดูดลิ้นเข้ามาในโพรงปากของตัวเอง มือไม้อยู่ไม่สุข ชอนไชไปทั่วทั้งร่างกายของริสา“วันนี้เราไปทำกันบนเตียงดีกว่าครับ ผมอยากให้ความทรงจำของคุณอยู่กับผมไปทุกที่” เขาอุ้มตัวเธอขึ้นมาในท่าเจ้าหญิง แล้วพาเดินขึ้นไปบนชั้น 2 ปลายเท้าเตะเปิดประตู ห้องนอนใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายไม่เหมาะกับขนาดของบ้านที่อยู่เท่าไหร่นัก เขาวางเธอลงบนเตียงนุ่มเดรสสายเดี่ยวถูกปลดลงมาอยู่ใต้ทรวงอก เขาปลดบราครึ่งตัวที่สวมอยู่ข้างในออกอย่างไวไม่ต่า
ในห้องสี่เหลี่ยมที่เงียบสงัด มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่ข้างเตียงไม่ห่างไกล เขามองหญิงสาวที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่ขยับ สายน้ำเกลือระโยงระยางถูกเจาะไปที่แขน“พะ…พี่ชาย อย่าไปนะ” เสียงเพ้อดังลอดออกมาจากปากเล็ก ทำเอาฉัตรธรดีดตัวผึงขึ้นมาจากโซฟา“พี่อยู่ตรงนี้แล้ว ไม่ต้องกลัวแล้วครับ” เขาจับมือเธอเอาไว้แน่น มือหนาลูบไปที่ใบหน้าหวานอย่างอ่อนโยน“พี่รวิชญ์ พี่อยู่กับริสาก่อนนะ” รอยยิ้มหุบลงพลัน เมื่อคนที่เธอเรียกหาไม่ใช่ตัวเอง “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้น” เมื่อรู้ว่าในใจของเธอไม่ได้มีตัวเอง ฉัตรธรก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปขวางความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เขารีบต่อสายไปหารวิชญ์เพื่อบอกเรื่องราวทันทีกริ๊ง กริ๊งเสียงโทรศัพท์ดังแทรกความเงียบงัน ห้องสี่เหลี่ยมถูกปิดมืดไม่มีแม้แต่แสงอาทิตย์ลอดเข้ามา มีเพียงร่างของชายหนุ่มกับขวดเหล้ามากมายที่กองอยู่ร่วมกันบนพื้น ชายตัวสูงในสภาพที่ไม่ต่างจากศพ บนตัวมีแต่กลิ่นเหล้าลอยคลุ้งไปทั่ว แม้ว่าจะยืนห่างถึง 100 เมตรก็ยังคงได้กลิ่น“สวัสดีครับ” แขนยาวเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา กดปุ่มเปิดลำโพงเพราะไม่มีแม้แต่แรงจะถือมัน [ผมฉัตรธรเองนะครับ ตอนนี้ริส
ภาพจากวีดีโอแรกกว่าจะถูกปิดก็กินเวลาไปนานโข จอใหญ่กลายเป็นสีดำมืด แต่อยู่ ๆ มันก็รันไฟล์ที่สองโดยอัตโนมัติ“นี่คุณต้องการอะไร อยากจะประกาศให้ทั้งโลกรู้หรือยังไงว่าพวกเรา…” เสียงขาดห้วงไป เหมือนคนที่กำลังพูดไม่กล้าจะพูดมันออกมา ยิ่งชวนให้คนที่กำลังดูพากันซุบซิบ“บ้านนี้มันละครอะไรละนิ ยังไม่จบอีกหรอ” เสียงนินทาดังแทรกขึ้นมาไม่หยุดภาพที่รวิชญ์ก้มลงไปกระซิบที่ข้างหูของริสา หากแต่มองในมุมกล้องวงจรปิดเหมือนเขากำลังก้มลงไปจุมพิตของเธอ ก่อนที่หญิงสาวจะเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้าไปในห้อง และไม่กลับออกมาอีกเลย“ยืนมองเxี้ยอะไรกันอยู่ มึงก็ถอดสายจอสิวะ” รวิชญ์ตะคอกออกมาเสียงดัง แต่ก็สายไปเสียแล้วเพราะเรื่องราวถูกฉายออกมาจนหมด ริสาที่ยืนยิ้มอยู่ได้ไม่นานก็ยืนนิ่ง ตอนนี้เหมือนเรื่องที่เธอกำลังทำ ได้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เสียงนินทาดังกระหึ่มมากขึ้นไปอีกเมื่อเรื่องคาวฉาวออกมาอีกฉาก“นี่สินะที่คุณบอกว่าจะทำ” เธอหันไปถามรวิชญ์ที่ยืนมองอยู่ข้างล่าง “นี่คือวิธีการของคุณใช่ไหม นะ…นี่คือวิธีการที่คุณบอกใช่ไหม!!” เธอแผดเสียงร้องออกมาทั้งน้ำตา มือไม้สั่นเพราะคุมอารมณ์โกรธเอาไว้ไม่อยู่“ไม่ ผมไม่ได้ทำ” รวิช
หลังจากวันที่เธอจับได้ว่าตัวเองกำลังถูกสวมเขา แผนการแก้แค้นก็ถูกวางออกมาอย่างเฉียบแหลม ริสาได้ชวนรดาออกไปทานข้าวด้วยกัน เธอเลือกร้านอาหารหรูหราเพราะรู้ดีว่าน้องสาวตัวเองเป็นคนหัวสูง“พี่ให้จ้ะ” ถุงช็อปปิ้งแบรนด์เนมราคาแพงถูกยื่นให้กับผู้ที่เป็นน้องสาว รดาดวงตาลุกวาวเมื่อเห็นชื่อแบรนด์บนถุง“กรี๊ด กระเป๋าฮีเมส นะ…นี่พี่ให้ฉันจริงหรอ” เมื่อเธอเปิดมันออกดุ ก็กรี๊ดออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว ก็มูลค่าของในถุงมันมากกว่าสองแสนบาท“อื้ม ก็วันเกิดรดาพี่ต้องขึ้นไปทำงานที่เหนือ เลยอยากให้ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าไว้”“อ่อหรอ ฉันชอบมากเลย” ไม่มีคำว่าขอบคุณออกมาจากปากของเธอ แถมรดายังแอบคิดอีกว่า ‘ริสานี่โง่ได้ใจเสียจริง แต่แบบนี้ก็ดี เพราะไม่ว่าอะไรที่เป็นของเธอ ฉันจะแย่งมันมาเอง’รดาที่ได้ของขวัญเป็นกระเป๋าราคาแพงมีหรือที่จะไม่หยิบมาใช้ โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีเครื่องดักฟังจิ๋วแอบติดไว้อยู่ เธอนำติดตัวมันไปทุกที่ แต่เพราะไม่ใช่คนเจ้าระเบียบเธอจึงถูกจับได้อย่างง่ายดายก่อนวันแต่งงานริสาได้โอกาสจับกระเป๋าใบนั้น เพราะเธอวางมันทิ้งไว้บนโซฟาในบ้าน เธอแกะกระดุมเหล็กใต้กระเป๋าออกมาด้วยความว่องไว หากสงสัยว่าทำไมเธ
ห้องโถงของโรงแรมห้าดาวสุดหรู บรรยากาศภายในอบอวลไปด้วยไฟสีส้มอ่อน ดอกไม้ประดับสีขาวเรียงรายไปตามทางเดินเข้าจวบจนถึงเวทีหลักของงาน โทนสีหลักของการตกแต่งเป็นสีขาวและทองที่ย้ำเตือนความหรูหราแขกเหรื่อที่มาร่วมงานล้วนเป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีไม่ว่าจะในวงสังคมธุรกิจ หรือดารานักร้องที่มีชื่อเสียงบางคนก็ยังให้เกียรติมาร่วมในงานนี้ศิวะในชุดสูททักซิโด้สีขาวคอยยืนรอรับแขกที่เข้ามาร่วมงานอยู่หน้าประตูทางเข้า ขาดแต่เพียงคู่ควงของเขาที่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน“เอ่อขอโทษนะคะ มีใครอยู่ไหมคะ” เสียงหวานใสของหญิงสาวดังขัดจังหวะคนที่กำลังทำงานในห้องเครื่องเสียง ชายหนุ่มดูท่าทางแข็งขันเดินตรงเข้ามาหาเธอ“ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือครับ”“คือพอดีว่ารู้สึกเหมือนจะหยิบไฟล์วีดีโอที่ต้องใช้ในงานผิดไปน่ะค่ะ เลยเอาอันนี้มาเปลี่ยน” เธอยื่นแฟลชไดร์ฟสีดำอันหนึ่งให้กับเขา“เอ๋ แปปนะครับ เปลี่ยนกับอันไหนหรือครับ” พนักงานคนนั้นหยิบสิ่งของที่คล้ายกันสองชิ้นออกมาให้เธอดู ยิ่งชวนให้เธอรู้สึกฉงนใจว่าทำไมถึงมีสองชิ้น“เอ๋ มีสองชิ้นหรอ พอจะจำได้ไหมคะว่าอันไหนเป็นอันแรกที่ต้องขึ้นฉาย” “อ๋องั้นอันนี้ครับ” เขายื่นอันที่เธอต้อง







