Masuk“เจ้ากำลังรอให้นางมาตามหรือ?”
อู๋หยุนเลิกคิ้วมองสหาย ดวงตาฉายแววฉงน ไม่มีบุรุษใดชอบใจหรอกที่ถูกสตรีมาตามหาถึงหอนางโลม
แต่ถ้ายอม...
ต้องรักถนอมปานใดถึงเรียกร้องความสนใจเยี่ยงนี้
อู๋หยุนปรายตามองสหายที่ไม่เคยรู้ตัวอันใดสักที
จังหวะนั้นบ่าวชายก็ร้องบอกจากนอกห้อง
“นายน้อย ฮูหยินน้อยร่ำไห้ขึ้นมาบนนี้แล้วขอรับ”
เฟิงอี้ยังคงยกยิ้มเย็นเยียบเฉกเดียวกับแววตาดำจัดที่เผยชัดถึงความอำมหิตเลือดเย็น ภาพสมหวังถึงการร่ำไห้อ้อนวอนของลู่เหมยฉายชัดเต็มภวังค์
“แน่นอน นางต้องมาตามข้ากลับบ้านทั้งน้ำตา...”
ทว่าสุดท้าย คนที่อยากหลั่งน้ำตาแทบตายกลับกลายเป็นเฟิงอี้เสียเอง
ในรถม้าสกุลเฟิง บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนั่งนิ่งสงบ ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึม เขาในยามนี้กำลังกัดฟันกรอด กลิ่นอายพญามารแผ่ซ่านท่ามกลางความเงียบก่อนพายุโหม
เฟิงอี้มองสภาพตนเองอย่างเย็นชาเพราะถูกเชือกเส้นเขื่องมัดมือไพล่หลังและถูกบังคับให้นั่งรถม้ากลับบ้านท่ามกลางสายตาสาวงามทุกคนในหอนางโลม
กลุ่มสหายก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยสักคน พวกเขาล้วนทำตัวเหมือนสมัยเป็นเด็กชาย ไม่เคยเอ่ยห้าม มีแต่ส่งเสียงหัวเราะงอหาย หงายหน้าหงายหลังอยู่ได้
ความอับอายยิ่งอับอาย ความอัปยศยิ่งท่วมท้นล้นใจ
เฟิงอี้ผู้แข็งกร้าวดุดันไม่เคยยอมศิโรราบให้ใคร กลับถูกภรรยาลากตัวออกจากหอโคมเขียวกะทันหัน
“เหตุใดเจ้าถึงอุกอาจปานนั้น แล้วข้าจะเอาใบหน้าอันหล่อเหลาไปไว้ที่ใด”
บุรุษร่างสูงเอ่ยปากตัดพ้อต่อว่าภรรยาไม่ขาดสาย ขณะนั่งอยู่ภายในรถม้าสกุลเฟิงอย่างหมดสภาพความสง่า
“เอาไว้บนบ่าดังเดิมนั่นล่ะจึงจะดี ท่านพี่จะได้มีสติเอาไว้ไตร่ตรองเสียบ้างว่าสิ่งใดควรทำสิ่งไม่ควรทำ ร่ำสุรากับสหายข้าไม่ว่า แต่จะนำพาโรคร้ายมาสู่ครอบครัวไม่ได้”
ลู่เหมยเป็นบุตรีหมอเทวดาลู่ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ เรื่องโรคติดต่อจากสถานที่คาวโลกีย์แบบนั้นจึงพอรู้ไม่น้อย
วันนี้นางจึงเข้าไปในหอนางโลม เรียกสาวงามทุกคนมารับฟังในห้องลับ เพื่อแจ้งถึงปัญหาที่อาจจะต้องพบเจอ หากยังต้อนรับและคิดปรนนิบัติเฟิงอี้
สามีของนางที่อาจมีโรคร้ายซุกซ่อนอยู่ในกาย
คำพูดคำจาแม้สั่นเครือทว่ากลับทำทุกคนอึ้งงัน
น้ำตาที่รินไหลของนางในวันนี้นั้น น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง ฐานะหรือยังเป็นถึงภรรยาที่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมทุกค่ำคืน
ใบหน้านางยังมีหลักฐานแห่งโรคร้ายที่กล่าวอ้างอย่างชัดเจนพร้อมพรั่ง
ผื่นแดงเต็มแก้มจนเสียโฉมหมดความงามนี่ปะไร
ทันทีที่ลู่เหมยเปิดผ้าคลุมหน้าออก นางโลมที่ต้องใช้รูปโฉมหากินมีหรือจะไม่หวาดกลัว
หลังจากนั้น เหล่าคณิกาก็พากันสั่งคนต้มน้ำร้อนนำมาล้างทำความสะอาดห้องที่เฟิงอี้อยู่เป็นการด่วน ส่วนคนงานร่างกำยำในหอหนี่ฮวาก็เร่งมือเข้ามาช่วยลู่เหมยจับเฟิงอี้มัดมือไพล่หลัง แล้วส่งตัวคนคืนถึงรถม้าสกุลเฟิงที่จอดรออยู่ตรงปากตรอกเริงรมย์
เมื่อมาถึงเรือนสกุลเฟิง บ่าวรับใช้ต่างหลบทาง เร้นกายหนีหาย ไม่มีใครกล้ามองผู้เป็นนาย มีเพียงจางซื่อที่ยืนแอบมองอย่างพึงใจ นางกำลังนึกถึงเมื่อครั้งอดีต
ตอนนั้นสามีนางได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสงคราม ได้ท่านหมอลู่ช่วยเหลือจึงยื้อชีวิตเอาไว้ได้
ทว่าด้วยร่างกายที่เสียหายจึงทำให้เขาพิการ ต้องนอนติดเตียง ท่านหมอลู่จึงเป็นฝ่ายเหน็ดเหนื่อยเดินทางมารักษาเยียวยา จนสองบ้านสนิทสนมกลมเกลียว ปรองดองดั่งพี่น้อง
น้ำใจนี้เพิ่มพูนมิตรไมตรี ถึงขั้นมีความคิดเกี่ยวดองด้วยสัญญาหมั้นหมาย
จางซื่อยังจดจำได้ดีถึงภาพของเด็กสาวผู้นี้ที่ออกปากประกาศก้องต่อหน้าสามีตอนป่วยหนักนึกอยากลาพักผ่อนตลอดกาลในวันนั้น
‘ข้ารักอาอี้ไม่น้อยกว่าท่าน ข้าจะดูแลอาอี้เองเจ้าค่ะ ท่านลุงไม่ต้องห่วง’
แล้วลู่เหมยก็ทำได้ดีในระดับที่แม่สามีเช่นนางรู้สึกพึงพอใจ ทว่าน่าเสียดายที่อี้เอ๋อร์ชอบลู่เมิ่งไม่ชอบลู่เหมย...
จางซื่อถอนหายใจแผ่วเบา
สำหรับภรรยาไร้สามีให้พึ่งพาเช่นนาง การแต่งคุณหนูบอบบางเข้าสกุล ย่อมทำให้เหนื่อยยากไม่มากก็น้อย
ที่สำคัญ ในฐานะมารดา การแต่งภรรยาให้บุตรชาย นางไม่มีทางเลือกสตรีที่มีใจให้ชายอื่นแน่นอน
ต่อให้ไม่มีสัญญาหมั้นหมาย เกรงว่าสตรีที่นางเลือกก็ยังคงเป็นลู่เหมยอยู่ดี
ทางฝั่งเฟิงอี้ เขาเหลือบมองมารดาที่ยืนยิ้มยินดียามเห็นเขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็ยิ่งกล่าวโทษลู่เหมยในใจสารพันวาจา นางคือปีศาจบุปผาวารี! ยั่วยวนบุรุษไม่พอ ยังล่อลวงสตรีด้วยกัน!
ในที่สุดบุตรคนแรกก็ลืมตาดูโลกหล้าที่กว้างใหญ่“ได้ลูกชาย” เสียงหมอตำแยบอกเฟิงอี้พร้อมรอยยิ้ม “ยินดีกับท่านแม่ทัพเฟิงเจ้าค่ะ”เด็กชายตัวน้อยช่างเหมือนบิดาของเขายิ่งนักทั้งหน้าตา ท่าทาง และนิสัยใจคอ ตอนที่ยังเป็นทารกวัยแบเบาะลู่เหมยยังคิดว่าเลี้ยงง่าย แต่พอโตขึ้นมา กลับเริ่มปีกกล้าขาแข็ง ทำตัวดิบเถื่อนเหมือนสามีตัวดีเลย“อาอี้ ท่านพาลูกไปแช่น้ำเย็นเช่นนี้ไม่ได้นะ”หญิงสาวเท้าสะเอวถลึงตาพร่ำบ่นทันทีที่สามีพาลูกกลับบ้านในสภาพเปียกปอนหน้าซีดปากสั่นปานนั้นในขณะที่คนเป็นพ่อกำลังตอบโต้ทว่าไม่ทันเอ่ยคำ กลับเป็นเจ้าตัวเล็กที่อ้าปากจิ้มลิ้มต่อปากต่อคำด้วยกระแสเสียงอันสดใสแต่กังวานฉะฉานแทน“ท่านแม่ห้ามตำหนิท่านพ่อ ข้าต้องการฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งทรงพลังที่สุด ภายหน้าจะได้ปกป้องท่านปะไร ห้ามบ่นขอรับ”เหตุผลเช่นนี้ มารดาจะกล่าวต่อว่าอีกได้หรือไร“เฟิงจื่อเมิง” ลู่เหมยแค่นเสียงเรียกนามลูกชายช้าๆ อย่างสะกดอดกลั้นโทสะเอาไว้จนลึกสุดใจ “เจ้านี่นะ”เท่านั้นไม่พอ เจ้าลูกชายตัวดียังไม่รอให้ค่ำมืดดึกดื่นก็รีบปิดประตูลงกลอน ไล่บิดามารดาให้เข้านอนโดยไว “ข้าอยากได้น้องเร็วๆ ขอรับ น้องหญิงหรือน้อ
ในที่สุดข่าวจากชายแดนก็ส่งมาถึงเมืองหลวงหย่งผิงโหวกับเฟิงอี้จึงพากันนำทัพเร่งรุดไปทันทีบนหอสูงนับสิบชั้น ลู่เหมยยืนนิ่ง ใช้สายตามองส่งสามีไปรบแดนไกลอย่างอาลัยอาวรณ์การจากกันครานี้ ปราศจากการทะเลาะบาดหมาง นางจึงจัดสรรสิ่งของต้องประสงค์ให้เขาจนครบถ้วนทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นยาสมุนไพร อาวุธ และสิ่งของเครื่องใช้ เรียกได้ว่าเพียงเฟิงอี้กวาดตามองก็ไม่ต้องเรียกหาจากใครทว่าเรื่องนี้ไม่นับว่าน่าห่วงอันใด สิ่งสำคัญคือชีวิตคน ลู่เหมยรู้สึกเป็นกังวลความปลอดภัยของเฟิงอี้เหนืออื่นใด กระนั้นนางกลับทำอะไรมิได้นอกจากสวดมนต์ภาวนาทุกคืนทุกวันไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น หญิงสาวเอาแต่คิดถึงสามีจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ อาการหนักขั้นสุด กระทั่งองค์ชายสี่และองค์หญิงเก้าต้องเร่งรุดมาอยู่เป็นเพื่อน“ข้าห่วงหลาน ไม่ได้ห่วงเจ้า” เซี่ยหยวนเต๋อกล่าว“กินข้าวเสียแล้วดื่มยาบำรุงให้หมด” เซี่ยซิงเยียนดุผู้สูงศักดิ์นั่งเพ่งตาสายตาอันกดดันมองสหายกินข้าวดื่มยาครบมื้อแล้วแต่ก็ยังไม่อาจวางใจ จึงพานางเข้าวังหลวง คอยดูแลอย่างใกล้ชิดเคร่งครัดหลายเดือนต่อมา ในที่สุดขบวนจอมทัพทหารกล้าของหย่งผิงโหวก็เคลื่อนตัวเข้าเมืองหลว
ดังนั้น ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วสิ้นเชิง ใจของเถียนฮูหยินย่อมเปลี่ยนตามอย่างไร้ข้อกังขาลู่เมิ่งมีน้องสาวที่เป็นถึงฮูหยินของแม่ทัพเฟิงทั้งยังมีองค์หญิงองค์ชายผู้สูงศักดิ์เทียมฟ้าหนุนหลัง คนยังไม่เอ็นดูยอมอ่อนข้อได้หรือเถียนฮูหยินจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินทางมาพบบุตรชายคนรองถึงเรือนเถียนจวินด้วยตัวเองทันที“จวินเอ๋อร์ เจ้าเรียกเมิ่งเอ๋อร์มาพบแม่หน่อยเถิด”“ขอรับ”เถียนจวินไม่รอช้า รีบไปตามภรรยารักด้วยตัวเอง ไม่นาน ชายหนุ่มหญิงสาวก็เดินเข้ามาคำนับมารดาเถียนฮูหยินยิ้ม รีบถามบุตรชายต่อหน้าภรรยาเขา “แม่ถามเจ้าสักคำ ขอเจ้าตอบแม่ตามตรงได้หรือไม่”“ขอรับ”“อนุภรรยาที่แม่เพียรเฟ้นหามาให้เจ้าได้เข้าหอกับพวกนางหรือยัง”เถียนจวินอ้ำอึ้ง สุดท้ายก็ยอมรับเสียงเบา “ยังขอรับ ท่านแม่ ลูกไม่...”บุตรชายยังพูดไม่จบ เถียนฮูหยินพลันโบกมือพัลวัน หัวเราะอย่างไม่ถือสาหาความทันทีแน่นอนว่าหากนางรู้เรื่องนี้ก่อนหน้าคงอาละวาด ทว่าตอนนี้นางรู้แล้วว่าลู่เมิงไม่ธรรมดาคนย่อมรู้ความยอมกระทำตัวหน้าหนาแล้ว“ไม่เป็นไร ลูกอย่ากังวล แม้รูปโฉมและฐานะของอนุเหล่านี้จะสูงส่งปานใด ช่วยค้ำจุนสกุลเถียนได้มากแค่ไหน ทว
ลู่เหมยยังคงจดจำได้ ครั้งแรกที่แต่งงานกับเฟิงอี้ ตอนเข้าพิธีเขาเหมือนกระทำให้มันจบๆ ไปอย่างไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร แต่การแต่งงานครั้งนี้กลับแตกต่างมาก บุรุษคนเดิม เจ้าบ่าวคนเดิม แต่เพิ่มเติมคือการเอาใจใส่ ทุกรายละเอียดในวันนี้จึงประณีตงดงามและหรูหรา งานมงคลถูกสรรสร้างออกมาได้ยิ่งใหญ่ดีเลิศเหลือเกิน ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ลู่เหมยยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูแล้ววันนี้นอกจากญาติๆ สกุลลู่สกุลเฟิงจากเมืองเยี่ยโจวที่ร่วมขบวนมาอย่างคับคั่ง ยังมีคนสกุลเถียนมาร่วมงานด้วยช่วยมิได้ที่ลู่เหมยตั้งใจเชื้อเชิญมาจนครบเชียวล่ะโดยเฉพาะนายท่านเถียน ฮูหยินเถียน คุณชายใหญ่และครอบครัวของเขาพี่เขยและพี่สาวย่อมที่มาร่วมยินดีพร้อมหน้าอยู่แล้วลู่เหมยแอบมองพวกเขาผ่านผ้าคลุมหน้าที่เลือนราง ทว่าทุกการสังเกตของนางกลับแจ่มชัดยิ่งงานมงคลวันนี้มิใช่เพียงยิ่งใหญ่เกริกไกรสมฐานะศิษย์เอกของแม่ทัพใหญ่หย่งผิงโหว แต่ผู้ร่วมงานยังสูงศักดิ์เทียมฟ้า คนผู้นั้นก็คือโอรสสวรรค์และหลี่กุ้ยเฟย รวมถึงองค์ชายสี่และองค์หญิงเก้าด้วยเรียกได้ว่าในห้องโถงพิธีมีแต่ชนชั้นสูงอย่างแท้จริงลู่เหมยเห็นนายท่านเถียนและฮูหยินเถียนเบิก
นางจำได้ว่าเฟิงอี้เคยซื้อสาวงาม วันนี้ขอเรียกทุกคนมาปรามไว้หน่อยจึงจะดี วันหน้าย่อมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอันที่จริงลู่เหมยมิได้ยินดีเลยสักนิด ยิ่งไม่คิดยอมรับการมีสามภรรยาสี่อนุของสามีทว่าหากไม่นับวันเวลาที่เยี่ยโจว ในเมืองหลวงแห่งนี้ สตรีผู้มาก่อนย่อมเป็นเหล่าสาวงามส่วนนางคือสตรีมาทีหลัง ลู่เหมยมิใช่คนใจร้าย นางไม่ชอบทำตัวดิบเถื่อนใส่ใครก่อน แต่หากอีกฝ่ายลงมือ นั่นจึงถือว่าสมควรเอาคืนอย่างสาสมอะแฮ่ม! ไม่นับสตรีที่ส่งมือสังหารมาตามฆ่าหรอกนะ แบบนั้นเห็นทีจะรับมือไม่ไหวหลังจากสั่งหญิงรับใช้อาวุโสให้ไปเชิญสาวงามมาพบที่เรือนใหญ่ ไม่นานลู่เหมยก็ได้ประชันโฉมกับสตรีของเฟิงอี้จนครบถ้วนทุกคนแต่ละคนเรียกได้ว่างดงามหยาดเยิ้มชวนพิศอย่างยิ่งลู่เหมยเบือนหน้าหนีอย่างเยือกเย็น พยายามทำใจให้สงบอย่างที่สุดย้ำเตือนตนซ้ำว่าห้ามอิจฉารูปโฉมผู้อื่นเข้าใจไหมเมื่อสั่งตัวเองและทำใจมิให้ร้อนรุมเหมือนไฟริษยาสุมทรวงได้แล้ว ลู่เหมยก็ปั้นหน้ายิ้มบาง วางท่าสุขุมสูงส่ง “วันนี้พี่สาวน้องสาวได้พบหน้า ข้าปรารถนารู้จักเหลือเกิน วันหน้ามีสิ่งใดจะได้พึงพาอาศัยกันนะ”สาวงามพากันยอบกายทำความเคารพและค่อยๆ แนะนำตัวทีละ
เฟิงอี้เสียงเครียด “ลูกอยู่ในครรภ์ขนาดนี้ เราสองเป็นแค่สหายร่วมเตียงกระมัง” บ่นพลางคีบเนื้อส่งถึงปากอันอิ่มนุ่มของสตรีจอมยั่วโมโห“กินให้อิ่ม ข้าจะพาเจ้าเข้าเฝ้าฝ่าบาท ทูลขอเร่งรัดงานแต่งให้เร็วขึ้น”ลู่เหมยทำปากยื่นอย่างดื้อรั้นแต่ก็ยอมรับแต่โดยดี ท้องโตขึ้นทุกวันแบบนี้ รอแต่งปลายปีไม่ได้แน่นอน“แล้วท่านไม่ไปเร่งสะสางงานที่ค่ายทหารหรือไร? ไฉนอยู่กับข้าทุกวัน ประเดี๋ยวฝ่าบาทก็ปลดออกจากตำแหน่งแม่ทัพหรอก ท่านชอบเป็นทหารมากมิใช่รึ?”แม้จะรู้ว่าหลายวันนี้มีหย่งผิงโหวช่วยจัดการงานให้เนื่องจากนางป่วยหนักอีกฝ่ายจึงอนุญาตให้เฟิงอี้ลางานมาดูแลนางเป็นกรณีพิเศษ แต่ก็อดถามอย่างเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี“ท่านควรไปทำสิ่งที่รักที่ชอบนะ อาอี้”ใบหน้าเย็นชาแข็งกระด้างค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้ม “ใช่! ข้าเพิ่งรู้ตัวว่าชอบการต่อสู้และออกรบเพื่อบ้านเมือง” สุ้มเสียงบุรุษยามเอ่ยนั้นอบอุ่นดุจลมวสันต์ในคืนเหมันต์เพราะเฟิงอี้รู้ดีว่าลู่เหมยแอบประชดประชันในทีนางเป็นสตรีที่เคยถูกสามีทอดทิ้งอย่างไม่ไยดีนี่นะ“แต่สิ่งที่ข้ารักที่สุดคือเจ้า ชื่นชอบที่สุดคือการที่เจ้าชื่นชมความสามารถของข้า ภาคภูมิใจในตัวข้า รู้หรือไม่







