LOGINตงหมิงวางหมากตัวหนึ่งลงไปบนกระดาน ถามยิ้มๆ “ลู่เหมยหลงรักเฟิงอี้ของเรามาหลายปีมิใช่หรือ?”
โม่โฉวพยักหน้าร้องอืม หันมาเอ่ยกับเฟิงอี้ “ลู่เหมยได้แต่งงานกับเจ้าก็สมควรแล้วนี่อาอี้”
เฟิงอี้ได้ยินเช่นนี้ก็ข่มใจไม่ไหว ยกเท้าเตะเก้าอี้ใกล้ๆ จนล้มกระแทกพื้นดังโครม ดวงตาคู่คมเต็มไปด้วยไฟโทสะลุกโชน “เช่นนั้น ข้าไยมิต้องแต่งงานกับสตรีทั้งเมืองหรือไร พวกนางพึงใจในตัวข้าทั้งนั้น”
อืม...ก็จริง
ตงหมิง เหวินป๋อและโม่โฉวต่างพยักหน้าเห็นด้วย
เฟิงอี้พูดจบก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้า นึกถึงเมื่อครู่ตอนที่ยอดพธูอันดับหนึ่งของหนี่ฮวานางนั้นอาศัยจังหวะยกน้ำชาบังอาจมาแตะต้องข้อมือ ครั้นนึกขึ้นได้ชายหนุ่มก็ล้วงผ้าออกมาเช็ดที่มือตนอย่างรังเกียจแล้วโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี
เหล่าสหายเห็นเช่นนี้ต่างก็ส่ายหน้าทอดถอนใจ รู้สึกสงสารสาวงามเจ้าของผิวนุ่มเนียนหอมหวานเหลือเกิน
ที่เมืองเยี่ยโจวแห่งนี้ หากเอ่ยถึงบุรุษรูปงามก็ต้องเฟิงอี้ หากเอ่ยถึงเศรษฐีหนุ่มผู้มั่งมีก็ต้องเอ่ยถึงเฟิงอี้เช่นกัน สตรีที่ไม่รู้นิสัยของเฟิงอี้ต่างตกหลุมรักแรกพบกันทั้งนั้น แต่พอรู้ว่าเขาชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ทั้งลำพองเย่อหยิ่งไม่ไว้หน้าใครก็พากันกริ่งเกรงถอยห่างทั้งสิ้น
กระนั้นความนิยมชมชอบแอบรักกลับไม่ลดทอนหรือเหือดหายแต่อย่างใด
พวกนางต่างแอบพึงใจอยู่ไกลๆ เพราะหากเข้าใกล้ย่อมถูกบุรุษหยาบกระด้างอย่างเฟิงอี้ไล่ตะเพิดออกไปทั้งสิ้น ไม่มีคำว่ารักหยกถนอมบุปผาสำหรับบุรุษเช่นเขา
มีเพียงลู่เหมยเท่านั้นที่ใจกล้าบ้าบิ่นเข้าใกล้เฟิงอี้ นางคุกคามติดตามและทำทุกวิธีจนได้แต่งงานกับเขา
“เหตุใดเจ้าถึงคิดแต่งงานกับลู่เมิ่งล่ะ” โม่โฉวสงสัย
ลู่เหมยผู้น้องนับเป็นโฉมงามที่สะสวยบาดตามากกว่าพี่สาวอย่างลู่เมิ่งนี่นา
หากเป็นเขาคงตั้งเป้าแต่งกับลู่เหมยมากกว่าลู่เมิ่ง
เฟิงอี้วางหมากหนึ่งตัวแต่กินเรียบทั้งกระดาน สีหน้าแววตายังคงอึมครึมมิเจือจาง “เพราะนางไม่ชอบข้าเหมือนสตรีเจ้ามารยาเหล่านั้นปะไร”
“อ้อ...” โม่โฉวผงกหัวหงึกหงัก ชอบของแปลกนี่เอง
อู๋หยุน สหายอีกคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนทอดกายยาวเหยียดราบกับตั่งร่ำสุราเปิดปากถามอย่างเบื่อหน่าย “เจ้าจะปิดห้องบนหอนางโลมเพื่อหลบหน้าภรรยาถึงเมื่อใด ไฉนไม่ไปบ่อนพนัน ที่นั่นข้ายังต้องตามแก้มือหลายโต๊ะ เจ้าต้าไห่ยังท้าแลกหมัดกับข้าด้วยเงินเดิมพันห้าร้อยตำลึงเชียวนะ ข้าอยากพาเจ้าไปถล่มลานไก่ดำของมันให้ราบ”
“แค่บ่อนพนันลานตีไก่ชนกระต่ายยังจะทำให้สตรีใดร้อนรนในใจจนฝันร้ายนอนไม่หลับได้กระนั้นหรืออาหยุน” เฟิงอี้เหลือบตามองสหายนิ่งๆ ใบหน้าหล่อเหลาเกินบรรยายฉายแววอำมหิตเลือดเย็น
“ข้าขบคิดสรรหาสารพัดวิธี มีแค่ที่นี่เท่านั้นที่ข้าจะสามารถทำให้ลู่เหมยร้องไห้ ทุรนทุรายจะเป็นจะตายได้”
อู๋หยุนกลอกตา สรรหาวิธีรึ? สุดท้ายก็แพ้นางอยู่ดี!
ฉับพลันภาพต่างๆ สมัยตอนเป็นเด็กหญิงเด็กชายก็ผุดวาบในภวังค์ อู๋หยุนเห็นเฟิงอี้ที่เดินหนีลู่เหมยตลอดเวลา
‘มาเล่นกับข้าเดี๋ยวนี้นะ อาอี้’
‘ข้าไม่เล่นกับเด็กปีศาจเช่นเจ้า’
“เรียกข้าเช่นนี้ เพราะข้าสะสวยราวปีศาจกระมัง”
“ไสหัวไป อย่ามาเข้าใกล้ข้า”
แต่สุดท้าย เฟิงอี้ก็ถูกลู่เหมยลากคอแล้วรัดรึงเล่นด้วยทั้งวันจนเย็นย่ำอยู่ดี
‘อาอี้ สัญญาหมั้นหมายระหว่างเฟิงลู่มิอาจเพิกเฉย แต่พี่เมิ่งไม่ชอบท่าน เลิกหมายตานางแล้วมาแต่งกับข้าเถอะ’
‘ข้าไม่แต่งกับสตรีที่อยากแต่งกับข้าจนตัวสั่นเช่นเจ้า’
‘ท่านปฏิเสธข้าไม่ได้’
‘เหตุใดไม่ได้ เจ้าไม่มีวันชนะข้า’
แต่สุดท้าย เฟิงอี้ก็ถูกลู่เหมยรวบรัดแต่งงานได้อยู่ดี
สตรีเช่นนี้ บุรุษอย่างเฟิงอี้จะเอาอันใดไปสู้
บุรุษที่ว่าร้าย อย่างไรก็แพ้สตรีที่เอาชนะใจแม่สามี!
อู๋หยุนกุมขมับอย่างกลัดกลุ้มแกมหนักใจแทนสหายผู้ที่แพ้พ่ายมาตลอดโดยไม่รู้ตัวให้แก่สตรีผู้นั้นตั้งแต่เด็ก
เขาว่าอีก “เจ้าคิดว่าตอนนี้ลู่เหมยกำลังร้องไห้อยู่รึ”
เฟิงอี้ยิ้มหยัน เอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน “ย่อมใช่”
โม่โฉวถามย้ำ “นางกำลังฟูมฟายจะเป็นจะตายเพราะข่าวที่เจ้าปล่อยไปว่ากำลังขลุกอยู่กับสาวงาม?”
เฟิงอี้หัวเราะเสียงทุ้มในลำคออย่างสาแก่ใจ “ใช่”
ตงหมิงกวาดหมากจากกระดานลงเก็บในโถถามว่า “นางอาจกำลังมาตามเจ้ากลับไปก็เป็นได้”
“แน่นอน นางย่อมอ้อนวอนให้ข้ากลับบ้านทั้งน้ำตา” เฟิงอี้ยกยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาเยียบเย็น
หญิงสาวปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนขึ้น อธิบายเชื่องช้าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน“สามีข้ามิรู้เกิดเจ็บป่วยอันใด กระทั่งจำต้องเข้ารับการรักษาที่โรงหมอลู่ฉือกะทันหัน ข้ารู้มาว่าเขาต้องค้างแรมที่นั่นนานเป็นเดือน และมีภรรยาท่านเป็นคนดูแลใกล้ชิด ตอนนี้ยังกีดกันไม่ให้ข้าพบหน้าสามี ข้าคิดว่าน่าแปลกยิ่ง”เฟิงอี้ท่าทีสงบนิ่งฟัง หว่างคิ้วค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน แววตาดุดันมากขึ้นทุกทีนางทำท่าอึกอักกระดากอายยามกลั้นใจเอ่ยอีกว่า “ไม่ขอปิดบัง ชื่อเสียงของลู่เหมยเป็นที่กล่าวขานทั่วเมือง นางเป็นสตรีที่ไม่รักษาขนบธรรมเนียม ชายหญิงใกล้ชิดกันทุกคืนวัน ข้าเกรงว่าสามีข้าจะนอกลู่นอกทางเจ้าค่ะ”เกิดความเงียบทันทีหลังฉีหลินเอ่ยจบทุกวาจา มองเบื้องบนคล้ายห่าฝนดำทะมึนกำลังก่อตัวขึ้นมาเหนือเมฆา เบื้องหน้าระยะสายตายังเห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งคล้ายปีศาจพายุคลั่ง“เฟิงอี้ ใจเย็นก่อน...”“พวกเจ้าบอกให้ข้าไปตามภรรยามิใช่รึ?”“ใช่! แต่ต้องไม่ใช่แบบนี้”เหล่าสหายพากันห้ามปรามฉุดรั้งบุรุษร่างใหญ่กำยำ แต่ทำอย่างไรก็ไม่ได้ผล คนจึงพากันยกโขยงติดตามเรือนพักด้านในของโรงหมอลู่ฉือบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังทอดสายตาอันลึกซึ้งม
เรือนเร้นจันทร์เหล่าสหายนัดพบกันเพื่อร่ำสำราญเฉกทุกคราทว่าวันนี้เจ้าของเรือนกลับไม่สำราญเท่าที่ควรดวงตาของเฟิงอี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะโหมกระหน่ำ ยิ่งคิดก็ยิ่งเคือง ฮึดฮัดขัดใจจนต้องระบายความโกรธเกรี้ยวออกมาด้วยการตบโต๊ะดังปัง“นางคิดว่าตัวเองสูงส่งปานใด ยิ่งใหญ่มาจากไหน บอกให้ข้าแต่งด้วยข้าก็ต้องแต่ง ปล่อยให้ข้านอนคนเดียว ข้าก็ต้องนอนคนเดียว สตรีน่าชังผู้นี้คิดว่าข้าเฟิงอี้รังแกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวรึ”โม่โฉวเกรงโต๊ะไม้สลักล้ำค่าจะหักหากยังปล่อยให้สหายระบายโทสะจึงรีบเอ่ยปลอบ “เจ้าใจเย็นก่อนเถอะ ภรรยาเจ้าขออนุญาตมารดาเจ้าแล้วนี่นา”“ไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าเป็นสามี นางควรมาแจ้งข้าก่อน ส่วนเรื่องขออนุญาตมารดาควรเป็นข้าที่ออกหน้าให้” ยิ่งพูดยิ่งอึดอัดคับข้องใจ เฟิงอี้สีหน้าฉุนเฉียวขุ่นขึ้ง แววตาเยือกเย็นสาดประกายดึงดันแฝงความถือดีอันดื้อรั้น “สตรีออกเรือนกลายเป็นคนของสามี นางจะกลับบ้านเดิมแล้วค้างแรมนานเป็นเดือนได้อย่างไร”นึกถึงเตียงเคยอุ่นบัดนี้เย็นเยียบไร้เนื้อนุ่มให้กกกอด ชายหนุ่มให้รู้สึกสะท้านเยือกในอกอย่างไร้เหตุผลคนอุตส่าห์ให้เป็นหนึ่งเดียวที่ได้รับสิทธิ์อันชอบธรรม แล
แม้รู้ว่าสหายเป็นบุรุษบ้าพลังชอบต่อยตีกับคนไปทั่ว แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะไม่ยั้งมือไว้ไมตรีเช่นนี้“นางย่อมรู้ว่าข้าแต่งงานแล้ว” เฟิงอี้ถามเสียงเย็น “ใช่หรือไม่?”ตงหมิงพยักหน้า “ย่อมใช่” เรื่องเฟิงอี้คนรู้ทั้งเมืองเฟิงอี้สะบัดชายเสื้อเก็บเท้าแล้วนั่งลง “เช่นนั้น” ชายหนุ่มแค่นเสียงฮึในลำคอกล่าวด้วยสีหน้าชืดชาไม่รู้สึกผิด “นางย่อมสมควรโดน!”แม้เฟิงอี้รังเกียจเดียดฉันลู่เหมยผู้เป็นภรรยาก็จริง แต่ที่เกลียดที่สุดคือสตรีที่รู้ว่าเขามีภรรยาแล้วยังคิดเข้าหาในอดีตตอนที่บิดายังไม่สิ้นลมหายใจ ยังหนุ่มแน่นร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงรูปงามหล่อเหลา มีสาวงามมากมายมาติดพัน พวกนางพันเล่ห์ร้อยมารยาเสียจนบิดาเผลอไผลตกบ่วงยากยับยั้งกระทั่งรับอนุเข้ามาเติมเต็มแทบล้นเรือน ทำมารดาต้องร่ำไห้ชอกช้ำปานใดเขายังจดจำได้ ยังไม่พอ อนุของบิดายังร้ายกาจถึงขนาดปอกลอกสูบเลือดสูบเนื้อบิดาจนสิ้นเนื้อประดาตัวนับว่าโชคดีที่มารดามิใช่ตะเกียงไร้น้ำมันนางมอบสินเดิมให้บิดากลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง กระทั่งได้สัมปทานเหมืองจึงกลับมาร่ำรวยมหาศาลต่อมาตอนบิดาบาดเจ็บสูญสิ้นความองอาจผึ่งผาย สตรีใดเล่าอยู่เคียงข้าง ก็มีแค่มารดาที่ลำบากยากเข
มาถึงก็ปีนเตียงเปิดศึกกับนางอย่างเร่าร้อนทั้งคืน งัดสารพัดลีลาออกมาเพื่อปล่อยเด็กเข้าท้องนางนั่นแล“เดี๋ยวแม่บอกอี้เอ๋อร์เอง”“เช่นนั้นเสร็จเรื่องแล้ว ข้าจะรีบกลับเจ้าค่ะท่านแม่”“อืม...”ลู่เหมยกำชับสาวใช้เกี่ยวกับงานในเรือนอีกเล็กน้อยก็ออกเดินทางกลับบ้านเดิมทันที มีสาวใช้ติดตามแค่หนึ่งคน เพราะสองครอบครัวเฟิงลู่อยู่เมืองเดียวกัน ห่างแค่ทิศเหนือทิศใต้เท่านั้นเรือนเร้นจันทร์เป็นสถานที่สำหรับนัดพบสหายมาร่ำสุรายิงนกตกปลาของเฟิงอี้ เป็นเรือนที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของเมืองเยี่ยโจว มีอาณาเขตพอเหมาะไม่กว้างเกินไปไม่คับแคบเกินไป ด้านหน้าหันเข้าตัวตลาดที่ผู้คนเดินขวักไขว่ สาวงามมากมีที่เดินดาดเดื่อนบนถนนหนทางพวกบุรุษก็สามารถมองลงมาเพื่อยลโฉมของพวกนางได้จากชั้นสองส่วนด้านหลังหันออกไปทางลำธารสีเขียวมรกต กลางวันเห็นพระอาทิตย์ทรงกลด ยามเย็นเห็นพระอาทิตย์อัสดง มีน้ำตกอยู่ไกลๆ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจสำหรับคู่รักและสร้างความสำราญสำหรับบุรุษอย่างที่สุดเดิมทีเฟิงอี้ไม่นิยมพาสาวงามเข้ามา วันนี้กลับมีสตรีมาร่วมวงด้วยกันถึงสี่นาง แต่ละนางงดงามหยาดเยิ้มไร้ที่ติสาเหตุเพราะมีคนหนึ่งที่อู๋หยุนร
ทว่าในสติที่เริ่มพร่าเลือนอีกครา นางคล้ายได้ยินว่าอะไรนะ เฟิงอี้จะมอบบุตรให้กระนั้นหรือ?ดังนั้น พอริมฝีปากได้รับอิสระ ขณะที่เฟิงอี้กำลังเคลื่อนใบหน้าลงต่ำ นางจึงกัดฟันสะกดกลั้นความเสียวสยิว เค้นวาจาทีละคำ“ข...ข้า อื้อ...ย...ยังไม่อยากมีลูก”ตราบใดที่สามียังไม่ได้ความ เขาย่อมไม่คู่ควรเป็นบิดา เด็กน้อยที่ต้องเกิดมาจะได้ไม่น้อยเนื้อต่ำใจที่มีบิดาทำตัวไร้ค่าน่าอับอาย นางอาจชอบเขาอย่างไร้เหตุผลแต่คนเป็นบุตรธิดาจะยัดเยียดความรักเชิดชูโดยปราศจากเหตุผลน่าเชื่อถือไม่ได้ความคิดของภรรยา เฟิงอี้มีหรือไม่ล่วงรู้เท่าทัน แน่นอนว่าเขาเองก็รู้ตัวว่าตนเองเป็นบุรุษเช่นใด เขากับนางต่อกรกันตั้งแต่เด็กมีหรือไม่กระจ่างแจ้งถึงจิตใจอันซับซ้อนนั่นชายหนุ่มเงยหน้าจากยอดถันสีชมพูชูชัน เอ่ยเสียงต่ำ “เรื่องนี้เจ้าชนะข้าไม่ได้หรอก” กล่าวจบก็ก้มหน้าจัดการกับเนินอกอิ่มนุ่มที่แสนนุ่มหวานต่อ ยกเอวสอบขึ้นสุดกดลงสุด ขยับลึกล้ำจนไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดจังหวะวาบหวามชนิดนี้ได้มาดูกันว่าน้ำพิสุทธิ์ของข้ากับยาห้ามครรภ์ของเจ้า ใครจะแน่กว่ากันหากมีบุตรถือกำเนิดเกิดมา เขานี่แหละจะเป็นบิดาที่ดี เป็นผู
บนที่นอนยับย่น ตำแหน่งหมอนผ้าห่มเละเทะ เสื้อผ้ากระจัดกระจายเต็มฟูก ลู่เหมยส่ายหน้าน้ำตาคลอ เรือนผมนุ่มสลวยแผ่สยาย นางเสียวสะท้านจนสติพร่าเลือน เห็นเพียงไหล่กว้างกับกล้ามเนื้อแผงอกกำยำขยับขึ้นขยับลง“ไม่รู้ อาอี้ ข้าไม่รู้ทั้งสิ้น”ใบหน้าคมคายซุกไซ้ไปทั่วลำคองามระหง ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดอยู่ข้างหู เฟิงอี้หัวเราะเสียงทุ้มทรงเสน่ห์ “ข้าจะสอนเจ้าเอง”“อ๊ะ! อื้อ...”***************************************************หลังจากถูกเคี่ยวกรำเกือบทั้งคืนจนแทบสลบไสล ลู่เหมยก็หลับลึกคล้ายสิ้นสติไปในอ้อมอกแข็งแรงฝ่ายเฟิงอี้ที่นอนแผ่ตัวเปลือยปล่อยกายเป็นหมอนให้ใครบางคนหนุนนอนจะได้หลับสบายเนิ่นนานแล้วก็เพียงลอบถอนหายใจเอือมระอา หากลู่เหมยตื่นขึ้นมาก็คงกลายร่างเป็นนางมารอีก ปล่อยให้หลับไปเช่นนี้แหละจึงจะดีจู่ๆ ภาพในห้วงฝันก็ผุดวาบ เฟิงอี้ยังจดจำฝันนั้นได้ ในห้วงฝัน ปรากฏภาพตนเองถูกเหยียบอยู่ใต้ร่างสตรีผู้หนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นแม่นางน้อยรูปร่างอ้อนแอ้น แต่ดวงตากลับคมกริบฉายแววเฉลียวฉลาด วาจาแหลมคมยิ่งกว่าหอกดาบกำลังกำราบเขาไว้ได้ชะงัดด้วยคำสั่งสอนและใช







