LOGIN*** เพราะรัก นางจึงทำทุกทางให้ได้แต่งงานกับเขา เพราะแค้นใจที่นางบังอาจรวบรัดจนได้แต่งงานกัน เขาจึงทำทุกท่าให้นางหมดเรี่ยวแรงทุกคืน
View Moreสามีน่าตาย ภรรยาน่าชัง
บางครั้งการแต่งงานไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วยความรักที่หวานชื่นและเรียบง่าย ร้อนดั่งไฟเขย่าโลกาช่างดีนัก คู่ที่ทำร้ายกันในวันนี้จะเป็นคู่ที่ดีในวันหน้า
คำนำนักเขียน
สวัสดีค่ะ นิยายเรื่องนี้เป็นจีนโบราณสมัยสมมติ แนวโรแมนติกคอมมิดี้ มีเลิฟซีนนะคะ ตีแผ่ชีวิตหลังเรือนของสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งแรกเริ่มฝ่ายชายหมายตาพี่สาว ทว่ากลับต้องแต่งกับน้องสาว เพราะนางหลงรักเขามานานจึงทำทุกทางเพื่อได้แต่งงานกับเขา ส่วนเขาไม่ได้คิดจะแต่งกับนางตั้งแต่แรกพอต้องแต่งจึงไม่ทะนุถนอมอย่างที่ควร ปัญหาหลังเรือนย่อมต้องมีเรื่องราววุ่นวายให้สะสางทุกวัน
สามีน่าตาย ภรรยาน่าชัง
บางครั้ง ชีวิตคู่ก็ไม่จำเป็นต้องมีแค่ความรักที่อบอวลไปด้วยความเรียบง่ายอ่อนหวาน ซาบซ่านร้อนแรงปานเพลิงสะท้านโลกันตร์บ้างจึงจะดี คู่ครองที่ทำตัวเลวร้ายใส่กันในวันนี้ย่อมกลายเป็นการครองคู่ที่ดีในวันหน้า
หมายเหตุ:นิยายเรื่องนี้เป็นแนวโรแมนติกเลิฟซีน ไร้ดราม่า ไม่มีปมซับซ้อนซ่อนเงื่อนไขใดๆ
***************
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้ไม่อ้างอิงประวัติศาสตร์ชาติใด
ทุกตัวละครไม่มีอยู่จริง
ทุกตัวอักษรเกิดจากจินตนาการทั้งหมด
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ขอให้ทุกท่านมีความสุขและสนุกกับจินตนาการ
ด้วยรัก
*****************
ปฐมบท
ค่ำคืนมงคลมีค่าดังทองพันชั่ง
ดรุณีน้อยเงยหน้ามองเจ้าบ่าวของตนอย่างคาดหวัง นางวาดหวังว่าจะพบทองคำอย่างที่ผู้อาวุโสบอกกล่าว
ช่วยมิได้ที่นางแอบชอบเขามานาน และเขาก็รับรู้ดี
เพียงแต่ในสายตาของเขา นางคือสตรีไร้ยางอาย ช่วงชิงตำแหน่งว่าที่ภรรยาจากพี่สาว
ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่จริง
แววตาสาวน้อยวูบไหวด้วยคาดหวังถึงทองพันชั่ง
กระทั่งเขากระชากชุดเจ้าสาวออกแล้วผลักนางลงบนเตียงนอนอย่างไม่ถนอมออมแรง สิ่งที่วาดหวังว่าจะเหมือนการค้นพบทองคำฉ่ำหวานกลับพลิกผัน
เพราะมันหยาบกระด้างเหมือนจะเป็นแค่หินกรวด!
และเมื่อบุรุษเผยเรือนกายกร้าวแกร่งซึ่งรับรู้ได้ถึงความทรงพลังยากต้านทานตั้งแต่ยังไม่ทันได้เอื้อมมือสัมผัสหรือลูบไล้ ความแข็งขึงนี้แผ่ซ่านความร้อนผ่าวไปทั่วห้องหอ สตรีก็ยิ่งเบิกตากว้าง ดวงตาของนางเบิกโตจ้องมองบางสิ่งบนร่างเปลือยของสามี
มันกำลังผงาดกล้าคล้ายต้องการข่มขวัญสตรีทุกคน
ท่ามกลางแสงไฟสีนวลตาจากแท่งเทียนสีแดงมงคล ลู่เหมยจ้องมองเฟิงอี้อย่างตะลึงลานเมื่อเขาถอดชุดเจ้าบ่าวออกจากตัวอย่างรวดเร็ว
ไม่มีเสียเวลา ไร้ความละเอียดอ่อนหรือถนอมเวลา อาจเรียกว่าฉีกทึ้งอย่างแรงด้วยโมโหโกรธาก็ได้
สามีนางกำลังโกรธ
เขาเหมือนต้องการลงโทษนางอย่างสาสม
ดวงตาลู่เหมยฉายแววเจ็บปวดออกมารางๆ
นางพยายามมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมอันนิ่งสงบแต่แฝงความดุดันของเขา
แสงเทียนมงคลสะท้อนเงาดำทะมึนของชายหนุ่มร่างใหญ่ซึ่งกำลังโน้มตัวลงดึงเท้าเปลือยของนางผู้เป็นเจ้าสาวอย่างแรง ก่อนกระชากเข้าหาแล้วคร่อมทั้งร่าง ทาบทับนางทั้งตัว
“เฟิงอี้ ท่าน...”
“สมใจเจ้าแล้วกระมัง” เจ้าของนามแค่นเสียงเรียบ สีหน้าเย็นเยียบ ผิดกับแววตาที่ร้อนระอุมากกว่าทุกครั้งที่เคยพบเห็น
“คืนนี้อย่าหวังได้เจอทองคำ!”
เอ่ยจบก็ก้มหน้าลง ฝ่ามือหยาบกระด้างมุ่งร้าย กักขังนางไว้ในอ้อมแขนร้อนผ่าว ราวต้องการหลอมละลายสตรีใต้ร่างให้กลายเป็นของเหลว ทำให้นางจมดิ่งแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอยบนที่นอนยับย่นตลอดกาล
*******************
เกริ่นนำ
คืนเข้าหอเป็นเช่นไร คืนต่อมาก็ยังเป็นเช่นนั้น
ชายหนุ่มพลิกตัวหญิงสาวแล้วดันแผ่นหลังบอบบางติดตรึงฟูกบนเตียงจนร่างเล็กนุ่มแทบจมหายลงไปในที่นอน
ริมฝีปากร้อนกระด้างจุมพิตรุนแรงและเอาแต่ใจ คล้ายต้องการมอบฝันร้ายไม่สิ้นสุดให้แม่นางใต้ร่างได้จดจำจนวันตาย
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเหมือนจะขาดใจชายหนุ่มจึงยอมถอนจุมพิตให้นางได้หายใจ แต่มือแกร่งหยาบกร้านกลับกระชากชุดนางจนขาด เผยให้เห็นชุดเอี๊ยมสีแดงสดด้านใน
เสี้ยวเวลาต่อมา เอี๊ยมสีแดงที่น่าสงสารก็ถูกกระชากจนขาดวิ่นหลุดออกไปจากร่าง เผยให้เห็นทรวงอกอวบอิ่ม ทั้งขาวทั้งเนียน ยอดอกสีชมพูชูชันสู้สายตา
ชายหนุ่มก้มหน้าซุกไซ้เนินอกนุ่มอิ่มอย่างบ้าคลั่ง เขาไล้เลียรอบอกด้วยปลายลิ้นร้อนร้าย รวบยอดอกเข้าปากอย่างหื่นกระหาย จนร่างของหญิงสาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว
พอเขาดูดเม้มยอดถันจนสาสมใจก็ดึงสายรัดเอว แล้วกระชากกระโปรงนางทิ้ง
เมื่อร่างของหญิงสาวเปลือยเปล่า ชายหนุ่มก็ลูบคลำทั่วร่างบางอย่างหยาบคาย ใช้ปลายนิ้วรุกล้ำอย่างหยาบช้า สองขาของนางถูกยกขึ้นแล้วแยกออกในขณะที่เนินอกนางยังคงไม่ได้รับอิสระจากปลายลิ้นร้อนผ่าวย
ฝ่ามือหยาบกร้านที่แสนปราดเปรียวข้างหนึ่งของเขายึดโคนขาอ่อนอันเนียนเสลาของนางเอาไว้แน่นดุจคีบเหล็ก แล้วหยัดกายเตรียมสอดใส่ มือใหญ่อีกข้างยังคงเคล้นคลึงทรวงอกอวบอิ่มอย่างไร้ปราณี
ราตรีแล้วราตรีเล่าที่ลู่เหมยต้องส่งเสียงครางเครือ อ้อนวอนเฟิงอี้ทั้งน้ำตา
“อ๊ะ! อาอี้ ท่าน...เบาหน่อย ข้าเจ็บ”
“เจ็บหรือเสียว เดี๋ยวก็รู้”
เฟิงอี้ยกเรียวขานวลเนียนสลักเสลาขึ้นพาดบ่ากว้าง โน้มตัวลงมาเท้ามือกับที่นอนข้างกายอรชรที่บัดนี้มีเหงื่อซึมผุดพรายทั้งตัวไม่ต่างจากหยาดพิรุณที่พร่างพรมทั่วฟ้า “เจ้าควรรู้ว่าปรารถนาเป็นภรรยาข้าต้องเจอกับอะไร จงอย่าหวังว่าจะได้หัวใจข้า”
จบเสียงแหบพร่าติดห้าวห้วนเอวสอบก็โยกรัวเร็ว
ฝ่ามือหยาบกระด้างบีบเคล้นเนินอกอย่างรุนแรง จับกระชับเอวคอดแน่น กระแทกกระทั้นใส่ร่างงามไม่ยั้ง
การดูดเม้มฟอนเฟ้นแต่ละครั้งมีเพียงความบ้าคลั่ง เปี่ยมพลังทำลายล้าง แทบกลืนกินร่างบางเข้าไปทั้งตัว
“อ๊ะ! อื้อ...”
ลู่เหมยครางกระเส่า สั่นสะท้านไปทั้งกาย
ดวงตาเปิดปรือเห็นเพียงมัดกล้ามอันกำยำของเขาเป็นมันวาวเพราะหยาดเหงื่อชุ่มฉ่ำทั้งตัว
ความกร้าวแกร่งทรงพลังไม่เคยลดทอนหรือหมดไป ยังคงเร่าร้อนเสมือนเปลวไฟในคืนพายุเพลิง ที่ลุกโหมไม่เคยมอดดับ ลู่เหมยแหงนหน้าครวญคราง แววตาฉ่ำน้ำที่เปิดปรือมองไหล่กว้างทรงพลังกล้ามเนื้อท้องแข็งแรงและเอวสอบที่ขยับขึ้นลงบนตัวนาง เห็นสะโพกแกร่งกระแทกนางไม่หยุด ความเสียวซ่านก็เช่นกัน ยิ่งนานยิ่งเพิ่มพูนทบทวี
ข้างหูแว่วเสียงทุ้มต่ำเค้นลอดไรฟัน “สตรีเช่นเจ้า ต่อให้ร้ายแค่ไหนก็ต้องพ่ายบุรุษที่ร้ายกว่าเช่นข้า...”
ความร้อนแรงที่สามีมอบให้อย่างไม่สิ้นสุดทุกค่ำคืน ไม่ต่างจากแววตาที่เสมือนลุกโชนด้วยเพลิงโทสะตลอดเวลา
เฟิงอี้...เมื่อไรท่านจะเห็นถึงความจริงใจของข้า
ในที่สุดบุตรคนแรกก็ลืมตาดูโลกหล้าที่กว้างใหญ่“ได้ลูกชาย” เสียงหมอตำแยบอกเฟิงอี้พร้อมรอยยิ้ม “ยินดีกับท่านแม่ทัพเฟิงเจ้าค่ะ”เด็กชายตัวน้อยช่างเหมือนบิดาของเขายิ่งนักทั้งหน้าตา ท่าทาง และนิสัยใจคอ ตอนที่ยังเป็นทารกวัยแบเบาะลู่เหมยยังคิดว่าเลี้ยงง่าย แต่พอโตขึ้นมา กลับเริ่มปีกกล้าขาแข็ง ทำตัวดิบเถื่อนเหมือนสามีตัวดีเลย“อาอี้ ท่านพาลูกไปแช่น้ำเย็นเช่นนี้ไม่ได้นะ”หญิงสาวเท้าสะเอวถลึงตาพร่ำบ่นทันทีที่สามีพาลูกกลับบ้านในสภาพเปียกปอนหน้าซีดปากสั่นปานนั้นในขณะที่คนเป็นพ่อกำลังตอบโต้ทว่าไม่ทันเอ่ยคำ กลับเป็นเจ้าตัวเล็กที่อ้าปากจิ้มลิ้มต่อปากต่อคำด้วยกระแสเสียงอันสดใสแต่กังวานฉะฉานแทน“ท่านแม่ห้ามตำหนิท่านพ่อ ข้าต้องการฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งทรงพลังที่สุด ภายหน้าจะได้ปกป้องท่านปะไร ห้ามบ่นขอรับ”เหตุผลเช่นนี้ มารดาจะกล่าวต่อว่าอีกได้หรือไร“เฟิงจื่อเมิง” ลู่เหมยแค่นเสียงเรียกนามลูกชายช้าๆ อย่างสะกดอดกลั้นโทสะเอาไว้จนลึกสุดใจ “เจ้านี่นะ”เท่านั้นไม่พอ เจ้าลูกชายตัวดียังไม่รอให้ค่ำมืดดึกดื่นก็รีบปิดประตูลงกลอน ไล่บิดามารดาให้เข้านอนโดยไว “ข้าอยากได้น้องเร็วๆ ขอรับ น้องหญิงหรือน้อ
ในที่สุดข่าวจากชายแดนก็ส่งมาถึงเมืองหลวงหย่งผิงโหวกับเฟิงอี้จึงพากันนำทัพเร่งรุดไปทันทีบนหอสูงนับสิบชั้น ลู่เหมยยืนนิ่ง ใช้สายตามองส่งสามีไปรบแดนไกลอย่างอาลัยอาวรณ์การจากกันครานี้ ปราศจากการทะเลาะบาดหมาง นางจึงจัดสรรสิ่งของต้องประสงค์ให้เขาจนครบถ้วนทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นยาสมุนไพร อาวุธ และสิ่งของเครื่องใช้ เรียกได้ว่าเพียงเฟิงอี้กวาดตามองก็ไม่ต้องเรียกหาจากใครทว่าเรื่องนี้ไม่นับว่าน่าห่วงอันใด สิ่งสำคัญคือชีวิตคน ลู่เหมยรู้สึกเป็นกังวลความปลอดภัยของเฟิงอี้เหนืออื่นใด กระนั้นนางกลับทำอะไรมิได้นอกจากสวดมนต์ภาวนาทุกคืนทุกวันไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น หญิงสาวเอาแต่คิดถึงสามีจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ อาการหนักขั้นสุด กระทั่งองค์ชายสี่และองค์หญิงเก้าต้องเร่งรุดมาอยู่เป็นเพื่อน“ข้าห่วงหลาน ไม่ได้ห่วงเจ้า” เซี่ยหยวนเต๋อกล่าว“กินข้าวเสียแล้วดื่มยาบำรุงให้หมด” เซี่ยซิงเยียนดุผู้สูงศักดิ์นั่งเพ่งตาสายตาอันกดดันมองสหายกินข้าวดื่มยาครบมื้อแล้วแต่ก็ยังไม่อาจวางใจ จึงพานางเข้าวังหลวง คอยดูแลอย่างใกล้ชิดเคร่งครัดหลายเดือนต่อมา ในที่สุดขบวนจอมทัพทหารกล้าของหย่งผิงโหวก็เคลื่อนตัวเข้าเมืองหลว
ดังนั้น ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วสิ้นเชิง ใจของเถียนฮูหยินย่อมเปลี่ยนตามอย่างไร้ข้อกังขาลู่เมิ่งมีน้องสาวที่เป็นถึงฮูหยินของแม่ทัพเฟิงทั้งยังมีองค์หญิงองค์ชายผู้สูงศักดิ์เทียมฟ้าหนุนหลัง คนยังไม่เอ็นดูยอมอ่อนข้อได้หรือเถียนฮูหยินจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินทางมาพบบุตรชายคนรองถึงเรือนเถียนจวินด้วยตัวเองทันที“จวินเอ๋อร์ เจ้าเรียกเมิ่งเอ๋อร์มาพบแม่หน่อยเถิด”“ขอรับ”เถียนจวินไม่รอช้า รีบไปตามภรรยารักด้วยตัวเอง ไม่นาน ชายหนุ่มหญิงสาวก็เดินเข้ามาคำนับมารดาเถียนฮูหยินยิ้ม รีบถามบุตรชายต่อหน้าภรรยาเขา “แม่ถามเจ้าสักคำ ขอเจ้าตอบแม่ตามตรงได้หรือไม่”“ขอรับ”“อนุภรรยาที่แม่เพียรเฟ้นหามาให้เจ้าได้เข้าหอกับพวกนางหรือยัง”เถียนจวินอ้ำอึ้ง สุดท้ายก็ยอมรับเสียงเบา “ยังขอรับ ท่านแม่ ลูกไม่...”บุตรชายยังพูดไม่จบ เถียนฮูหยินพลันโบกมือพัลวัน หัวเราะอย่างไม่ถือสาหาความทันทีแน่นอนว่าหากนางรู้เรื่องนี้ก่อนหน้าคงอาละวาด ทว่าตอนนี้นางรู้แล้วว่าลู่เมิงไม่ธรรมดาคนย่อมรู้ความยอมกระทำตัวหน้าหนาแล้ว“ไม่เป็นไร ลูกอย่ากังวล แม้รูปโฉมและฐานะของอนุเหล่านี้จะสูงส่งปานใด ช่วยค้ำจุนสกุลเถียนได้มากแค่ไหน ทว
ลู่เหมยยังคงจดจำได้ ครั้งแรกที่แต่งงานกับเฟิงอี้ ตอนเข้าพิธีเขาเหมือนกระทำให้มันจบๆ ไปอย่างไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร แต่การแต่งงานครั้งนี้กลับแตกต่างมาก บุรุษคนเดิม เจ้าบ่าวคนเดิม แต่เพิ่มเติมคือการเอาใจใส่ ทุกรายละเอียดในวันนี้จึงประณีตงดงามและหรูหรา งานมงคลถูกสรรสร้างออกมาได้ยิ่งใหญ่ดีเลิศเหลือเกิน ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ลู่เหมยยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูแล้ววันนี้นอกจากญาติๆ สกุลลู่สกุลเฟิงจากเมืองเยี่ยโจวที่ร่วมขบวนมาอย่างคับคั่ง ยังมีคนสกุลเถียนมาร่วมงานด้วยช่วยมิได้ที่ลู่เหมยตั้งใจเชื้อเชิญมาจนครบเชียวล่ะโดยเฉพาะนายท่านเถียน ฮูหยินเถียน คุณชายใหญ่และครอบครัวของเขาพี่เขยและพี่สาวย่อมที่มาร่วมยินดีพร้อมหน้าอยู่แล้วลู่เหมยแอบมองพวกเขาผ่านผ้าคลุมหน้าที่เลือนราง ทว่าทุกการสังเกตของนางกลับแจ่มชัดยิ่งงานมงคลวันนี้มิใช่เพียงยิ่งใหญ่เกริกไกรสมฐานะศิษย์เอกของแม่ทัพใหญ่หย่งผิงโหว แต่ผู้ร่วมงานยังสูงศักดิ์เทียมฟ้า คนผู้นั้นก็คือโอรสสวรรค์และหลี่กุ้ยเฟย รวมถึงองค์ชายสี่และองค์หญิงเก้าด้วยเรียกได้ว่าในห้องโถงพิธีมีแต่ชนชั้นสูงอย่างแท้จริงลู่เหมยเห็นนายท่านเถียนและฮูหยินเถียนเบิก

















