Masukทางด้านเหมันต์ก็เอาแต่สำมะเลเทเมาตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาถึงบ้านจนถึงวันนี้ก็ยังคงกอดขวดเหล้าฟุบหลับคาโต๊ะอยู่เหมือนเดิมเป็นเวลากว่าสัปดาห์ จนคนในครอบครัวเริ่มเป็นห่วงโดยเฉพาะพี่ชายทั้งสองคนอย่างตะวันฉายและสินสมุทรจนพาลเกลียดผู้หญิงที่หักอกน้องชายอย่างปารวตีทั้งที่ยังไม่เคยได้พบหน้า เขารู้เพียงแต่ว่าน้องชายคนเล็กถูกเพื่อนที่ไว้ใจอย่างเอกภพและผู้หญิงที่รักอย่างปารวตีหักหลัง
แม้ว่าเอกภพจะใช้ความพยายามมากมายแค่ไหนที่จะอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เหมันต์ได้รู้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ แต่ทว่ามันกลับเป็นเพียงแค่ความต้องการเท่านั้นเพราะชายหนุ่มกลายเป็นบุคคลต้องห้ามสำหรับภักดีดำรงไปเสียแล้ว
“ไอ้หมอก พอแล้ว กินจนตับแข็งหมดแล้วมั้ง” ร้อยตำรวจเอกตะวันฉายปรามน้องชายที่เมาเละเทะอยู่บนพื้นบ้านพร้อมกับก้มลงไปดึงขวดเหล้าในมือ
“ยุ่งน่าพี่ตะวัน ไปทำการทำงานสิ หมอกอยากลืม อยากลืมผู้หญิงเลวๆ กับเพื่อนชั่วๆ ไปซะ”
“เลิกกินไอ้หมอก แกกินเข้าไปก็แค่เมามันไม่ทำให้แกลืมเขาได้หรอก”
“ปล่อยมันนอนแอ้งแม้งเป็นหมาอยู่ตรงนั้นแหละ แกไปทำงานได้แล้วเรื่องมันเดี๋ยวพ่อดูต่อเอง มันอยากตายนักก็ปล่อยมันตาย มันอยากกินก็ให้มันกิน พ่ออยากรู้เหมือนกันว่าถ้ามันเป็นอะไรไปใครหน้าไหนอีกที่จะมาชายตามอง” ราเมศ ภักดีดำรงเดินเข้ามาพร้อมกับคำบัญชาที่ดุดัน ดวงตาสีนิลมองไปยังสภาพของลูกชายคนเล็กที่ไม่ได้ต่างอะไรจากผีตายซาก ก่อนจะจงใจใช้เท้าเขี่ยร่างกำยำที่นอนหลับอยู่กับพื้น
“พ่อ!! ยังไงหมอกมันก็ลูกพ่อนะ พ่อจะปล่อยให้มันตายจริงๆ เหรอ” ตะวันฉายมองบิดาด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าน้องชายคนเล็กเจ็บปวดใจพียงได แต่ไฉนบิดาถึงดูใจร้ายนัก
“เออ!! ฉันไม่ได้ใจดีเหมือนแม่พวกแกนะ ที่จะคอยดูแลเอาใจกันจนพวกแกได้จนเกือบเสียวินัย ฉันไม่ชอบต่อความยาวสาวความยืดโตๆ กันแล้วคิดกันเอาเอง”
“ถ้าแม่ยังอยู่คงจะดีกว่านี้” ตะวันฉายเอ่ยพร้อมกับปรายตามองสภาพของน้องคนเล็ก ก่อนจะเดินออกไปโดยที่เหมันต์ ภักดีดำรงยังคงนอนอยู่ที่พื้นบ้าน
เสียงความคิดของราเมศเห็นด้วยทุกประการที่ตะวันฉายเอ่ยหากว่าสุชาดายังอยู่ คงแก้ปัญหาได้ดีและนุ่มนวลกว่าที่เขาทำ แต่ก็ทำได้แค่คิดเพราะคู่ชีวิตของเขาจากโลกนี้ไปแล้วจากไปพร้อมกับหัวใจของเขาที่มอบให้เธอตั้งแต่วันแรกที่ตกหลุมรักจนวันสุดท้ายของชีวิต
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนวันไปเรื่อยๆ เหมันต์ผู้เอาแต่กอดขวดเหล้าจนเป็นที่ชินตาของครอบครัวเริ่มตั้งสติได้ ตัดสินใจก้าวไปข้างหน้า เลิกดื่มเหล้า เลิกคิดเลิกเพ้อหาผู้หญิงที่ชื่อปารวตีและตัดขาดการติดต่กับเพื่อนที่ชื่อเอกภพ ไม่ว่าอย่างไรเขาจะไม่มีวันกลับไปญาติดีกับเพื่อนทรยศคนนี้อีก และไม่ขอเจอหน้าผู้หญิงใจร้ายอย่างเธอด้วยเช่นกัน
เหมันต์อาสาเข้าไปช่วยงานพี่ชายคนกลางอย่างสินสมุทรที่ฟาร์มหอยมุก ชายหนุ่มทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับงาน ไม่สนใจใยดีคนรอบข้างละทิ้งการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจนเกือบจะแปลกแยก
“ไอ้หมอก ไอ้หมอก ไอ้หมอก ไอ้หมอกเว้ย” สินสมุทรตะโกนเรียกน้องชายดังลั่นแต่ทว่าอีกฝ่ายเหมือนจะไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าเขายืนอยู่ตรงหน้าตั้งนานแล้ว
“อ้าวพี่สิน มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ให้ซุ่มให้เสียง” เหมันต์ละมือจากปากกาละสายตาจากเอกสาร เงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าพี่ชายคนกลางเจ้าของฟาร์มมุกตัวจริงยืนอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว
“โอ้โห ไอ้น้องรักฉันเรียกแกเสียงดังฟังชัดจนปลาในน้ำยังได้ยินเลย จนเสียงฉันแหบไปหมดแล้ว แกยังไม่หือไม่อือเลย” สินสมุทรอธิบายอย่างหัวเสีย ไม่ใช่เพราะไม่ได้รับการตอบสนองแต่เป็นเพราะพฤติกรรมของเหมันต์ต่างหาก
“พี่สินมีเรื่องอะไรหรือเปล่าถึงได้มาหาหมอก” น้ำเสียงที่เอ่ยถามช่างราบเรียบดีเสียจริงๆ ราวกับปราศจากสิ้นซึ่งวิญญาณ
“มีสิเฮ้ย!! ฉันจะมาอัญเชิญให้แกกลับบ้านไปกินข้าวกับพวกฉันบ้าง กรุณาให้เกียรติพวกเราด้วยเถอะครับคุณเหมันต์” เจ้าของฟาร์มเอ่ยยียวนแกมขอร้อง
“แค่สองชั่วโมงนะ เดี๋ยวหมอกจะกลับมาทำงานต่อ ไม่อยากจะทำอะไรที่มันไร้สาระ” แววตาที่ปราศจากความรู้สึกใดๆ ของเหมันต์มันกรีดหัวใจคนในครอบครัวอย่างเขาดีแท้ อยากจะรู้เหลือเกินว่าผู้หญิงที่ทำร้ายน้องชายเขาป่านนี้จะเริงร่ากับผู้ชายคนไหนอยู่
“ไปค้างที่บ้านเถอะหมอก ทุกคนเป็นห่วงแกนะ พ่อเองก็พลอยกังวลไปด้วยที่แกเป็นอย่างนี้”
“หมอกก็สบายดีไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย เป็นห่วงทำไมกัน”
“แกอาจจะสบายดีในความคิดแก แต่แกรู้บ้างไหมว่าแกทำตัวเหมือนคนที่หมดอาลัยตายอยากในชีวิต แกตัดทุกคนออกจากชีวิตของแก แกรู้ตัวบ้างหรือเปล่า”
น้ำเสียงที่ตัดพ้อของพี่ชายทำให้คนบ้างานถึงกับสะอึกเมื่อรู้ตัวว่ากำลังทำให้คนในครอบครัวถูกผลักไสทั้งที่เรื่องทั้งหมดเกิดจากความผิดหวังในรักเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
“อ๋อ มีอีกเรื่องเผื่อว่าแกอยากรู้ น้องแอมลูกคุณน้ากรองแก้วเสียแล้วนะ”
สิ้นเสียงของพี่ชายภายในใจที่เยือกเย็นก็วูบไหวเพราะหญิงสาวที่สิ้นลมหายใจนั้นหาใช่ใครอื่น หากแต่เป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของเอกภพ อนันตรา ชายที่เขาประกาศตัดญาติขาดสัมพันธ์ด้วย แม้จะโกรธเกลียดเพียงใดแต่เขารู้ดีว่าเอกภพทั้งรักและหวงน้องสาวคนนี้เพียงใด เพียงเสี้ยวความคิดก็ทำให้เหมันต์อดคิดไม่ได้ว่าตอนนี้เอกภพจะเป็นอย่างไร
“แกจะไปร่วมงานหน่อยไหม”
“ไม่ดีกว่า ต่างคนต่างอยู่นั่นแหละดีแล้ว”
ชายหนุ่มตอบคำถามเสียงเรียบแต่ในความคิดนั้นกลับใคร่รู้ว่าทางอนันตราจะเป็นอย่างไร ลูกชายคนเล็กบ้านภักดีดำรงสะบัดหน้าไปมาไล่ความคิดที่เกิดขึ้นในหัวก่อนจะลกขึ้นจากเก้าอี้เดินโอบบ่าพี่ชายคนกลางอย่างสินสมุทรตรงไปยังเรือเร็วส่วนตัวที่จอดเทียบอยู่ที่ท่าเรือราวกับว่าทุกสิ่งที่ได้รับรู้นั้นไม่เคยได้ยิน
เอกภพ อนันตรา เสียใจแทบจะเสียศูนย์เมื่อสูญเสียน้องสาวสุดที่รักวัยสิบแปดปีไปอย่างไม่มีวันกลับ หญิงสาวผู้อ่อนต่อโลกตัดสินใจจบชีวิตตัวเองจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวเหลือแต่เพียงทายาทตัวน้อยที่เธอให้กำเนิดเอาไว้ให้พี่ชายอย่างเอกภพและมารดาอย่างกรองแก้วเก็บไว้เป็นตัวแทน
“เอก คิดดีแล้วหรือที่จะทำอย่างนี้” กรองแก้ววางมือบนบ่าของลูกชายที่เหลือเพียงคนเดียวอย่างวิตก
“ครับแม่ อ้นมันน่าสงสารนะครับ พ่อก็ไม่รับ แม่ก็ตายไปแล้ว ผมอยากให้เด็กได้มีใครสักคน” ชายหนุ่มตอบรับด้วยความหนักแน่นดวงตาสีดำสนิททอดมองทารกน้อยวัยกระเตาะที่นอนอยู่ในเปลด้วยความเอ็นดู
“แม่เข้าใจ แต่ชีวิตของเอกหล่ะ”
“ชีวิตผมคือแม่กับอ้นครับ นับจากวันนี้ผมจะเป็นพ่อของเด็กคนนี้ น้องจะได้ไม่ห่วงอะไรอีก”
กรองแก้วถอนหายใจอย่างจนใจ นางปรารถนาให้หลานชายได้เติบโตอย่างมีความสุขตราบเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมี ปรารถนาให้ลูกชายได้สำเร็จในสิ่งที่คาดหวังโดยที่สองสิ่งนี้จะต้องไม่กลายเป็นบ่วงร้อยรัดกันและกันเอาไว้ แต่ทว่าเวลานี้เอกภพกลับเลือกให้อธิหรืออ้นกลายเป็นพันธะที่ผูกโยงกับตัวเองเอาไว้
“ถ้าอย่างนั้นแม่ก็คงต้องยอม”
เมื่อเมฆฝนผ่านพ้นไปแล้วท้องฟ้าที่สดใสก็เดินทางเข้ามาเยือนอีกครั้ง เอกภพกลายเป็นคุณพ่อลูกหนึ่งที่ควบหน้าที่บริหารไร่อนันตราอันเป็นมรดกของครอบครัว เหมันต์ที่เคยไร้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรับตำแหน่งดูแล รีสอร์ทของครอบครัวต่อจากผู้เป็นบิดากลายเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่น่าจับตามองไม่แพ้เอกภพ ส่วนหญิงสาวนามว่าปารวตีนั้นยังคงทำหน้าที่แม่ลูกแฝดอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนได้อย่างไม่บกพร่อง โดยที่เธอยังคงคบค้ากับเอกภพอยู่เสมอด้วยไมตรีที่บริสุทธิ์ เอกภพมักจะพาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาเยี่ยมเยียนน้องเรนน้องรุ้งอยู่เสมอ จนแม้แต่ศิวะและอุมาเองก็เอ็นดูรักใคร่อธิไม่ต่างจากลูกหลาน ทำให้ อธิ เหมวิชและเหมภัสสนิทสนมกันจนเรียกได้ว่ามีอธิที่ไหนต้องมีสองแสบนี้อยู่ทุกที่
สามปีต่อมา.....
“แม่ป่านกลับมาแล้ว” เสียงหวานใสของเด็กหญิงผมยาวสลวยที่ถูกรวบเอาไว้เป็นหางม้าวิ่งเข้ามาหาร่างเพรียวของมารดาอย่างดีใจ ซึ่งผิดกับเด็กชายอีกคนที่เอาแต่ยืนนิ่งมองหน้ามารดาอยู่ที่เดิมด้วยท่าทีขุ่นเคือง โดยมีสองตายายที่คอยช่วยเลี้ยงสองแสบนี้ยืนดูภาพที่คุ้นชินตาอย่างสุขใจ
“วันนี้รุ้งเป็นเด็กดีหรือเปล่าคะ” ปารวตีเอ่ยถามลูกสาววัยสามขวบที่วิ่งเข้ามาสวมกอดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ค่ะ พี่เรนก็เป็นเด็กดีด้วยเหมือนกันนะคะแม่ป่าน” ความฉอเลาะของเด็กหญิงเหมภัสทำให้คุณแม่ยังสาวอย่างปารวตีหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งหลังจากที่กลับมาจากการสัมภาษณ์งานที่ต่างจังหวัด
“วันนี้แม่ป่านเหนื่อยจังเลยครับพี่เรน แม่ป่านอยากให้พี่เรนกอดจังเลย แม่ป่านจะได้หายเหนื่อย” ผู้เป็นแม่รู้ดีกว่าใครว่าฝาแฝดผู้พี่อย่างเหมวิชนั้นติดแม่อย่างเธอเสียยิ่งกว่าเหมภัสแฝดผู้น้องเสียอีก และเธอก็ดูออกว่าลูกชายนั้นน้อยใจเธอมากแค่ไหนที่เอาทั้งคู่มาฝากไว้ที่บ้านของตากับยายแต่ที่ยังยืนนิ่งไม่ยอมขยับอยู่อย่างนั้นก็เพราะได้นิสัยท่ามากของผู้เป็นพ่ออย่างเหมันต์มาเต็มๆ นั่นเอง
“เร็วสิพี่เรน แม่ป่านจะได้หายเหนื่อย” น้องสาวเอ่ยเรียกพี่ชายฝาแฝดที่ยังคงไม่ไหวติง
“ผู้ชายนี่ขี้งอนเหมือนกันหมดเลยหรือเปล่าคะ” เด็กหญิงเอ่ยอย่างระอากับผู้เป็นแม่ก่อนจะวิ่งไปหาพี่ชายที่ยืนอยู่ไม่ไกล
ในที่สุดน้องสาวก็ออกแรงกึ่งลากกึ่งจูงพี่ชายอย่างเหมวิชมาหาแม่ป่านคนสวยได้สำเร็จ แต่กระนั้นเด็กชายก็ยังคงไม่ยอมสบสายตาผู้เป็นแม่เพราะยังคงน้อยอกน้อยใจไม่หาย
“พี่เรนครับ แม่ทำให้พี่เรนงอนอีกแล้วเหรอครับลูก” มือบอบบางบีบแก้มนิ่มของลูกชายอย่างเอ็นดู เหมวิชถอดนิสัยออกมาจากเหมันต์แทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวตายตัวแทนเลยทีเดียว
“ไม่ได้งอนครับ” เด็กชายตอบทั้งที่เสียงสั่น
“แม่ขอโทษนะครับที่วันนี้ไม่ได้อยู่กับพี่เรน น้องรุ้ง แต่ว่าแม่ต้องออกไปหางานหาเงินนะครับ แล้วอีกอย่างวันนี้แม่ก็ได้งานใหม่แล้วด้วย”
“แม่ป่านไม่ทำงานไม่ได้เหรอครับ พี่เรนอยากให้แม่ป่านอยู่ด้วยกันมากกว่า”
“อยู่กับตากับยายไม่สนุกเหรอครับ” ปารวตีตะล่อมลูกชายอย่างเข้าใจ เพราะหลังจากที่เธอเรียนจบหญิงสาวก็ไม่ได้ทำงานมีรายได้ที่แน่นอนนักเพราะต้องคอยระวังชีวิตสองแสบตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาออกมาดูโลก และเมื่อเหมภัสและเหมวิชได้ส่งเสียงร้องกระจองงอแงขึ้นเป็นครั้งแรก ปารวตีก็รับรู้ได้ถึงความเข้มแข็งที่เด็กน้อยสองคนนี้มอบให้ในทันที หญิงสาวตัดสินใจเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง โชคดียังเป็นของเธอที่สามารถทำขนมได้ หญิงสาวจึงเลือกอาชีพนี้ในการเลี้ยงดูตัวเองและลูกฝาแฝดโดยที่ไม่เคยเอ่ยปากพูดถึงหรือต้องการความช่วยเหลือใดๆ จากผู้เป็นพ่ออย่างเหมันต์ แม้ว่าเวลานั้นจะผ่านมาเนิ่นนานแล้วแต่หัวใจของปารวตีก็ไม่สามารถมองหาหรือเปิดใจให้ใครคนอื่นได้อีกนอกจากเขา แม้ว่าตอนนี้เหมันต์กับเธอได้สาบสูญไปจากชีวิตของกันและกันแล้วก็ตาม
“ก็สนุกครับ แต่ว่าพี่เรนอยากอยู่กับแม่ป่านมากกว่า”
ยิ่งฟังคำตอบก็ยิ่งปวดใจเพราะตลอดเวลาที่เด็กทั้งสองเติบโตขึ้นมานั้นโลกทั้งใบของสองพี่น้องมีเพียงเธอเท่านั้น เด็กๆ ไม่เคยต้องห่างมารดาไปไหนนานๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ทว่าครั้งนี้เธอกลับทิ้งให้ลูกๆ อยู่กับตายายนานถึงสองวัน จะไม่ให้ลูกชายแสนรักอย่างเหมวิชออกอาการเลยก็คงจะไม่ได้ ส่วนเหมภัสนั้นสามารถปรับตัวเข้ากับทุกคนได้ง่ายกว่าผู้เป็นพี่เพราะความช่างพูดช่างจาทำให้สองตายายหลงหลานสาวคนนี้เป็นพิเศษ เพียงแค่เอ่ยปากขอเท่านั้นทั้งตาทั้งยายก็แทบจะประเคนให้หลานทุกอย่างจนหญิงสาวกลัวเหลือเกินว่าลูกสาวคนสวยจะกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ
“แต่น้องรุ้งสนุกนะคะ ยายทำขนมให้กินทุกวันเลยเนอะ พี่เรน” มือเล็กของน้องสาวกระตุกแขนเสื้อพี่ชายฝาแฝดเหมือนต้องการคำตอบที่ไปในทางเดียวกัน
“แม่ป่านรู้ไหมคะ ว่าเมื่อคืนพี่เรนนอนร้องไห้หาแม่ป่านด้วย น้องรุ้งเก่งกว่าไม่ร้องไห้เลย เพราะแม่ป่านสัญญาแล้วว่าแม่ป่านจะกลับมาหา น้องรุ้งบอกพี่เรนแล้ว พี่เรนก็ไม่เชื่อ”
“ไม่ได้ร้องไห้ซะหน่อย” พี่ชายตอบโต้น้องสาวอย่างเอียงอาย
เหมภัสได้ทีเล่าเรื่องเป็นต่อยหอย ส่วนคนพี่อย่างเหมวิชก็คอยแก้ต่างให้ตัวเองเป็นพัลวันจนคนเป็นแม่ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาระคนกับความเอ็นดู เพราะเห็นเงาของตัวเองและเหมันต์อยู่ในดวงตากลมสีสวยของลูกสาว ถ้าเขาได้รู้ว่าสายเลือดของเขาน่ารักน่าชังอย่างนี้ เขาจะยินดีให้เด็กทั้งสองคนเรียกเขาว่าพ่อหรือไม่เธอก็ไม่อาจรู้ หากแม้ฟ้าจะประทานโอกาสให้เธอได้พบกับเขาอีกครั้งเธออยากที่จะให้พ่อลูกได้พบกัน ส่วนเรื่องของเธอกับเขานั้นก็คงเป็นได้เพียงเรื่องราวและความทรงจำดีๆ เท่านั้น แม้ว่าเธอจะยังรักและรอเขากลับมาแต่ก็ไม่อาจเอื้อมที่จะคิดฝันไปไกลว่าฟ้าจะเมตตา
“แม่คะ พ่อคะ ตอนนี้ป่านได้งานแล้วนะคะ เป็นงานที่เอาลูกไปอยู่ด้วยได้ แต่ว่าต้องไปอยู่ต่างจังหวัดค่ะ แต่พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ทั้งรายได้ สวัสดิการเรียกได้ว่าดีมากเลยค่ะ มันพอที่จะทำให้คนเงื่อนไขเยอะอย่างป่านมีเงินเลี้ยงเรนกับรุ้งได้สบายๆ เลยนะคะ” ปารวตีเอ่ยกับบุพการีเกี่ยวกับงานที่เธอได้รับหลังจากส่งเด็กๆ เข้านอนแล้ว
“อย่าเลยป่าน หนูไปอยู่ไกลๆ แบบนี้พ่อกับแม่เป็นห่วง ไหนจะหลานอีก ใครจะช่วยดูแล ป่านเองก็ต้องทำงาน อีกไม่กี่เดือนทั้งรุ้งทั้งเรนก็ต้องเข้าเรียนอนุบาลแล้ว ไหนจะค่าเทอม ค่าโน่น ค่านี่เยอะแยะ หนูจะไหวแน่เหรอลูก” อุมาเอ่ยด้วยความเป็นห่วงลูกสาวและหลานฝาแฝด เพราะแต่ไหนแต่ไรนางเห็นลูกสาวคนนี้ต่อสู้เพื่อลูกของตัวเองมาตลอด และแม้ว่าวันนี้ปารวตีจะเป็นแม่คนแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนไปคือปารวตียังคงเป็นลูกสาวของนาง
“ตามใจสิลูก พ่อเชื่อว่าหนูจะดูแลทุกอย่างได้เหมือนอย่างที่เคยทำมา แต่อย่าลืมนะป่าน ไม่ว่าหนูจะตัดสินใจยังไง อย่าลืมเชียวว่าพ่อกับแม่พร้อมจะอยู่ข้างๆ หนูเสมอ” ศิวะ เอ่ยเสียงเรียบกับลูกแล้วแต่สีหน้านั้นเต็มไปด้วยความอารีและอ่อนโยน เหมือนตลอดทั้งชีวิตที่เธอได้รับรู้
“แต่ว่าคุณคะ” อุมาทำท่าจะค้านแต่ก็ต้องยอมนิ่งเงียบไปอย่างเสียมิได้เมื่อคู่ชีวิตของเธอได้ให้อำนาจการตัดสินใจแก่ปารวตีแล้ว
“ลูกของเรา เป็นแม่ของหลานแล้วนะคุณ เราสองคนก็ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ถึงเวลาที่เราต้องยอมปล่อยลูกออกไปจากอกแล้วนะคุณ เราเป็นพ่อแม่เลี้ยงลูกได้แต่ตัวให้เติบโต ส่วนเรื่องอื่นๆ เราต้องปล่อยให้เขาได้ตัดสินใจและเรียนรู้ คนเป็นพ่อแม่ ต้องเชื่อใจลูกของตัวเองเพราะมันคือหน้าที่ของเราและแรงผลักดันสำคัญให้กับลูก ถ้าเราคิดถึงเด็กๆ เราก็ไปเยี่ยมก็ได้ ไม่เห็นจะเป็นอะไร ถือโอกาสไปเที่ยวด้วยเสียเลย”
เมื่อสามีพูดถึงเพียงนี้อุมาเองก็ค้านไม่ออก เพราะนางรู้ดีกว่าใครว่าปารวตีเป็นยิ่งกว่าชีวิตของศิวะ แม้ว่าเมื่อสามปีก่อนเขาจะโกรธที่หญิงสาวทำตัวนอกลู่นอกทางจนท้องโย้ทั้งที่ขาดคนรับผิดชอบจนไม่ยอมพูดยอมจาด้วย แต่เขาก็เป็นคนแรกที่น้ำตาไหลด้วยความเจ็บปวดที่เห็นลูกสาวตัวเองร้องโอดโอยจากความเจ็บปวดจากการให้กำเนิดเหมวิชและเหมภัส อุมาจึงไม่มีข้อกังขาใดๆ เลยที่จะขัดขวางลูกสาวคนเดียวเพราะท้ายที่สุดแล้วคนที่จะเป็นกังวลมากที่สุดก็หาใช่ใครอื่นนอกจากศิวะ
“ขอบคุณมากนะคะ พ่อ” คุณแม่วัยยี่สิบห้าโผเข้าสวมกอดบิดาด้วยความซาบซึ้งในหัวใจ
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยนี่นา”
“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่พ่อทำให้ป่านนะคะ เมื่อก่อนป่านไม่ค่อยจะเข้าใจมันเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ป่านรู้และเข้าใจดีเลยค่ะว่าเพราะอะไร”
“ถ้าไม่ลำบากมากไปก็พาเจ้าเรนกับเจ้ารุ้งมาเยี่ยมพ่อกับแม่บ้าง”
“แล้วจะเดินทางไปเมื่อไหร่ล่ะ ให้พ่อไปส่งเถอะ อย่างน้อยแม่ก็จะได้สบายใจด้วยว่าลูกไม่ได้ลำบาก”
นั่นปะไร ขาดคำของอุมาเสียเมื่อไหร่ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากบ้านผู้เป็นบิดาก็ห่วงลูกสาวเสียแล้ว
“เรื่องอะไรหรือ” แม่ของลูกเอ่ยถามอย่างสงสัย“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ซะด้วย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เด็กๆ วันนี้ไปนอนที่บ้านคุณปู่ก่อนนะครับ” พ่อของลูกหันไปบอกลูกๆ หน้าตาเฉย ปล่อยให้หญิงสาวได้แต่งงงวยว่าระหว่างเขาและเธอนั้นมีเรื่องใหญ่โตอะไรกัน“ทำไมหล่ะครับพ่อหมอก เรนอยากนอนที่บ้านเรานี่ครับ” ลูกชายถามเสียงเจื้อยแจ้ว“แค่คืนเดียวครับพ่อหมอกกับแม่ป่านสัญญาว่าพรุ่งนี้จะไปรับพี่เรนกับน้องรุ้งแต่เช้าเลย ตกลงไหมครับ”“ก็ได้ครับ” แม้สีหน้าจะไม่สดใสเท่าใดนักแต่ทว่าเด็กชายก็รับข้อเสนอของบิดาแต่โดยดีและแน่นอนว่าคู่แฝดที่ติดกันอย่างเหมภัสก็ตอบตกลงด้วยเช่นกันหลังจากส่งลูกฝาแฝดไปไว้กับราเมศแล้วความเงียบก็โรยตัวเข้ามาปกคลุมภายในเรือนพยับหมอกจนน่าอึดอัด“ป่าน ไปเดินเล่นข้างนอกกันไหม” ร่างสูงโปร่งตรงเข้ามาสวมกอดร่างบางจากด้านหลังศีรษะหนักเกยอยู่บนบ่าเล็กอย่างออดอ้อน“อืม เอาสิ”สิ้นคำตอบรับร่างสูงก็จูงมือหญิงสาวเดินออกไปตามเส้นทางที่ปูไปด้วยทรายสีข
เจ้าของรีสอร์ทอยากจะกลับบ้านไปหาลูกเมียเสียเหลือเกิน แต่ติดตรงที่ว่าเขามีธุระที่สำคัญกว่าต้องไปจัดการให้เรียบร้อยร่างสูงโปร่งเดินตรงเข้ามาหาพนักงานต้อนรับสาวและนายช่างอย่างนวดีและสันต์ที่กำลังพูดคุยหยอกล้อกันอย่างมีชีวิตชีวาด้วยท่าทางสบายๆ“คุยอะไรกันอยู่อย่างงั้นหรือ ท่าทางน่าจะสนุกนะ”ประโยคทักทายของเจ้านายทำเอาลูกน้องทั้งสองคนเปลี่ยนสีหน้าแทบจะทันทีราวกับว่าทำความผิดร้ายแรงเอาไว้และแน่นอนว่าความสนุกสนานนั้นก็หายไปด้วยเช่นกัน“คุณป่านเป็นอย่างไรบ้างครับ” นายช่างหนุ่มเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อนอย่างสุภาพ ถึงแม้จะรู้คำตอบดีอยู่แล้วก็ตามแต่ชายหนุ่มเองก็รู้ดีเช่นกันว่าการปรากฏตัวของเจ้านายหนุ่มในครั้งนี้มีเรื่องอื่นแอบแฝงด้วย“ก็หายดีแล้วหล่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ว่าแต่นายเถอะแผลที่แขนเป็นยังไงบ้างหล่ะใกล้จะหายดีหรือยัง”“ดีขึ้นมากแล้วครับอีกสองสามวันก็น่าจะหายดี” สันต์ตอบคำถามอย่างราบเรียบไร้พิรุธ“แล้วข้าวฟ่างหล่ะ เป็นยังไงบ้าง”เมื่อถามจากนายช่างประจำรีสอร์ทกลับไม่ได้ควา
เหมันต์และปารวตีมาส่งเด็กๆ เอาไว้ที่บ้านของราเมศตามสัญญา และที่นั่นหนุ่มๆ บ้านภักดีดำรงต่างกรูกันเข้ามาถามไถ่เธอด้วยความเป็นห่วงเป็นใยจนน้องเล็กสุดท้องอย่างพ่อของลูกต้องรีบเข้ามาปรามเพราะพวกพี่ๆ ชักจะเข้าใกล้ตัวผู้หญิงของเขามากเกินความจำเป็นแล้ว“ไม่เจ็บตรงไหนแน่ๆ นะน้องป่านรอยช้ำเยอะขนาดนี้” ร้อยเอกตะวันฉายเอ่ยพร้อมกับมือหนาที่ไล่จับไปตามแขนเรียวบางน่าทะนุถนอมของหญิงสาวไร้ซึ่งความคิดเชิงชู้สาว“เจ็บนิดหน่อยค่ะ แค่ช้ำๆ พรุ่งนี้ก็น่าจะหายดีแล้ว” หญิงสาวตอบอย่างสุภาพ แต่พ่อของลูกเธอนี่สิดูจะต้องอบรมมารยาทกันใหม่ เพราะขณะที่พี่ชายคนโตอย่างตะวันฉายวางมือบนตัวเธอมือของเหมันต์ก็คอยแต่จะปัดออกราวกับเด็กหวงของเล่น“พี่ว่าป่านน่าจะไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลนะ อย่างน้อยได้ใบรับรองแพทย์มาประกอบการแจ้งความเอาไว้ก็ยังดี ถึงจะไม่สะเทือนไอ้เสี่ยอำนาจกับลูกชายมันเท่าไหร่แต่พี่ว่าแจ้งความไว้จะปลอดภัยกับตัวป่านเองมากกว่า” สินสมุทรเอ่ยด้วยความเป็นห่วงเขารู้ดีว่าอิทธิพลของเสี่ยอำนาจที่มีมากกว่าครึ่งค่อนเมืองนั้นพอที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเพียงเร
เสียงปืนที่ดังก้องทำให้ทั้งสามที่พยายามติดตามร่องรอยของกนิกและปารวตีรีบวิ่งไปยังทิศทางของเสียงอย่างร้อนใจ ร่างสูงโปร่งของเหมันต์รีบรุดไปก่อนใครเพื่อน ในหัวใจที่เคยแกร่งกล้าดังหินผาภาวนาให้เธอยังคงมีชีวิตอยู่ ขอเพียงเธอยังมีลมหายใจเท่านั้น“ป่าน!!!” ร่างสูงรีบถลาเข้าไปโอบกอดร่างบางที่นั่งรอคอยความหวังในความมืดมิดอย่างรวดเร็ว ความกลัวในหัวใจแกร่งมลายหายไปสิ้น เขาไม่ต้องการรู้ว่าทำไมเธอถึงตกอยู่ในสภาพนี้ เขาไม่ต้องการล้างแค้นอะไรใดๆ ทั้งนั้นขอเพียงมีเธออยู่ตรงนี้เขาพร้อมจะทิ้งโทสะในใจได้อย่างง่ายดาย“เจ็บตรงไหนไหม เป็นอะไรมากหรือเปล่า บอกหมอกมาสิป่าน”พ่อของลูกรู้ได้เลยว่าอาการของเจ็บเจียนตายมันเป็นอย่างไร เพราะนอกจากเสียงสะอื้นที่แสนจะน่าสงสารแล้วก็ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกจากปากของผู้หญิงที่เขารักอีก ทางด้านนวดีและสันต์ที่ตามาสมทบก็ได้แต่มองหญิงสาวตัวสั่นเทาด้วยความรู้สึกยากที่จะอธิบาย สภาพของผู้จัดการรีสอร์ทในตอนนี้มันทำให้ทุกอย่างด
เหมันต์เดินกลับมาถึงเรือนพยับหมอกก็พบปารวตีกำลังนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ราวกับว่ากำลังหนักใจเรื่องอะไรบางอย่าง“มีอะไรหรือเปล่าป่าน หน้าตาไม่ดีเลย” ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ แม่ของลูกด้วยความเป็นห่วง“หรือว่าลูกๆ ไม่สบาย” น้ำเสียงของคุณพ่อยังหนุ่มดูร้อนรนขึ้นมาทันที“ลูกสบายดี หมอก วันนี้คุณเจนเธอมาหาป่านที่นี่” เสียงเรียบของหญิงสาวทำเอาชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกำลังถูกพิพากษา“คุณเจนเขามาหาป่านทำไมในเมื่อไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันซักหน่อย หรือว่าเขามาใส่ร้ายอะไรหมอกให้ป่านฟัง ป่านอย่าไปเชื่อนะ หมอกรักแค่ป่าน มีแค่ป่านคนเดียวผู้หญิงคนอื่นหมอกไม่เคยชายตามองเลยจริงๆ” คนตัวโตรีบอธิบายพัลวันเพราะกลัวว่ามัคคุเทศก์สาวจะเข้ามาป่วนครอบครัวเขาด้วยอีกคน“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกน่า แต่ป่านว่าเรื่องมันน่าจะใหญ่กว่านั้นอีกนะ” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักหน่วงใจทำให้คนตัวโตพลอยใจคอไม่ดีไปด้วย“เรื่องอะไรกันแน่ป่าน”“เรื่องที่หมอกกำลังเจอยู่นี้แหละ” คำตอบที่ได้ฟังจา
แม้ว่าหญิงสาวจะส่งเสียงแทบไม่เป็นคำก็ไม่ได้ทำให้คนเอาแต่ใจยอมหยุด มือหนายังคงหยอกเอินอยู่กับส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายสตรีเพศอย่างเพลิดเพลินฝากฝังความเป็นเจ้าของไว้บนผิวเนียนละเอียดเอาไว้เสียแทบทุกตารางนิ้วจนร่างกายอ้อนแอ้นบิดเร่าๆ เพื่อให้หลุดพ้นจากความทรมานที่แสนวาบหวามนี้ แต่กระนั้นชายหนุ่มกลับยิ่งได้ใจเมื่อเหยื่อที่แสนหวานของเขากำลังร้องขอให้เขาปลดปล่อยให้พ้นจากความทรมานนี้“หมอก.....” นัยน์ตาหวานฉ่ำจ้องมองคนตรงหน้าอย่างอ้อนวอน มือเรียวบางเกาะเกี่ยวไหล่กว้างให้ขยับเข้ามาใกล้เหมือนว่าไม่ต้องการใครอื่นนอกจากเขาเมื่อถูกเสียงหวานจากความงามเบื้องหน้าเชิญชวนอย่างนี้มีหรือที่ชายหนุ่มจะปฏิเสธได้ลง ปารวตีรู้สึกเหมือนถูกแรงดึงดูดที่ทรงพลังเข้ามากระทำต่อร่างกายบอบบางนี้เมื่อร่างกายที่ไร้เครื่องห่อหุ้มถูกร่างกายกำยำที่เปลือยเปล่ามอบความอบอุ่นให้จนร้อนระอุจนแทบหลอมละลายชายหนุ่มหญิงสาวผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างนิ่มนวลแต่กลับสร้างความร้อนแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ เตียงนอนนุ่มถูกเปลี่ยนเป็นสนามรักที่ร้อนจนแทบจะลุกเป็นไฟ ความทรมานที่แสนหวานที่หญิงสาวปรารถนาให้







