"เมาอะไรขนาดนี้ ใครอุ้มไปไหนจะรู้ไหม... เด็กดื้อเอ๊ย" เขาบ่นเบา ๆ อย่างเอ็นดู ขณะที่กำลังจะลุกขึ้น...
<หมับ!>
"ลม!... อยู่กับเมย์ก่อนสิ อย่าเพิ่งไป" แขนเรียวคว้าคอแกร่ง ดึงโน้มร่างเขาลงมาประทับจูบอย่างจู่โจม...
วายุเบิกตากว้าง รีบกระชากผลักหญิงสาวให้นอนราบลงบนโซฟา "เมย์! เราเมามากนะ รู้ตัวไหม!"
เมขลาค่อย ๆ ลืมตาที่ปรือปรอย "ทำไม! ทีกับคนอื่นพี่ทำไมทำได้... กับเมย์ทำไม ๆ" เสียงเธออ้อแอ้เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
"เมย์... นี่พี่วา...เองนะ พี่ชายหมายเลขสองของน้องเมย์ไง ตั้งสติหน่อย!"
"ทำไม... คิดว่าเมย์เมาจนจำหน้าพี่ไม่ได้เหรอ!"
"เมย์! พักผ่อนก่อนนะ สร่างเมาแล้วเดี๋ยวพี่ไปส่งที่บ้าน" เขาพูดพร้อมกับจะลุกอีกครั้ง
<หมับ!>
มือเล็กดึงขอบกางเกงรอบเอวของชายหนุ่ม กระชากเขากลับมาจนร่างเขามาพิงตรงโซฟา เธอรีบคุกเข่าคร่อมเอวแกร่งของเขาไว้ทันที แขนเรียวโอบคอแกร่งล็อกไว้ให้สบตากัน
"ไหน... ขอดูหน้าชัด ๆ ซิ... อืออออ... ก็ใช่นี่... ใช่แล้วไม่ผิดอย่างแน่นอน"
"อะไร!... เมย์! ตั้งสติหน่อยสิ" เสียงวายุเริ่มแหบพร่าเมื่อถูกล็อกในระยะประชิด
"ทำไมคะ... กับคนอื่นพี่ยังกะล่อนใส่... เมย์อยากให้พี่กะล่อนใส่เมย์บ้างหนิ"
พูดจบ เธอก็กระชากคอเสื้อเขาเข้ามาจูบอย่างดูดดื่มและหนักหน่วง
สัญชาตญาณนักล่าที่โดนจู่โจม มีหรือเขาจะไม่โต้ตอบกลับ มือหนาเริ่มลูบไล้แผ่นหลังเนียนอย่างเผลอตัว ปากหยักถอนจูบจากริมฝีปากเปลี่ยนมาเป็นไซ้ที่ซอกคอ จมูกโด่งเริ่มสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นของเธออย่างหื่นกระหาย
มือเล็กของเธอเอื้อมไปค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาทีละเม็ดอย่างเชื่องช้า มันยิ่งกระตุ้นให้ภายในร้อนรุ่ม เขาเริ่มซับจูบที่ไหล่เนียนที่เปลือยเปล่าจากชุดเกาะอก ไล่ต่ำลงมาใกล้เนินอกอวบขาว...
ร่างแกร่งโน้มตัวค่อย ๆ ก้มลง จนริมฝีปากหยักกำลังจะแตะสัมผัสเนินอกที่ซ่อนอยู่ใต้ชุด...
<...!...>
<โอ้ก... แหวะ>
แผงอกแกร่งก็มีของเหลวอุ่น ๆ เปรอะเปื้อนทันที ฤทธิ์แอลกอฮอล์และอาการเมาทำให้เมขลาอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุงเต็มอกเขาทันที
หลายชั่วโมงต่อมา...
เมย์สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดศีรษะตุบ ๆ ความมึนเมาที่หนักหน่วงเมื่อครู่ได้สลายไปเกือบหมดแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความรุ่มร้อนบนใบหน้าและความรู้สึกกระด้างในลำคอ เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายจากโซฟาหนังที่นอนอยู่ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองสำรวจรอบห้องส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างหรูหราซึ่งเธอไม่คุ้นเคย
"อื้อหือ... เมาหนักจริง ๆ ... นี่เราฝันบ้าอะไรเนี่ย" เธอพึมพำกับตัวเองพลางลูบหน้าผาก
ภาพเหตุการณ์วาบผ่านเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว แต่เธอก็รีบปัดทิ้งไปทันที ตีความมันว่าเป็นเพียงเรื่องเพ้อเจ้อจากพิษแอลกอฮอล์
"ยัยจี๊ด!... อยู่โรงพยาบาลนี่นา! ต้องรีบไปดูนางแล้ว" สติที่กลับมาทำให้เธอคิดถึงเพื่อนทันที
"ว่าแต่เราขึ้นมานอนที่นี่ได้ยังไงนะ... ช่างเถอะ คงเป็นพี่วายุที่พาขึ้นมาส่งแหละ"
ขณะที่เธอกำลังจะลุกออกจากโซฟาหนัง พลันสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางอย่างบนโต๊ะข้างโซฟา... มันคือนามบัตรสีเข้มดูดีที่วางอยู่เดี่ยว ๆ ชื่อบนนั้นชัดเจนว่า วายุ เพชรพิพัฒน์ เจ้าของคลับแห่งนี้
รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ดูขี้เล่นผุดขึ้นที่มุมปากของเธอ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว เธอหยิบนามบัตรนั้นขึ้นมาหนึ่งใบ แล้วเก็บมันไว้ในกระเป๋าเหมือนเป็นของสำคัญ ก่อนจะกระซิบกับตัวเองอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงซุกซน
"ขอเก็บไว้ซักใบนะคะ 'พี่ชายหมายเลขสอง'
กลับมาปัจจุบัน
ในที่สุด ทั้งวายุและเมย์ก็หมดสติไปพร้อมกันท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของผืนป่า มีเพียงร่องรอยฟกช้ำตามตัวเท่านั้นที่บ่งบอกถึงสิ่งที่พวกเขาเพิ่งประสบมา...
ห้วงแห่งนิทรา
ความรู้สึกหนักอึ้งและความหนาวเหน็บก็หายไป ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นคุ้นเคย เสียงที่ห่างหายไปนานในความทรงจำกำลังดังขึ้น
เมขลาพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ของบ้านหลังหนึ่งที่เธอคุ้นเคย ทุกอย่างสว่างไสวและเต็มไปด้วยสีสัน เสียงหัวเราะดังระงม... เธออยู่ในความฝันวัยเด็ก
ที่มุมห้อง... เด็กชายสามคนกำลังนั่งล้อมวงกันอย่างจริงจัง ตรงกลางมีเครื่องเล่นเกมสุดฮิตของยุคนั้นตั้งอยู่
เมฆินทร์ ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น กำลังกดจอยเกมส์อย่างเมามัน ใบหน้าเคร่งเครียดเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ธนา ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็กำลังจดจ่อกับการออกคำสั่งในเกมส์อย่างไม่ลดละ
และวายุ กำลังนั่งหัวเราะอย่างร่าเริงเมื่อเห็นเพื่อน ๆ เล่นผิดพลาด
เด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อเมย์ (อายุประมาณ 7-8 ขวบ) วิ่งเข้าไปหาพวกเขาอย่างตื่นเต้น
“พี่!...เมย์ขอเล่นด้วยคนสิ!” เมย์น้อยเงยหน้ามองพี่ชายและเพื่อน ๆ ของเขาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย
เมฆินทร์ที่กำลังแพ้เกมอยู่หันมาทำหน้ายุ่งใส่ทันที
“ไม่ได้! เมย์อย่ามากวน! นี่มันเกมผู้ชาย!” เมฆินทร์ผลักหัวน้องสาวเบา ๆ “ไปเล่นตุ๊กตาที่ห้องอื่นเลยไป๊!”
“ใช่ ๆ เมย์คนเก่ง ไปเล่นที่อื่นก่อนนะ พวกพี่กำลังจะบุกบอสอยู่” ธนาพูดเสริมโดยที่ตาไม่ละไปจากหน้าจอ
คำพูดของพี่ชายและพี่ธนาทำให้ใบหน้าของเมย์น้อยหงอยลงทันที ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน... น้ำตาหยดใหญ่ก็ไหลอาบแก้ม
“ฮึก... เมย์อยากเล่นด้วย ฮือออ...”
ขณะที่เมฆินทร์กำลังจะอ้าปากดุน้องสาวอีกครั้ง...
วายุที่นั่งอยู่เงียบ ๆ ก็ยื่นจอยเกมของตัวเองไปให้เมย์ทันที
“เอาไปสิเมย์! มาเล่นกับพี่วา” วายุส่งยิ้มกว้างอย่างอ่อนโยนให้เธอ “มา! พี่จะสอนเมย์จับจอยนะ ไม่ต้องไปสนใจไอ้เมฆหรอก มันก็แค่อิจฉาที่เมย์ได้เล่นก่อน”
“วายุ! มึงจะบ้าเหรอ! นี่ตากูนะเว้ย!” เมฆินทร์โวยวาย
“เอาน่าไอ้เมฆ! เกมง่าย ๆ ใครเล่นก็ได้... พี่จะเล่นเป็นเพื่อนเมย์เอง” วายุไม่สนใจเสียงบ่นของเพื่อน เขาหันมาสนใจเด็กหญิงตัวเล็กที่กำลังหยุดร้องไห้แล้วจ้องมองจอยเกมส์ด้วยความสงสัย
เมย์น้อยรับจอยเกมส์มาอย่างลังเล “จริงเหรอคะ... พี่วาจะเล่นกับเมย์จริง ๆ เหรอ?”
“จริงสิ! มานี่เลย มานั่งข้างพี่ พี่จะสอนวิธีเตะต่อยในเกมนี้ให้” วายุเลื่อนตัวไปนั่งชิดกับเมย์น้อย แล้วใช้มือใหญ่ของตัวเองจับมือเล็ก ๆ ของเด็กหญิงเพื่อสอนวิธีควบคุม
ภาพตรงหน้าคือวายุที่ยอมสละตาเล่นเกมที่เขารอคอย เพื่อที่จะมานั่งเล่นเกมส์แบบง่าย ๆ เป็นเพื่อนกับน้องสาวที่กำลังร้องไห้
วายุเป็นลูกชายคนเดียวเขาอยากมีน้องสาวมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เขาเลยชอบเมย์มาก และมักจะยอมเมย์ทุกเรื่องตั้งแต่เมย์จำความได้
“พี่วาคะ... วันหลังเมย์จะซื้อไอติมมาให้เยอะ ๆ เลยนะ” เมย์น้อยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เมย์จะเป็นคนปกป้องพี่วาเอง! จะไม่มีใครมาแกล้งพี่ได้!”
วายุหัวเราะเสียงดังเมื่อได้ยินคำประกาศอันกล้าหาญนั้น
“โอ้โห! น้องเมย์ของพี่เก่งจังเลย! พี่จะต้องพึ่งเมย์ซะแล้วสิเนี่ยะ”
เขายิ้มอย่างเอ็นดู และปล่อยให้เมย์น้อยเข้าใจว่าเธอเป็นผู้ปกป้องที่แข็งแกร่ง ทั้งที่ความจริงแล้ว...
...เขาก็แค่แกล้งยอมให้เมย์น้อยชนะเสมอ... เพียงเพราะอยากเห็นรอยยิ้มของเด็กหญิงที่เขาเอ็นดูเท่านั้นเอง
ภาพในความฝันเริ่มเลือนราง... เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ หายไป... เหลือเพียงความอบอุ่นสุดท้ายที่ทำให้เมย์รู้สึกว่า... ไม่เป็นไร... พี่วายุจะปลอดภัย...
ตื่นจากห้วงนิทรา
ความมืดมิดกัดกินความรู้สึกไปจนเกือบหมดสิ้น แต่แล้ว... แสงสลัว ๆ ของรุ่งอรุณก็เริ่มลอดผ่านเรือนยอดไม้เข้ามาทีละน้อย
<เจี๊ยบ ๆ ...>
เสียงนกร้องยามเช้าและละอองน้ำค้างเย็น ๆ ที่สัมผัสผิวหน้าทำให้เมย์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอย่างกระทันหัน
เธอพยายามตั้งสติ... ภาพสุดท้ายคือเสียงฝีเท้าและคำตะโกนเกรี้ยวกราดของผู้ชายคนนั้น เมขลารู้สึกโล่งใจที่พวกเขาไม่ได้มาถึงที่นี่ในตอนกลางคืน
เธอรีบก้มมองวายุทันที เขายังคงหายใจอยู่ แต่ริมฝีปากแห้งผากและสีหน้ายังคงซีดเผือด
เธอขยับตัวอย่างระมัดระวัง พยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งพิงต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะใช้แรงทั้งหมดที่มี... ดึงร่างใหญ่ที่หนักอึ้งของวายุให้เข้ามาแนบชิด แล้วจัดท่านั่งของเขาให้พิงกับลำต้นไม้และใช้ร่างของเธอเองบังเขาไว้ด้านหน้าตามสัญชาตญาณ
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม... เธอจะต้องปกป้องเขาไว้ก่อน
<แคร่ก... แคร่ก...>
ทันใดนั้น... เสียงฝีเท้า และเสียงการย่ำบนใบไม้แห้งก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังมาจากทางด้านขวาของพวกเขา
เมขลาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก! "มันกลับมาแล้ว!"
เธอรีบกอดร่างวายุไว้แน่น ปิดปากตัวเองและเขาไว้ไม่ให้มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา สายตากวาดจ้องมองไปยังทิศทางของเสียงด้วยความหวาดกลัว...
“ทางนี้เหรอพ่อ? เมื่อคืนแม่ว่าได้ยินเสียงอะไรดังโคครมม”
“น่าจะสัตว์ป่าแหละน่า! เดินดี ๆ อย่าให้ของป่ามันช้ำ”
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงตะโกนเกรี้ยวกราด... แต่มันเป็นเสียงพูดคุยที่ฟังดูเป็นมิตร
ชายหญิงคู่หนึ่งในชุดชาวเขาพื้นเมือง พร้อมกับเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่สะพายตะกร้าใบใหญ่กำลังเดินลัดเลาะเข้ามาในบริเวณที่พวกเขาล้มอยู่ ใบหน้าของพวกเขาบ่งบอกว่ากำลังตั้งใจมองหาบางสิ่งบางอย่าง... พวกเขากำลังหาของป่า
ความโล่งใจเข้าจู่โจมเมขลาอย่างรุนแรงจนน้ำตาเกือบไหล!
เธอรีบปล่อยมือจากวายุ แล้วตะโกนออกไปเสียงแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะกลัวเสียงจะสั่น
“ค... คุณคะ! ช่วยด้วยค่ะ!”
ชาวบ้านทั้งสามคนชะงักฝีเท้าทันที หันมามองเมขลาที่อยู่ในสภาพมอมแมมและใบหน้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนอย่างตกใจ
“ว้าย! ใครน่ะ!” หญิงชาวเขาอุทาน
“พวกเราถูกทำร้ายค่ะ! พี่ชายหนูบาดเจ็บหนักมาก! ช่วยพวกเราด้วยนะคะ!” เมขลาร้องขอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วพยายามเดินไปหาพวกเขา
สามีภรรยาชาวเขามองหน้ากันอย่างไม่แน่ใจนัก แต่เมื่อเห็นสภาพของวายุที่พิงต้นไม้และมีเลือดซึมออกมาจากผ้าพันแผล พวกเขาก็รีบวิ่งเข้ามาดูทันที
“พ่อ! ดูสิ! เลือดออกเยอะเลย!” เด็กชายตัวเล็ก ๆ ชี้ไปที่แขนของวายุด้วยความตื่นตระหนก
“เขาโดนยิง... พวกเราถูกทำร้ายค่ะ! พวกเราต้องรีบออกไปจากที่นี่!” เมขลารีบพูดอย่างรวดเร็ว “พวกคุณช่วยเขาได้ไหมคะ!?”
ชายชาวเขาที่มีร่างกายแข็งแรงก้มลงตรวจดูอาการของวายุอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองเธอด้วยสีหน้าจริงจังและให้ความช่วยเหลือโดยให้ภรรยากลับไปตามผู้ชายในหมู่บ้านมาช่วยแบกคนตัวโตที่ไม่ได้สติอยู่
ไม่นานคำปองก็กลับมาพร้อม อี้ฝาน ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในวัย 19 ปี ที่มีเครื่องมือเดินป่าครบมือและมีแววตาที่สงบนิ่งผิดจากวัย
ทันทีที่เห็นสภาพของวายุที่ทรุดอยู่ อี้ฝานก็ไม่รอช้า เขาคุกเข่าลงข้าง ๆ วายุอย่างรวดเร็ว แล้วใช้มีดพับตัดผ้าพันแผลของเมขลาออกอย่างระมัดระวัง เขาประเมินบาดแผลฉกรรจ์ที่ต้นแขนของวายุอย่างใจเย็น แล้วหันไปหาจ๋าย
“มีเลือดออกซึมเพิ่มครับพ่อจ๋าย... ต้องรีบปิดปากแผลก่อน”
อี้ฝานไม่พูดพร่ำทำเพลง เขารีบนำสมุนไพรสดในย่ามที่เตรียมมาบดอย่างรวดเร็ว แล้วโปะลงบนแผลเพื่อหยุดเลือด ก่อนจะใช้ผ้าสะอาดของตัวเองพันรัดไว้อย่างแน่นหนาด้วยทักษะที่ดูเป็นมืออาชีพ
จ๋ายและอี้ฝานมองหน้ากันโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ ทั้งสองใช้ไม้ไผ่ที่เตรียมมาอย่างรวดเร็ว ผูกกับผ้าขาวม้าผืนหนาของจ๋ายทำเป็นเปลหามชั่วคราวอย่างคล่องแคล่วว่องไว แม้ว่าวายุจะมีรูปร่างใหญ่ แต้อี้ฝานใช้ความแข็งแรงและเทคนิคที่สั่งสมจากการเดินป่าอย่างชำนาญ พยุงร่างของวายุขึ้นวางบนเปลอย่างมั่นคง...