หมู่บ้านชนเผ่า
ในความเงียบสงบที่เหลืออยู่ มีเพียงเสียงลมพัดกระทบหน้าต่างไม้เบา ๆ เมขลาจัดการจัดท่านอนให้วายุอย่างสบายที่สุด ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างฟูก เธอถือถ้วยยาต้มสีดำเข้มที่หมอจัดเตรียมไว้ ความหอมฉุนของสมุนไพรทำเอาใจคอไม่ดี
“พี่วายุ... ลืมตาหน่อยนะคะ... ถึงเวลาต้องกินยาแล้ว”
“ทำยังไงดี! ไม่ได้สติแบบนี้...จะกินยาได้ยังไง ถ้าเป็นพล๊อตนิยายหรือในซีรีย์จีน...นางเอกต้องยกถ้วยยาซด แล้วก็...หยี...ไม่ได้ ๆ สิ เราไม่ใช่นางเอกหนิ” เธอพึมพำกับตัวเอง
ขณะนั้นวายุพยายามลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่ยังคงพร่ามัวมองมาที่เมขลา ใบหน้าของเขาตอนนี้ซีดเซียวและอ่อนแรงกว่าที่เธอเคยเห็น แต่แววตาที่มองกลับมานั้นกลับจริงจังอย่างน่าประหลาด เขาพยายามจะยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“พี่...ฟื้นแล้ว! ทานยาหน่อยนะคะ” เมขลาน้ำเสียงรู้สึกโล่งใจ
“อื้อ!...ขมชะมัด... ไม่มีลูกอมแก้ขมบ้างเหรอ?” เขาเอ่ยเสียงออดอ้อนติดแหบพร่าคล้ายเด็กน้อยที่ไม่อยากกินยา
หัวใจของเมขลาเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ เธอวางช้อนลงชั่วครู่ ยกศีรษะของวายุขึ้นอย่างระมัดระวังที่สุด แล้วใช้ช้อนตักยาค่อย ๆ ป้อนเข้าสู่ริมฝีปากเขาจนหมดถ้วย ในช่วงเวลานั้น สายตาของพวกเขาประสานกันอย่างแนบแน่น จนความประหม่าเริ่มก่อตัวในอกของหญิงสาว
“โตแล้ว... ยังต้องให้ป้อนอีกนะคะ” เมขลาพยายามพูดติดตลก เพื่อคลายความรู้สึกที่กำลังก่อตัว
“เราอยู่ที่ไหนตอนนี้...” เขาถามด้วยความงุนงง เมขลาจึงค่อย ๆ เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังอย่างใจเย็น
“แล้วเมย์...เจ็บตรงไหน... พี่หลับไปนานแค่ไหน?”
“ไม่นานค่ะ แค่เมื่อคืน...แล้วก็มาถึงตอนนี้” เมขลาตอบ
วายุถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “แบบนี้ต้องมีคนเป็นห่วงเมย์สิ... โชคดีหน่อย เพราะถ้าเป็นพี่คงไม่มีใครตามหาแน่ในสองสามอาทิตย์นี้”
“ทะ...ทำไมคะ...ทำไมพี่พูดแบบนั้น!” เมขลาอุทานด้วยน้ำเสียงตกใจ
“ก็พี่บอกทุกคนว่าจะไปต่างประเทศ กะเล่นให้เนียนที่ทิ้งพวกนั้นมา จะได้ไม่ต้องโทรมาถาม”
“ซะ...ซวยแล้ว...พี่วายุ!”
“ทำไม!...ซวยอะไรครับ”
“ก็เมย์บอกทุกคนว่าจะไปปฏิบัติธรรม”
“ฮ๊ะ!...อะไรนะ พูดเป็นเล่นไป...ใครจะเชื่อ”
“ทุกคนค่ะ...ทุกคนเชื่อ เมย์ทำแบบนี้ประจำเวลาหนีเที่ยว”
วายุข่มความเจ็บปวดแล้วกัดฟันพูด “เมย์!... บอกไปว่ากี่วัน!... สองสามวันเข้าใจได้ครับ...”
“สามค่ะ...สามอาทิตย์... เมย์บอกทุกคนว่าสามอาทิตย์ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ยัยริสากับยัยจี๊ดต้องพยายามโทรหาเมย์แน่นอน พอติดต่อไม่ พวกนั้นก็ต้องรู้ว่าเราหายไป...”
วายุแทบจะสำลักความขมของยาออกมาอีกครั้งกับความหวังอันน้อยนิดของน้องเธอ
บนดอยอ่างขาง
ตัดภาพไปยังริสากับจารวีที่กำลังกางเต็นท์พักผ่อนอยู่บนดอย ทั้งสองสาวกำลังนั่งจิบชาอุ่น ๆ พร้อมกับแทะเม็ดเกาลัดคั่วอย่างสบายอารมณ์
“ยัยริสา...แกว่ายัยเมย์จะหนีเที่ยวไหนรอบนี้ ต่างประเทศอีกไหม” จารวีถามขึ้น พลางเอนตัวพิงเก้าอี้สนาม
ริสาเหลือบตามองเพื่อนสนิทพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่รู้สิ แต่เล่นแอบไปแบบนี้ นางคงอยากให้เรามาพักผ่อนกับผู้ชายของเราแหละ งั้นเราก็อย่าไปทำลายความหวังดีเลยเน๊อะ... เราก็เที่ยวให้สนุก ส่วนนางเราก็รอให้นางโทรมาหาเองเน๊อะ”
ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะหัวเราะคิกคักกับความเข้าใจอันดี โดยไม่รู้เลยว่า "ความหวังดี" ของเมขลานั้นได้ส่งผลให้พวกเขาต้องไปอยู่ในหมู่บ้านในหุบเขา
หมู่บ้านชนเผ่า
ภาพตัดกลับมายังบ้านไม้ที่เชิงเขา ณ ช่วงเวลาใกล้ค่ำของวันต่อมา วายุที่พยายามลุกขึ้นนั่งพิงฝาบ้าน ได้เห็นชายหนุ่มอายุราวๆ 19 ปี ในชุดชนเผ่าที่ทะมัดทะแมง เดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาต้มอีกใบ “พ่อบอกว่าให้เอามาให้พี่ดื่ม... ผมชื่ออี้ฝาน เรียกว่าฝานเฉย ๆ ก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่นอบน้อม
วายุมองสำรวจเขาด้วยแววตาซาบซึ้ง “ขอบใจนายมากนะฝาน... พี่รู้มาว่านายเป็นคนแบกพี่มา... ถ้านายไม่ช่วยไว้ พี่คงแย่”
อี้ฝานยิ้มเล็กน้อยด้วยความภูมิใจ “ไม่เป็นไรครับ... ผมเดินป่าตั้งแต่เด็ก การแบกคนหนักแค่นี้สบายมาก ถ้าพี่มีอะไรให้ช่วยอีก บอกได้เลยนะครับ”
วายุพยักหน้าอย่างจริงใจ “พี่จำบุญคุณนายไว้แล้ว... ถ้านายต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องด่วนเกิดขึ้น... ก็บอกพี่ได้นะ
“ครับ...พักผ่อนนะครับ ผมไปล่ะ” อี้ฝานกล่าวลาด้วยใบหน้าใสซื่อ
หลังจากได้รับความเมตตาจากครอบครัวจ๋ายทั้งเรื่องอาหารและที่พัก แต่ความสบายใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อสองสามีภรรยาเจ้าบ้านได้กลับมาทวงถามถึงสถานะความสัมพันธ์ของคนทั้งสองอีกครั้ง
“สองคน... เป็นอะไรกันแน่?” คำปองถามอย่างตรงไปตรงมา แต่ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
เมขลาตอบเสียงแข็งทันทีเพื่อป้องกันตัว “เป็นพี่น้องกันค่ะ”
คำปองเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางถามย้ำอย่างรู้ทันตามความเชื่อดั้งเดิม “พี่น้องพ่อแม่เดียวกันไหม?”
ทั้งคู่ส่ายหน้าพร้อมกัน “ไม่ค่ะ/ครับ”
คำปองถอนหายใจแผ่วเบาด้วยความหนักใจ ตามความเชื่อของหมู่บ้าน การให้ชายหญิงแปลกหน้าที่ไม่ใช่ญาติสนิทมาพักรวมกันในบ้านหลังเดียวถือเป็นอาเพท “เอางี้ให้ป้อจายไปพักที่เรือนชาวบ้านหลังอื่นได้ไหม...”
เมขลาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอรีบตอบ “ไม่ค่ะ! ไม่เอา! ตอนนี้เมย์กลัว เมย์ไม่ไว้ใจใครนอกจากพี่วายุ... แถมเขายังบาดเจ็บอยู่ด้วย!”
ทั้งสองคนหันไปสบตากันด้วยความสับสนและกังวล เมขลาแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความหวาดกลัว และความไม่ไว้วางใจต่อโลกภายนอก ส่วนวายุก็เป็นห่วงความปลอดภัยของหญิงสาวไม่ต่างกัน ในสถานการณ์ที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้ พวกเขาเหลือกันแค่สองคน
วายุตัดสินใจทันที พร้อมกับพูดประโยคที่ทำให้เมขลาอึ้งไป
“เรากำลังจะแต่งงานกันเดือนหน้าครับ... เลยไม่อยากใช้คำว่าสามีภรรยาให้ดูสนิทกันเกินไปก่อนถึงเวลาอันควร”
คำปองมองทั้งสองคนสลับกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ เธอพยักหน้าอย่างโล่งใจ... ตอนนี้ทั้งคู่ก็มีสถานะที่ชัดเจนพอที่จะปกป้องตัวเองจากความเชื่อของชาวบ้านได้แล้ว
กลางดึก
ลมเย็นยามค่ำพัดผ่าน ทำให้เสียงไม้ที่สร้างบ้านดังแคร่ก... แคร่ก เสียดสีกันอย่างน่าขนลุก เมขลาตัวสั่นเทาอยู่บนเสื่อ
“พี่วายุ...พี่ว่าที่นี่มี ผ...ผีไหม!”
วายุพยายามข่มความเจ็บปวดแล้วยิ้มขำ “อย่าบอกนะว่ากลัว...”
<ตุ๊กๆๆๆๆๆ ....ตุ๊กแก!> เสียงร้องอันแสบแก้วหูดังก้องขึ้นมาทันที
“แหก!!!... แม่ร่วง!” เมขลาหวีดร้องอย่างลืมตัว และกระโดดเข้าเกาะแขนวายุข้างที่บาดเจ็บอย่างแรง
“โอ้ย!” วายุร้องออกมาเบาๆ ด้วยความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นมาถึงขั้วสมอง
“ขอโทษค่ะ... เมย์ตกใจไปหน่อย!” เธอรีบปล่อยแขนเขาด้วยความสำนึกผิด
“นอนเถอะครับ... พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว... ค่อยหาวิธีออกไปจากที่นี่” วายุพูด พลางสูดหายใจลึกๆ เพื่อระงับความเจ็บปวด
“นอนตรงนี้น่ะเหรอ!” เมขลาพูดด้วยความกังวล
“งั้นเมย์มานอนบนเสื่อ... เดี๋ยวพี่ไปนอนตรงนั้น” วายุชี้ไปยังพื้นกระดานข้าง ๆ
“กระดานไม้มันเย็นนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ตอนไปเรียนต่อต่างประเทศ หนาวกว่านี้อีก”
“งั้นก็ได้ค่ะ...”
กลางดึก เสียงไม้เสียดสีและเสียงตุ๊กแกทำให้หญิงสาวนอนไม่หลับ เธอค่อยๆ คลานกระดึบๆ ไปบนแผ่นไม้เย็น ๆ เพื่อไปนอนขดตัวข้างๆ วายุ จนกระทั่งเผลอหลับไปในที่สุด
รุ่งเช้าที่สดใส... ร่างเล็กของเมขลาอยู่ในอ้อมกอดคนตัวโตด้วยความอบอุ่น ศีรษะเล็กหนุนอยู่บนแขนข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บของวายุ แขนเรียวโอบกอดเอวแกร่งไว้แน่น ส่วนขาพาดทับร่างเขาไว้ราวกับตุ๊กตาหมีตัวโปรด
วายุค่อยๆ ลืมตาอย่างเชื่องช้า เขาก้มมอง ก็พบใบหน้าหวานกำลังหลับตาพริ้ม แหงนขึ้นจนหน้าผากไปชนปลายจมูกโด่งของเขา วายุเผลอยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ เมื่อเห็นสาวน้อยที่แสร้งทำเป็นเข้มแข็งกำลังหลับใหลอย่างไร้เดียงสา
เขาค่อยๆ ยกแขนข้างที่เจ็บมาปัดผมที่ปิดหน้าสวยของเธออย่างนุ่มนวล
“น่ารักจัง... โตแล้วนะ ทำไมยังชอบทำตัวเป็นเด็ก ๆ เหมือนเมื่อก่อนอยู่ได้นะ” เขาพึมพำกับตัวเอง
มือหนาลูบไปที่กลุ่มผม แล้วใช้ปลายนิ้วแตะไปที่ปลายจมูกเล็กด้วยความเอ็นดู ในจังหวะนั้น เขาเผลอก้มลง ใช้ปลายจมูกโด่งสูดดมไปที่กลุ่มผมของเธอเบา ๆ
<ฮา...ฮา..ฮัดชิ้ว!>
“กลิ่นนี่... ไม่ได้สระมากี่วันแล้วเนี่ย!”
หญิงสาวสะดุ้งขึ้นทันทีพร้อมกับเกาไปที่มุมปากและใช้หลังมือเช็ดน้ำลาย
“ฮะ...ฮือ... ตื่นแล้วเหรอ” เธอสะลึมสะลือ ตาปรือมองซ้ายมองขวา แล้วทิ้งตัวคลานกลับไปยังเสื่อแล้วหลับต่อทันที
วายุระเบิดเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเมื่อเห็นสภาพที่ดูตลกและน่ารักของเธอ... แต่จังหวะนั้น รอยยิ้มของเขาก็ค่อย ๆ หายไป เขาพยายามก้มลงดูเสื้อตรงแผงอกที่ตอนนี้รู้สึกชื้น ๆ เย็น ๆ
“เชี้ยะ!!!... นี่มัน... น้ำลายเหรอ!” วายุเบิกตากว้างพร้อมกับความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งอุ่นซ่านและสยองขวัญปนกันไปหมด