Mag-log inนางเดินไปเรื่อยๆขณะขบคิดนิทานที่เพิ่งฟังจบ “ท่านอ๋องใหญ่ผู้นี้โหดร้ายขนาดนั้นเชียวหรือ แค่ไม่พอใจก็ฆ่าคนโดยไม่กระพริบตาเทียว แล้วผู้ใดจะกล้าเข้าใกล้เขากันล่ะ”
“เจ้าไม่ได้หรือไร ผู้เฒ่าเซียงคนนั้นก็บอกแล้วนี่ว่า ฉายาเขาคืออ๋องอสูร หนังสือนั่นเจ้าก็ซื้อมา กลับไปค่อยๆ อ่านก็ได้” มือปราบหนุ่มชะโงกดูหนังสือเล่มบางในมือของนาง
หลังจากนักเล่านิทานเล่าเรื่องขององค์ชายใหญ่จินเสวี่ยหลงจบแค่ครึ่งแรกก็หยุดเล่าพร้อมนำหนังสือเล่มบางที่เขียนเรื่องราวตั้งแต่วัยเด็กจนปัจจุบันของท่านอ๋องใหญ่ออกมาขาย บรรดาสตรีน้อยใหญ่ต่างยื้อแย่งกันซื้อราวกับได้เปล่า
เหลียงเจินซินยกหนังสือเล่มนั้นขึ้นแนบหน้าอก “แน่นอนว่าข้าจะตั้งใจอ่านเรื่องของเขาเป็นอย่างดีและละเอียดละออเป็นแน่ สักวันข้าจะต้องไปดูเขาให้เห็นกับตาให้ได้ว่าเขาเป็นอย่างที่นักเล่านิทานและนักประพันธ์ผู้นี้เขียนไว้หรือไม่”
“แสดงว่ายามนี้เจ้าเริ่มไม่รักชีวิตแล้วล่ะสินะ ถึงได้อยากจะไปเฉียดกรายอ๋องอสูรผู้นั้น ข้าเปิดดูด้านในหนังสือเห็นมีภาพเขาอยู่ด้วยนี่ เจ้าดูหรือยัง”
“ไหนๆ ทำไมข้าไม่เห็น” นางรีบเอาหนังสือออกมาพลิกดูหาภาพอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เจอภาพลายเส้นเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะถือทวน ทว่าใบหน้ากลับสวมหน้ากากอสูรร้ายในเทศกาลเสียได้ “ไม่เห็นมีใบหน้าเลย ตกลงหน้าตาเขาเป็นอย่างไรกันแน่”
“เจ้าคิดว่าคนประพันธ์หนังสือนี้จะเคยเห็นท่านอ๋องใหญ่อย่างนั้นหรือ ผู้เฒ่าเซียงก็บอกแล้วอย่างไรว่าท่านอ๋องผู้นี้พบเจอได้ยากนัก แล้วคนธรรมดาจะได้เจอเขาได้อย่างไร นี่คงทำได้แค่จินตนาการรูปร่างตามคำบอกเล่าแล้วอาศัยว่าชื่อเสียงของเขาดูน่ากลัวก็เลยวาดใส่หน้ากากเข้าไป”
นักสืบซินได้ยินเรื่องราวที่นางฟังดูเหลือเชื่อแล้วสัญชาตญาณนักสืบก็พลุ่งพล่าน นางอยากจะรู้นักว่าท่านอ๋องอสูรจะโหดร้ายสมดังคำเล่าลือหรือไม่
“เสียดายจริงที่ท่านอ๋องใหญ่อยู่ถึงเมืองหลวง หากข้าจะไม่สืบดูเรื่องจริงก็คงต้องเดินทางหลายวัน ท่านพ่อก็คงไม่อนุญาต” นางนึกถึงตรงนี้ได้แต่หดคอ ไหล่ตก
“เจ้าจะอยากรู้เรื่องเขาไปทำไมกัน คนระดับนั้นมิใช่คนที่เจ้าจะย่องเบาแอบเข้าวังไปดูได้ง่ายๆ” ไป๋ฉิงเหวินส่ายหัวเมื่อนึกถึงสภาพญาติผู้น้องที่คิดจะไปแอบสืบเรื่องของท่านอ๋องจินเสวี่ยหลง “ข้าได้ยินมาว่าจวิ้นอ๋องน้องเขยของท่านอ๋องใหญ่ได้นำองครักษ์เงาจากแคว้นหมิงมาคอยคุ้มครองคนในครอบครัว”
“องครักษ์เงางั้นหรือ ทำไมนักเล่านิทานไม่เห็นเล่าเรื่องนี้เลย”
“จะเล่าได้อย่างไรกัน นี่เป็นความลับของทางการ เจ้าเองรู้แล้วก็หุบปากไว้ให้แน่นๆ องครักษ์เงาเหล่านี้ไม่เปิดเผยโฉมหน้า อารักขาโดยไม่ให้เห็นตัว ไม่มีผู้รู้จักชื่อจริง ผู้เป็นนายต้องเรียกด้วยรหัสลับเท่านั้น ซ้ำยังสั่งการได้เฉพาะผู้เป็นนายโดยตรง หากเจ้าคิดจะเข้าตำหนักท่านอ๋องใหญ่ยามนี้อาจจะตายเพราะฝีมือองครักษ์เงาเหล่านี้ก่อน”
เหลียงเจินซินได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นเต้นเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อญาติผู้พี่อย่างลืมตัว “พวกเขาน่าทึ่งขนาดนั้นเทียว ข้าอยากจะเห็นยิ่งนัก นอกจากอ๋องอสูรจะน่ากลัวและยิ่งใหญ่แล้ว องครักษ์เงาก็ยังน่าสนใจอีก เห็นทีข้าต้องเร่งเก็บเงินไปเมืองหลวงสักครั้ง”
ไป๋ฉิงเหวินยกมือขึ้นตบบนหลังมือน้องสาวที่อยู่บนแขนเสื้อตนเองสองสามครั้งให้ปล่อยเสื้อของตน
“เสื้อข้าจะขาดแล้ว เจ้าอย่าฟุ้งซ่าน ไปหาอ๋องอสูรอันตรายเกินไป ข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าไปเด็ดขาดแต่เรื่องไปเที่ยวเมืองหลวงข้าเห็นด้วย”
“เจ้ารู้เรื่องอื่นเกี่ยวกับท่านอ๋องอีกหรือไม่”
“ไม่แล้ว! ข้าเป็นมือปราบชั้นผู้น้อย นี่ก็แค่แอบฟังท่านพ่อคุยกับผู้พิพากษาศาลเป่าจู หากเจ้าอยากรู้ก็รอให้พี่เจาหลินกลับมาจากเมืองเทียนถางเสียก่อนค่อยซักไซ้เขาก็แล้วกัน”
เหลียงเจาหลินพี่ชายของเหลียงเจินซินเป็นขุนนางสังกัดกรมตุลาการ เขาเก่งด้านกฎหมายได้รับความไว้วางใจจากตุลาการศาลเมืองเป่าจูให้คอยดูแลคดีความต่างๆ ช่วงนี้เดินทางไปสืบคดีที่เมืองเทียนถางที่เป็นเมืองติดกับเมืองเป่าจู
“จริงสิ! พี่เจาหลินน่าจะรู้เรื่องท่านอ๋องเยอะแน่ๆ”
“เจ้าเลิกพูดเรื่องท่านอ๋องใหญ่สักครู่ได้หรือไม่ ใกล้จะถึงจุดหมายที่เราต้องสืบคดีแล้ว” มือปราบหนุ่มมองเห็นคฤหาสน์ใหญ่ข้างหน้าจึงรีบยกมือห้ามนางให้หยุดพูดเรื่องอื่น แล้วก็เริ่มอธิบายสิ่งที่ตนเองต้องการให้นางเข้าไปขโมย
“เจ้าแน่ใจนะว่ามิใช่จวนของขุนนางคนใด”
“เท่าที่สืบหา คฤหาสน์หลังนี้คหบดีตระกูลเจียงขายทิ้งให้คนที่มาจากเมืองหลวง พวกเขาทิ้งไว้ให้บ่าวไพร่ดูแล แต่ประตูปิดตลอดไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้าออก บังเอิญว่าผู้ต้องสงสัยในคดีลักทรัพย์ที่ข้าติดตามอยู่ออกมาจากที่นี่ ข้าสงสัยว่าเขาขโมยทรัพย์สินเจ้าของคฤหาสน์ออกไปขายจึงอยากให้เจ้าเข้าไปดูสักหน่อย”
“อ้อ! เจ้าช่างเป็นมือปราบที่ดีเสียจริง เจ้าของคฤหาสน์รู้คงจะตบรางวัลเจ้าอย่างงามที่สนใจในทรัพย์สินของเขาขนาดนี้”
“ที่นี่มีจอมยุทธ์รับจ้างอยู่หรือไม่”
“ไม่มี แต่ดูเหมือนคนที่เฝ้าอยู่หลายคนมีวรยุทธ์เจ้าระวังตัวด้วย”
“เจ้าน่าจะรู้ว่าข้าเป็นนักสืบอันดับสองของเมืองเป่าจู ย่อมไม่มีผู้ใดจับข้าได้เป็นแน่”
นางเชิดหน้าเล็กน้อยก่อนมองหาต้นไม้ใกล้กำแพง สวมถุงมือเพื่อให้เกาะแน่นแล้วก็ปีนต้นไม้ว่องไว ไม่นานนักร่างนั้นก็กระโจนถึงกำแพงหายลับไปในเขตคฤหาสน์
นางสังเกตหน่วยก้านของบุรุษที่กำลังทำกวาดใบไม้ที่ลานสวนสองคนก็เห็นว่าเขาทั้งสองน่าจะมีวรยุทธ์ดังนั้นจึงหลบเลี่ยงไปอีกทาง นางมองหาบุรุษในภาพวาดที่เสี่ยวเหวินเอาให้นางดู เห็นชายผู้หนึ่งลักษณะคลับคล้ายคลับคลาเดินไปทางเรือนหลังด้านหลังโถงใหญ่ในมือถือถาดใส่ถ้วยน้ำชา นางจึงลอบติดตามไป ฝีเท้าของเหลียงเจินซินนั้นเบาดุจเท้าแมว
ชายคนนั้นเคาะประตูเรือนขออนุญาตแล้วก็เดินเข้าไป นางขยับเท้าจะแอบตามเข้าไป ทว่าได้ยินเสียงบุรุษทุ้มกังวานฟังแล้วชวนเกรงขาม
“วางไว้ตรงนั้น แล้วอย่าให้ผู้ใดมากวนใจข้า!”
ท่าทางลนลานในยามบ่าวรับใช้ผู้นั้นเดินออกมาทำให้ เหลียงเจินซินนึกอยากจะเห็นบุรุษที่อยู่ในห้องนั้น ทว่าไม่อาจจะแอบเปิดประตูเข้าไปได้ นางจึงค้อมหัวต่ำเดินไปรอบเรือนเพื่อสำรวจว่ามีหน้าต่างบานใดเปิดไว้หรือไม่
หน้าต่างด้านหลังเรือนถูกแง้มไว้ครึ่งหนึ่งนางจึงค่อยๆ เปิดแล้วปีนเข้าไป
‘หนังสือเต็มไปหมด น่าจะเป็นห้องสมุดประจำคฤหาสน์เสียกระมัง’
นางลอบเดินดูแต่ละชั้นเต็มไปด้วยหนังสือน้อยใหญ่ ผนังระหว่างส่วนเก็บหนังสือกับห้องกลางเป็นครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ เหลียงเจินซินได้ยินเสียงผ้าลูบบนโลหะไปมา นางถูกฝึกให้ฟังเสียงที่เบามากมาหลายปีจึงได้ยินเสียงนั้นได้ถนัดถนี่
นางหมอบลงจนติดพื้นแล้วค่อยๆ คลานด้วยศอกขยับมาใกล้ เห็นเพียงร่างสูงใหญ่ที่เอียงข้างในท่าเช็ดกระบี่ ใบหน้าของเขาก้มต่ำ ทำให้นางมองเห็นได้ไม่ถนัด
‘แย่จริง! มุมนี้ถูกตู้หนังสือบังเสียด้วยมองไม่ถนัดเลย’
พิธีอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นจินจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าครั้งที่องค์หญิงจินเฟิ่งเข้าพิธีกับจวิ้นอ๋องแห่งแคว้นหมิง ขบวนแห่ไปรับเจ้าสาวที่ยาวเหยียดจนสุดถนน คนทั้งเมืองที่มายืนชะเง้อชะแง้รอดู เสียงดนตรีที่ดังไปทั้งเมืองล้วนแล้วแต่สร้างความครึกครื้นคึกคัก ร้านรวงต่างพร้อมใจกันประดับโคมไฟสีแดงและ ผ้าแดงเพื่อร่วมแสดงความยินดีกับท่านอ๋องใหญ่ องค์ชายจินเสวี่ยหลงทรงถอดหน้ากากต่อหน้าราษฎรเป็นครั้งแรก รูปร่างสูงใหญ่งามสง่าใบหน้าคมคายในชุดเจ้าบ่าวสีแดงสดบนหลังม้าศึกตัวใหญ่ ทุกคนต่าง ชี้ชวนกันชื่นชม “ไหนว่าท่านอ๋องใหญ่อัปลักษณ์อย่างไรเล่า ดูซิ...รูปลักษณ์อย่างนี้ราวกับเทพเซียนจากบนสวรรค์ก็ว่าได้” “ใช่ๆ ไม่เคยคิดเลยว่าที่ทรงสวมหน้ากากปิดบังเอาไว้กลับกลายเป็นใบหน้าหล่อเหลาเยี่ยงนี้” “นับเป็นวาสนาที่ได้เห็นท่านอ๋องทรงถอดหน้ากาก” เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสองข้างทางดังขรม องครักษ์ซ่งกับองครักษ์หร่วนยิ้มอย่างปลาบปลื้มในตัวองค์ชายจินเสวี่ยหลงที่ตนเองติดตามมานานปี ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ท่านอ๋องทรงยอมถอดหน้ากากมาสู้หน้าผู้คนเสียที!
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ” ร่างใหญ่ก้มลงกระซิบข้างหู เหลียงเจินซินเงยหน้าขึ้นมองอย่างเหนื่อยอ่อน “หม่อมฉันแค่เหนื่อยมากเพคะ ตอนนี้ง่วงมากอยากจะหลับนานๆ” ท่านอ๋องถึงกับสะดุ้ง ใบหน้าของนางซีดเผือดแขนขาอ่อนเปลี้ยอยู่ในอ้อมกอดของพระองค์ “ซินเอ๋อร์ เจ้าอย่าหลับนะ มองหน้าข้าไว้!” น้ำเสียงตื่นตระหนกของ ท่านอ๋องทำให้เหลียงเจินซินไม่กล้าหลับตาลงอีก นางเกรงว่าเขาจะกังวล เหลียงเจินซินยกมือขึ้นลูบใบหน้าของท่านอ๋องเบาๆ เสียงของนางเริ่มกระท่อนกระแท่นเพราะความเหนื่อยอ่อน “ท่านอ๋อง หม่อมฉันแค่ง่วงจริงๆ นะเพคะ” “ไม่ได้ๆ เจ้าอย่าหลับตาเด็ดขาด” ท่านอ๋องจุมพิตที่นางผาก สันจมูก และแก้มซ้ายขวาของนางเพื่อหวังให้หญิงคนรักยังมีสติ...หากว่านางหลับตาลงแล้ว พระองค์เกรงว่านางจะไม่ลืมตาขึ้นอีก “หากเจ้าไม่ตื่นขึ้นมาอีกเล่า ข้าจะอยู่อย่างไร ” น้ำเสียงสั่นเครือและดวงตาแดงก่ำที่น้ำตาจวนจะหยาดหยดนั้นทำเอาเหลียงเจินซินต้องพยายามอย่างสุดกำลังที่จะไม่หลับตาลง “ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันแค่เหนื่อยและง่วงจริงๆ นะเพคะ” “ไม่ได้ๆ เจ้าต้องมองหน้าข้าเอาไว
เหลียงเจินซินกระโจนไปขวางหน้ากลุ่มของลู่เย่เอาไว้ ตรอกแห่งนั้นกว้างพอที่บุรุษจะยืนเรียงหน้าได้สักแปดคน นางสวมชุดคุณชายสีดำ สะพายกระเป๋าพาดทแยงตามไหล่ข้างหนึ่ง ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นดูแล้วไม่เหมือนกับจอมยุทธ์ผู้อาจหาญ ยังไม่มีผู้ใดตามมาทัน หากนางไม่ขวางไว้ล่ะก็ เจ้าคนแซ่ลู่กำลังจะไปถึงรถม้าที่จอดอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนัก เหลียงเจินซินตัดสินใจกระโดดลงไปขวางคนกลุ่มนั้น ลู่เย่ขมวดคิ้วเขาไม่เคยเห็นคุณชายน้อยผู้นี้มาก่อน นี่เป็นการประจันหน้ากันครั้งแรก “เจ้าเป็นผู้ใด บังอาจมาขวางทางข้า” “ข้าเป็นคนของทางการ ได้รับมอบหมายให้มาจับกุมเจ้า” “ฮ่าๆ คุณชายน้อยไปเล่นที่อื่น ยามนี้ต่อให้พญายมก็มิอาจขวางทางข้าได้ ถอยไป!” “ในเมื่อเจ้ารู้ว่าข้าเป็นคุณชายน้อยเช่นนั้นก็ดี...จำได้ด้วยว่าข้าแซ่เหลียง” เหลียงเจินซินกล่าวจบก็กดจุดบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว นางกางแขนสองข้างออกกว้าง พลันควันดำก็พวยพุ่งออกจากแขนเสื้อของนาง คนทั้งหมดเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็พลันชะงัก เป็นเจิ้งตั้นอี้ที่นึกขึ้นได้ “ปีศาจแมวดำ! มันคือปีศาจแมวดำ!” เหลียงเจินซินใบหน้าถมึง
ท่านอ๋องใหญ่ยิ่งตรวจตรายิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ นักฆ่าที่อยู่ในเรือนนี้มีจำนวนไม่มากอย่างทีทรงคาดไว้ ซ้ำยังไม่เห็นลู่เย่ที่เป็นเจ้าของเรือนตัวจริง ช่างน่าแปลกนัก! “ท่านน้าหรือว่าพวกเราจะถูกหลอกเสียแล้ว” แม่ทัพจินหลี่หมิงหันมามองหน้าหลานชาย “ข้าก็คิดเช่นเจ้า! บางทีลู่เย่อาจจะยอมทิ้งเรือนนี้แล้วหนีไปที่อื่นโดยทิ้งเหยื่อเล็กน้อยไว้ล่อพวกเรา” “เช่นนี้แล้ว...ลูเย่คิดจะหนีไปที่ใด ” “หรือว่าจะเป็น....” สองน้าหลานจึงสั่งการสั่งการให้คนทั้งหมดเตรียมตัวกลับเข้าอำเภอหลี่ เมื่อเดินทางออกมาถึงชายป่าสนพันหมู่ ไป๋ฉิงเหวินที่รออยู่ก็รีบรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในทันที “สือกุ้ยอินน่ะหรือ ที่ตามคนพวกนั้นไป” “พ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้นางอยู่เมืองหลวงแล้ว ที่สำคัญวันพรุ่งนี้ก็เป็นวันประหาร ใต้เท้าลู่ ตุลาการเหลียงเกรงว่าลู่เย่จะบุกชิงตัวประกันจึงได้สั่งให้กราบทูลท่านอ๋องให้รีบเสด็จกลับเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพจินหลี่หมิงรีบตบบ่าหลานชาย “พวกเราต้องเร่งเดินทางกันแล้ว ไม่เช่นนั้นอาจไม่ทัน” “ขอรับ!” ทหารกลุ่มใหญ่จึงเ
ตุลาการเหลียงที่นั่งฟังอยู่เริ่มปริวิตก ท่านพ่อกับท่านแม่ของพวกเขาเดินทางจากเมืองเป่าจูมายังเมืองหลวงเพื่อรอพิธีอภิเษกสมรสของน้องสาวกับท่านอ๋องใหญ่ ยามนี้กลับมีนักฆ่าปะปนอยู่กับชาวบ้าน เห็นทีเขาต้องเตือนให้ท่านทั้งสองระวังตัวและเพิ่มคนคุ้มภัยอีกด้วย “ข้าจะไปว่าจ้างคนของสำนักคุ้มภัยมาดูแลท่านพ่อกับท่านแม่เพิ่มก่อน และเลยขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ พวกเจ้าสองคนจัดการหาข่าวด้วย ระวังอย่าให้เอิกเกริกคนจนแตกตื่นก็แล้วกัน ” “ไม่ต้องห่วง ข้าจะเร่งมือสืบโดยเร็วที่สุด” เมื่อพี่ชายของนางออกจากคฤหาสน์ เหลียงเจินซินก็หาชุดบุรุษให้สือกุ้ยอิน นางหยิบเอาชุดที่ดูเหมือนชาวบ้านทั่วไปเช่นนี้จึงจะเหมาะกับการเป็นสายสืบ “เจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ สวมชุดนั้นเจ้าดูสะดุดตาคนมากเกินไป” สือกุ้ยอิน ก้มลงมองชุดสตรีแสนงดงามของตนเองก็พยักหน้าหงึกหงัก “เราคงต้องติดต่อผู้คนมากหน้าหลายตา ลบเครื่องสำอางบนหน้าเจ้าออกไปด้วย แต่งเหมือนบุรุษสักหน่อยอย่าให้คนอื่นผิดสังเกต” ลู่เย่ซ่อนอยู่ในจวนสกุลลู่เพียงคืนเดียวก็หลบออกไปพักที่อื่น คนของสือกุ้ยอินที่เฝ้าอยู่ไม่เห็นพวกเขาออกไปทางใด
“เทพแมว หากทำได้เช่นนั้นมิใช่ปีศาจแมวดำแล้วหรือ ” ลู่เย่ฟังเรื่องพิสดารนี้จากคนของตนมาหลายปาก หากจะคิดว่าพวกเขาโกหกแล้วร่องรอยแมวข่วนเต็มใบหน้าของคนเฝ้าเวรยามทั้งหลายจะมาจากที่ใด พวกเขาล้วนยืนยันว่าต้องเผชิญหน้ากับแมวดำดุร้ายหลายร้อยตัว“เกิดมาข้าก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกขอรับ...ปีศาจที่เรียกแมวดำออกมาได้เช่นนี้ไม่เคยได้ยินผู้ใดกล่าวถึงมาก่อน ข้างกายองค์ชายน้อยช่างมีคนที่น่ากลัวยิ่งนัก”“หรือว่าพวกเขาคือองครักษ์เงาแห่งแคว้นหมิงที่เล่าลือกัน ” เจิ้งตั้นอี้นึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาว่าจวิ้นอ๋องบิดาขององค์ชายฝาแฝดมีองครักษ์เงาติดตามดูแลอยู่จำนวนหนึ่ง มิเคยมีคนรู้ว่าหน้าตาพวกเขาเป็นเช่นใดและอยู่อย่างไร รู้เพียงว่าไม่อาจมีคนเข้าใกล้จวิ้นอ๋องจากแคว้นหมิงผู้นั้นได้ ภายหลังจากอภิเษกสมรสกับองค์หญิงจินเฟิ่ง จวิ้นอ๋องได้มอบองครักษ์เงาให้กับท่านอ๋องใหญ่เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน่าจะแบ่งคนพวกนั้นไว้คอยดูแลองค์ชายน้อยด้วย “จริงสิคุณชาย บิดาขององค์ชายน้อยคือจวิ้นอ๋องผู้มีองครักษ์เงาคอยดูแล เป็นไปได้ว่าย่อมจะแบ่งมาดูแลบุตรชายทั้งสองด้วย” “ร้ายกาจยิ่งนัก ข้าคิดเพียงว่าพ







