LOGIN“ผมไม่รู้ว่าคุณกล้าหรือเปล่า แต่แค่จะตบผม… คุณยังไม่ทำเลย มันไม่ง่ายหรอกนะ ที่คุณจะทิ้งความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของเราไปได้ง่ายๆ คุณทำไม่ได้หรอก ถึงแม้ว่าคุณจะพยายามทำมันแค่ไหนก็ตาม” ร่างบางได้แต่จ้องหน้าเขา แล้วขบเม้มริมฝีปากบางด้วยความคับข้องใจ เพราะเธอปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่าจะต้องทำเช่นไร ให้ตัวเองกล้าที่จะตัดใจไปจากผู้ชายเย็นชาที่ไร้ความรู้สึกอย่างเขาได้สักทีเวนิตาไม่อยากต่อปากต่อคำ เธอจึงรีบถอนตัวแล้วเดินเลี่ยงไปที่ลิฟต์ทันที แต่กลับถูกคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ซะก่อน“เดี๋ยว !” เวนิตาหันขวับกลับมาจ้องหน้า แล้วสบตากับเขาตรงๆ“ผมอยากรู้ว่าคุณ มาหาผมถึงที่นี่ทำไม” ร่างสูงขมวดคิ้วถามด้วยว่ารอคำตอบ“รู้สึกว่าตอนนี้ มันจะไม่จำเป็นแล้วมั้งคะ” เธอบอกออกไป เขาส่ายหน้าไปมา พลางพูดกลับไปว่า“ไม่มีอะไรที่ไม่จำเป็น ไม่งั้นคุณคงไม่มาหาผมด้วยตัวเองถึงที่นี่” มือบางสะบัดแขนให้หลุดออกจากอุ้งมือแกร่งของเขา แล้วตอบกลับไปว่า“ฉันแค่จะมาปรึกษาเรื่องคดี แล้วก็เรื่องยัยรินเพื่อนของฉันที่ขาดการติดต่อไป แต่ว่ามันคงไม่มีประโยชน์เพราะว่าฉันคิดได้แล้วว่า ฉันควรจะไปปรึกษาเรื่องนี้กับใคร” พูดจบร่างบางก็เดินเข้าไปใน
“คุณเลิกพูดถึงสถานะที่มันไม่ชัดเจนสักที แล้วก็อย่าเอาแค่ความสัมพันธ์ กับเรื่องบนเตียงมาผูกมัดฉัน เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ในเมื่อคุณไม่ได้รักฉัน…แค่คุณพูดว่ารักแต่ไม่ได้รัก มันจะมีประโยชน์อะไร ฉันรู้ดี! และฉันจะไม่หวังอะไร ลมๆ แล้งๆ จากคุณอีกต่อไปแล้ว พอกันที” เวนิตาตัดบท แล้วหันหลังให้ก่อนจะเดินตรงไปที่หน้าลิฟต์“คุณไม่มีทางลืมความสัมพันธ์ของเราไปได้หรอก ไม่ว่ายังไง คุณก็ไม่มีทางปฏิเสธได้ว่าคุณเป็นอะไรกับผม” คำพูดของอีกฝ่าย ทำให้ร่างบางหยุดชะงัก แล้วหันกลับมาจ้องหน้าของเขาอีกครั้ง“แล้วใครบอกคุณล่ะคะ ว่าฉันจะลืม… แต่ว่าฉันจะไม่เก็บมันเอาไว้ในความทรงจำของตัวเองเลยต่างหาก เพราะว่าตัวคุณเองก็ไม่ได้มีค่ามากพอ ที่ฉันจะต้องให้ความสำคัญมากมายอะไรขนาดนั้นเลย” คำพูดของเธอ ทำให้เขาร้อนรน และว้าวุ่นใจ จนอยู่ไม่เป็นสุข“คุณทำไม่ได้หรอก…เชื่อสิ!” ว่าแล้วคนตัวสูงก็จู่โจมเข้าหาร่างเล็กอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือใหญ่จับลำคอระหงช้อนขึ้น เพื่อฝากฝังรอยจูบอันแสนเร่าร้อนของเขาเอาไว้บนเรียวปากบางของเธออย่างแนบแน่น เพื่อย้ำเตือน ให้อีกฝ่ายได้จดจำเอาไว้ว่าเธอกับเขาผูกพันและลึกซึ
“คุณจะคิดอะไรก็ได้นะเว แต่คุณควรจะเชื่อใจผม เชื่อในส่วนดีของผม เชื่อในตัวตนของผม ขอร้องล่ะ” สายตาคมสบตากับร่างบางที่ได้แต่ยืนร่ำไห้อยู่อย่างอ้อนวอน“เชื่อใจคุณเหรอ...เชื่อในแบบที่ไม่มีสถานะ ฉันทำไม่ได้หรอกนะคะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร บางครั้ง…ก็ดูเหมือนว่าคุณให้ความสำคัญกับฉัน แต่บางครั้ง ฉันก็รู้สึกว่าตัวเอง ดูไร้ค่า! เพราะคุณทำเหมือนกับว่าฉันเป็นแค่ตุ๊กตาที่อยู่บนเตียงนอนของคุณ”“เว...นี่มันจะไปกันใหญ่แล้ว คุณอย่าคิดเอง เออเองได้ไหม สำหรับผมคุณมีค่ายิ่งกว่านั้น” ร่างสูงเดินเข้ามาหาเพื่อที่จะปรับความเข้าใจกับอีกฝ่าย แต่เธอกลับถอยห่างออกมา“คุณรักฉันบ้างหรือเปล่าคะ เคยรักฉันสักนิดไหม ระหว่างเรามันคืออะไร ฉันอยู่ในฐานะไหนกันแน่” เวนิตาพูดเสียงแผ่ว เพราะในใจของเธอตอนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะให้เขาสารภาพรัก หรือ ปฏิเสธมันออกมาด้วยซ้ำ มือบางยกขึ้นมาปาดน้ำตาทิ้งระหว่างที่ถอยหนีมาจนเกือบจะสุดทาง“ฉันว่าเราควรจะยุติความสัมพันธ์ลงแค่นี้เถอะค่ะ ต่อไปนี้...ฉันจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วหลังจากนั้น เราก็คงจะไม่ต้องพบเจอกัน
ในตอนนั้น ฐานัตถ์หันกลับมาเห็นร่างบางที่ยืนอยู่ก็รู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย สายตาคมกริบของเขาปราดมองมาที่เธอ หลังจากที่ผู้หมวดหน้าหวานเดินหายเข้าไปในห้องชุดอีกห้องซึ่งอยู่ติดกันกับห้องของเขาแล้ว ร่างสูงจึงเดินเข้ามาหาพลางขมวดคิ้วขึ้นเป็นพัลวัน สีหน้าแสดงออกถึงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด“เว…มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ” ฐานัตถ์บอกกับเธอ แต่เวนิตากลับพูดสวนขึ้นมาในทันใดว่า“รู้ได้ยังไงคะ ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่” เธอย้อนถาม ร่างสูงพยายามที่จะเอื้อมมือข้างหนึ่งขึ้นมา หวังเพื่อจะสัมผัสเข้าที่ไหล่มน แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักกลางครัน เมื่อได้ยินคำพูดที่ฟังดูเย็นชาที่สุด เท่าที่เขาเคยได้ยินมาจากปากเธอ“ออกไปให้พ้นนะ อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!” ร่างระหงพูดโดยไม่มองหน้า ภายในใจรู้สึกเจ็บปวด จนแทบจะทรงตัวไว้ไม่อยู่ แต่สติสัมปชัญญะของเธอยังมีอยู่ครบถ้วน จึงพยายามฝืนยืนหยัดด้วยเรียวขาของตัวเองอย่างเข้มแข็ง ก่อนจะพูดออกไปอีกด้วยว่า“ฉันพึ่งรู้ว่าตัวเองไม่ควรมาที่นี่” เธอพูดขณะที่สายตาไม่ได้อยู่ที่คนตรงหน้า เรียวปากบางขบเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างอดทนอดกลั้น กลัวว่าตัวเองจะแสดงความอ
เวนิตาตรงดิ่งมาที่ร้านคอฟฟี่คาเฟ่ หลังจากที่เธอส่งข้อความทางไลน์ไปหารินเพื่อนสนิทของเธอ เพื่อจะขอดูริสแบนด์ของรินอีกครั้ง แต่ปรากฎว่ารินไม่อ่านไลน์ และเธอก็ไม่สามารถติดต่อรินทางโทรศัพท์ได้เลย เธอรู้สึกร้อนใจ จนต้องขับรถตรงมาหาพี่แป้งเพื่อถามไถ่เรื่องของริน“เมื่อสองวันก่อน ยัยรินบอกว่าจะไปอบรม แต่รู้สึกว่าตั้งแต่เมื่อวานพี่ก็ติดต่อรินไม่ได้เลย” พี่แป้งบอกกับเวนิตา ทันทีที่เธอมาถึงร้าน“อะไรนะคะ! ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วเหรอคะ” เวนิตาถามย้ำสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด“ใช่จ้ะ อาจจะยุ่ง ๆ อยู่มั้ง หรือไม่ก็ไม่มีสัญญาณ” พี่แป้งบอกกับเธอด้วยสีหน้าและแววตาที่ดูเป็นปกติ แต่เวนิตากลับไม่ได้รู้สึกเลยว่า มันเป็นเรื่องปกติ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว รินจะไม่เคยขาดการติดต่อ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีการอัพเดทผ่านทางโซเชียลมีเดีย ไม่ช่องทางใดก็ช่องทางหนึ่ง แต่นี่กลับไม่มีเลย เวนิตาเริ่มรู้สึกกังวลใจ เพราะกลัวว่าสิ่งที่เธอคาดการณ์เอาไว้ทั้งหมด จะเป็นเรื่องจริง“ถ้ารินติดต่อมายังไง รบกวนพี่แป้งไลน์บอกเวหน่อยนะคะ” พูดจบ เวนิตาก็ลุกพรวดออกไปจากร้าน ส่วนแป้งได้แต่มองตามแผ่นหลังบางไปอย่างห่วงๆ ในใจก็เริ่มฉ
หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หมวดภัทรคิดว่าผู้หมวดนลินนั้น ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว เขาจึงตัดสินใจติดต่อไปยัง ผู้กองฐานัตถ์ เพื่อให้ช่วยเหลือเรื่องที่พักของเธอ เพราะดูเหมือนว่าอดีตหัวหน้าทีมของเขา จะเป็นคนเดียวที่สามารถช่วยเหลือในเรื่องนี้ได้ส่วนชาร์ป หลังจากที่ได้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องนั้นไปแล้ว เขาไม่ได้สนใจข้อมูลที่อยู่ในนั้นแม้แต่นิดเดียว หลังจากที่สูญเสียน้องสาวอันเป็นที่รักของตัวเองไปอย่างกะทันหัน ชายหนุ่มก็จัดการเผาทำลายโน้ตบุ๊กเครื่องนั้นทิ้งไปทันที รวมถึงประกาศกร้าวกับตัวเองว่า จะแก้แค้นหมวดนลิน และเจ้าหน้าที่ของหน่วยสืบสวนสอบสวนกลาง ที่ทำให้เจนต้องจบชีวิตลงแม้ว่าผู้กองฐานัตถ์จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเหล่านี้ แต่หมวดภัทรและผู้หมวดนลินก็ยังส่งข่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไปบอกกับเจ้าตัวอยู่ดี โดยไม่มีใครแจ้งเรื่องนี้ ให้หัวหน้าทีมโดยตรงอย่างเวนิตารับทราบ จนกระทั่งในเช้าวันต่อมา เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเชื่อมโยงกัน รวมถึงเรื่องความปลอดภัยของตัวเองเวนิตาเองด้วย หมวดภัทรจึงไม่ได้บอกเรื่องนี้แก่เธอทันทีที่เกิดเรื่อง โดยรอจนกระทั่งถึงเช้าทันทีที่เวนิตารับทราบเรื่องราว
“นี่คุณจะทำอะไรคะ!” เวนิตาร้องลั่น แพขนตางามกะพริบขึ้นลงถี่ๆ ขณะที่หันไปเห็นแขกเหรื่อที่เริ่มจะทยอยกันออกมาจากงานบ้างแล้วสายตาหลายคู่กำลังจ้องมองมาที่เธอ และเขา เวนิตาที่ตอนนี้หน้าเริ่มแดงก่ำ จนเธอต้องรีบหันไปหลบอยู่ที่อกแกร่งของเขา เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า“ผมก็จะอุ้ม
ร่างบอบบางที่ถูกแทงเข้าด้วยปลายมีดอันคมกริบ เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ เห็นท่าไม่ดี จึงค่อยๆ ลุกขึ้นโดยใช้มืออีกข้างหนึ่งช่วยกดที่แผลเพื่อห้ามไม่ให้เลือดไหลซึมออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะก้มลงหยิบมีดที่ตกอยู่ภายในห้องนอนของตน แล้วเดินไปที่ระเบียงอย่างยากลำบาก เพราะอาการปวดบวมที่ข้อเท้ายังคงไม่ทุเลา
“นี่คุณยังมีเวลามาห่วงผมอีกเหรอ ผมสิ...ที่จะต้องถามคุณ เวนิตา... คุณเป็นยังไงบ้าง” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สุภาพและอ่อนโยน“ฉันไม่เป็นไรค่ะ ฉันสบายดี คุณก็เห็นแล้วนี่คะ” เธอตอบ มือแกร่งค่อยๆ ลดมือของเขาลงมากุมมือบางนุ่มที่วางราบอยู่บนเตียง“ผมขอโทษ ที
เล็กซัส แอลเอส 500 (Lexus LS 500) ถูกขับเข้ามาในเขตของเซฟเฮ้าส์ แสงไฟสองข้างทางถูกเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดมือแกร่งเลี้ยวพวงมาลัยรถยนต์เข้ามาจอดที่หน้าทางเข้า แล้วหันไปหาคนที่นั่งอยู่ที่เบาะข้าง ก่อนจะเห็นว่าร่างบางผล็อยหลับคอตกอยู่บนเบาะนุ่ม เขาเพ่งสายตามองดูเธออย่







