Masukหลายวันผ่านไป ~ ณ คฤหาสน์ตระกูลอัสนี “เข้ามาสิลูก ค่อยๆ เดินนะ มาดูบ้านของเรากัน ดูสิหลังใหญ่มากเลย” เสียงของหญิงสาวคนนึงที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมกับลูกชายดังขึ้น ทุกคนในบ้านต่างพากันตกใจที่ได้เห็น เพราะเธอไม่ใช่คนของที่นี่ แต่กลับเข้ามาได้ราวกับเป็นเจ้าของ “เอ่อคุณคะ คุณเป็นใครคะ เข้ามาได้ยังไง” แม่บ้านคนนึงเอ่ยถาม “ฉันก็เป็นคนสำคัญของเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้น่ะสิ” เธอตอบ “เอ่อ...” “ไปเอาน้ำหวานกับของว่างมาต้อนรับฉันกับลูกสิ ไม่รู้หน้าที่หรือยังไง” “เอ่อค่ะๆ” แม่บ้านรีบเข้าไปบอกคนในครัว ก่อนจะรีบขึ้นไปบอกกับรินรดาที่วันนี้หยุดงานและอยู่บนห้องนอนของตัวเอง ก๊อกๆๆๆ ~ “ใคร?” เสียงคนข้างในเอ่ยออกมา “แม่บ้านเองค่ะคุณรินรดา” “มีอะไร?” “คือมีผู้หญิงกับเด็กมาค่ะ ไม่ทราบใคร เห็นบอกเป็นคนสำคัญของคุณอัคนี” “.....” คนด้านในเงียบไปอยู่พักนึง ก่อนที่เธอจะตอบกลับมาผ่านประตู “เดี๋ยวฉันลงไป” “ได้ค่ะ” รินรดารีบจัดการธุระของตนเองก่อนจะรีบลงไปที่ด้านล่าง และเธอคิดไว้ไม่มีผิดจริงๆ ว่าต้องเป็นสองแม่ลูกมหาภัยคู่นี้ แต่แค่ไม่คิดว่าจะกล้ามาถึงที่นี่ เพราะอัคนีก็น่าจะปรามไว้อยู่บ้าง
#เช้าวันต่อมา รินรดาตื่นนอนตอนเช้าจากเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งเอาไว้ เธอลุกขึ้นทำเรื่องประจำวันของเธอจนกระทั่งเรียบร้อย และลงมาที่ด้านล่าง ทำเหมือนอย่างเช่นทุกวัน เพราะชีวิตของเธอมันก็วนลูปอยู่แบบนี้ “ริน...มานี่หน่อยสิ” เสียงของอัคนีเอ่ยเรียก “มีอะไรคะ?” เธอถาม “อ่านเอกสารนั่นสิ” “.....” รินรดามองหน้าสามีอย่างงงๆ แต่ก็ยอมหยิบซองสีน้ำตาลดังกล่าวขึ้นมาเปิดอ่านอย่างว่าง่าย **เอกสารสัญญาการหย่า** แค่จั่วหัวเอกสารมาเธอก็ไม่อยากจะอ่านข้างในต่อแล้ว เพราะมันคือใบหย่าที่เขาต้องการ ครั้งนี้คงทำสัญญาอะไรมาเพิ่มสินะ “ฉันไม่หย่า” รินรดาพูดเสียงแข็ง พร้อมกับโยนซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะตามเดิม “อ่านก่อนสิ ข้างในมันมีสัญญาอยู่” “ฉันไม่อ่านอะไรทั้งนั้น ฉันไม่หย่า ก็ไม่จำเป็นต้องอ่าน” “สัญญาการหย่า ทันทีที่เธอเซ็นใบหย่าให้กับฉัน บ้านพร้อมที่ดินที่ภาคเหนือ และบ้านติดริมทะเล จะเป็นของเธอ รวมถึงหุ้นในบริษัท และเงินสดอีกจำนวนนึง หรือเธอต้องการอะไรมากกว่านั้น” “นี่คิดจะเอาเงินฟาดหัวกันหรอ?” เงินสด ที่ดิน บ้าน และหุ้นบริษัท มันก็เป็นจำนวนที่มากมายมหาศาลเลยเหมือนกัน มากจนชนิดที่ว่าเธอหา
#ตกดึกคืนเดียวกัน ขณะที่ฉันกำลังจะนอนอยู่แล้วเชียว เสียงเคาะประตูจากด้านนอกมันก็ดังขึ้น ทีแรกก็คิดว่าเป็นแม่บ้าน แต่ดึกป่านนี้แล้วแม่บ้านที่ไหนจะยังอยู่บนนี้อีกล่ะ มีก็เขาคนเดียวนั่นแหละ “มีอะไรคะ?” ฉันถามส่งออกไป เพราะเดาได้ไม่ยากว่าใครคือคนที่มาเคาะประตู “เปิดประตูหน่อย” คนด้านนอกพูดสวนกลับมา “ไม่เปิด” “ฉันไม่ได้มาชวนทะเลาะ เอาของมาให้ เปิดประตูก่อน” “ของอะไร ฉันไม่รับทั้งนั้นแหละ”“จะให้ฉันเปิดดีๆ หรือจะให้ฉันพังประตูเข้าไปก่อน เธอจะได้ไปนอนห้องเดียวกับฉันไง ดีไหม?” “......” ฉันถอนหายใจด้วยอารมณ์โกรธจัด นี่เขากล้าขู่กันแบบนี้เลยเหรอเนี่ย เห็นฉันยอมเข้าหน่อยก็เอาใหญ่เลยนะ แกร๊ก ~“อะ....” ทันทีที่ประตูเปิด ถุงบางอย่างในมือของเขาก็ถูกยื่นเข้ามาทันที “เห็นไม่ลงไปกินข้าว”“อะไร?”“เต้าหู้ปาท่องโก๋” “ซื้อมาให้ฉันทำไม ก็บอกแล้วนี่ว่าตอนเย็นฉันไม่กิน” “มันไม่อ้วนหรอกน่า!” เขาขึ้นเสียงใส่ พร้อมกับพยายามกดดันให้ฉันรับของจากเขามาให้ได้ “ก็บอกแล้วไงว่าไม่กิน” “ฉันอุตส่าห์ให้คนออกไปซื้อให้นะ”“ฉันก็ไม่ได้ขอให้คุณออกไปซื้อให้สักหน่อย ทำความดียังไม่ทันสำเร็จเลย ทวงบุญคุณแล้วหรอ?” “
#ตกเย็นวันต่อมา ก๊อกๆๆ ~ “เข้ามา” ลูกน้องของอัคนีเปิดประตูแล้วเดินเข้ามา ก่อนที่จะยื่นแล็บท็อปให้กับผู้เป็นเจ้านาย ที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารตรงหน้าอยู่ “หลักฐานกล้องวงจรปิด ที่คุณอัคนีให้ไปหามาครับ” “เรื่องที่สั่งให้ทำเรียบร้อยแล้วหรือยัง?” อัคนีพูดพร้อมกับคว้าแล็บท็อปไปดู “ผมสั่งคนของเราปิดข่าวแล้วครับ ถ้ามีข่าวหลุดออกไป เราจะฟ้องห้างและก็ฟ้องคนปล่อยข่าวด้วย ตอนนี้ก็เลยไม่มีใครกล้าครับ” “ดี” “ผมว่าตอนนี้เราต้องทำอะไรกันสักอย่างนะครับ คนกำลังเข้าใจผิด เรื่องคุณอัคนีกับคุณเอวา” “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน” อัคนีตอบ เขาเปิดคลิปวีดีโอดูอย่างตั้งใจ เพราะเขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเรื่องมันเป็นมายังไง จนกระทั่งได้เห็นจริงๆ ว่า เด็กผู้ชายเป็นคนวิ่งและล้มลงไปชนกับโต๊ะเอง รินรดาไม่ได้ทำร้าย ไม่ได้ผลักอย่างที่เด็กกล่าวอ้าง หลักฐานจากกล้องวงจรปิดมันชัดเจน เธอไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย กลับกัน เธอช่วยเด็กคนนั้นด้วยซ้ำไป “บ้าฉิบ!” มาเฟียหนุ่มสบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อดูคลิปจนจบ จากนั้นก็ยื่นแล็บท็อปคืนให้กับลูกน้องของตนเอง “คุณรินเธอพูดถูกนะครับ ก่อนจะโทษเธอ
#เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน ณ ห้างสรรพสินค้า รินรดานัดเจอกับเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันที่ร้านอาหารในห้าง หลังจากที่ไม่ได้เจอกันเกือบสิบปีได้ เพราะอีกฝ่ายย้ายไปอยู่ต่างประเทศ พอได้กลับมาก็รีบหาทางติดต่อหากันเลยทันที อ้อมขวัญ หรือ อ้อม เพื่อนสนิทของรินรดาสมัยเรียน “เอาจริง ตกใจนะที่เห็นเธอแต่งงานแล้วอะ” “ตกใจทำไม” รินรดาถามกลับแล้วก็ยิ้มน้อยๆ “เสียดายอะที่ไม่ได้มางานแต่ง” “ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ถือ เธออยู่ต่างประเทศนี่นา อีกอย่างเราก็ไม่ได้ติดต่อกันด้วย” รินรดาไม่ได้โกรธเลย กลับกันเพื่อนไม่มาอะดีแล้ว เธอคิดแบบนี้ด้วยซ้ำไป เพราะงานแต่งที่จัดขึ้นมันเป็นการถูกจับคลุมถุงชน “สบายดีนะริน” “อื้ม สบายดี เธอก็สบายดีใช่ไหม?” “ก็ดีนะ แต่จะไม่ดีก็ตรงที่กลับบ้านยากนี่แหละ” “เอาน่า เราทำงานนี่นา ว่าแต่เธอกลับมาอยู่นานไหม?” “ยังไม่รู้เลยว่าจะกลับไหม” อ้อมขวัญตอบ “อ้าวทำไมล่ะ?” “เฮ้อ... ปัญหามันเยอะน่ะ” “......” รินรดาไม่ได้คิดจะซักถามอะไรต่อ เพราะเธอรู้ดีว่าเรื่องบางเรื่องต่อให้มันอึดอัดแต่ก็ยากที่จะพูดมันออกมาเหมือนกัน “ว่าแต่ฉันจะได้เจอเธอบ่อยๆ ไหมเนี่ยริน” “ก็ได้นะ แต่ว่
#บริษัทTKขณะที่ฉันกำลังนั่งทำงานอยู่เงียบๆ ประตูห้องทำงานของเจ้านายก็เปิดออกมา ตามด้วยตัวเขาที่ดูเหมือนกำลังจะออกไปไหน “ใกล้จะเที่ยงแล้ว เราไปหาอะไรกินกันเถอะครับ” เขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานพร้อมกับก้มมองนาฬิกาไปด้วย “แต่ฉันยังทำงานค้างไม่เสร็จเลยค่ะ คุณจอมทัพไปเถอะค่ะ” ว่าแล้วฉันก็ทำเป็นงานยุ่งมือพันกันไปหมด “งานผมไม่ได้เร่งขนาดนั้นนะครับพักกินข้าวก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมาทำใหม่”“เดี๋ยวฉันสั่งข้าวจากร้านอาหารตามสั่งข้างล่างขึ้นมานั่งกินตอนทำงานก็ได้ค่ะ” เงยหน้าขึ้นมองคุณจอมทัพแล้วยิ้มจางๆ “นี่คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมพักนี้เอาแต่ปฏิเสธผม” “เปล่านี่คะฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย จริงๆ นะคะ” “ผมไม่ใช่คนโง่นะครับที่จะดูไม่ออก” “.....” ก็นั่นแหละฉันไม่รู้จะตอบยังไง แต่เราสองคนมีความสัมพันธ์กันก็แค่เจ้านายกับพนักงานเท่านั้นเอง ฉันไม่อยากให้อะไรมันเกินเลยไปมากกว่านั้น “ตกลงคุณไม่ไปใช่ไหมครับ?”“ค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นคุณสั่งอาหารร้านอาหารตามสั่งมาให้ผมด้วยก็แล้วกันครับ” “......” ฉันไม่ทันที่จะได้ตอบรับอะไร คุณจอมทัพก็หันหลังแล้วเดินกลับเข้าห้องทำงานไปก่อนแล้ว ท่าทางของเขาดูเหมือนคน







