เข้าสู่ระบบตึบ... ตึบ... ตึบ...
เสียงหัวใจเต้นรัวหนักหน่วงจนก้องอยู่ในหู มันไม่ใช่จังหวะที่สม่ำเสมอ แต่เป็นจังหวะที่บีบคั้นราวกับพยายามกระชากวิญญาณที่หลุดลอยให้กลับคืนสู่ร่าง จินซูเหยารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมอยู่ใต้ก้นมหาสมุทรที่มืดมิดและเงียบสงัด... ทว่าความเงียบนั้นกลับถูกฉีกกระชากออกอย่างรุนแรง!
ฟิ้วววว ตูมมมมม!
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลซัดสาดเข้าใส่จนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ความร้อนจากเปลวเพลิงที่ปะทุขึ้นในระยะไม่กี่หลาแผดเผาอากาศจนแสบผิวหนัง
“ลุกขึ้นมา! เราต้องไปต่อแล้ว! อย่ามาตายตรงนี้โว้ย!”
‘เสียงใครกัน...’
จินซูเหยาพยายามปรือตาที่หนักอึ้งเหมือนถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนสลับกับแสงวาบสีส้มและแดงที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเทาหม่น กลิ่นที่เตะเข้าจมูกไม่ใช่กลิ่นธูปหอมในวัง แต่เป็นกลิ่นฉุนกึกของกำมะถัน เขม่าดินปืน และกลิ่นคาวเลือดที่ข้นคลัก
"แพทย์สนาม! มาดูทางนี้เร็ว! มีคนโดนแรงอัดระเบิด!"
ฟิ้วววว ตูมมมม!!
คราวนี้ระเบิดลงใกล้กว่าเดิม แรงอัดมหาศาลซัดเอาดินโคลนเหลวๆ และเศษหินกระเด็นเข้าเต็มใบหน้า รสชาติเค็มของดินผสมเลือดซึมเข้าสู่ริมฝีปาก นางรู้สึกถึงแรงเขย่าที่ไหล่จนหัวสั่นหัวคลอน
“เมล! ยัยเมล! ตั้งสติหน่อย ยัยบ้าเอ้ย! ลืมตาขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
‘ใครคือเมล? ... ข้าคือจินซูเหยา ทายาทหอการค้า...’
นางค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง ภาพความทรงจำของกำแพงเมืองที่กำลังถล่มหายวับไป แทนที่ด้วยสนามรบที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน เสียง “ตึ้งๆๆๆๆ” ของโลหะที่คำรามรัวดังสนั่นจนหูอื้ออึง มันไม่ใช่เสียงดาบปะทะกัน แต่มันคือเสียงของอาวุธสังหารที่พ่นลูกตะกั่วออกมาด้วยความเร็วที่สติของนางแทบจะรับไม่ทัน
“นางฟื้นแล้ว! ระเบิดมา! หมอบลง!”
มือหนาของใครบางคนกดศีรษะนางลงกับพื้นโคลนเย็นเยือก ตูมมมมมม!!! แรงระเบิดทำให้หูของนางดับวูบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงวิ้งดังยาวๆ ในหัว พร้อมกับเศษดินที่ร่วงหล่นลงมาทับตัวนางราวกับจะฝังนางไว้ที่นี่
“รีบไป! เราติดอยู่บนสะพานนรกนี่ไม่ได้แล้ว! วันนี้ต้องยึดหัวสะพานคืนมาให้ได้ ไม่งั้นตายกันหมดแน่!”
จินซูเหยา ในร่างของเมล สูดหายใจเอาอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันเข้าปอดจนสำลัก สัญชาตญาณนักรบในดวงวิญญาณเริ่มขยับเขยื้อน แม้ร่างกายนี้จะดูอ่อนแอและไม่คุ้นเคย แต่ความตายที่เพิ่งผ่านมาทำให้รู้ว่า... นางจะยอมตายอีกรอบที่นี่ไม่ได้!
“หัวหน้าคะ! เราไม่มีอาวุธหนักยิงสนับสนุนเลยหรือไง มานาก็หมดแล้วด้วย!” เสียงหญิงสาวผมแดงแผดตะโกนแข่งกับเสียงระเบิดที่ดังสนั่นจนหูอื้ออึง
“มีแค่ปืนกลหนักเท่านั้น! รถถังอยู่ห่างออกไปสิบไมล์ พวกเขาช่วยเราไม่ได้ ปืนใหญ่จะลงอีกแค่ชุดเดียวเท่านั้น... หมอบลง!” พูดไม่ทันจบ ลูกระเบิดก็ลอยมาลงใกล้กับตำแหน่งของทั้งสาม
จินซูเหยาพยายามยันกายขึ้นจากพื้นดินที่สั่นสะเทือน
แค่กๆ ... เกิดอะไรขึ้น ที่นี่ที่ไหน... สนามรบงั้นรึ?” นางสำลักเอาเขม่าควันสีเทาเข้มเข้าปอด สายตาพร่าเลือนเริ่มปรับจุดโฟกัส เห็นร่องรอยของการทำลายล้างที่แปลกประหลาด“ถือว่าเจ้ายังสติดี! หน้าที่เจ้าคือต้องทำลายป้อมปืนนั่น มันกดหัวเราจนกระดิกไปไหนไม่ได้แล้ว!” ชายในชุดเกราะประหลาดตะโกนใส่หน้านาง
“เมล! ยัยเมล! ยัยหน้าจืดจางแต่หน้าอกใหญ่เกินมาตรฐาน... ใช้สมองให้เยอะเหมือนหน้าอกเจ้าหน่อย!”
“หา?” จินซูเหยางุนงงกับคำพูดประหลาด นางไม่เข้าใจทั้งคำว่า ‘มาตรฐาน’ หรือแม้แต่การเหน็บแนมนั้น แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกนางว่า คนตรงหน้าคือผู้บัญชาการ
“ระเบิดป้อมนั่นซะ! เราติดอยู่ตรงนี้ทั้งวันไม่ได้!” หัวหน้าทีมยัดกล่องเหล็กเย็นเฉียบที่มีอักขระเรืองแสงใส่มือของนาง
“ได้... เข้าใจแล้ว” ซูเหยาคว้าสิ่งนั้นพร้อมกับอาวุธทรงยาวที่ส่งกลิ่นน้ำมันและโลหะ นางพุ่งตัวออกจากหลุมหลบภัยทันทีด้วยท่าร่างที่แคล่วคล่องผิดกับ ‘เมล’ คนเดิม
"เฮ้ย! จะไปไหน! หมอบลงสิโว้ย! หมอบลง!!" เสียงตะโกนไล่หลังมา แต่ซูเหยาไม่ได้ยินเสียแล้ว
นางวิ่งฝ่าห่ากระสุนที่พุ่งแฉลบพื้นเป็นประกายไฟ แววตานางสั่นไหวด้วยความสับสน... นางควรจะตายไปพร้อมกับเปลวเพลิงในเมืองหลวงแล้ว แต่นี่กลับตื่นมาในร่างที่หน้าตาเหมือนตนเองทุกประการ ทว่าชุดที่สวมกลับรัดกุมประหลาดและอาวุธในมือก็น่าพิศวง “หากความทรงจำเจ้าของร่างจะกลับมา ก็ขอให้มาตอนที่ข้าหาที่กำบังรอดจากไอ้ลูกตะกั่วพวกนี้ได้ก่อนเถอะ!'
ตูมมมมม!
แรงอัดมหาศาลจากระเบิดลูกหนึ่งซัดร่างนางจนลอยคว้างกลางอากาศ ท้องฟ้าหมุนคว้างอยู่ครู่หนึ่ง จังหวะนั้นเอง... ความทรงจำของเด็กสาวที่ชื่อ ‘เมล’ ก็หลั่งไหลเข้ามาดั่งเขื่อนแตก ภาพการฝึกหัด เสียงดนตรีที่นางชอบ และความเจ็บปวดจากการถูกกลั่นแกล้งซ้อนทับกับความทรงจำแม่ทัพของซูเหยา หนำซ้ำยังถูกมองว่าเป็นคนโง่ไร้ประโยชน์
ร่างของนางลอยละลิ่วลงไปตกในหลุมเพลาะหน้าป้อมปืนศัตรูพอดีเป๊ะ!
“พระเจ้า! ยัยนั่นรอดได้ไงวะนั่น!” เพื่อนร่วมทีมอุทานอย่างไม่อยากเชื่อ
“ยัยนั่นไม่เชื่อในพระเจ้าหรอก รายนั้นเชื่อตัวเองยิ่งกว่าอะไรดี” อีกคนตอบพลางรัวกระสุนคุ้มกัน
ซูเหยารีบตั้งสติสำรวจร่างกาย เมื่อเห็นว่าอวัยวะยังอยู่ครบ นางก็ถอนหายใจยาว แววตาเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง นางหยิบห่อระเบิดเวทมนตร์ขึ้นมา สัญชาตญาณนักรบสอนวิธีใช้ในพริบตา นางจุดชนวนอักขระแล้วขว้างเข้าไปในช่องโหว่ของป้อมปืนอย่างแม่นยำ ก่อนจะพุ่งตัวหนีสุดแรง
ตูม!!! ป้อมปืนเหล็กกล้าพังพินาศในคราเดียว เปลวเพลิงสีฟ้าปะทุขึ้นพร้อมเศษโลหะที่ปลิวว่อน
“ทางเปิดแล้ว! บุก! ไปๆ!” เสียงหัวหน้าทีมตะโกนไล่บรรดาลูกทีม ที่มัวแต่นั่งหลบอยู่ในหลุมและที่กำบัง
ซูเหยาอาศัยความทรงจำที่เริ่มปะติดปะต่อ วิ่งตรงไปยังตำแหน่งถัดไป ‘นี่ข้าต้องมาเป็นทหารอีกแล้วรึ? ยัยเด็กนี่ทำไมตัวสูงเกะกะนัก... แล้วอาวุธนี่ก็บรรจุกระสุนได้เพียงสิบนัด ยุ่งยากชะมัด!’
นางเริ่มสังเกตเห็นว่าสงครามยุคนี้ใช้พลังที่รุนแรงกว่าธนูหรือดาบหลายเท่า และที่สำคัญ... แทบทุกคนรอบตัวสามารถดึงพลังจากธรรมชาติมาใช้ที่เรียกว่า “เวทมนตร์”
“เมล! ทางนี้!” เพื่อนร่วมหน่วยเรียกนางไปหลบหลังมุมตึกที่อาบไปด้วยคราบเลือดและเขม่า “เราต้องรักษาสะพานไว้ ยึดธงฟากโน้นให้ได้ ถ้ายึดไม่ได้ ปีนี้เตรียมตัวสอบซ่อมได้เลย!”
ซูเหยาทำหน้าฉงน “สอบ?”
“ใช่! ก็เราเป็นนักเรียนทหารเวทมนตร์ปีสองไง! เธอโดนระเบิดจนสมองเลอะเลือนไปแล้วเหรอ?”
‘เจ้าของร่างเดิมตายไปแล้วสินะ... แล้วใครกันที่ฆ่านาง?’ ซูเหยาครุ่นคิดก่อนจะถามออกไป “แล้วทำไมฉันถึงหมดสติไป”
“ไม่รู้สิ เห็นแค่เธอก้าวพลาดไปเหยียบกับระเบิดเวทจนกระเด็นออกไปไกล ทุกคนคิดว่าเธอไม่รอดแล้ว”
“พอก่อน! หน่วยอื่นนำไปไกลแล้ว” หัวหน้าตัดบท
“แล้วป้อมปืนที่เธอไประเบิดเมื่อกี้ ไม่ต้องห่วงนะ มันเป็นป้อมเวทมนตร์จำลองสำหรับฝึกซ้อม ไม่ใช่ของจริง"
“อืม... เข้าใจแล้ว” ซูเหยาตอบรับ
แม้ปากจะบอกว่าเข้าใจ แต่ในใจนางรู้ดี... ร่องรอยความร้อนและความเจ็บปวดเมื่อครู่ มันไม่ใช่ ‘การฝึกซ้อม’ ธรรมดาแน่นอน!
ทุกคนในหน่วยต่างมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ... “เมล” คนเดิมที่เคยลนลานหายไปไหน คนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้แม้จะยังดูงุนงงกับสภาพแวดล้อม แต่แววตาและท่วงท่าการเคลื่อนไหวนั้นกลับเด็ดเดี่ยวเยือกเย็น ราวกับทหารผู้ผ่านสมรภูมิเลือดมานับร้อยปี!
เสียงกัมปนาทจากปืนกลหนักยังคงแผดคำรามรัวสนั่นจนแสบแก้วหู ตึ้งๆๆๆๆๆ! วิถีกระสุนเวทมนตร์พุ่งเป็นสายยาวสีส้มสว่างเจิดจ้าฝ่าม่านหมอกควัน ปะทะเข้ากับตัวอาคารหินจนเศษอิฐปลิวว่อนดั่งห่าฝน ทว่าในทางกลับกัน ฝ่ายศัตรูที่ยึดอาคารอยู่ก็ไม่ยอมแพ้ กระสุนเจาะเกราะเวทมนตร์พุ่งสวนออกมาจากช่องหน้าต่างที่แตกละเอียด กดดันให้เหล่านักเรียนทหารที่พยายามข้ามสะพานต้องหมอบต่ำราบนิ่งกับพื้นคอนกรีตที่สั่นสะเทือนตามแรงระเบิด
“แค่กๆ ...”
“ยัยเมล! ยังไหวไหม!?” โมโม่ตะโกนถาม เสียงของนางสั่นพร่าด้วยความหวาดหวั่นที่ไม่อาจซ่อนเร้น มือที่กำไรเฟิลไว้แน่นเริ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
“คันคอนิดหน่อย...” ซูเหยาตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทจนน่าประหลาด นางไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเหมือนนักเรียนคนอื่น แววตานิ่งลึกดั่งบ่อน้ำที่ไร้ก้น นางหยิบกระจกบานเล็กที่ติดปลายมีดสั้น ชูขึ้นส่องดูวิถีกระสุนอย่างใจเย็น
เพล้ง!
กระจกแตกกระจายในเสี้ยววินาที แรงกระแทกส่งผลให้เศษแก้วบาดเข้าที่ปลายนิ้วของนางจนเลือดซึม แต่นางกลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา “แบบนี้นี่เอง... หัวหน้า! เราเหลือเวลาอีกกี่นาที!”
“สิบห้านาที! ถ้าเรายึดตึกไม่ได้ รถถังจะกลายเป็นเป้านิ่งกลางสะพาน!” หัวหน้าหน่วยตะโกนตอบกลับมาท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังจนหูอื้ออึงไปหมด
ซูเหยาพึมพำกับตัวเองเบาๆ “สิบห้านาที... เหลือเฟือ”
สิ่งที่นางทำต่อมาทำให้ทุกคนถึงกับหยุดหายใจ นางกระชากชุดคลุมตัวหนาที่หนักอึ้งทิ้งไป เหลือเพียงชุดเครื่องแบบรัดกุมที่เผยให้เห็นความคล่องตัวของร่างกาย นางรวบผมขึ้นเป็นหางม้าอย่างรวดเร็ว แววตาเปลี่ยนเป็นคมกล้าดั่งพยัคฆ์สาวที่เตรียมล่าเหยื่อ “ฝากยิงสนับสนุนด้วย... เอาชุดไปให้ข้าที่ฝั่งนู้นนะ ฮึ้บ!”
ร่างบางพุ่งทะยานออกไปดั่งลูกศรหลุดจากคันศร ฝ่าห่ากระสุนที่พุ่งแฉลบผ่านตัวไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนจะทิ้งตัวดิ่งลงสู่แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวเบื้องล่าง
ตูม!
ผิวน้ำที่เย็นจัดโอบอุ้มร่างของนางไว้ ท่ามกลางกระแสน้ำหนาวเหน็บที่ควรจะทำให้คนธรรมดาช็อกจนหมดสติ แต่สำหรับ ซูเหยา นางกลับรู้สึกราวกับกำลังว่ายอยู่ในอ้อมกอดของสหายเก่า พลังธาตุน้ำแข็งในจิตวิญญาณเดิมตื่นขึ้น ช่วยพรางออร่าและ ลดอุณหภูมิร่างกายจนกลมกลืนไปกับสายน้ำ นางว่ายดิ่งลึกเข้าหาฝั่งศัตรูอย่างเงียบเชียบราวกับพรายน้ำที่ไร้ตัวตน
เมื่อขึ้นฝั่งมาได้ กลิ่นดินระเบิดและไอเวทมนตร์ข้นคลักก็เตะเข้าจมูก ซูเหยาเคลื่อนที่อย่างพริ้วไหวและเงียบงัน สัญชาตญาณแม่ทัพบอกตำแหน่งของกับระเบิดที่ฝังอยู่ได้อย่างแม่นยำ นางจัดการ “ดัดแปลง” พวกมันด้วยระเบิดแรงสูงที่พกมาอย่างชำนาญตามความทรงจำใหม่ที่ผุดขึ้นมา
“จงเป็นเปลวเพลิงที่แผดเผาศัตรูของข้า...” นางพึมพำก่อนจะกดชนวนระเบิดชุดแรกเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
ตูมมมมมม!!!!!
พื้นพสุธาสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว แรงอัดอากาศมหาศาลพัดพาฝุ่นละอองและเศษซากอาคารปลิวว่อนไปทั่วชั้นบรรยากาศ ทหารบนสะพานหลายคนถึงกับต้องหมอบราบและเอามือปิดหู เมื่อควันสีดำจางลง ภาพเบื้องหน้าคือความสยดสยอง... อาคารหินที่เคยตั้งตระหง่านหายวับไปครึ่งหลัง ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังที่ลุกไหม้ด้วยไฟสีฟ้าจากมานาที่รั่วไหล
โลกทั้งโลกดูเหมือนจะเงียบงันไปชั่วขณะ ทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับต่างอ้าปากค้างกับพลังทำลายล้างที่ “เกินพิกัด” ของนักเรียนทหารเพียงคนเดียว
“ถอย! รีบถอยออกไป! ตึกจะถล่มแล้ว!” เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังออกมาจากซากตึก
“ย้ากกก! อย่าเข้ามานะ ยัยปีศาจ!”
ซูเหยาไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย นางพุ่งเข้าสู่ม่านควันดั่งเงาสังหาร คมมีดในมือวาววับรับแสงไฟ แสงวาบจากกระสุน เวทมนตร์สลับกับเสียงกรีดร้องสั้นๆ ของศัตรูที่ถูกจัดการอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
ผ้าสีแดงถูกโบกสะบัดใกล้หน้าต่าง
“เมลส่งสัญญาณมาแล้ว! ทุกคน บุกข้ามสะพานไปเร็ว!!!” หัวหน้าหน่วยที่ได้สติก่อนใครตะโกนสั่งการสุดเสียง
เหล่านักเรียนทหารที่เหลือรีบพุ่งข้ามสะพานเข้าสู่จุดรวมพล บางคนถึงกับกลั้นหายใจเมื่อวิ่งผ่านซากศพที่นอนเกลื่อนจากการถูกสอยด้วยความแม่นยำ เมื่อยึดพื้นที่ได้สำเร็จ ความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าปกคลุม... นักเรียนหลายคนนั่งกอดปืนสั่นเทา บางคนเริ่มร้องไห้เมื่อตระหนักว่านี่ไม่ใช่แค่การสอบ แต่มันคือ “สงครามจริง” ที่มีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
ซูเหยาเดินออกมาจากม่านควันช้าๆ ร่างกายเปื้อนไปด้วยเขม่าและหยาดเลือด แววตายังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของการสั่นไหว
“วิ่งไปเร็ว!! ไปดูแนวหลัง!” เสียงเพื่อนคนหนึ่งตะโกนบอก อย่างไม่ทราบสาเหตุ มีสองคนรีบวิ่งไปชั้นสามของอาคาร แล้วใช้กล้องส่องไปทางฝั่งที่พึ่งข้ามมา
โมโม่รีบวิ่งเข้าไปหาซูเหยา มือที่สั่นระริกส่งชุดคลุมคืนให้เพื่อนสาว “ยัยบ้า... ยัยเมล... เธอทำลงไปได้ยังไงนะ” โมโม่สำรวจร่างกายเพื่อนด้วยความเป็นห่วงผสมกับความยำเกรง “เธอรู้ไหมว่าเมื่อกี้มันไม่ใช่การสอบแล้ว... เธอเกือบจะถล่มตึกทับพวกเราไปพร้อมกับศัตรูแล้วนะ!”
ซูเหยารับชุดคลุมมาจากโมโม่โดยไม่พูดอะไร นางสวมมันอย่างลวกๆ กลิ่นไหม้ของกำมะถันยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก ท่ามกลางเสียงสะอื้นและอาการขวัญเสียของนักเรียนคนอื่นๆ ซูเหยากลับหันหลังเดินย้อนเข้าไปในกลุ่มหมอกควันสีเทาที่ยังคงพวยพุ่งออกมาจากซากอาคาร
“เมล! เธอจะไปไหนน่ะ! พื้นที่ยังไม่ปลอดภัยนะ!” โมโม่ตะโกนเรียกพลางรีบวิ่งตามไป
“ข้า... ฉันเห็นบางอย่างผิดปกติ” ซูเหยาตอบสั้นๆ แววตาคมกริบกวาดมองไปตามซากหินที่ถล่มลงมา นางไม่ได้มองหาแต้มหรือคะแนนสอบ แต่นางกำลังมองหา “ต้นตอ” ของความรู้สึกผิดปกติที่สัมผัสได้ก่อนหน้านี้
นางหยุดลงตรงหน้าซากกำแพงที่พังยับเยิน ใต้คานหินขนาดใหญ่มีร่างของชายคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบที่ดู ‘แตกต่าง’ จากนักเรียนคนอื่น ร่างนั้นถูกแรงระเบิดซัดจนสิ้นใจไปแล้ว แต่ที่ทำให้ซูเหยาขมวดคิ้วคืออาวุธในมือของเขา
“ปืนกระบอกนี้... " ซูเหยาพึมพำ นางก้มลงดึงกระเป๋าใบเล็กที่เอวของชายผู้นั้นออกมา
“นี่มัน... กระสุนจริงนี่นา! ทำไมเขาถึงพกของแบบนี้มาในการสอบ?” โมโม่ที่ตามมาติดๆ ถึงกับหน้าถอดสีเมื่อเห็นปลอกกระสุนตะกั่วสีเงินวาว
ซูเหยาไม่ตอบ แต่นางกลับเปิดกระเป๋าหนังใบนั้นออก สิ่งที่อยู่ภายในทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงยิ่งกว่าเดิม มันคือกระดาษหนังเก่าแก่ที่มีอักขระสีแดงเข้มเขียนเป็นรูป “วงเวทอัญเชิญสัตว์อสูรระดับสูงไ คู่กับอุปกรณ์สื่อสารเวทมนตร์ขนาดพกพาที่กำลังส่งสัญญาณกะพริบสีแดงถถี่ๆ
“นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ซูเหยาเอ่ยเสียงต่ำ สัญชาตญาณ ขุนศึกของนางเตือนภัยรุนแรง “มีคนตั้งใจใช้การสอบนี้เป็นฉากบังหน้า เพื่อทำบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้น”
“เราต้องไปบอกหัวหน้าหน่วย!” โมโม่เริ่มสติหลุด
“ไม่! ช้าก่อน...” ซูเหยาคว้าข้อมือเพื่อนไว้ แววตานางนิ่งสงบจนน่าขนลุก “ถ้าคนพวกนี้แฝงตัวเข้ามาได้ แสดงว่าภายในโรงเรียนหรือคณะกรรมการสอบอาจจะมี ‘หนอนบ่อนไส้’ เก็บหลักฐานนี่ไว้ให้มิดชิดที่สุด อย่าเพิ่งเชื่อใจใครนอกจากพวกเราเอง”
ในขณะนั้นเอง เสียงวิทยุสื่อสารที่หัวไหล่ของโมโม่ก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงสั่นสะเทือนจากแดนไกลที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ... ไม่ใช่เสียงรถถัง แต่เป็นเสียง “คำราม” ของบางสิ่งที่ฟังแล้วอาจจะไม่ได้เป็นมิตรเท่าที่ควร แทรกเข้ามาในวิทยุ
ซูเหยากระชับปืนสั้นในมือแน่น แววตานางเปล่งประกายเย็นเยียบ ‘ดูท่าว่าชีวิตใหม่ในร่างนี้... จะไม่สงบสุขอย่างที่คิดไว้เสียแล้ว’
ซูเหยานั่งยืนพิงช่องกำแพงที่ว่างเปล่า มองทอดยาวไปที่ปลายสะพาน ปล่อยให้ชายผ้าชุดคลุมสะบัดไปตามลมหนาวที่พัดพากลิ่นไหม้มาปะทะจมูก นางหันไปสบตาโมโม่ที่ยังคงสั่นเทาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าทว่าหนักแน่น ก่อนจะถอดชุดคลุมสวมให้
“สงครามไม่มีคำว่าเกือบ... มีแค่รอดกับตาย” นางเอ่ยเสียงเรียบพลางหันกลับไปมองสะพานที่เริ่มมีเสียงโลหะบดขยี้กับคอนกรีต “หน้าที่เราจบแล้ว... หรืออย่างน้อยก็ในตอนนี้” ซูเหยารู้ดีว่า ‘เมล’ เด็กสาวผู้อ่อนแอและขี้แยได้สูญสิ้นไปพร้อมกับแรงระเบิดลูกแรกที่ครั้งนั้นแล้ว เหลือเพียงวิญญาณของขุนศึกที่ตื่นขึ้นมาในร่างนี้เท่านั้น
“แห่กๆ ... เอาชุดคืนไปยัยคนบ้า!" โมโม่บ่นอุบขณะโยนชุดคลุมคืนให้คนตรงหน้า และพยายามปรับลมหายใจ
ซูเหยาไม่ได้ตอบอะไร แต่นางล้วงเอากระเป๋าหนังใบเล็กที่ยึดมาได้โยนให้หัวหน้าหน่วยที่เพิ่งเดินเข้ามา “หัวหน้า... ข้าพบสิ่งนี้ในตัวชายท่าทางน่าสงสัยที่แฝงตัวอยู่กับกลุ่มผู้สอบ มันใช้กระสุนจริงยิงใส่ข้า ดีที่ข้าหลบทัน”
เมื่อหัวหน้าหน่วยเปิดกระเป๋าออก แสงสีแดงจางๆ จากอักขระบนกระดาษหนังก็วาบขึ้นจนเขาต้องหน้าถอดสี แล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “นี่มัน...วงเวทอัญเชิญสัตว์อสูรระดับสูง กับเวทสื่อสารระยะไกลของจริงนี่นา!”
ความเงียบที่หนาวเหน็บเข้าปกคลุมกลุ่มนักเรียนทันที ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของสายลม การสอบที่ควรจะปลอดภัยกลับกลายเป็นสมรภูมิที่มีแผนร้ายซ่อนอยู่
“หัวหน้า! รถถังมาถึงแล้วค่ะ!” เสียงตะโกนจากหน่วยเฝ้าระวังดึงความสนใจของทุกคนไปยังปลายสะพาน
ทว่า... เมื่อขบวนยานเกราะปรากฏสู่สายตา แทนที่จะได้รับความรู้สึกปลอดภัย ทุกคนกลับต้องขนลุกชัน รถถังเหล็กกล้าที่เคยดูเกรงขามบัดนี้อยู่ในสภาพสะบักสะบอมราวกับผ่านสงครามล้างโลกมา ตัวถังมีรอยกรงเล็บขนาดมหึมาฉีกกระชากจนแผ่นเหล็กบิดเบี้ยว บางคันมีรอยไหม้พาดผ่านจนสีลอกร่อน ควันดำพวยพุ่งออกมาจากเครื่องยนต์ที่ทำงานหนักเกินพิกัด
“อาจารย์แคทเธอรีนคะ! เกิดอะไรขึ้น!” โมโม่โผเข้าไปหาอาจารย์หญิงที่กระโดดลงจากรถจี๊ปที่นำขบวนมา ใบหน้าของอาจารย์เต็มไปด้วยเขม่าดำและแววตาที่เหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด
“การสื่อสารกับภายนอกถูกตัดขาดทั้งหมด...” อาจารย์แคทเธอรีนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “มันไม่ใช่แค่การก่อกวนสนามสอบ แต่มีคนตั้งใจชักนำ ‘คลื่นอสูร’ ให้บุกเข้ามาในเขตโรงเรียนโดยเฉพาะ ตอนนี้ระลอกแรกหยุดลงแล้ว แต่มันกำลังเตรียมการสำหรับระลอกที่สอง... และมันอาจจะรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า!”
ความโกลาหลเริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่ทหารและนักเรียน “แล้วเราจะทำยังไงต่อครับอาจารย์!” หัวหน้าหน่วยถาม
“บอกทุกคนให้รีบเก็บของขึ้นรถเท่าที่จำเป็น! เราไม่สามารถรักษาพื้นที่กระจายตัวแบบนี้ได้ ต้องไปรวมกำลังกับกลุ่มอื่นที่จุดนัดพบทางใต้ของเมือง” แคทเธอรีนสั่งการอย่างเฉียบขาด
“สาวๆ ได้ยินแล้วใช่ไหม! รีบย้ายก้นเดี๋ยวนี้!”
เสียงหัวหน้าหน่วยตะโกนสั่งการจนเกิดเสียงบ่นพึมพำด้วยความตื่นตระหนก ทุกคนต่างเร่งรีบเก็บสัมภาระด้วยมือที่สั่นไหวเหมือนเสียงหัวใจที่เต้นรัว
ผิดกับซูเหยา... นางเพียงแค่กระชับปืนในมือแน่น ตรวจเช็กซองกระสุนอย่างใจเย็น แววตาที่เคยมองว่าโลกนี้เป็นเพียงสนามเล่นสนุกของเด็กๆ พลันเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งที่พร้อมจะสังหารทุกสิ่งที่ขวางหน้า
‘ดูท่า…. กลิ่นอายแห่งความตายที่ข้าคุ้นเคย มันจะตามข้ามาถึงที่นี่แล้วสินะ’
นางมองไปยังป่าลึกที่อยู่ไกลออกไป สัมผัสได้ถึงไอสังหารมหาศาลที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ขบวนยานเกราะที่สะบักสะบอมคำรามกึกก้องขณะข้ามสะพานที่สั่นสะเทือน ซูเหยานั่งนิ่งอยู่บนตัวรถถังที่ร้อนระอุด้วย ไอความร้อนจากเครื่องยนต์ แววตาของนางนิ่งสนิทขัดกับความวุ่นวายรอบข้าง นางไม่ได้มองว่านี่คือการสอบอีกต่อไป แต่มันคือความวุ่นวายที่กำลังตามมา
เมื่อถึงจัตุรัสกลางเมือง ภาพความโกลาหลที่พยายามจะควบคุมให้เป็นระบบระเบียบก็ปรากฏขึ้น คนเจ็บมากมายถูกหามลงจากรถบรรทุกคันใหญ่ที่มาถึงก่อนหน้า ยานเกราะของโรงเรียนอื่นอยู่ในสภาพย่ำแย่ไม่ต่างกัน
รถจี๊ปของอาจารย์แคทเธอรีนเบรกจนฝุ่นตลบ “ผบ.รถถัง! นำรถไปเติมกระสุนและมานาที่จุดสนับสนุนด่วน!” เสียงอาวุธหนักจากโรงเรียนพันธมิตรเริ่มขยับตัวราวกับสัตว์ร้ายที่ตื่นจากการจำศีล
“โชคดีนะมาเรีย... ฝากแนวหน้าด้วย” โมโม่โบกมือลาเพื่อนสาวด้วยแววตาสั่นระริก ก่อนจะหันมามองซูเหยาที่กระโดดลงจากรถถังด้วยท่าทางที่มั่นคงอย่างประหลาด
“โมโม่... ดูแลตัวเองด้วยนะ” มาเรียโบกมือลาเพื่อนสาวก่อนจะนำรถถังเข้าประจำจุด
“พวกเธอสองคนตามมา” อาจารย์แคทเธอรีน หันไปเรียกสองสาวที่กำลังยืนงงอยู่
ซูเหยาและโมโม่เดินตามอาจารย์ไปยังเต็นท์บัญชาการกลาง เพื่อส่งมอบหลักฐานและรายงานสถานการณ์
ในเต็นท์บัญชาการกลางที่เต็มไปด้วยเสียงวิทยุสื่อสาร ซูเหยายืนอยู่เบื้องหน้าหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง นางวางวงเวทสีเลือดและเครื่องสื่อสารที่ยึดมาได้ลงบนโต๊ะไม้แผนที่
“ตามที่รายงานค่ะ... หนูพบว่ากับระเบิดในแม่น้ำคือของจริง และมีมือสังหารแฝงตัวอยู่ หนูจำเป็นต้อง ‘กำจัด’ เขาเพื่อชิงหลักฐานนี้มา” น้ำเสียงของนางเย็นชาจนคนฟังรู้สึกเสียวสันหลัง
หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงขมวดคิ้วส่องกล้องขยายดูอักขระ “ภาคีจอมมาร... พวกหนูเก่งมากที่รอดมาได้ พวกมันคือกลุ่มใต้ดินที่ต้องการทำลายสมดุลโลกเวทมนตร์ ไปเบิกอาวุธชุดจริงซะ เราจะเข้าสู่สภาวะสงครามเต็มรูปแบบ!”
“ค่ะ”
ณ จุดเบิกอาวุธที่วุ่นวาย ซูเหยาไม่ได้เพียงแค่รับกระสุน แต่นางกวาดสายตามองหา “จุดอ่อน” ของสถานการณ์ นางพบว่ายาเวทมนตร์เริ่มไม่พอเพียง แต่ละหน่วยก็พยายามแย่งกัน ดีที่หน่วยของนางได้มาเยอะพอสมควร ทว่าความวุ่นวายในจุดพักของหน่วยก็ไม่ต่างจากที่จุดเบิกอาวุธแม้แต่น้อย
“พวกสายสนับสนุน! เก็บมานาไว้รักษา อย่าเพิ่งใช้โจมตี” นางสั่งการสั้นๆ จนเพื่อนๆ หันมามองเป็นตาเดียว
จังหวะนั้น กลุ่มอันธพาลประจำห้องพยายามจะเข้ามายึดกล่องกระสุนส่วนกลาง “ถอยไป ยัยจืดจาง! ของพวกนี้ต้องอยู่ในมือคนเก่งๆ อย่างพวกข้า...” ยังไม่ทันสิ้นประโยค ซูเหยาก็สืบเท้าเพียงก้าวเดียว มือเรียวคว้าข้อมือหนาแล้วบิดหมุนพร้อมกระแทกศอกเข้าที่จุดประสาทจนร่างยักษ์นั้นลงไปกองกับพื้นในอึดใจ
“ถ้าอยากรอด... ก็หุบปากแล้วทำตามสั่ง” นางกล่าวด้วยโทนเสียงที่ทำให้พวกลูกกระจ๊อกต้องถอยกรูด
“ยัยนมใหญ่... เธอไปโดนอะไรมากันแน่ ทำไมถึงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนแบบนี้?” เพื่อนสาวคนหนึ่งถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ระเบิด... โดนเข้าไปสองรอบ สมองอาจจะเข้าที่มั้ง” ซูเหยาตอบกวนๆ ทำเอาหัวหน้าห้องต้องรีบเข้ามาห้ามทัพ
“เมล์ เธอจะไปไหนน่ะ?” โมโม่ถามเมื่อเห็นซูเหยาหอบสัมภาระเดินออกไป “ไปวางกับดักรอบๆ อาคารนี้ แล้วจะขึ้นไปประจำที่ชั้นบน”
“พวกเราไปด้วย!” เพื่อนในกลุ่มรีบพากันวิ่งตามไป
ซูเหยาหอบสัมภาระขึ้นสู่ชั้นบนของอาคารริมน้ำ นางใช้เวลาที่เหลืออันน้อยนิด ขุดเอาดินระเบิด TNT เก่าเก็บมาผสมผสานกับวงเวทระเบิดรถถัง สร้างเป็น “ระเบิดเจาะเกราะประยุกต์” ที่อานุภาพสูงกว่าเดิมหลายเท่า
“เมล์... เธอทำอะไรน่ะ?” โมโม่ถามพลางช่วยส่งอุปกรณ์
“สร้าง ‘ประตูนรก’ ไว้รอพวกมันน่ะสิ”
ซูเหยาใช้ประสบการณ์จากชาติก่อนผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
ขณะนั้นเอง... ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! สัญญาณไซเรนแผดคำราม แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนหวิวๆ ห่างออกไปไม่ถึงสามไมล์ คลื่นสีดำของฝูงอสูรนับพันเคลื่อนที่เข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ที่พร้อมจะกลืนกินเมืองทั้งเมือง
“ปืนใหญ่ 105 มม. ยิงได้!!!”
ปึ้ง! ปึ้ง!
เสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น ลูกไฟเวทมนตร์พุ่งแหวกอากาศข้ามหัวพวกเธอไปตกกลางฝูงอสูร แต่น่าแปลก... พวกมันเพียงแค่ชะงักไปครู่เดียวแล้วเดินหน้าต่อ
ซูเหยานั่งขัดสมาธิอยู่ริมหน้าต่าง หลับตาลงเพื่อโคจรพลังลมปราณที่เริ่มฟื้นฟู ‘พลังมานาในโลกนี้ช่างข้นคลัก... หากเปลี่ยนมันเป็นปราณดาบได้ ข้าคงไม่ต้องเปลืองกระสุน’ เพียงครู่เดียวนางก็ลืมตาขึ้น แววตาเปล่งประกายสีครามจางๆ ‘ทำไมพวกเขามัวแต่พึ่งพาเวทมนตร์จากภายนอกกันนะ?’ เพียงครู่เดียวนางก็ฟื้นพลังกลับมาได้เกินครึ่ง
“ยิง!!!”
แนวรบทั้งหมดเปิดฉากยิงสกัดอย่างหนักหน่วง กระสุนเวทมนตร์พุ่งแหวกอากาศดั่งห่าฝน ทว่าพวกที่ตายกลับมีเพียงพวกลูกกระจ๊อกตัวเล็กๆ เท่านั้น
ท่ามกลางห่ากระสุนที่สาดซัด ชายชุดคลุมลึกลับก้าวออกมากลางสะพาน บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสงัดราวกับถูกหยุดเวลา ทหารทุกคนหยุดยิงด้วยความฉงน พวกอสูรพากันหยุดกะทันหัน บรรยากาศเงียบสนิทจนน่าขนลุก ทหารผู้คุมในสนามสอบสั่งให้หยุดยิงเพื่อดูสถานการณ์...
“ปั้ง!”
กระสุนไรเฟิลพุ่งออกจากปลายกระบอกปืนของซูเหยาโดยไม่มีการลังเล หัวของชายชุดคลุมแตกกระจายดั่งลูกแตงโม ม้วนเวทอัญเชิญสลายกลายเป็นขี้เถ้า
“เมล์! เธอยิงทำไม!” โมโม่ร้องลั่น
“มันกำลังร่ายเวทอัญเชิญขั้นสุดท้าย... ถ้าไม่ยิงตอนนี้ พวกเราจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องขอชีวิต”
ทว่า... แม้ตัวควบคุมจะตาย แต่ประตูนรกได้แง้มออกแล้ว ตู้ม!!!! พื้นจัตุรัสกลางเมืองแตกละเอียด อสูรเกราะเหล็ก สูงเท่าตึกสามชั้นโผล่พ้นดินขึ้นมาคำรามจนกระจกอาคารแตกกระจาย พร้อมกับอสูรน้ำที่พุ่งขึ้นจากแม่น้ำเข้าจู่โจมแนวหลัง
“กดระเบิด!!!” ติ๊ด... บึ้มๆๆๆๆ!!!! กับดักที่ซูเหยาเตรียมไว้รอบอาคารทำงานทันที ฉีกร่างอสูรน้ำจนกลายเป็นหมอกสีเลือด
แต่ตัวปัญหาคือยักษ์เกราะเหล็กตรงกลาง ซูเหยาตัดสินใจในเสี้ยววินาที นางกระโดดลงจากหน้าต่างชั้นสาม ร่างบางปลิวไสวกลางอากาศดั่งใบไม้ร่วง แต่นางกลับรวบรวมพลังปราณไว้ที่ปลายเท้าพุ่งเข้าหาอสูรยักษ์ดั่งหัวกระสุน
นางใช้มีดสั้นที่อาบด้วยพลังปราณสีฟ้าคราม ปาดเข้าไปที่ข้อต่อเกราะอย่างแม่นยำ ก่อนจะยัด "ระเบิดเจาะเกราะทำมือ" เข้าไปในแผลเหวอะหวะนั่นแล้วถีบตัวม้วนหลบออกมา
“กึก... ตู้ม!!!!!” แรงระเบิดจากภายในทำให้อสูรยักษ์แตกสลายจากข้างใน แกนวิญญาณสีม่วงเข้มร่วงลงมาแตกละเอียดต่อหน้าซูเหยา ละอองแสงแห่งคะแนนไหลเข้าสู่กำไลข้อมือของนางอย่างมหาศาล
“โมโม่... ดูเหมือนว่าครั้งนี้เราจะสอบผ่านฉลุยเลยล่ะ” ซูเหยาปาดคราบเลือดออกจากแก้มพลางยิ้มเย็น
“ยัยบ้า! แกนวิญญาณนั่นมันขายได้กี่ล้านรู้ไหม!” โมโม่วิ่งเข้ามาโวยวายทั้งน้ำตา
“เงินทองเอาไว้ทีหลัง... ตอนนี้ต้องจัดการพวกที่เหลือให้จบ สงครามที่แท้จริงน่ะ... มันเพิ่งเริ่มหลังจากบอสสตายต่างหาก!”
โมโม่กับบรรดาเพื่อน ๆ ในกลุ่มพากันยืนนิ่ง มองเพื่อนสาวที่ยืนยิ้มอยู่กลางซากสัตว์อสูรยักษ์ แล้วหัวเราะลั่น
“.....”
“สงสัย... สมองยัยนั่นจะขยับอีกแล้ว”
“ฉันว่า... น่าจะต้องโดนระเบิดอีกรอบ คงจะดีขึ้น”
“อืม เห็นด้วย!”
“อ๊ากกกกกกก!!!”“อ๊ากกกกกกก!!”เสียงร้องประสานเสียงดังกึกก้องไปทั่วโถงวิหาร เมล กระโดดถอยหลังกรูด มือขวากำด้ามดาบแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังสิ่งมีชีวิตประหลาดตรงหน้า“แกเป็นตัวอะไร!” เมลตะโกนถาม“แล้วแกนั่นแหละเป็นตัวอะไร!” อีกฝ่ายตะโกนสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก“ตอบฉันมาก่อน!""ไม่ย่ะ! แขกที่ดีควรแนะนำตัวก่อนสิ”เมลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ “ก็ได้... ฉันชื่อ เมล เป็นมนุษย์”“อ้อ... ส่วนฉันคือ ซีโร่ เป็นเอไอปัญญาประดิษฐ์ผู้ดูแลที่นี่ ว่าแต่คุณผู้หญิง... เข้า...มา...ทำ...อะ...ไร...ใน...นี้...ไม่...ทราบ!” เจ้าสิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนแมวส้มอ้วนกลมแยกเขี้ยวใส่ เมลรู้สึกได้เลยว่าเจ้าแมวนี่กำลังหงุดหงิดสุดๆ“ที่นี่คืออะไรกันแน่ แล้วทำไมแมวอย่างแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”“ฉันคือหุ่นยนต์แมวที่สวยงามที่สุดในจักรวาลย่ะ! พูดไปเรื่องมันยาว รับชาหรือกาแฟไหม? อ้อ... แล้วฉันเป็นตัวเมีย เรียกให้ถูกด้วย”เมลทำหน้าไม่ถูก จากตอนแรกที่กะจะมาสำรวจวิหารร้างโบราณที่ดูขลังๆ ไหงกลายเป็นว่าต้องมานั่งจิบชากับแมวส้มขี้วีนไปได้ แต่นางก็ยอมเดินตามการนำทางของซีโร่ที่กระโดดขึ้นมาจองพื้นที่บนบ่าของนางอย่างถ
ข่าวการยกโขยงพากันเข้าป่าของห้องเรียนเมล ทำให้ห้องเรียนอื่นตื่นตัวและเริ่มจัดเตรียมข้าวของบ้าง แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกส่งไปเพียง “กลุ่มตัวท็อป” อย่างนักล่าและหน่วยสำรวจเท่านั้น โดยทิ้งพวกเด็กเรียนหรือฝ่ายสนับสนุนไว้ข้างหลังซึ่งนั่นแตกต่างจากปรัชญาของเมลโดยสิ้นเชิง นางต้องการให้เพื่อนร่วมห้องทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์จริง ไม่ใช่เก่งแค่ในตำรา เพราะในสนามรบจริง... แม้แต่คนทำบัญชีหรือฝ่ายเสบียงก็มีโอกาสต้องหยิบดาบขึ้นมาสู้เพื่อเอาชีวิตรอด นี่จึงเป็นโอกาสทองที่จะฝึกฝนทุกคนให้พร้อมสำหรับโลกภายนอก“ทุกคนเช็กอาวุธให้พร้อม! ป่าแห่งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่น” เมลกำชับเสียงเข้มป่าอสูรแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย แม้แต่ปาร์ตี้นักผจญภัยมืออาชีพยังไม่อยากย่างกรายเข้ามาหากไม่จำเป็น เมลจำได้ดีถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่นางเคยผ่านมา... ภาพของกลุ่มนักผจญภัยที่ถูกฝูง “ก๊อบลิน” ดักซุ่มโจมตีบริเวณชายขอบป่า สภาพศพของชายหญิงคู่หนึ่งและผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสามคนยังคงเตือนใจนางเสมอว่า ‘ความประมาทคือหนทางสู่ความตาย’เมื่อขบวนเดินทางลึกเข้ามาได้ระยะหนึ่ง เมลก็สั่งหยุดม้าที่จุดชัยภูมิซึ่งห่างจากลำธารไม่มากนัก“ตั้งค่าย!
ดยุคแม็กซ์น่าเดินตามฟอร์เร่เข้าไปยังมุมสงบของห้องรับแขก แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามนับร้อย แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยปากถามซี้ซั้วในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ระดับตำนานเช่นนี้เมลในชุดคนรับใช้เดินเข้ามายกชาและขนมชุดใหม่มาเสิร์ฟให้ด้วยตัวเอง ก่อนจะถอยฉากออกไปทำงานต่ออย่างเงียบเชียบ โดยที่ดยุคยังคงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่ฟอร์เร่?” ดยุคกระซิบถามภรรยา“ก็อย่างที่เห็น... พี่สาวขององค์ราชา ท่านอเล็กซานดราก็พักอยู่ที่นี่ ส่วนคนอื่นๆ ก็คือแขกของพระนางที่อยู่ในรายชื่อผู้มาเยือนนั่นแหละค่ะ” ฟอร์เร่ตอบเลี่ยงๆ โดยอ้างชื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์“แล้วจอมมารมาได้อย่างไร? เรื่องนี้เจ้าต้องอธิบายข้าให้กระจ่าง”“ท่านไม่เห็นภรรยาของจอมมารที่นั่งอยู่กับองค์ราชินี?”ดยุคพยักหน้าช้าๆ “เห็น...”“ภรรยาของจอมมารคนปัจจุบันกับองค์ราชินีของเรา เคยเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันสมัยยังเป็นนักผจญภัยค่ะ... และอีกเดี๋ยว ‘อดีตจอมมาร’ ก็กำลังจะมาถึงแล้วด้วย”“พวกนั้นมาทำไมกัน? นี่มันเรื่องใหญ่ระดับโลกเลยนะ”“ก็แค่... บัตรเชิญงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กๆ ของเพื่อนฝูง เดี๋ยวข้าจะให
ตกดึกคืนนั้น... ท่ามกลางป่าลึกที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าม้าขยับเข้ามาใกล้บ้านพักตากอากาศ สตรีสองนางในผ้าคลุมสีเข้มขี่ม้าตรงมาด้วยท่าทีเร่งรีบ คนหนึ่งมีรูปร่างเหมือนเด็กสาววัยสิบห้า ผิวเข้ม ผมสีแดงเพลิงดุจเปลวไฟ อีกคนมีผิวขาวนวลใบหน้าสะสวยทว่ามีใบหูแหลมยาวบ่งบอกถึงเชื้อสายเอลฟ์ ทั้งสองมาพร้อมผู้ติดตามชุดดำที่ดูแคล่วคล่องอีกสองคนครึ่ม!!! เปรี้ยง!!!เสียงอสนีบาตฟาดคำรามเป็นสัญญาณว่าพายุใหญ่กำลังมาเยือน“ที่นี่ใช่ไหม”“ค่ะท่านหญิง”คลึ่ม!!! เปรี้ยง!!!“แขกของท่านแม่ใช่หรือไม่คะ?” เสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลังดังขึ้นจากทางด้านหลังของทั้งสี่“ใช่... พวกเรามาหาฟอร์เร่” เอลฟ์สาวตอบพลางปัดผ้าคลุม“เช่นนั้นตามเข้ามาด้านในเถอะค่ะ ฝนกำลังจะตกหนักแล้ว” เมลเอ่ยเชิญ ก่อนจะนำทางทั้งสี่เข้าสู่คฤหาสน์ที่โอ่อ่าเกินคาด“บ้านหลังนี้มัน” เอลฟ์สาวมองสำรวจตัวบ้าน“หนูจะให้คนเอาม้าไปเก็บให้นะคะ”“ขอบใจมาก” ม้าสี่ตัวถูกอัศวินพาเข้าไปในโรงเก็บม้า ส่วนข้าวของทั้งหลายก็ถูกเหล่าเมดนำขึ้นไปไว้บนห้องพักเรียบร้อยหลังจากจัดการเรื่องม้าและสัมภาระเรียบร้อย เมลพาทั้งสี่มานั่งพักที่โต๊ะรับแขกริมหน้าต่างที่พายุฝนกำลังกระหน่ำซัด
บรรยากาศในงานเลี้ยงกร่อยลงทันตาหลังจากคำประกาศกร้าวของเมล แม้ผลลัพธ์จะทำให้นางได้รับอิสรภาพจากการถอนหมั้นพร้อมเหรียญทองค่าปลอบใจก้อนโต แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกยินดีนัก เลยปฏิเสธที่จะกลับพร้อมรถม้าหรูของโมโม่ ทว่าเลือกที่จะสวมชุดบุรุษเดินทอดน่องไปตามท้องถนนยามค่ำคืนเพื่อซึมซับ “ความเป็นจริง” ของเมืองหลวงแห่งนี้“สาวน้อย คืนนี้มาสนุกกับพี่สาวไหมจ๊ะ?” เสียงทักทายฉะอ้อนดังมาจากเงามืดริมทาง เหล่าสตรีที่หาเลี้ยงชีพด้วยร่างกายพากันส่งสายตาหวานให้ตลอดทางเมลหยุดยืนอยู่หน้าสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งที่มีแววตา อมทุกข์ “พี่สาว มีร้านนั่งดีๆ บ้างไหม?”“มีสิ... เจ้าเป็นลูกค้าคนแรกของคืนเลยนะ” หญิงสาวขยิบตาพร้อมทำนิ้วเป็นรูปวงกลมสัญลักษณ์ของเงิน“ไม่ใช่ปัญหา ข้าแค่อยากหาเพื่อนคุย” เมลพยักหน้าตกลง“เช่นนั้นตามพี่สาวมาเลย ร้านของพี่สาวบรรยากาศดีสุดแล้ว”“จริงหรอ”“ไม่จริงคืนนี้ยอมเสียตัวให้เลยอ่ะ”“พอเลย รีบเดิน”“เจ้านี่น่ะ ทำตัวเย็นชาแบบนี้ สงสัยสาวเยอะแน่เลย”“ไม่มี ว่าแต่ทำไมเดินออกมานอกเมือง” เมลมองรอบๆ เริ่มไม่เห็นบ้านคนยิ่งเดินออกไปไกล บ้านเรือนก็ยิ่งเบาบางจนถึงเชิงเขาห่างไกล เมลเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบว่า
ซูเหยายืนตระหง่านอยู่บนยอดอาคารที่ควันไฟยังคุกรุ่น สายตาเย็นชากวาดมองซากอสูรเกราะเหล็กเบื้องล่างที่กลายเป็นเพียงกองเศษเนื้อและเหล็กบิดเบี้ยว ผลจากการผสมผสาน“ระเบิดสมัยใหม่” เข้ากับ “การอ่านจุดตาย” แบบนักรบโบราณของนาง ทำเอาพวกฝ่ายช่างและเพื่อนร่วมห้องที่เหลือถึงกับอ้าปากค้าง“ใคร... ใครสอนให้พวกเธอเอากับดักรถถังมาดัดแปลงเป็นระเบิดเจาะเกราะแบบนี้!” อาจารย์ที่ปรึกษาอุทานขณะเร่งช่วยลูกศิษย์ประกอบอุปกรณ์ตามแบบที่วางไว้“เมลครับอาจารย์! ยัยนั่นเพิ่งยัดมันใส่ปากอสูรยักษ์นั่นจนระเบิดเป็นจุน” นักเรียนชายคนหนึ่งชี้ไปที่ซูเหยา“แล้ว.... ไปเรียนวิธีพรรค์นี้มาจากไหน? ในหลักสูตรทหารเวทมนตร์ไม่มีสอนเรื่องการดัดแปลงนอกตำราขนาดนี้นะ!” ทุกคนพากันสงสัย เมื่อได้ยินสิ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาพูดแต่สำหรับพวกที่กำลังสู้ตายอยู่ในแนวหน้า ความสงสัยนั้นถูกกลบด้วยเสียงคำรามของศัตรู พวกเขาต้องการเพียงสิ่งที่จะทำให้รอดชีวิตจากอสูรพวกนี้ได้“เมล! รีบไปที่ส่วนกลางด่วน!” เพื่อนที่คุมวิทยุตะโกนบอกสุดเสียง“เธอจะแหกปากเชิญพวกมันขึ้นมาร่วมโต๊ะอาหารหรือไง?” ซูเหยาตำหนิเสียงเรียบพลางกระโดดลงจากขอบตึก เข้าที่กำบังเพื่อหลบการ







