INICIAR SESIÓNซูเหยายืนตระหง่านอยู่บนยอดอาคารที่ควันไฟยังคุกรุ่น สายตาเย็นชากวาดมองซากอสูรเกราะเหล็กเบื้องล่างที่กลายเป็นเพียงกองเศษเนื้อและเหล็กบิดเบี้ยว ผลจากการผสมผสาน
“ระเบิดสมัยใหม่” เข้ากับ “การอ่านจุดตาย” แบบนักรบโบราณของนาง ทำเอาพวกฝ่ายช่างและเพื่อนร่วมห้องที่เหลือถึงกับอ้าปากค้าง
“ใคร... ใครสอนให้พวกเธอเอากับดักรถถังมาดัดแปลงเป็นระเบิดเจาะเกราะแบบนี้!” อาจารย์ที่ปรึกษาอุทานขณะเร่งช่วยลูกศิษย์ประกอบอุปกรณ์ตามแบบที่วางไว้
“เมลครับอาจารย์! ยัยนั่นเพิ่งยัดมันใส่ปากอสูรยักษ์นั่นจนระเบิดเป็นจุน” นักเรียนชายคนหนึ่งชี้ไปที่ซูเหยา
“แล้ว.... ไปเรียนวิธีพรรค์นี้มาจากไหน? ในหลักสูตรทหารเวทมนตร์ไม่มีสอนเรื่องการดัดแปลงนอกตำราขนาดนี้นะ!” ทุกคนพากันสงสัย เมื่อได้ยินสิ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาพูด
แต่สำหรับพวกที่กำลังสู้ตายอยู่ในแนวหน้า ความสงสัยนั้นถูกกลบด้วยเสียงคำรามของศัตรู พวกเขาต้องการเพียงสิ่งที่จะทำให้รอดชีวิตจากอสูรพวกนี้ได้
“เมล! รีบไปที่ส่วนกลางด่วน!” เพื่อนที่คุมวิทยุตะโกนบอกสุดเสียง
“เธอจะแหกปากเชิญพวกมันขึ้นมาร่วมโต๊ะอาหารหรือไง?” ซูเหยาตำหนิเสียงเรียบพลางกระโดดลงจากขอบตึก เข้าที่กำบังเพื่อหลบการโจมตี
“ก็เสียงระเบิดมันดัง กลัวเธอไม่ได้ยินนี่นา!”
“จ้ะๆ ... เอาที่สบายใจเถอะ” ซูเหยาส่ายหัวอย่างระอา
“รีบไปเถอะเมล์ ทางนั้นคงมีงานให้เธอ” โมโม่เร่ง
“คอยดูนะ... ถ้าเรียนจบเมื่อไหร่ ข้าจะกลับไปปลูกผักสงบๆ อยู่หลังเขา ไม่ขอข้องแวะกับสนามรบอีก!”
“ยัยบ้า! หล่อนรอให้รอดไปจนเรียนจบก่อนเถอะ” ซาร่าตะโกนไล่หลัง
“ยัยซาร่า ระวังตัวให้ดีเถอะ กลับมาข้าจะคิดบัญชีที่แช่งข้า!” ซูเหยาชี้หน้าเพื่อนแบบทีเล่นทีจริง ก่อนจะทะยานร่างกระโดดข้ามไปตามยอดตึกด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์
“ยัยนั่นทำอะไรน่ะ!? เมลใช้เวทลมได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” เพื่อนๆ ที่มองตามได้แต่ยืนอึ้ง ท่าร่างที่พลิ้วไหวราวกับนกนางแอ่นนั้นไม่ใช่เวทมนตร์ แต่มันคือ วิชาตัวเบา ที่ฝังอยู่ในสัญชาตญาณดั้งเดิม และดูเหมือนเจ้าตัวจะลืมไปสนิทว่าตอนนี้นางอยู่ในชุดเครื่องแบบรัดรูป ไม่ได้สวมชุดคลุมเทอะทะเหมือนเก่า ทำให้ทุกท่วงท่าดูงดงามและแข็งแกร่งดั่งพยัคฆ์สาว
‘โชคดีจริงๆ ที่ท่านบรรพบุรุษมอบมิติลับสืบทอดมาให้ด้วย...’ ซูเหยาแย้มยิ้มในใจขณะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
ภายในจิตสำนึกของนาง มิติส่วนตัวอันกว้างขวางยังคงอยู่ครบถ้วน ทั้งคลังแสงอาวุธโบราณ เสบียงอาหารเลิศรส สมุนไพรอันล้ำค่า และที่สำคัญ... ชุดเกราะผ้าไหมล่าสังหารของนางก็ยังอยู่ครบทุกชุด ความลับนี้มีเพียงผู้สืบทอดสายเลือดหลักที่เข้าถึง “มิติหลัก” เท่านั้นที่จะรู้ ส่วนพวกสายรองก็ได้แค่ใช้เก็บของกิ๊กก๊อกเท่านั้นเองทำให้คนที่เข้าถึงมิติหลักได้ ก็จะพากันเก็บสะสมนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด บ้างก็สร้างห้องเก็บของเพิ่ม บ้างก็ปลูกสมุนไพรล้ำค่าเอาไว้ ทำให้มีทรัพยากรมากมายอยู่ภายในมิติ เรียกได้ว่าสะสมมารุ่นต่อรุ่น
‘ว่าแต่... พวกเบื้องบนจะเรียกข้าไปที่ส่วนกลางทำไมกันนะ หรือความลับเรื่องระเบิดจะแตกเสียแล้ว?’
นางสะบัดความคิดทิ้ง ทะยานร่างผ่านม่านควันมุ่งหน้าสู่ใจกลางสมรภูมิที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
โดดไปโดดมาก็มาถึงจัตุรัสกลางเมือง ทุกอย่างดูวุ่นวายไปหมด ซูเหยาโดดลงที่มุมตึกแล้วเดินเนียนๆ เข้าไปในเต็นท์บัญชาการ ด้านในมีคนยืนรออยู่สองสามคนและมีบางคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี
“เมล คาร์เรร่า รู้รึไม่ทำไมถึงเรียกเธอมา” แคทเธอรีนถาม
“ค่ะ”
“เธอยิงบุคคลต้องสงสัย ทางเราต้องการจับเป็นมัน แต่เธอดันยิงมันทิ้ง”
“ขออภัยค่ะ แต่ถ้าปล่อยให้คนร้ายกางม้วนเวทย์ออก เราอาจสูญเสียมากกว่านี้ค่ะ”
“เธอเป็นเพียงนักเรียน! ทำไมไม่รอคำสั่ง! ถ้าสถานการณ์ปกติเธอโดนทำโทษไปแล้ว!” หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยตะคอกใส่
“ไล่ออกเลยซิ ไล่เลย อย่าคิดว่าจะมาข่มขู่คนแบบเราได้! เด็กโง่ๆ มันยังรู้เลยว่าม้วนกระดาษนั่นมันคือส่วนหนึ่งของเวทย์อัญเชิญ! ผิดตรงไหนตอบ! คุณฆ่าเจ้าตัวใหญ่หลังแข็งๆ ได้ไหม! ถ้าไม่ได้ก็หุบปาก!” นางลืมตัวปล่อยออร่ากดดันออกมาจนทุกคนเริ่มหายใจไม่ออก
“นักเรียนหยุดเดี๋ยวนี้!” แคทเธอรีพยายามฝืนพูด
“เห็นแก่อาจารย์หนูจะยอมถอยให้”
“ขะ... ขอบคุณ” แคทเธอรีนรีบโกยลมเข้าปอดเฮือกใหญ่
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงมาทำตัวเช่นนี้” ชายแปลกหน้าชี้ถาม อย่างไม่ไว้หน้า
"แม่ของเจ้าไง! ถ้าไม่รู้จะถามอะไรก็หุบปาก!" ซูเหยาตอบเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน
“พอ ๆ อาจารย์อยากให้พวกเธอไปทำลายจุดตั้งแกนพลังงานที่สร้างบาเรียเวทย์และติดต่อกับกองอัศวิน” แคทเธอรีนรีบตัดบท
“อยู่ตรงไหนบ้างค่ะ” ซูเหยารีบถามเพราะนางเองก็อยากรีบๆ ออกจากตรงนี้
“ตามจุดนี้เลย หน่วยสอดแนมรายงานมาว่ามีคนคอยเฝ้าอยู่สิบกว่าคน น่าจะมีฝีมือเทียบชั้นอัศวินขั้นกลาง” แคทเธอรีนตอบ ซูเหยายืนจ้องมองและจดจำจุดต่างๆ ไว้ในหัวของนางทั้งหมด
“แล้วจะแบ่งกันไปยังไงค่ะ” หญิงสาวไม่คุ้นหน้าถาม
“อาจารย์จัดทีมให้แล้ว พวกเธอไปกันเป็น... อ่าว! เมล์หายไปไหน” แคทเธอรีนมองหาคนที่กลัวว่าจะไปสร้างปัญหา และเจ้าตัวก็หายไปแล้ว
"ไปแล้วค่ะ เอากล่องตรงนี้ไปด้วย" อัศวินและคนในเต็นท์พากันมองไปที่จุดของกล่องที่หายไป
"นั่นมันระเบิดแรงสูง!"
"รีบแยกย้ายไปเดี๋ยวนี้!"
"ครับ!"
"ค่ะ!"
เมื่อพวกนักเรียนและกลุ่มค้นหาทำลายพากันออกไปหมดแล้ว แคทเธอรีนก็รีบตามซูเหยาออกไปทันทีพร้อมกับทีม เมื่อกลุ่มอื่นไปในจุดที่ใกล้ที่สุด ทำให้ตัวเลือกสุดท้ายคือทางใต้ของเขตสนามสอบซึ่งอยู่หลังแนวของพวกสัตว์อสูร สำหรับแคทเธอรีนแล้ว เมล์ก็ไม่ต่างอะไรไปจากลูกของตัวเองเลย เพราะเมล์นั้นเป็นลูกสาวของเพื่อนที่ขอให้ช่วยดูแลตอนอยู่โรงเรียน ตัวของเมล์ก็ถือว่าเป็นคุณหนูตระกูลดยุก ตระกูลสำคัญในอาณาจักรนี้
ฝั่งซูเหยาหรือเมล์ ตอนนี้มาหยุดพักที่บนต้นไม้ใหญ่ ห่างไปไม่ไกลมากมีพวกน่าสงสัยหลายสิบคนยืนอยู่รอบๆ สิ่งที่น่าจะเป็นแกนพลังงาน
“เปลี่ยนชุดเปลี่ยนชุด” ซูเหยาฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี นางถอดเสื้อออกแล้วโยนเข้ามิติ แล้วเอาเสื้อลายสีเขียวเทาออกมาใส่แทน “ระเบิดนี่แหละเหมาะสุดแล้ว”
นางยิ้มอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับเอากล่องระเบิดแรงสูงออกมาจัดการดัดแปลงนิดๆ หน่อยๆ เพิ่มนิดเพิ่มหน่อย จากนั้นก็เอาดาบสุดที่รักออกมา แต่นางก็สงสัยเหมือนกันว่าดาบเล่มนี้อยู่ในมิติได้ไงทั้งที่นางเอาเสียบไว้ที่ช่องกลไกเมื่อตอนนั้น
“ช่างเถอะ จบเรื่องแล้วค่อยคิด วิชาหายตัว!” แล้วก็กระโดดขึ้นดาบก่อนจะบินขึ้นไปสูงๆ เมื่อผสมกับเวทมนตร์แล้วทำให้พลังของนางเพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพของมันเองก็เพิ่มขึ้น
“ว้าว~ เวทมนตร์มันดีแบบนี้นี่เอง ฮิฮิฮิ” ซูเหยาขี่ดาบไปหยุดเหนือแกนพลังงาน “เอาของมาส่งจ้ะ บ้าย~”
กล่องใบใหญ่ค่อยๆ ตกลงช้าๆ อย่างนุ่มนวล โดยที่ยังไม่มีใครรู้ตัวเลยแม้แต่คนเดียว มีคนเคยบอกว่าสลักระเบิดรถถังนั้นถ้าใส่กลับคืนไปห้ามให้มันกระแทกหรือกระทบกระเทือนเด็ดขาด
ตุบ! เสียงกล่องหล่นกระแทกพื้น พวกมันพากันก้มมองกล่องปริศนาที่ตกลงมาจากไหนก็ไม่รู้
“ห้า! สี่! สาม! สอง!” ซูเหยาค่อยๆ ยิ้มแล้วดีดนิ้ว
ตู้มมมม!!! เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
“ว้าว~ สวยงาม... โอ๊ยๆๆ! ใครดึงหูข้า!” ซูเหยาที่กำลัง ชื่นชมดอกเห็ดไฟจากระเบิดบนดาบบิน ถึงกับร้องเสียงหลงเมื่อถูกมือดีกระชากใบหูจนตัวลอย
“ยัยตัวแสบ! ไปทำบ้าอะไรมา!” อาจารย์แคทเธอรีนแผดเสียงลั่น หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนเป็นห่วง
“เจ้! กะ... ก็เอาของไปส่งมาไงคะ ดูสิบาเรียเปิดแล้ว!" ซูเหยาพยายามแถไถเอาตัวรอด
“ระวังเถอะ ปิดภาคเรียนนี้ฉันจะไปคุยกับพ่อเธอให้รู้เรื่อง!”
“มันไม่ใช่พ่อหนู! หนูมีแค่แม่คนเดียว คนที่หนูไม่เคยเห็นหน้า... เพี๊ยะ!”
ซูเหยาหน้าชาไปแถบหนึ่ง ตั้งแต่เกิดมาสองชาติภพนางไม่เคยถูกใครตบ แต่ดูเหมือนเจ้าของร่างเดิมจะคุ้นเคยกับมันดี
“หุบปากเดี๋ยวนี้! อย่าพูดจาสามหาวแบบนั้นอีก เพื่อเธอ... แม่เธอถึงยอมทำทุกอย่าง เข้าใจไว้ด้วย!” แคทเธอรีนตะคอกทั้งน้ำตา
“เกิดมามีชีวิตเดียว ตายครั้งเดียว ถ้าข้าจะตาย ก็ขอเลือกทางตายด้วยตัวเองดีกว่า!” ซูเหยาสลัดตัวออก สะบัดหน้าหนีแล้วใช้วิชาพรางตัวบินหายไปในช่องว่างของบาเรีย
"เมล์! กลับมาเดี๋ยวนี้!" แคทเธอรีนตะโกนด่าตามหลังด้วยความโมโห แล้งรีบบินกลับไปสั่งให้คนไปบอกกองอัศวินถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในเขตการสอบ และแบ่งคนบางส่วนไปตามหาเมล์ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะเมล์นั้นเก่งศาสตร์และศิลป์ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ เป็นคนที่หาตัวจับยากที่สุดในทวีปและยังถูกวางตัวให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าชายลำดับที่สองอีกด้วย งานนี้จึงเดือดร้อนใครหลายคน พวกทหารและอัศวินของตระกูลจึงรีบพากันตามหาทันทีที่คนของแคทเธอรีนมาบอก
ซูเหยาแอบกลับมาที่คฤหาสน์ดยุก นางสำลักความทรงจำที่พรั่งพรู... เมลไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของดยุก แต่เป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยมีเพียง “กำไลเงิน” ติดตัวมา ร่างเดิมคงเก็บกดจนถึงขั้นตั้งใจเหยียบระเบิดเพื่อจบชีวิตตัวเอง
"นี่ห้องของข้าหรอเนี่ย" ซูเหยายืนมองสำรวจห้องในคฤหาสน์ของดยุก นางค้นหาและเก็บของที่จำเป็นใส่ในกระเป๋าก่อนจะโยนมันเข้าไปในมิติ
“อยากร้องไห้จริงๆ เล้ยยัยเมลเอ้ย เจ้าเป็นเด็กสาวที่น่าสงสารจริงๆ ระเบิดครั้งแรกเจ้าตั้งใจเหยียบมันซิน่ะ ฮึ ไม่เป็นไร ข้าจะตามหาแม่ของเจ้าให้เอง พักให้สบายเถอะนะเมล... พักแทนตัวข้าด้วย” ทันใดนั้นก็มีกลิ่นหอมๆ ปรากฏขึ้นในห้องก่อนจากหายไปทางหน้าต่างด้วยสายลมที่ผ่านเข้ามาพร้อมสาวใช้ตัวน้อยที่เดินเข้ามาในห้อง
“คุณหนู! คุณหนูท่านหายไปไหนมา คุณท่านเป็นห่วงน่ะค่ะ ทุกคนกำลังหาท่านอยู่” เด็กสาวรีบถาม
"ข้าแค่ไปหาที่ปรับอารมณ์ อย่าพึ่งไปบอกใครว่าข้ามา"
"ค่ะ คุณหนู"
"เจ้าพักเถอะ ข้าขออยู่เงียบๆ หน่อย"
"ค่ะคุณหนู"
ซูเหยาถอดชุดออกแล้วนั่งสมาธิเงียบๆ ที่ริมระเบียงหน้าห้องเพื่อฟื้นฟูพลังของนางทั้งหมดให้กลับมาคงเดิม นางพึมพำก่อนจะใช้พลังปราณชำระล้างร่างกาย สิ่งสกปรกสีดำเหม็นโฉ่ถูกขับออกมาจากรูขุมขน ‘การชำระไขกระดูก’ กระแสพลังในอากาศของที่นี่สูงมากทำให้ไม่ยากเลยที่จะฟื้นคืนพลัง และมันก็มีอีกอย่างที่แทรกอยู่นั่นก็คือกระแสของอณูเวทที่มีอยู่มากมายในอากาศ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนที่นี่ถึงใช้เวทมนตร์กัน แต่เท่าที่ค้นในความทรงจำแล้ว กลับไม่มีนักสู้ที่ใช้กระแสพลังเลยในประวัติศาสตร์ จะบอกว่าพวกอัศวินใช้ก็เห็นจะไม่ใช่เพราะมันเป็นเวทย์มากกว่ากำลังภายใน
“ในที่สุดก็ครบทุกจุด ฟู่~ กลิ่นไรเนี่ย!”
จนสาวใช้ตัวน้อยที่เดินเข้ามาถึงกับต้องเอาหน้ากากปิดจมูก “คุณหนู! เหม็นมากเลยค่ะ! รีบอาบน้ำเถอะ ดีนะท่านไปนั่งระเบียง ไม่นั่งบนที่นอน! ไม่เช่นนั้นบ่าวก็คิดไม่ออกเช่นกันว่าจะเป็นเช่นไร”
“กี่โมงแล้ว...” ซูเหยาถามเสียงอ่อนแรงหลังฟื้นฟูพลังปราณท่ามกลางอณูเวทที่เข้มข้น
“เช้าแล้วค่ะ ช่วงสายจะมีคนจากวังมาด้วยนะคะ” ซูเหยาได้ฟังก็ขมวดคิ้ว นางไม่อยากยุ่งกับพวกราชวงศ์ในตอนนี้ จึงใช้วิชาลบตัวตนบินหนีไป
“ยัยตัวแสบ! เหมือนแม่มันไม่ผิดเลย!” เสียงสตรีชั้นสูงดังขึ้นหน้าประตูห้อง พร้อมร่างงามที่ก้าวเข้ามาอย่างช้า ๆ
“ทะท่านหญิง!”
“ตกใจอะไร คิดว่าข้าไม่รู้รึไงว่าลูกข้ากลับมา” นายหญิงของบ้าน ภรรยาเอกของท่านดยุก เดินเข้ามาในห้องก่อนจะมองสำรวจห้องทั้งหมด
“นางไปไหน”
“บอกแค่ว่าออกไปทำธุระค่ะ”
“สร้างแต่ปัญหาไม่หยุดหย่อน นี่ก็หนีมาจากสนามสอบอีก ข้าปวดหัวจริงๆ”
“จริงหรอค่ะ ท่านหญิง”
“ใช่! นิสัยแย่ทั้งแม่ทั้งลูก!” พูดจบก็เดินหันหลังออกจากห้องไป
“คุณหนูน่ะคุณหนู เมื่อไหร่ท่านจะทำตัวแบบผู้หญิงทั่วไปบ้าง” สาวใช้ตัวน้อยได้แต่ถอนหายใจ
ทางด้านซูเหยาตอนนี้ก็หนีมาอาบน้ำอยู่ที่น้ำตกใจกลางป่าอสูรที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามา เขตป่านี้อยู่ติดอาณาเขตที่ดยุกคนนั้นดูแล จะมีนานๆ ครั้งที่โรงเรียนจะให้นักเรียนมาสำรวจเพื่อเก็บคะแนน แต่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าครั้งนี้ได้สร้างเรื่องไว้ขนาดไหน แต่ที่ทำไปก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไปทำไมหรือเป็นเพราะความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมที่เก็บกดมานาน
ช่วงสายนางก็แอบกลับไปที่สนามสอบ พอเท้าแตะพื้นก็ถูกแคทเธอรีนดักรวบตัวได้ทันควัน คราวนี้มีหญิงสาวสวยสง่าอีกคนยืนอยู่ด้วย... นายหญิงใหญ่แห่งตระกูลดยุกที่ซูเหยาไม่เคยรู้เลยว่านางคือ “จอมเวทระดับสูง”
"ไม่ต้องตกใจไปยัยตัวแสบ เธอทำอาจารย์ปวดหัวมาทั้งวันคิดจะรับผิดชอบยังไง"
"หนูไม่ผิด!" ซูเหยาประท้วง
"ผิดเต็มๆ ยัยลูกตัวดี!" แคทเธอรีนสวน
"คุณไม่ใช่แม่หนูด้วยซ้ำ!"
"เออ! ฉันไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่แม่เธอน่ะมันแสบ! ยัยนั่นเที่ยวคั่วสาวไปทั่วจนไปพลาดท้องกับใครก็ไม่รู้! สุดท้ายพวกเราเลยต้องมาซวยนั่งรับฝากลูกให้ยัยนั่นเลี้ยงไงล่ะ ฮึ่ย!"
“อย่าให้เหลาเยอะยัยหนู ยังไงหนูก็ยังเป็นลูกของแม่อยู่ดี” แคทเธอรีนพูดพร้อมกับพยักหน้าให้พรรคพวก
ซูเหยานั่งกะพริบตาปริบๆ สมองอดีตขุนศึกเริ่มประมวลผลไม่ทัน สมองพลันนึกถึงบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งหอการค้าในชาติก่อน ก่อนที่สมองจะหยุดทำงาน “เฮือก!” ซูเหยาหงายหลังเป็นลมล้มตึงไปทันทีเมื่อความจริงกระแทกหน้า
สองสาวใหญ่มองร่างที่หมดสติพลางถอนหายใจ "ยัยหนู!" สองสาวใหญ่มองหน้ากัน ดีที่พวกนางไม่บอกว่าไปคืนนั้นมีหลายคนเลยไม่รู้ว่าเมล์นั้นเป็นลูกใครกันแน่ เพราะวันนั้นสาวๆ วางแผนหลอกล่อให้แม่แท้ๆ ของเมล์ไปติดกับและอีกหลายเดือนต่อมาเมล์ก็เกิดมาโดยที่ได้เอกลักษณ์ของสาวๆ ทั้งห้าคนมาครบ
แคทเธอรีนที่เห็นครั้งแรกยังแอบตกใจเพราะตรวจจิตวิญญาณแล้วก็มีส่วนผสมของตัวเธออยู่ และของอีกสี่คนก็มีครบ ถ้าเมล์รู้จักรักสวยรักงามคงจะกลายเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ที่สุด หนึ่งในนั้นคือลูกสาวของราชาปีศาจและเจ้าตัวก็เป็นคนหลอกให้แม่แท้ๆ ของเมล์มาติดกับ
“ไม่น่าเชื่อเลยนะ... แค่บอกว่ากองทัพจอมมารบุก ยัยนั่นก็รีบพุ่งไปติดกับพวกเราทันที” นายหญิงดยุกหัวเราะ “เจ็ดวันเจ็ดคืนพอดีเด๊ะ พอเข้าเดือนใหม่ กองทัพจอมมารก็ประกาศยุติสงคราม งั้น”
“เธอก็เป็นคุณนายแล้วยังไม่ลืมอีกหรอ”
“กะ... ก็ข้าชอบของข้าแบบนั้น ละ... หล่อนก็ไม่น้อยหน้าน่ะวันนั้น”
“จริง ฮ่าฮ่าฮ่า เจ็ดวันพอดี”
“ก็นางจอมมารแก่นั่นพอรู้ว่าจะมีหลานก็เนื้อเต้นจนเลิกรบเลยนี่นา” แคทเธอรีนเสริม
“แต่ดูสิ พลังของยัยหนูตื่นขึ้นมาครบเลย ทั้งสายเลือดมังกร, เอลฟ์, คนแคระ, กษัตริย์, จอมขมังเวท และอัศวินศักดิ์สิทธิ์... นี่ถ้าใครรู้ว่านางเป็นทายาทของ ดิเฟเนล ด้วย โลกได้พินาศแน่”
“ยัยเผ่าคนแคระนั่นก็อีกคน... สรุปวันนั้นมีหก ไม่ใช่ห้า... ใช่ไหม” แคทเธอรีนเริ่มสงสัย
“อ่า~ ใช่ๆ ยัยเผ่าคนแคระนั่น” นายหญิงดยุกพูดพลางถอนหายใจยาว “พลังของยัยหนูตื่นขึ้นมาแล้ว เราควรบอกแม่เทพธิดากับยัยมารร้ายด้วยไหม”
แคทเธอรีนได้แต่ยิ้มในใจ ทุกวันนางยังคงไม่แน่ใจเลยว่า วันนี้มีใครบ้าง ถ้าบอกไปคงได้แย่กันยกทีม “ระ เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ยังไม่แน่ใจว่าจะมีอัตลักษณ์ของเผ่าไหนโผล่ออกมาอีก”
“พายัยหนูไปพักเถอะ เรื่องโรงเรียนเราจัดการเอง”
“ฝากด้วยน่ะ”
“ไม่ต้องห่วง” แคทเธอรีนเดินส่ายหัวพลางมองเพื่อนแบกลูกสาวขึ้นไม้กวาดบินหายไปในกลีบเมฆ “เออ... แล้วสรุปยัยหนูเมล์เนี่ย... เป็นลูกใครกันแน่ฟะ?” เมื่อหาคำตอบไม่ได้ ก็ขี่ม้ากลับไปที่เมืองจำลองสำหรับการสอบ
********
ร่างระหงจอดไม้กวาดกลางสวนขอบคฤหาสน์หลังใหญ่ ดุจพระราชวังขนาดย่อมๆ มีทหารรับใช้เดินตรวจตราไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่เดียว
“ท่านหญิงครับ ท่านชายรอพบอยู่ที่ห้องโถงครับ”
เสียงรายงานจากทหารรับใช้ทำให้ฟอร์เร่ที่กำลังแบกลูกสาวอยู่หยุดยืนครู่หนึ่ง "รู้แล้ว... มาธ่า พานางไปพักที่ห้องข้า อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้นางด้วย” ฟอร์เร่สั่งการหัวหน้าเมดเสียงเรียบ ก่อนที่เหล่าสาวใช้จะกุลีกุจอเข้ามาช่วยกันหามร่างที่หมดสติของคุณหนูใหญ่ไปจัดการดูแล
“นายของเจ้ามีธุระด่วนอะไร” ฟอร์เร่หันไปถามคนสนิทของสามี
“เรื่องคุณหนูใหญ่ครับ ตอนนี้คุณหนูรองและลูกคนอื่นๆ มากันพร้อมหน้าแล้วครับ”
ฟอร์เร่ถอนหายใจยาว แววตาฉายความเบื่อหน่าย “ข้าละเหนื่อยใจกับชายคนนี้จริงๆ ...” นางพึมพำกับตัวเอง ชีวิตในฐานะภรรยาเอกของดยุกไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไหนจะภรรยารอง ภรรยาสาม และอนุอีกสามคนที่จ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้กันทุกวินาที ในฐานะจอมเวทผู้ลึกลับ นางต้องแบกรับภาระทั้งงานราษฎร์งานหลวง แม้กระทั่งเรื่องบนเตียงที่ต้อง ‘จัดการ’ แทนสามีที่เริ่มโรยแรง เพื่อไม่ให้เหล่าภรรยาน้อยแอบไปดึงคนนอกเข้ามารั้งอำนาจ ในบ้าน
“เจอตัวลูกแล้วหรือ ฟอร์เร่” เสียงทุ้มต่ำของท่านดยุกเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นภรรยาเอกเดินเข้ามาในห้องโถง ต่างกับบรรดาบ้านเล็กที่แอบส่งสายตาเย้ายวนให้เมื่อเห็นคุณนายคนงามเดินเข้ามา
“ค่ะท่านพี่”
“ดูแลนางให้ดี... เจ้าคงรู้ความหมายของข้าใช่ไหม” ดยุกจ้องมองภรรยาด้วยสายตาที่มีนัยบางอย่าง
“ค่ะ...” ฟอร์เร่รับคำสั้นๆ แต่ในใจกลับบ่นพึมพำด้วยความระอา ‘ให้ตายเถอะ จะจับคนสายเลือดเดียวกันแต่งงานกันเองรึไง’ ความลับที่คนนอกไม่รู้คือ ‘สายเลือดกษัตริย์’ ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเมลนั้น มาจากเจ้าหญิงลำดับที่หนึ่ง พี่สาวของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ผู้ครองตัวเป็นโสดมานานนับสิบปี การจับเมลแต่งงานกับเจ้าชายลำดับที่สองจึงไม่ต่างจากการรวมอำนาจสายเลือดให้เข้มข้นขึ้นใน วงเครือญาติ
มื้อเย็นวันนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าลูกชายหญิงและบรรดาภรรยาน้อยนั่งล้อมโต๊ะอาหารเลิศรส ทว่าบรรยากาศกลับเย็นเยียบ ขาดเพียงซูเหยาที่ยังนอนสลบไสลไม่ได้สติ
สายตาของเหล่าพี่สาวน้องสาวที่นั่งอยู่รอบโต๊ะต่างฉายแววริษยาและรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง สำหรับพวกนางแล้ว ‘เมล’ คือหนามยอกอกที่ได้รับความลำเอียงจากทั้งท่านพ่อและภรรยาเอก แถมยังมีตำแหน่งพระชายาในอนาคตค้ำคออยู่
“นางยังไม่ฟื้นอีกหรือคะท่านแม่ใหญ่? สงสัยจะสำออยเรียกความสงสารเหมือนเคย” คุณหนูรองเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มหยันที่มุมปาก
ฟอร์เร่เพียงแค่ปรายตาขวางมองจนอีกฝ่ายหุบปากฉับ “นางไปกรำศึกในสนามสอบมาจนสลบ... ใครที่ไม่เคยแม้แต่จะจับดาบออกไปเสี่ยงตาย ก็อย่าได้ริอ่านปากดีที่โต๊ะอาหารของข้า!”
ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารทันที มื้ออาหารเย็นกลายเป็นจืดสนิท ไร้รสชาติ ไม่นานฟอร์เร่ก็ลุกออกจากโต๊ะอาหารกลับไปที่ห้องของตัวเอง
ในห้องนอนสุดหรูของท่านหญิงฟอร์เร่ บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องผ่านระเบียง ซูเหยาที่กำลังหลับสนิทเริ่มขยับกาย กลิ่นอายพลังปราณในร่างเริ่มหมุนวนช้าๆ ตัวเธอที่เพิ่งตื่นจากการสลบไสลพบว่าตัวเองกำลังมุดอยู่ในอ้อมกอดที่ นุ่มนิ่มและอบอุ่นอย่างประหลาด
“กลิ่นไรเนี่ยหอมจัง” ซูเหยาแปลกใจนิดหน่อยเพราะสิ่งตรงหน้านางนั้นนุ่มมาก
“แหมๆ พอรึยังจ๊ะยัยลูกสาว” ฟอร์เร่แย้มยิ้มพลางลูบหัวลูกสาวที่นางรับฝากมาเลี้ยงด้วยความเอ็นดู
“ทะ... ท่านแม่!” ซูเหยารีบดีดตัวออกห่าง ใบหน้าแดงซ่าน “ทำไมท่านถึงดีกับหนูขนาดนี้ ทั้งที่หนูไม่ใช่...”
“ชอบรึไง เห็นเอาหน้ามุดใหญ่เลย เจ้าก็โตเป็นสาวแล้วน่ะ ปีหน้าก็สิบห้าแล้วต้องเข้าพิธีแต่งกับเจ้าชายลำดับที่สอง”
“.....” เจ้าตัวได้แต่เงียบพูดไม่ออก
“แม่เจ้าเป็นคนรักเก่าของแม่เอง... จะพูดให้ถูกคือ พวกเราทั้งหกคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนั้นใครกันแน่ที่ทำแม่เจ้าท้อง” ฟอร์เร่หัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อนึกถึงความหลังอันแสนอลหม่าน
“หิวแล้วใช่ไหม? รีบกินข้าวเถอะ หรือว่า... จะกิน ‘อย่างอื่น’ แทน หึหึหึ”
“ห่ะ! ละแล้ว ตะ ต้องอาหารซิ” ซูเหยารีบดีดตัวหนี
“ข้าล้อเจ้าเล่น” แต่ดูท่าทางการนอนแล้วคงไม่ใช่แค่ล้อเล่นแล้ว นางเคยเห็นมารดาของนางทำตอนที่มารดาอีกคนกลับมาจากหอการค้า
ซูเหยามองท่าทางขี้เล่นที่แฝงไปด้วยเสน่ห์อันตรายของฟอร์เร่แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ นางหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาจิบช้าๆ กลิ่นหอมหมักนุ่มลึกทำให้หัวใจที่เคยกร้านโลกเริ่มสั่นไหว นั่งไปนั่งมาก็เริ่มคิดถึงเรื่องเก่าๆ ชีวิตก่อนนางสู้รบมาค่อนชีวิตจนตายไปในวัย สี่สิบโดยไร้คนเคียงข้าง ไร้เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยๆ ให้ดูแล เช่นพี่น้องคนอื่นๆ จุดจบของนางช่างเปล่าเปลี่ยว พอมาชาตินี้นางกลับต้องมาแบกรับภาระที่นางไม่ได้เลือก
“เป็นอะไรไป?” ฟอร์เร่ถามเมื่อเห็นหยาดน้ำตาคลออยู่ที่เบ้าตาของลูกสาว
“หนูแค่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ... ไม่อยากแต่งเข้าวัง ไม่อยากยุ่งเรื่องราชวงศ์ คนที่เกลียดหนูมีตั้งมาก คนที่ชอบแทบหาไม่เจอ”
“ชีวิตบางครั้งเราก็กำหนดเองไม่ได้ทั้งหมดหรอกลูก เจ้าเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลดยุก ภาระย่อมมาพร้อมกับฐานะ”
“งั้นก็ให้น้องสาวไปสิคะ นางคงอยากได้ตำแหน่งพระชายาจนตัวสั่น” ซูเหยาแค่นยิ้ม “เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ท่านแม่คอยดูเถอะ วันงานเลี้ยงจบการสอบ เจ้าชายจะไม่มีวันได้เห็นหน้าลูกเด็ดขาด เขาไม่เคยเห็นลูกเป็นคู่หมั้นด้วยซ้ำ"
“เพราะเจ้าสามัญชนคนนั้นรึเปล่าที่ทำให้ลูกเปลี่ยนไป?”
“เปล่าค่ะ... ลูกแค่ค้นพบว่าลูกชมชอบ ‘สตรี’ มากกว่า” ซูเหยาตอบหน้าตายพลางยกไวน์ซดจนหมดแก้ว “ถ้าผ่านอาทิตย์หน้าไปไม่ได้ อย่างมากลูกก็แค่โดนเนรเทศ... ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสวรรค์สำหรับลูกก็ได้”
“ลูก...” ฟอร์เร่พูดไม่ออก
“พระจันทร์คืนนี้สวยจริงๆ” ซูเหยาหรือเมลฝืนยิ้มให้ คืนจันทร์เพ็ญ ก่อนจะผล็อยหลับไป
ฟอร์เร่มองลูกสาวที่บัดนี้ดูเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวราวกับเป็นคนละคน ก่อนที่ซูเหยาจะหลับไปเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์และธาตุไฟที่เพิ่งฟื้นฟู
“มาธ่า แคร์ มาช่วยเปลี่ยนชุดให้คุณหนูหน่อย” ฟอร์เร่เรียกสาวใช้คนสนิท
เมื่อเสื้อผ้าถูกถอดออกเพื่อเช็ดตัวทำความสะอาด ความเงียบกริบพลันเข้าปกคลุมห้องทันที มาธ่าและแคร์ถึงกับตาค้าง มองดูสิ่งที่ปรากฏบนร่างกายของเมล... ร่องรอยบางอย่างที่บ่งบอกถึงสายเลือดต้องห้ามหรืออักขระโบราณที่ซ่อนอยู่ หรืออาจจะเป็นลักษณะพิเศษของสายเลือดทั้ง 6 ที่เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้น
“ท่านหญิงค่ะ รบกวลท่านอยู่ดูก่อนค่ะ”
“มีอะไรเปล่า”
“ค่ะ แคร์เจ้าเป็นเมดประจำตัวคุณหนูใช่ไหม”
“ค่ะ”
“เรื่องที่เห็นในวันนี้ ห้ามพูดออกไปเด็ดขาด!” ฟอร์เร่สั่งเสียงเฉียบขาด แววตาจอมเวทผู้ลึกลับวาวโรจน์ “ห้ามให้ใครรู้เพื่อชีวิตที่สงบสุขของนางตามที่นางปรารถนา ใครปริปาก... ข้าจะให้มันหายไปจากโลกนี้ทันที!”
“ค่ะท่านหญิง!” เมดทั้งสองรับคำด้วยตัวสั่นเทิ้ม
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ฟอร์เร่ก็นั่งลงข้างเตียง ลูบหัวซูเหยาเบาๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนกอดลูกสาวไว้แนบอก ความวุ่นวายในตระกูลดยุก ทั้งภรรยาน้อยและบรรดาลูกๆ ที่จ้องจะทำร้ายเมล นางจะเป็นคนกั้นขวางไว้เอง ทุกอย่างอยู่ที่เวลาเท่านั้น สายเลือดจอมราชัน!
********
หลายวันผ่านไป พายุร้ายในสนามสอบเริ่มสงบลง ถึงคราวของงานเลี้ยงเต้นรำฉลองการจบการสอบใหญ่กลางปี ซูเหยาเลือกที่จะไม่สวมชุดราตรีพองฟูเหมือนหญิงสาวทั่วไป แต่นางกลับเลือกชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีดำขลับประดับลวดลายเงินเฉกเช่นบุรุษชั้นสูง ผมยาวสลวยถูกมัดรวบเป็นหางม้าอย่างง่ายๆ ทว่ากลับส่งเสริมให้ใบหน้าที่เคยดูอ่อนหวานของเมล กลายเป็นความหล่อเหลาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
“อุ๊ย นึกว่าใคร ที่แท้ท่านพี่เมลนี่เอง ท่านจะไปงานเต้นรำหรือไปสนามฝึกกันแน่คะ?” เสียงแหลมเล็กของเหล่าน้องสาวตัวแสบดังขึ้นที่เชิงบันได พวกนางมองซูเหยาด้วยสายตาเหยียดหยัน
ซูเหยาหยุดก้าวเดิน สายตาคมกริบกวาดมองน้องสาวเหล่านั้นราวกับมองมดปลวก “พวกน้องไม่ไปงานเลี้ยงรึไง?”
“ไปค่ะ แต่คงไม่แต่งตัว ‘ประหลาด’ เช่นท่าน”
“อ้อ... งั้นเหรอ อืม... แล้วเจอกันที่งานนะ” เมลตอบเรียบๆ แล้วเดินผ่านไปเหมือนพวกนางเป็นเพียงธาตุอากาศ ความเมินเฉยนั้นทำให้เหล่าน้องสาวตัวสั่นด้วยความโกรธ แต่พอซูเหยาเหลือบหันกลับมามองด้วยแววตาฆาตกรที่เคยสังหารคนนับพัน พวกนางกลับถอยกรูดลงบันไดไปอย่างพร้อมเพรียง
เธอไม่ได้ขึ้นรถม้าของตระกูล แต่เลือกที่จะไปกับรถม้าของ โมโม่ เพื่อนเพียงไม่กี่คนที่นางไว้ใจ ระหว่างทางที่รถม้าเคลื่อนผ่านเมืองหลวง ซูเหยามองออกไปนอกหน้าต่าง ทัศนียภาพของอาณาจักรที่ดูภายนอกรุ่งเรืองกลับเงียบเหงา ชาวบ้านเดินก้มหน้าไร้ชีวิตชีวา สัญชาตญาณขุนศึกบอกนางว่ารากฐานของดินแดนนี้กำลังผุพังจากภายใน
ทั้งคู่ก็นั่งคุยกันไปตลอดทางจนถึงวังหลวงซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เมื่อเทียบสภาพบ้านเมืองที่นางเห็นนั้นเรียกได้ว่าเงียบเหงามาก ต่างกับบรรยากาศในเขตวังเป็นอย่างมาก
“เมล ทำไมเธอไม่ลงมาละ”
“โทษที เราคิดอะไรบางอย่างอยู่”
“มาเถอะเข้างานกัน”
“อืม”
เมลก้าวลงจากรถม้าโดยมีโมโม่จับแขนคล้องไว้ ทั้งคู่เดินเข้างานในฐานะ “คู่ควง” ที่ดูแปลกตาแต่โดดเด่นที่สุดในงาน เสียงนินทาเซ็งแซ่ดังขึ้นทันทีที่นางปรากฏตัว โมโม่ตบหลังมือเพื่อนเบาๆ ให้ใจเย็นแล้วพาเดินไปที่กลุ่มเพื่อนสาวๆ ที่กำลังเมาส์อย่างเมามัน
“เพื่อนฉันหล่อมาก! เรียกสามีได้ไหมเนี่ย” ซาร่าถลาเข้ามาเมาท์พร้อมเพื่อนสาวในกลุ่ม
“ซาร่าใจเย็นหน่อย ยัยเมลเป็นคู่หมั้นเจ้าชายนะ” วีน่าเตือนสติ
“เชอะ! เจ้าชายนั่นน่ะเหรอ...” เมลเปรยสั้นๆ ก่อนจะเงียบไปเมื่อเสียงแตรสังข์ดังขึ้น
ประตูบานใหญ่เปิดออก ราชาและราชินีเสด็จเข้าสู่ห้องโถงตามด้วยเหล่าเชื้อพระวงศ์ ทันทีที่ราชาประทับบนบัลลังก์และกำลังจะกล่าวเปิดงาน เจ้าชายลำดับที่สอง คู่หมั้นของเมลก็รีบเสนอหน้าออกมาขัดจังหวะด้วยท่าทางร้อนรน
"เสด็จพ่อ ลูกมีเรื่องสำคัญกราบทูลพะย่ะค่ะ!"
ราชามองลูกชายด้วยสายตาเย็นชาปนเบื่อหน่าย “ให้ข้านั่งและกล่าวเปิดงานก่อน เจ้าอย่าพึ่งหาเรื่อง”
“พะย่ะค่ะ”
“วันนี้วันดี เราขอแสดงความยินดีกับพวกเจ้าทุกคนที่สอบผ่านและสามารถเอาชนะคลื่นอสูรมาได้ ยกแก้วขึ้น! ดื่ม!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ทุกคนดื่มไวน์จนหมดแก้ว
“เราขอแสดงความเสียใจกับเหล่าผู้สูญเสียทุกคน ขอให้พวกเราทุกคนจงรำลึกถึงผู้ที่จากไปทุกคน” เหล่าผู้ร่วมงานร่วมกันยืนสงบนิ่งสักพัก
“เอาละถึงเวลาเริ่มงานแล้ว!”
“ขอฝ่าบาททรงพระเจริญ!!”
หลังจากการกล่าวไว้อาลัยแก่ผู้สูญเสียและดื่มฉลองให้แก่ผู้รอดชีวิต ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง... การประกาศรางวัลผู้ทำคะแนนสูงสุดในสนามสอบ ทว่า เมื่อรายชื่อถูกประกาศออกมาจนถึงลำดับสุดท้าย กลับไม่มีชื่อของ เมล คาร์เรร่า แม้แต่รายการเดียว
เพื่อนๆ ในห้องที่เห็นวีรกรรมของซูเหยาต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงง บางคนถึงกับเก็บอาการไม่อยู่
“เป็นไปได้ยังไง! เมลคนเดียวจัดการอสูรเกราะเหล็กและระเบิดแกนพลังงานนะ!”
“คงถูกแย่งผลงานอีกตามเคย” ราเซลล์ถอนหายใจ
“อาหารไม่อร่อยเลย” โมโม่แทบจะโยนจานทิ้ง
ซูเหยาเพียงแค่นิ่งเฉย นางหยิบแก้วไวน์ขึ้นจิบช้าๆ แววตาไม่มีความเสียดายแม้แต่น้อย นางรู้ดีว่าโลกนี้ความยุติธรรมเป็นเรื่องตลก ผลงานของนางคงถูกใครบางคน “ชุบมือเปิบ” ไปเรียบร้อยแล้ว และคนคนนั้นคงหนีไม่พ้นคนที่กำลังยืนหน้าสลอนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ราชาในตอนนี้
‘อยากได้ชื่อเสียงนักก็เอาไป... แต่หวังว่าเจ้าจะมีปัญญาแบกรับ น้ำหนัก ของมันไหวนะ เจ้าชาย’ ซูเหยาคิดในใจพร้อมรอยยิ้มเย็นที่มุมปาก รอดูละครสนุกที่กำลังเกิด
“เจ้าชายเลนอลล์... เมื่อครู่เจ้ามีอะไรจะพูด” สุรเสียงของราชาดังก้องไปทั่วโถงเงียบสนิท
“เสด็จพ่อ ลูกต้องการ ‘ถอนหมั้น’ กับบุตรีของดยุกแม็กซ์น่าพะย่ะค่ะ!” เจ้าชายเลนอลล์ประกาศก้อง แววตามีความถือดีพาดผ่าน
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?” ราชาถามสั้นๆ ทรงเท้าคางมองอย่างพิจารณา
“นางทำแต่สิ่งเลวร้ายเกินให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ! ทั้งกลั่นแกล้งผู้ที่อ่อนแอกว่า อิจฉาริษยาสตรีผู้อื่นจนไร้ขอบเขต มิหนำซ้ำยังชอบขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาจนเกิดความผิดพลาดมากมายในสนามสอบพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อสิ้นคำกล่าว เหล่า ‘พยาน’ ที่ถูกเตรียมมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกประจบสอพลอ ก็ทยอยออกมายืนยันความผิดของเมลกันอย่างพร้อมเพรียง
ขณะที่เรื่องนี้กำลังกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ข่าวก็ถูกส่งไปยังดยุกแม็กซ์น่าที่กำลังรื่นรมย์กับเหล่าภรรยา เขาถึงกับสำลักไวน์ รีบแต่งกายเต็มยศพุ่งขึ้นรถม้าตรงมายังวังหลวงทันที ต่างกับเมลที่ยืนกอดอกจิบไวน์ดูเรื่องสนุก
“แค่นี้?”
“บุตรีดยุกแม็กซ์น่า... ก้าวออกมา!”
เมลในชุดบุรุษสีดำขลับก้าวออกมายืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางวงล้อม แผ่นหลังตั้งตรงดุจขุนศึกที่ผ่านสมรภูมิมานับร้อย
“อยู่นี่เพคะ”
“มีอะไรจะแก้ตัวไหม?” ราชาถามพลางกวาดสายตาสำรวจเด็กสาวที่ท่าทางเปลี่ยนไปราวกะคนละคน
เมล มองสำรวจกลุ่มเจ้าชายและเหล่าพยานเท็จด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะไปสะดุดตาอยู่ที่เจ้าหญิงสองพระองค์ที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่วงนอก “ไม่มีข้อแก้ตัวเพคะ เพราะแก้ตัวไปก็เปล่าประโยชน์ ในเมื่อคนมันปักใจเชื่อไปแล้ว” นางแค่นยิ้ม “แต่หม่อมฉันมั่นใจว่าผลงานในการปราบอสูรและทำลายกลุ่มก่อการร้ายในครั้งนี้ หม่อมฉันทำได้ดีที่สุด”
“ข้าไม่เถียงเรื่องที่ว่าเจ้ามีฝีมือ... แต่เหตุใดในรายงานส่งถึงข้ากลับไม่มีชื่อเจ้าเลย? มีแต่เรื่องขัดคำสั่งและการรังแกคุณหนูตระกูลไวส์เคานต์ เจ้าจะว่าอย่างไร?”
“แล้วแต่พระองค์จะทรงวินิจฉัยเพคะ ตลอดมาหม่อมฉันอยู่อย่างโดดเดี่ยวเสมอ เมื่อเกิดเรื่องก็ไม่มีใครยื่นมือช่วย” เมล ประสานสายตากับราชาอย่างไม่ลดละ “ในเมื่อหลักฐานของทางนั้น ‘ครบถ้วน’ เช่นนี้ พระองค์จะทรงทำเช่นไรกับหม่อมฉันก็สุดแท้แต่เพคะ... แต่ถ้าถอนหมั้นได้ หม่อมฉันยินดีเป็นอย่างยิ่ง การอยู่ด้วยกันไปกับคนเช่นนี้มีแต่จะพาชีวิตไม่เจริญ”
ราชาหันมองเลนอลล์ ลูกชายคนที่สองด้วยสายตาอาฆาตที่แฝงความละอายในใจ “ได้! ในเมื่อเจ้าปรารถนาเช่นนั้น ข้าจะจัดให้ตามคำขอ... แต่เจ้า... ต้องแต่งกับเจ้าชายลำดับที่หนึ่งแทน!”
“หม่อมฉันขอใช้สิทธิ์ในการไม่ขอรับเพคะ!” เสียงของเมลตัดบททันควัน ทำเอาทหารและขุนนางทั้งงานเลี้ยงถึงกับอ้าปากค้าง ไร้คนกล้าขัดรับสั่งราชาเช่นนี้มาก่อน
“ฮ่าๆๆ! ได้... ในเมื่อเจ้าปฏิเสธ ข้าจะไม่บังคับ แต่โทษเรื่องการกลั่นแกล้งผู้อื่นนั้นยังคงอยู่ เจ้าจะยอมรับหรือไม่?”
ซูเหยาขยับยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินคำที่รอมานาน แววตาคมกริบดุจใบมีด “หม่อมฉันยอมรับเพคะ... แต่ถ้าจะลงโทษหม่อมฉัน โปรดลงโทษให้ครบทุกคนด้วย!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบทิศ ซูเหยากล่าวต่อเสียงดังฟังชัด “เหล่าลูกหลานชนชั้นสูงที่ยืนหัวสลอนกันอยู่ที่นี่ มักรังแกกลั่นแกล้งสามัญชนที่เข้ามาเรียนอย่างทารุณ บางคนถูกทำร้ายทั้งกายและใจจนพิการ บางคนเสียดวงตา บางคนเสียสติเป็นบ้า หม่อมฉันจะไม่เรียกร้องอะไรเลย... หากพระองค์จะทรงสืบสวนและลงโทษ ‘ขยะ’ พวกนี้ด้วยตัวพระองค์เองเช่นเดียวกับที่ทำกับหม่อมฉัน!”
เหล่าคุณหนูและคุณชายที่เคยหัวเราะเยาะเมื่อครู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว หลายคนหน้าถอดสี รีบหลบสายตาเป็นพัลวัน ขณะที่เพื่อนร่วมห้องของซูเหยามองนางด้วยสายตาเทิดทูนและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน...
ไม่กี่เดือนต่อมา ฤดูหนาวอันแสนโหดร้ายก็มาเยือน ปัจจุบันพื้นที่แถบหมู่บ้านที่ เมล อาศัยอยู่นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของเธอเองอย่างเต็มตัว แต่เดิมนั้นมันเป็นอาณาเขตของตระกูลที่บิดาของเธอเป็นผู้ควบคุม ทว่าหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ดยุคก็ได้โอนเขตที่ดินฝั่งติดป่าอสูรให้เมลดูแลทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วยหมู่บ้านห้าแห่งและเมืองขนาดเล็กอีกสองเมืองทางด้านชายแดน หลังจากที่พวกจักรวรรดิประกาศสงครามกับอาณาจักร ก็มีการปะทะกันแทบทุกวันจนชาวบ้านต้องพากันอพยพหนีภัยสงครามเข้ามายังเมืองใหญ่ โชคดีที่เขตปกครองของเธอนั้นไม่ได้อยู่ใกล้ชายแดนโดยตรง แต่เมลก็ยังสั่งให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหน้าหนาวปีนี้ถือว่าโหดร้ายกว่าปกติ ในเขตอื่นมีผู้คนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก แต่ไม่ใช่กับเขตนี้ เพราะเมลสั่งให้มีการตุนเสบียงอาหารไว้ล่วงหน้า และให้ฝ่ายช่างซึ่งได้รับความร่วมมือมาจากทางวังออกไปช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนให้ชาวบ้านเพื่อเตรียมรับมือกับพายุหิมะ“คุณหนูคะ มีโทรเลขด่วนมาค่ะ”พนักงานฝ่ายสื่อสารยื่นโทรเลขให้เมลดูเพียงครู่เดียว ก่อนที่นางจะส่งกลับคืนด้วยสายตาเรียบเฉย“ตอบกลับไปว่า... เราจะไม่ส่งเสบียงไปให้”“แน่ใจนะคะคุณหนู?
กลางเดือนแปด บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความกดดัน กษัตริย์ทรงประทับเป็นประธานในการไต่สวนคดีความที่ซับซ้อน ทั้งคดีที่โรงเรียนฟ้องเมล และคดีที่เมลฟ้องร้องเอาผิดกลุ่มเจ้าชายเลนอลล์“ตามกฎหมาย... การเข้าไปในป่าอสูรโดยพลการถือเป็นความผิดร้ายแรง และการชักนำผู้อื่นไปสู่ความตายมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต” ทนายฝ่ายกลุ่มเจ้าชายจีบปากจีบคอพูดอย่างมั่นใจ“ฝ่ายจำเลยมีข้อคัดค้านหรือไม่?” กษัตริย์ตรัสถาม“ข้าแต่องค์เหนือหัว” ทนายฝ่ายเมลลุกขึ้นยืน “ลูกความของกระผมมีหลักฐานและพยานชัดเจนว่าได้ยื่นเรื่องผ่านกิลด์นักผจญภัยและขออนุญาตตามขั้นตอน รวมถึงมีการวางแผนอย่างละเอียด จึงไม่ถือว่ามีความผิดประการใด”“ศาลที่เคารพ! พวกเราตรวจสอบแล้วไม่พบเอกสารยืนยันจากทางโรงเรียนเลย!” ฝ่ายเจ้าชายสวนกลับทันควันพลางกระหยิ่มยิ้มย่อง “มีเพียงเอกสารของกิลด์และรายงานที่พวกนางสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น การกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่มีมูล!”กษัตริย์ทรงพยักพระพักตร์ “เช่นนั้น เบิกตัวพยานทั้งหมดเข้ามา!”หัวหน้าห้องและเพื่อนๆ ของเมลเดินเข้ามาให้การยืนยันถึงการเตรียมตัวและแผนการที่เมลวางไว้ แต่ประเด็นสำคัญคือความสามารถในการทำภารกิจระ
“อ๊ากกกกกกก!!!”“อ๊ากกกกกกก!!”เสียงร้องประสานเสียงดังกึกก้องไปทั่วโถงวิหาร เมล กระโดดถอยหลังกรูด มือขวากำด้ามดาบแน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังสิ่งมีชีวิตประหลาดตรงหน้า“แกเป็นตัวอะไร!” เมลตะโกนถาม“แล้วแกนั่นแหละเป็นตัวอะไร!” อีกฝ่ายตะโกนสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก“ตอบฉันมาก่อน!""ไม่ย่ะ! แขกที่ดีควรแนะนำตัวก่อนสิ”เมลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ “ก็ได้... ฉันชื่อ เมล เป็นมนุษย์”“อ้อ... ส่วนฉันคือ ซีโร่ เป็นเอไอปัญญาประดิษฐ์ผู้ดูแลที่นี่ ว่าแต่คุณผู้หญิง... เข้า...มา...ทำ...อะ...ไร...ใน...นี้...ไม่...ทราบ!” เจ้าสิ่งมีชีวิตที่หน้าตาเหมือนแมวส้มอ้วนกลมแยกเขี้ยวใส่ เมลรู้สึกได้เลยว่าเจ้าแมวนี่กำลังหงุดหงิดสุดๆ“ที่นี่คืออะไรกันแน่ แล้วทำไมแมวอย่างแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”“ฉันคือหุ่นยนต์แมวที่สวยงามที่สุดในจักรวาลย่ะ! พูดไปเรื่องมันยาว รับชาหรือกาแฟไหม? อ้อ... แล้วฉันเป็นตัวเมีย เรียกให้ถูกด้วย”เมลทำหน้าไม่ถูก จากตอนแรกที่กะจะมาสำรวจวิหารร้างโบราณที่ดูขลังๆ ไหงกลายเป็นว่าต้องมานั่งจิบชากับแมวส้มขี้วีนไปได้ แต่นางก็ยอมเดินตามการนำทางของซีโร่ที่กระโดดขึ้นมาจองพื้นที่บนบ่าของนางอย่างถ
ข่าวการยกโขยงพากันเข้าป่าของห้องเรียนเมล ทำให้ห้องเรียนอื่นตื่นตัวและเริ่มจัดเตรียมข้าวของบ้าง แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกส่งไปเพียง “กลุ่มตัวท็อป” อย่างนักล่าและหน่วยสำรวจเท่านั้น โดยทิ้งพวกเด็กเรียนหรือฝ่ายสนับสนุนไว้ข้างหลังซึ่งนั่นแตกต่างจากปรัชญาของเมลโดยสิ้นเชิง นางต้องการให้เพื่อนร่วมห้องทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์จริง ไม่ใช่เก่งแค่ในตำรา เพราะในสนามรบจริง... แม้แต่คนทำบัญชีหรือฝ่ายเสบียงก็มีโอกาสต้องหยิบดาบขึ้นมาสู้เพื่อเอาชีวิตรอด นี่จึงเป็นโอกาสทองที่จะฝึกฝนทุกคนให้พร้อมสำหรับโลกภายนอก“ทุกคนเช็กอาวุธให้พร้อม! ป่าแห่งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่น” เมลกำชับเสียงเข้มป่าอสูรแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย แม้แต่ปาร์ตี้นักผจญภัยมืออาชีพยังไม่อยากย่างกรายเข้ามาหากไม่จำเป็น เมลจำได้ดีถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่นางเคยผ่านมา... ภาพของกลุ่มนักผจญภัยที่ถูกฝูง “ก๊อบลิน” ดักซุ่มโจมตีบริเวณชายขอบป่า สภาพศพของชายหญิงคู่หนึ่งและผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสามคนยังคงเตือนใจนางเสมอว่า ‘ความประมาทคือหนทางสู่ความตาย’เมื่อขบวนเดินทางลึกเข้ามาได้ระยะหนึ่ง เมลก็สั่งหยุดม้าที่จุดชัยภูมิซึ่งห่างจากลำธารไม่มากนัก“ตั้งค่าย!
ดยุคแม็กซ์น่าเดินตามฟอร์เร่เข้าไปยังมุมสงบของห้องรับแขก แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามนับร้อย แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยปากถามซี้ซั้วในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ระดับตำนานเช่นนี้เมลในชุดคนรับใช้เดินเข้ามายกชาและขนมชุดใหม่มาเสิร์ฟให้ด้วยตัวเอง ก่อนจะถอยฉากออกไปทำงานต่ออย่างเงียบเชียบ โดยที่ดยุคยังคงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่ฟอร์เร่?” ดยุคกระซิบถามภรรยา“ก็อย่างที่เห็น... พี่สาวขององค์ราชา ท่านอเล็กซานดราก็พักอยู่ที่นี่ ส่วนคนอื่นๆ ก็คือแขกของพระนางที่อยู่ในรายชื่อผู้มาเยือนนั่นแหละค่ะ” ฟอร์เร่ตอบเลี่ยงๆ โดยอ้างชื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์“แล้วจอมมารมาได้อย่างไร? เรื่องนี้เจ้าต้องอธิบายข้าให้กระจ่าง”“ท่านไม่เห็นภรรยาของจอมมารที่นั่งอยู่กับองค์ราชินี?”ดยุคพยักหน้าช้าๆ “เห็น...”“ภรรยาของจอมมารคนปัจจุบันกับองค์ราชินีของเรา เคยเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันสมัยยังเป็นนักผจญภัยค่ะ... และอีกเดี๋ยว ‘อดีตจอมมาร’ ก็กำลังจะมาถึงแล้วด้วย”“พวกนั้นมาทำไมกัน? นี่มันเรื่องใหญ่ระดับโลกเลยนะ”“ก็แค่... บัตรเชิญงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กๆ ของเพื่อนฝูง เดี๋ยวข้าจะให
ตกดึกคืนนั้น... ท่ามกลางป่าลึกที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าม้าขยับเข้ามาใกล้บ้านพักตากอากาศ สตรีสองนางในผ้าคลุมสีเข้มขี่ม้าตรงมาด้วยท่าทีเร่งรีบ คนหนึ่งมีรูปร่างเหมือนเด็กสาววัยสิบห้า ผิวเข้ม ผมสีแดงเพลิงดุจเปลวไฟ อีกคนมีผิวขาวนวลใบหน้าสะสวยทว่ามีใบหูแหลมยาวบ่งบอกถึงเชื้อสายเอลฟ์ ทั้งสองมาพร้อมผู้ติดตามชุดดำที่ดูแคล่วคล่องอีกสองคนครึ่ม!!! เปรี้ยง!!!เสียงอสนีบาตฟาดคำรามเป็นสัญญาณว่าพายุใหญ่กำลังมาเยือน“ที่นี่ใช่ไหม”“ค่ะท่านหญิง”คลึ่ม!!! เปรี้ยง!!!“แขกของท่านแม่ใช่หรือไม่คะ?” เสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลังดังขึ้นจากทางด้านหลังของทั้งสี่“ใช่... พวกเรามาหาฟอร์เร่” เอลฟ์สาวตอบพลางปัดผ้าคลุม“เช่นนั้นตามเข้ามาด้านในเถอะค่ะ ฝนกำลังจะตกหนักแล้ว” เมลเอ่ยเชิญ ก่อนจะนำทางทั้งสี่เข้าสู่คฤหาสน์ที่โอ่อ่าเกินคาด“บ้านหลังนี้มัน” เอลฟ์สาวมองสำรวจตัวบ้าน“หนูจะให้คนเอาม้าไปเก็บให้นะคะ”“ขอบใจมาก” ม้าสี่ตัวถูกอัศวินพาเข้าไปในโรงเก็บม้า ส่วนข้าวของทั้งหลายก็ถูกเหล่าเมดนำขึ้นไปไว้บนห้องพักเรียบร้อยหลังจากจัดการเรื่องม้าและสัมภาระเรียบร้อย เมลพาทั้งสี่มานั่งพักที่โต๊ะรับแขกริมหน้าต่างที่พายุฝนกำลังกระหน่ำซัด







