LOGINหลี่ลี่ชะงักไปแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบคว้าเอาโทรศัพท์มือถือคืนมา “ฉันจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับนาย!”เธอเอ่ยด้วยสีหน้าร้อนตัวเตรียมจะเดินเลี่ยงหนีไป ทว่าชายหนุ่มข้างกายกลับยื่นมือออกมาคว้าแขนของเธอเอาไว้“นี่ นาย...”“ผมไม่มีสิทธิ์ไปวุ่นวายเรื่องของคุณจริง ๆ นั่นแหละ” กู้ฉือจวินมีสายตาลึกล้ำ ดวงตาคู่นั้นทั้งเฉียบคมและคมกริบ “ผมแค่ชอบอยากรู้ว่าฮั่วจินเฉินสั่งให้คุณทำอะไรกันแน่”หลี่ลี่เบือนสายตาหลบจากเขา ทว่ายังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “นายจะปล่อยมือไหม ถ้าไม่ปล่อยฉันจะร้องเรียกแล้วนะ!”เขาไม่แยแสแม้แต่น้อย “ตอบคำถามผม”หลี่ลี่พยายามใช้มืองัดมือเขาออก ทว่ามือของเขากลับแกร่งดั่งนิ้วเหล็ก ต่อให้เธอเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีก็ไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้ หลังจากดิ้นรนอยู่นาน เธอก็ยอมแพ้พลางเอ่ยด้วยความโมโห “อยากรู้นายก็ไปถามฮั่วจินเฉินนู่นสิ”“พวกเราคุยกันหน่อยไหม?”“ไม่คุย!”กู้ฉือจวินยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ดวงตาสีเข้มลึกล้ำดั่งเหวลึกจดจ้องมองเธอเงียบขรึม“อยากดื่มอะไรไหม ผมเลี้ยงเอง”“ไม่...”คำปฏิเสธของเธอยังไม่ทันได้เอ่ยออกจากปาก กู้ฉือจวินก็ออกแรงดึงตัวเธอเดินตามไปเสียแล้วแสงไฟในโถงทาง
เสิ่นชูก้มลงมองหน้าท้องที่นูนขยายของตนเองฝ่ามือของเธอทาบทับลงบนนั้น กระทั่งยังสัมผัสได้ถึงแรงดิ้นของเด็กในครรภ์อยู่เป็นระยะ ๆ ราวกับว่าเด็กน้อยได้รับรู้สิ่งที่พูดกันเมื่อครู่นี้จริง ๆ ครู่ต่อมา ฮั่วจินเฉินและเสิ่นชูกำลังเดินลงมาจากชั้นบน เสิ่นชูเดินช้าลงเล็กน้อย เธอเอาแต่ก้มหน้ามองบันไดใต้ฝ่าเท้า ทว่าแท้ที่จริงแล้วความรู้สึกภายในใจยังคงไม่สงบลงเลยเมื่อเดินมาถึงบริเวณลานบ้าน ฮั่วจินเฉินหันกลับมามอง พอเห็นเธอเลื่อนลอย จึงหยุดก้าวเท้าเพื่อรอเธอ “เหนื่อยไหม?”เสิ่นชูส่ายหัวปฏิเสธ“ฮั่วจินเฉิน” เธอเอ่ยทักเรียกเขา พลางเงยหน้าขึ้น ดวงตาพลันสว่างไสวระยิบระยับ “คุณว่าเด็กในท้องของฉันจะเป็นแฝดชายหญิงหรือเปล่า?”ฮั่วจินเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “คำพูดของแม่ คุณเก็บเอามาเชื่อเป็นจริงเป็นจังเลยเหรอ?”“ก็แค่อยากจะลองเสี่ยงดวงดูหน่อยนี่” เสิ่นชูเอ่ยกลั้วยิ้ม “พอดีเลย ไม่ว่าเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงฉันก็ชอบทั้งนั้น”ฮั่วจินเฉินพยักหน้า “คุณว่ายังไงก็อย่างนั้นแหละ”“ถ้าหากว่าเป็นแฝดจริง ๆ ลูกชายห้ามหน้าตาเหมือนคุณเด็ดขาดเลยนะ”“ทำไมล่ะ?”“ฉันไม่อยากคลอดคนหลายใจออก
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันไปครู่หนึ่ง ขนตาของเสิ่นชูสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย “จะปฏิเสธทำไมล่ะ?”สายตาของเขาฉายแววประหลาดใจไปวูบหนึ่ง ทว่าก็คืนสู่ความสงบอย่างรวดเร็ว “คุณยอมไปพบเหรอ?”“จริง ๆ แล้วฉันกับคุณนายฮั่วก็ไม่ได้มีความแค้นลึกล้ำอะไรกันสักหน่อย อีกอย่างเธอก็เป็นแม่ของคุณ ที่เธอเคยเพ่งเล็งโจมตีฉัน ทั้งหมดก็เพราะอยากจะปกป้องและเรียกร้องความเป็นธรรมให้คุณทั้งนั้น ถ้าหากในอนาคตลูกชายของฉันยอมทำเรื่องวู่วามเพื่อแฟนสาวขนาดนี้บ้าง ฉันก็อาจจะไม่ได้ใจเย็นทำใจยอมรับได้เหมือนกันหรอก!”ฮั่วจินเฉินจ้องมองเธอเนิ่นนาน ก่อนจะหลุบสายตาลงแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ “หัวเราะอะไร?”เขาก้มหน้าลงมา แล้วประทับจูบอย่างแผ่วเบาลงบนหน้าผากของเธอ “ขอบคุณนะ”ความสุภาพเกรงใจที่แสนกะทันหันของฮั่วจินเฉินทำให้เธอรู้สึกอึดอัดไม่เป็นตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าพลันเห่อร้อนซาบซ่านขึ้นมารวดเร็ว ทว่าเขาทำเพียงตวัดมุมปากยิ้มบาง ๆ ด้วยสายตาและสีหน้าที่อ่อนโยนเรียบสงบเสิ่นชูรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดเอาใจคุณหรอกนะ”เขาขานรับในคอเสียงต่ำ เงาร่างสองสายที่ทอดทับลงบนพื้นกระเบื้อง ค่อย ๆ ขยับเขยื้อน
เธอไม่เคยเกรงกลัวความอับอายขายหน้าทว่าคนที่เธอไม่ควรจะขายหน้าต่อหน้าเขามากที่สุดก็คือเขา!ภายในห้องทำงานของผู้จัดการเฉิน ซูซิ่นเฉิงกำลังรายงานเบาะแสข้อมูลทั้งหมดที่ตนเองรับรู้ให้ฟังนิ้วมือของผู้จัดการเฉินเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ จิตใจที่เคยเต็มไปด้วยความคลางแคลงและหวาดระแวง บัดนี้ร่องรอยความล้ำลึกบนใบหน้าพลันสลายหายไปในพริบตาเมื่อได้ฟัง “เอาเถอะ แค่เด็กวัยรุ่นที่เก็บซ่อนความรู้สึกไม่เป็น ดูท่าคงไม่ได้ลึกล้ำซับซ้อนอย่างที่ฉันคิดเอาไว้ ซูเฉิง เธอไปติดต่อเหล่าสวีบอกให้เตรียมตัวให้พร้อม”เหล่าสวีก็คือชายคนที่เคยพบกับเธอและผู้จัดการเฉินที่โรงอาบน้ำเมื่อครั้งก่อนนั่นเองเมื่อเห็นว่าซูซิ่นเฉิงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ ผู้จัดการเฉินจึงชำเลืองสายตามองเธอ “ทำไมล่ะ เธอคงไม่ได้เกิดใจอ่อนขึ้นมาหรอกนะ?”“...เปล่าค่ะ”“เปล่าก็ดีแล้ว” ผู้จัดการเฉินเอนหลังพิงเก้าอี้ก่อนจะจุดบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง เขาหมุนเก้าอี้ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วพ่นควันออกมาคำหนึ่ง “ถ้าเธออยากรู้ที่มาที่ไปของตัวเอง ทำตามที่ฉันบอกรับรองไม่ผิดพลาด”ซูซิ่นเฉิงหลุบเปลือกตาลงพลางพยักหน้า “เข้าใจแล้วค่ะ”เมื่อเธอเดินออกจากห้อง
ระหว่างทางกลับจากสนามบิน ฮั่วจินเฉินเอียงหน้ามองเสิ่นชูที่กำลังเขวี่ยเล่นดอกกุหลาบไม่หยุด เม้มปากยิ้มบาง ๆ “ผมยังคิดอยู่เลยว่าถ้าจัดการงานช่วงนี้เสร็จแล้วจะไปหาคุณ คิดไม่ถึงเลยว่าคุณจะรีบเดินทางมาเร็วขนาดนี้”“คุณไม่อยากให้ฉันรีบมาเหรอ?” เสิ่นชูเหลือบสายตามองเขา“เปล่าสักหน่อย” เขาเอียงกายเล็กน้อยพลางจ้องมองเธอ “ผมอยากให้คุณย้ายมาอยู่ข้างกายผมใจจะขาดต่างหาก”เสิ่นชูแย้มยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาเรียวยาวทรงเสน่ห์หยีลงเป็นเส้นแคบ “จริง ๆ แล้วฉันก็ไม่ได้มาเพราะคุณทั้งหมดหรอกค่ะ ฉันตั้งใจจะให้แม่เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลในเมืองจิง เพราะยังไง แผนกศัลยศาสตร์ระบบประสาทของเมืองจิงก็ขึ้นชื่อมากที่สุดอยู่แล้ว”ฮั่วจินเฉินพยักหน้าแล้วส่งเสียงรับ อืม ในคอคำหนึ่ง“งอนเหรอ?” เสิ่นชูยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้เขาเขาปรับตัวตรงขึ้น “เปล่า”เมื่อเห็นเธอจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ ฮั่วจินเฉินจึงหมดท่า ยื่นมือไปกุมมือเธอไว้ “ผมคงไม่ไปถือสาหาความกับแม่ของคุณหรอกนะ”เสิ่นชูยิ้มโดยไม่เอ่ยคำใดโทรศัพท์มือถือของฮั่วจินเฉินพลันส่งเสียงดังขึ้น เป็นสายโทรเข้าจากหลี่ลี่เขากดรับสาย ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก ฝ่ายนั้นก็พูดขึ
เมื่อหลี่ลี่เอ่ยถามผู้จัดการเฉินสีหน้าของเขาก็พลันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อนแห้ง ๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นมาจิบคำหนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยปากอธิบาย “ก็คือยาที่ใช้สำหรับรักษาโรคมะเร็งน่ะครับ”“อ้อ ยานี้มันทำไมเหรอคะ?”เมื่อผู้จัดการเฉินเห็นว่าเธอไม่เพียงแต่ไม่รู้เรื่องราว แต่ยังไม่เข้าใจแม้กระทั่งเรื่องกลไกของยา เขาก็ลอบถอนหายใจ ทั้งยังแอบดีใจอยู่ลึก ๆ “จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ” เขาถอนหายใจออกมายาวเหยียด ใบหน้าฉายร่องรอยความสะเทือนใจ “ในโรงงานมียาทรงประสิทธิภาพอยู่ล็อตหนึ่ง แต่อนุมัติไม่ผ่านเสียที คุณเองก็รู้อยู่ว่ามาตรฐานโรงงานผลิตยาสูงและเข้มงวดมาก โดยเฉพาะช่วงนี้ที่กระแสปราบปรามยาปลอมกำลังมาแรง ยาล็อตนี้เป็นยาทรงประสิทธิภาพแบบไม่ใช่ยาต้นแบบ พอไม่ได้ผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย มันก็เลยยิ่งผ่านการพิจารณาอนุมัติได้ยาก”“ยาทรงประสิทธิภาพที่ไม่ใช่ยาต้นแบบ... มันคือยาปลอมเหรอคะ?”“เอ๋ ตัวแทนหลี่ คำนี้พูดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาดเลยนะครับ!” ผู้จัดการเฉินปาดเหงื่อพลางรีบร้อนอธิบาย “ยาล็อตนี้ไม่ใช่ยาปลอม แต่มันเทียบเท่ากับยาเลียนแบบ ถึงราคาจะไม่เหมือนกับยาต้นแบบ แต่ประสิทธิภ







