LOGINทำไมถึงเป็นเขาไปได้?หลี่ลี่นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังจะหันหน้ามองมา เธอก็รีบหมุนตัวหันหลังขวับ สองมือบีบจับชายเสื้อตัวเองไว้แน่นทั้งที่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ไว้ตั้งนานแล้วว่าจะถอนหนามยอกอกเล่มนี้ทิ้ง แต่พอได้กลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง เธอก็ยังไม่สามารถทำใจให้สงบนิ่งได้อยู่ดีเธอมัวแต่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่ตีรวนขึ้นมาในอก จนไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าท่าทางที่ผิดปกติอย่างยิ่งของซูซิ่นเฉิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เลยแม้แต่น้อยซูซิ่นเฉิงจ้องมองแผ่นหลังของกู้ฉือจวินตาไม่กะพริบ ในหัวพลันผุดภาพความทรงจำที่แตกกระจัดกระจายขึ้นมามากมาย ศีรษะของเธอปวดตุบจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆเธอเอามือกุมขมับที่ปวดร้าวตามสัญชาตญาณ และแทบจะกัดฟันทนต่ออาการวิงเวียนศีรษะวิ่งหนีออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว“ซูเฉิง ฉันว่าพวกเรากลับกันก่อนดี—” หลี่ลี่หมุนตัวกลับมา ถึงเพิ่งพบว่าคนที่เคยยืนอยู่ข้างกายเมื่อครู่ อันตรธานหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วในจังหวะนั้นเอง สายตาของกู้ฉือจวินก็มองทะลุผ่านกลุ่มผู้คน ทอดตรงมาหยุดอยู่ที่ตัวเธออย่างแม่นยำหลี่ลี่สบสายตากับเขาอยู่สองสามวินาที ในเสี้ยววินาทีก่อนที่จังห
ซูซิ่นเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ให้ฉันพาเธอไปด้วยเหรอคะ?”ผู้จัดการเฉินแค่นเสียงฮึ “ยัยนั่นไม่ได้บอกเองหรอกเหรอว่ารู้จักคนของตระกูลกู้น่ะ? จริงหรือมั่ว ถึงวันนั้นก็รู้แจ้งเห็นจริงแล้วไม่ใช่หรือไง?”ไม่กี่วันต่อมา งานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อความร่วมมือระหว่างบริษัทยาหยุนซานและกลุ่มวิจัยยาแห่งเมืองเจียงเฉิงถูกจัดขึ้นที่ห้องอาหารจีนของตึกเซ็นจูรี บนโต๊ะกลมขนาดใหญ่จุได้ยี่สิบที่นั่ง บริกรสองสามคนกำลังจัดวางจานชามและแก้วไวน์อย่างเป็นระเบียบคนจากกลุ่มวิจัยยายังมากันไม่ครบ คนที่มาถึงก่อนจึงยังไม่ได้ขึ้นโต๊ะอาหาร ต่างพากันนั่งพูดคุยรออยู่ที่โซนรับรองด้านนอกแน่นอนว่า คนที่มีสิทธิ์นั่งพูดคุยกันในโซนโซฟานั้น ล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีตำแหน่งไม่ธรรมดาของหยุนซานทั้งสิ้น แม้กระทั่งผู้จัดการเฉินเองก็ทำได้เพียงยืนเกาะกลุ่มพูดคุยอยู่ริม ๆ กับผู้จัดการฝ่ายคนอื่น ๆหลี่ลี่เดินตามซูซิ่นเฉิงไปกล่าวทักทายตัวแทนจากแผนกต่าง ๆ จนครบทุกคน หลังจากทั้งสองคนเดินเลี่ยงมาตรงมุมห้อง หลี่ลี่ถึงได้กระซิบถามเสียงเบา “ก็แค่กินข้าวร่วมกันมื้อเดียวไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมีคนมาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ?”ซูซิ่นเฉิงยักไหล่ “หยุนซานให้
หลี่ลี่ชะงักอึ้งไป ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองถามซอกแซกและเสียมารยาทเกินไป จึงรีบกล่าวขอโทษทันที “ขอโทษด้วยนะ ฉันไม่รู้ว่าเธอ…”“ไม่เป็นไรหรอก” ซูซิ่นเฉิงยิ้มกลบเกลื่อน สายตาทอดมองอาหารในชามที่ยังไม่ได้แตะต้อง “แต่ฉันก็ค่อนข้างสงสัยเรื่องของเธอเหมือนกันนะ ในบริษัททุกคนเอาแต่นินทาเธออยู่ลับหลัง แต่ฉันรู้สึกว่าตัวตนของเธอที่ได้สัมผัส มันไม่เหมือนกับที่คนพวกนั้นพูดเลยสักนิด”หลี่ลี่ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ “นั่นมันแน่อยู่แล้วล่ะ ฉันไม่แคร์หรอกว่าใครจะพูดยังไง เพราะนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อย เมื่อก่อนตอนที่ฉันไปทำงานพาร์ตไทม์ที่เมืองเจียงเฉิง ก็โดนคนนินทาอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน”เมืองเจียงเฉิง…สายตาของซูซิ่นเฉิงชะงักกึกไปในทันที เธอเงยหน้าขึ้นมองหลี่ลี่ขวับหลี่ลี่ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของเธอ ยังคงพูดต่อตามใจตัวเอง “น่าเสียดายนะ สำหรับฉันแล้วเมืองเจียงเฉิงเป็นเมืองแห่งความทรงจำอันเจ็บปวด ยังไงชาตินี้ฉันก็จะไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้วล่ะ!”“งะ… งั้นเหรอ?” ซูซิ่นเฉิงกำมือที่เริ่มสั่นเทาไว้แน่น เอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ทำไมถึงไม่อยากไปที่นั่นอีกแล้วล่ะ?”“เธอรู้ไหม? ก่อนหน้านี้ที่ฉ
ซูซิ่นเฉิงรับเอกสารในมือของเธอมา พลางอธิบายว่า “ฉันอยู่แผนกผลิตค่ะ แต่ยังไม่ใช่พนักงานประจำ ยังอยู่ในช่วงทดลองงานอยู่เลย”“อ๋อ!” หลี่ลี่ร้องอย่างเข้าใจ จากนั้นจึงเหลือบมองป้ายพนักงานของเธอแวบหนึ่ง ก็พบว่าเป็นพนักงานฝึกงานของแผนกผลิตจริง ๆ “เมื่อกี้ต้องขอโทษจริง ๆ นะ ฉันรีบเดินเร็วไปหน่อยเลยชนเข้ากับเธอ เธอไม่ได้เจ็บตรงไหนใช่ไหม?”ซูซิ่นเฉิงส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ”“แบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ จริงสิ ฉันชื่อหลี่ลี่นะ อยู่แผนกควบคุมคุณภาพ ต่อไปพวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้ว ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”เมื่อต้องเผชิญกับความกระตือรือร้นและเป็นมิตรของหลี่ลี่ ซูซิ่นเฉิงจึงเผยรอยยิ้มออกมาเช่นกันเพียงแต่เดิมทีเธอตั้งใจคิดหาทางเข้าหาอยู่แล้ว การที่ทุกอย่างเป็นไปเช่นนี้จึงช่วยประหยัดเวลาและแรงของเธอไปได้ไม่น้อยเลย…หวังน่าคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของโรงงานผลิตยาอยู่ในเงามืดมาตลอด แม้จะไม่เข้าใจการกระทำเหล่านี้ของหลี่ลี่ แต่ก็ยังเลือกที่จะให้ความเคารพในการตัดสินใจในเมื่อประธานฮั่วเลือกที่จะส่งเธอไป ย่อมต้องมีเหตุผลของเขาอย่างแน่นอนใช่ไหม?แต่หลี่ลี่ก็ทำตัวเอิกเกริกและเปิดเผยเกินกว่าที่เธอคาดการณ์ไว้
ในเวลาเพียงไม่กี่วันสั้น ๆ หลี่ลี่ก็เริ่มสนิทสนมคุ้นเคยกับพนักงานภายในบริษัทอย่างรวดเร็ว อย่าว่าแต่พนักงานระดับทั่วไปเลย แม้แต่ผู้บริหารระดับล่างและระดับกลางหลายคนต่างก็เคยได้รับการผูกมิตรเข้าหาจากเธอทั้งนั้นเธอทั้งเลี้ยงข้าวเลี้ยงขนม ส่งเครื่องดื่ม แถมยังแวะไปทักทายมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงแผนก ต่อให้จะมีบางคนแอบซุบซิบนินทาลับหลัง แต่เมื่อได้รับผลประโยชน์ไปแล้ว ย่อมไม่สะดวกใจที่จะพูดจาให้ร้ายเธอต่อหน้าอีกทว่า การกระทำอันโจ่งแจ้งเช่นนี้ย่อมดึงดูดสายตาของผู้มีเจตนาแอบแฝงที่คอยจับจ้องอยู่ในเงามืดเช่นกัน“ยัยหลี่ลี่ที่หยุนซานส่งด่วนลงมาจากสำนักงานใหญ่นั่น มีเบื้องลึกเบื้องหลังยังไงกันแน่?”ภายในโรงอาบน้ำที่มีแสงไฟสลัว ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังแช่อยู่ในสระน้ำ หันหลังให้กับฉากกั้นไม้ ข้างสระน้ำมีชายหญิงสองคนยืนรอรับคำสั่งอยู่คนที่เอ่ยปากตอบคือชายร่างท้วมซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับชายในสระ เขาหดคอลงเล็กน้อยพลางค้อมตัวอย่างนอบน้อม “ทางหยุนซานแค่แจ้งว่าจะส่งคนลงมาหนึ่งคน ไม่ได้บอกรายละเอียดว่ามีเบื้องหลังยังไงครับ แต่ดูจากท่าทางแล้ว น่าจะเป็นญาติของกรรมการบริหารคนไหนในหยุนซานส่งมาหาประสบการ
เสิ่นชูหลุดหัวเราะพรืดออกมาเสียงดัง “ถ้าอย่างนั้นคงต้องให้คุณเป็นห่วงต่อไปอีกสักพักแล้วล่ะค่ะ รอให้สิทธิบัตรอนุมัติลงมา ฉันยังต้องเตรียมการเรื่องการผ่าตัดอีก”ฮั่วจินเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “จะยุ่งมากไหมครับ?”“ฉันจะจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แน่นอนค่ะ ไม่ปล่อยให้เหนื่อยเกินไปหรอก” เสิ่นชูเดินมานั่งลงตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์แล้วรินน้ำใส่แก้วให้ตัวเองหนึ่งแก้ว “แล้วคุณล่ะคะ ที่เมืองจิงจัดการทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม?”เขาตอบรับเสียงทุ้ม “อืม เรียบร้อยดีทุกอย่างครับ”ปลายสายเงียบเสียงไปชั่วครู่ นิ้วมือของเสิ่นชูที่จับแก้วน้ำอยู่เกร็งแน่นขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงแผ่วเบาลง “ฮั่วจินเฉิน… ความจริงแล้วฉันไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเลย ฉันไม่ได้จับมีดผ่าตัดมานานมากแล้ว ก็เลยแอบกลัวอยู่บ้าง”ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงทุ้มต่ำอันหนักแน่นและเด็ดเดี่ยวของเขาก็ดังแว่วมาจากหูโทรศัพท์ “ความกลัวเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ครับ แต่เรื่องราวมากมายในชีวิตก็ย่อมมีเวลาที่ต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้ อีกอย่าง คุณไม่ได้กำลังทำเรื่องนี้อยู่ตัวคนเดียวสักหน่อย ข้างหลังของคุณยังมีผู้คนอีกมากมายคอยสนับสนุนอยู่แท้ ๆ คุณหม







