Masuk“หากพระองค์ทรงรู้ว่าบิดาของหม่อมฉันถูกใส่ร้ายจริง เหตุใดจึงไม่ช่วยเขาให้เร็วกว่านั้นเพคะ?” หลี่เซวียนไม่มีคำตอบ เพราะเขาเองก็ต้องการรู้เช่นกัน สิ่งที่เขารู้มีเพียงว่า หลี่จิ้งเหยียนทรงฝากหลักฐานไว้ให้เขา และทรงกำชับให้เปิดเผยความจริงต่อหน้าราชสำนัก แต่ไม่ได้มีโอกาสอธิบายรายละเอียดทั้งหมดก่อนสิ้นพระชนม์ “ข้าจะหาคำตอบให้เจ้า” เขากล่าวอย่างหนักแน่น “ไม่ใช่เพื่อปกป้องผู้ใด แต่เพื่อให้ความจริงปรากฏออกมาอย่างครบถ้วน” เซี่ยเยว่หลันมองเขาอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้า “เพคะ” นางจะไม่ตัดสินหลี่จิ้งเหยียนจากเอกสารเพียงฉบับเดียว และจะไม่ปล่อยให้ความสงสัยกลายเป็นข้อกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน หากพระองค์เคยพยายามช่วยบิดาของนางจริง นางก็ต้องรู้ว่าความพยายามนั้นล้มเหลวลงได้อย่างไร แต่หากพระองค์ทรงมีส่วนทำให้บิดาของนางต้องตาย นางก็ต้องกล้ายอมรับความจริงเช่นกัน ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร นางจะไม่หลบหนีอีกแล้ว นางจะไม่ยอมให้ความรัก ความแค้น หรือความสูญเสีย บดบังความจริงอีกต่อไป หลังจากการประชุมในท้องพระโรงสิ้นสุดลง หลี่เซวียนมีรับสั่งให้เก็บเอกสารทั้งหมดไว้ในห้องทรงพร
ความเงียบงันปกคลุมทั่วท้องพระโรง ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากขึ้นมาในทันที หลี่จิ้งเหยียนทรงมีพระบัญชาให้ตรวจสอบเรื่องเสบียงทหารด้วยพระองค์เองก่อนเกิดเหตุแม่ทัพเซี่ย แล้วเหตุใดสุดท้ายแม่ทัพผู้ภักดีกลับต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ? หากฮ่องเต้ทรงทราบถึงความผิดปกติตั้งแต่แรก เหตุใดจึงปล่อยให้เรื่องราวดำเนินมาจนถึงขั้นนองเลือด? เซี่ยเยว่หลันรู้สึกเย็นเฉียบไปทั้งปลายนิ้ว นางเพิ่งยืนอยู่ต่อหน้าผู้คน ประกาศทวงคืนความบริสุทธิ์ให้บิดา แต่ความจริงที่ปรากฏขึ้นกลับทำให้นางต้องเผชิญกับคำถามที่เจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม หลี่จิ้งเหยียนทรงรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกหรือไม่ หากทรงรู้ แล้วเหตุใดจึงไม่ช่วยบิดาของนางหรือแท้จริงแล้ว พระองค์เองก็ทรงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแม่ทัพเซี่ย? “นำเอกสารมาให้ข้าดู” หลี่เซวียนตรัสขึ้นในที่สุด น้ำเสียงเคร่งขรึมจนขุนนางที่กำลังส่งเสียงกระซิบต่างพากันเงียบลง “พ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีรีบลุกขึ้น ก่อนจะนำหีบไม้ขนาดเล็กที่องครักษ์ส่งมาด้วยวางลงบนโต๊ะเบื้องหน้า หีบใบนั้นมีร่องรอยไหม้เกรียมตรงมุมหนึ่ง แต่ตัวหีบกลับยังคงสภาพเดิมอย่างน่าประหลาด หลี่เซวียนเปิดฝาหีบ
วันนี้นางกำลังจะได้ยินความจริงจากปากคนที่ทำให้ชีวิตของครอบครัวนางพังพินาศ เซี่ยหมิงเต๋อกัดฟันแน่น ก่อนจะหันมาทางนาง “เซี่ยเยว่หลัน เจ้าคิดว่าหากข้าถูกลงโทษแล้ว บิดาของเจ้าจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาหรือ? ต่อให้วันนี้เจ้าล้างมลทินให้เขาได้ ความตายที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจย้อนคืนได้อยู่ดี!” ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบคำพูดนั้นแทงเข้าไปในหัวใจของเซี่ยเยว่หลันอย่างโหดร้าย แต่ครั้งนี้นางไม่ได้ก้มหน้าหลบ ไม่ได้ร้องไห้จนพูดอะไรไม่ออกเหมือนในอดีต นางก้าวออกมาข้างหน้า สบตาเซี่ยหมิงเต๋ออย่างไม่หวั่นไหว “ท่านพูดถูก บิดาของข้าไม่อาจฟื้นคืนชีพได้อีกแล้ว” น้ำเสียงของนางสงบนิ่งจนผู้คนในท้องพระโรงต่างหันมามอง “แต่เพราะท่านไม่อาจคืนชีวิตให้บิดาข้าได้ ท่านจึงยิ่งไม่มีสิทธิ์พรากความจริงไปจากเขาอีก เดิมทีตระกูลเซี่ยไม่ควรมีท่านในตระกูลแต่แรกด้วยซ้ำ...” เซี่ยหมิงเต๋อชะงัก “ท่านทำให้คนทั้งใต้หล้าเข้าใจว่าบิดาข้าเป็นคนทรยศ ทำให้ตระกูลเซี่ยต้องแบกรับความอัปยศ และทำให้ผู้คนที่ไม่รู้ความจริงต้องใช้ชีวิตอยู่กับคำกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม ท่านปู่สอนท่านด้วยความเมตตาและคุณธรรมแต่ท่าน
ท้องพระโรงใหญ่เต็มไปด้วยขุนนางที่มารวมตัวกันตามพระบัญชาของไทเฮา เมื่อหลี่เซวียนก้าวเข้ามา เสียงพูดคุยทั้งหมดก็เงียบลงทันที ส่วนเซี่ยเยว่หลันที่เดินตามหลังเขามานั้น ดึงดูดสายตาของผู้คนไม่น้อยไปกว่ากัน หลายคนรู้จักนางในฐานะอดีตกุ้ยเฟยผู้ถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนักจี้เห่อ แต่วันนี้นางกลับยืนอยู่ในท้องพระโรงอย่างสงบ แม้ดวงตาจะยังแดงก่ำ แต่แววตากลับแน่วแน่กว่าที่เคย ไม่นานนักเซี่ยหมิงเต๋อก็ถูกนำตัวเข้ามาในชุดขุนนางเต็มยศ ทว่าข้อมือทั้งสองถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็ก เขากวาดสายตามองทั่วท้องพระโรง ก่อนจะหยุดอยู่ที่เซี่ยเยว่หลัน “กุ้ยเฟยเหนียงเหนียง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความสงบ “กระหม่อมไม่ทราบว่าตนเองกระทำความผิดใด เหตุใดจึงถูกควบคุมตัวมาที่นี่พ่ะย่ะค่ะ?” เซี่ยเยว่หลันมองเขาอย่างเย็นชา “ท่านราชครูไม่ทราบจริงๆ หรือว่าตนเองทำสิ่งใดไว้บ้าง?” “กระหม่อมรับใช้ราชสำนักมาหลายสิบปี ไม่เคยคิดทรยศต่อแผ่นดิน” เซี่ยหมิงเต๋อหันไปทางขุนนางคนอื่น “หากมีผู้ใดกล่าวหากระหม่อม ก็ขอให้แสดงหลักฐานออกมา อย่าได้ใช้ความแค้นส่วนตัวมาตัดสินความผิดขอ
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนพระหัตถ์ของเขา “แต่หากชาติหน้ามีจริง...ขอให้พระองค์ได้เกิดมาเป็นคนธรรมดาเถิดเพคะ ไม่ต้องเป็นฮ่องเต้ ไม่ต้องแบกรับความเกลียดชังของผู้คน ไม่ต้องพยายามครอบครองสิ่งใดเพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์มีคุณค่า...” เสียงของนางสั่นจนแทบขาดห้วง “ขอให้พระองค์ได้พบใครสักคนที่พระองค์รัก โดยไม่ต้องทำร้ายเขาเพื่อรั้งเขาไว้ข้างกาย” เซี่ยเยว่หลันหลับตาลง น้ำตาไหลลงบนพระหัตถ์ของผู้ล่วงลับ “แล้วหม่อมฉัน...จะอธิษฐานให้พระองค์มีความสุข” นางไม่ได้กล่าวว่าตนให้อภัยเขาแล้ว เพราะความเจ็บปวดที่เขาทิ้งไว้ยังคงอยู่ และบางบาดแผลก็ไม่อาจสมานได้เพียงเพราะคนผู้หนึ่งกำลังจะตาย แต่นางก็ไม่ได้เกลียดเขาเหมือนวันแรกอีกต่อไป ในที่สุด เซี่ยเยว่หลันจึงค่อยๆ คลายมือออกจากพระหัตถ์ของหลี่จิ้งเหยียน หลี่เซวียนขยับเข้ามาประคองนางไว้โดยไม่เอ่ยบังคับ ไม่เร่งรัด และไม่พยายามดึงนางออกจากความโศกเศร้า นางหันกลับไปมองพระพักตร์ของฮ่องเต้ผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้าย ชั่วชีวิตหนึ่งของหลี่จิ้งเหยียนเต็มไปด้วยสิ่งที่สายเกินไป สายเกินไปที่จะยอมรับความผิด สายเกินไปที่จะคืนความรักให้เป
“ฝ่าบาท...” ไม่มีเสียงตอบรับ “ฝ่าบาท?” นางโน้มตัวลงไปใกล้พระพักตร์ของเขา พยายามฟังลมหายใจที่เคยแผ่วเบา ทว่าครั้งนี้กลับไม่มีลมหายใจใดตอบกลับมาอีกแล้ว “ไม่...” เซี่ยเยว่หลันส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา “ไม่จริง...ฝ่าบาท ทรงลืมพระเนตรขึ้นมาสิเพคะ...” นางเขย่าพระหัตถ์ของเขาเบาๆ ราวกับกลัวว่าจะทำให้เขาเจ็บ “พระองค์รับปากหม่อมฉันแล้ว...พระองค์รับปากแล้วว่าจะพยายามอยู่กับหม่อมฉันให้นานที่สุด...” เสียงสะอื้นหลุดออกจากลำคออย่างทรมาน “หม่อมฉันยังไม่ได้บอกพระองค์เลย...ว่าหม่อมฉันอยากให้พระองค์มีชีวิตอยู่มากเพียงใด...” หลี่เซวียนรีบเอื้อมมือไปแตะพระชีพจรของพระเชษฐา แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความเงียบงันที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ พระหัตถ์ของเขาก็แข็งค้าง เขานิ่งอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน ก่อนจะค่อยๆ หลับพระเนตรลง “เสด็จพี่...” เพียงสองพยางค์ แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยาย “เสด็จพี่!” เสียงเรียกของหลี่เซวียนดังขึ้นในที่สุด ทว่าไม่มีผู้ใดตอบกลับมาอีกแล้ว เซี่ยเยว่หลันก้มลงแนบหน้าผากกับพระหัตถ์ที่เย็นลงอย่างช้าๆ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่า







