تسجيل الدخولชีวิตก่อนนั่งตรวจงบจนตาแฉะ ชีวิตใหม่ดันต้องมาเคลียร์บัญชีแค้นในจวนอ๋อง! เมื่อลู่หมิงเซียนคนเก่าตายไปแล้ว พระชายาเอกผู้ฉลาดเป็นกรดจึงวางแผนทวงทรัพย์สินคืน แล้วสะบัดหน้าหย่าขาดจากสามีเฮงซวยให้จบๆ ไป ทุกอย่างควรจะจบลงด้วยดี ถ้านางไม่ดันไปใช้แผนซ้อนแผนจนต้องไปพัวพันกับบุรุษผู้ทรงอำนาจและอันตรายที่สุดในแคว้น คิดว่าจะสลัดตัวจากสามีเก่าเพื่อไปครองความโสดให้สำราญใจ แต่สุดท้ายกลับโดนเขาคนนั้นรวบหัวรวบหางกลืนลงท้องเสียอย่างนั้น หลุดจากปากเสือ เข้าถ้ำมังกรตัวเบ้อเริ่มของแท้! 'ข้าอยากจะบ้าตายจริงๆ!'
عرض المزيدกลิ่นหอมปรุงแต่งราคาถูกเจือกลิ่นอับชื้นคือสิ่งแรกที่ลู่หมิงเซียนสัมผัสได้เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ความทรงจำสุดท้ายของเธอก่อนหน้านี้ คือการนั่งหลังขดหลังแข็งเคลียร์งบประมาณประจำปีที่ถูกโยนมาให้แก้เพียงลำพังจนดึกดื่น
ทว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญหน้าอยู่ในเวลานี้ไม่ใช่หน้าจอคอมพิวเตอร์ กองเอกสารตัวเลข หรือแสงไฟนีออนจากตึกสูง หากแต่เป็นเพดานขื่อไม้เก่าคร่ำคร่า เมื่อกวาดสายตามองรอบกายก็พบเพียงเตียงไม้แกะสลักทรุดโทรมกับม่านมุ้งสีหมองหม่นไม่ต่างอะไรจากผ้าขี้ริ้ว
‘นี่มันที่ไหนกันล่ะเนี่ย’
ยังไม่ทันได้ครุ่นคิดหาคำตอบ จู่ๆ ภาพความทรงจำสายหนึ่งก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวอย่างต่อเนื่อง หญิงสาวทั้งตื่นตระหนกและงุนงงสับสน ภาพการทำงานในตึกสูงระฟ้าเพียงลำพังฉายวาบสลับกับใบหน้าของสตรีอีกคน
สตรีผู้นั้นมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเธอดั่งส่องกระจกเงา ทว่ารูปร่างบอบบางผ่ายผอมตามแบบฉบับสตรีจีนโบราณ ช่างแตกต่างจากเธอที่มีพุงน้อยๆ อันเกิดจากการกินอาหารฟาสต์ฟู้ดแล้วไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสิ้นเชิง
ภาพที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวคือเรื่องราวของ ลู่หมิงเซียน พระชายาเอกแห่ง จิ้งชินอ๋อง พระอนุชาแท้ๆ ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
สตรีเคราะห์ร้ายที่เธอทะลุมิติเข้ามาอาศัยร่างนี้นอกจากจะมีชื่อแซ่เดียวกันกับเธอแล้ว ยังเป็นโฉมงามผู้ไร้สมอง วันๆ เอาแต่เที่ยววิ่งไล่ตามจิ้งชินอ๋องจนผู้คนทั่วเมืองหลวงต่างพากันหัวเราะเยาะขบขัน นินทากันว่าบุตรสาวฮูหยินเอกตระกูลลู่ผู้นี้ทั้งไร้ยางอายและโง่งม
แม้จะได้ตบแต่งเข้าจวนอ๋องตามพระราชทานสมรสอันทรงเกียรติแล้ว แต่สุดท้ายกลับถูกริบอำนาจการบริหารจวนไปจนหมดสิ้น และมอบมันให้กับชายารองผู้เป็นดวงใจของสวามี ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน นางก็คือ ลู่หมิงจู
น้องสาวต่างมารดาของสตรีผู้นี้นั่นเองสตรีโง่งมผู้ไร้ซึ่งความโปรดปรานจากสวามี สุดท้ายกลับตรอมใจตายอย่างเงียบเหงาในเรือนร้างเพราะขาดการดูแล แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าก็ไม่อาจออกหน้าไต่สวนหาความจริงเกี่ยวกับการตายของนางได้ ในเมื่อสวามีของนางเป็นถึงพระอนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ แล้วผู้ใดเล่าจะกล้าหาญชาญชัยไปหาเรื่องเจ้านายผู้สูงศักดิ์เช่นนั้น
ลู่หมิงเซียนที่นอนลืมตาครุ่นคิดถึงสถานการณ์ปัจจุบันได้แต่กะพริบตาปริบๆ พลางทอดถอนหายใจยาวเหยียดออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ในใจลึกๆ จะรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกที่ไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งโหมงานหนักจนดึกดื่นเหมือนในโลกที่จากมา ทว่าชีวิตสุขสบายที่ไร้ความมั่นคงในเวลานี้นั้นมันจะดีต่อตัวเธอในตอนนี้หรือวันข้างหน้าจริงๆ น่ะหรือ
“นึกว่าเรื่องพวกนี้จะมีอยู่แค่ในนิยายเสียอีก ที่ไหนได้... ฉันดันทะลุมิติเข้ามาติดอยู่ในนี้จริงๆ หรือเนี่ย เหลือเชื่อชะมัด”
ลู่หมิงเซียนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองตายจากโลกอนาคตมาได้อย่างไร แต่เมื่อลองย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา ทั้งการทำงานหามรุ่งหามค่ำจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ผู้คนรอบตัวที่มีแต่ความโลภและความเห็นแก่ตัว
และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของเงิน! ในโลกที่ข้าวของแพงลิบลิ่ว เงินก้อนโตที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจหามาทั้งชีวิต กลับไม่อาจซื้อแม้กระทั่งเวลาพักผ่อนให้ตัวเองได้เลยสักนิด
เมื่อได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของพระชายาเอกผู้มีทั้งยศถาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินกองพะเนินเช่นนี้ เธอจึงรู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็ยิ่งไม่มีความคิดที่จะกลับไปจมกองงานและวนลูปชีวิตอันน่าเบื่อหน่ายแบบเดิมอีกเด็ดขาด
ในเมื่อโชคชะตาอุตส่าห์พาตัวเธอรอดตายมาถึงที่นี่ได้ การได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะสตรีสูงศักดิ์ แม้เจ้าของร่างเดิมจะไม่เคยรู้จักวิธีใช้ชีวิตให้มีความสุขเลยสักนิด ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่หมิงเซียนก็กวาดสายตาสำรวจรอบห้องอย่างละเอียดอีกครั้ง ฉับพลันนั้นคิ้วเรียวสวยก็ต้องขมวดเข้าหากันเป็นปมแน่น สัญชาตญาณของมนุษย์เงินเดือนและคนทำงานสายการเงินที่เคี่ยวกรำตัวเลขมาทั้งชีวิตเริ่มทำงานทันที
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!”
"ทะ ท่านพูดจาเลอะเทอะอะไร!""ยังไม่หมดนะ" ลู่หมิงเซียนพลิกไปอีกหน้าอย่างคล่องแคล่ว ประหนึ่งชินชากับการอยู่กับกองกระดาษมานานแล้วอย่างไรอย่างนั้น“งบจัดซื้อผ้าแพรจากต่างมณฑล ลงรายการซ้ำซ้อนกันสองรอบในเดือนเดียว ไหนจะค่าซ่อมบำรุงสวนดอกไม้เรือนของเจ้าที่ลงเบิกไปถึงสามร้อยตำลึง ทว่าเมื่อวานยามข้าไปเยือนที่แห่งนั้น พืชพันธุ์ดอกไม้ในสวนของเจ้ากลับเหี่ยวเฉาแห้งตายถึงเพียงนั้น ไม่ทราบว่าเบิกงบไปบำรุงหรือไปทำอะไรกันแน่หรือเพคะ”“ขะ ข้า”“รวมๆ แล้วแค่สามเดือนมานี้ มีเงินรั่วไหลออกจากคลังจวนไปไม่ต่ำกว่าสองพันตำลึง" ลู่หมิงเซียนปิดสมุดบัญชีดัง ปัง! เอนหลังกอดอก พลางจ้องมองชายารองที่เริ่มตัวสั่นสะท้านขึ้นมาแล้ว"เจ้าคิดว่าหากข้าหิ้วสมุดบัญชีเล่มนี้ไปหาท่านอ๋อง ผู้เป็นถึงผู้ดูแลการคลังแผ่นดิน เขาจะรู้สึกอย่างไรที่หญิงงามข้างกายที่เขาไว้วางใจกลับสวมเขาและยักยอกเงินจวนไปไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึงต่อเดือน หรือหากข้าส่งเรื่องนี้ให้กรมวังตรวจสอบ ชายารองอย่างเจ้าจะยังเหลือตำแหน่งให้เชิดหน้าชูตาอยู่อีกหรือไม่""เจ้า!... เจ้าต้องการอะไร" ลู่หมิงจูไม่อาจรักษากิริยาชายารองผู้สง่างามได้อีกต่อไป นางกัดฟันกรอดด้วยค
เช้าวันถัดมา ลู่หมิงจูเยื้องกรายมายังเรือนท้ายจวนของลู่หมิงเซียนพร้อมด้วยสาวใช้คนสนิท บนดวงหน้าอ่อนหวานงดงามประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเห็นอกเห็นใจจอมปลอม ทว่าลึกเข้าไปในแววตาคู่นั้นกลับแฝงประกายเย้ยหยันและสมเพชเวทนาไว้อย่างมิดชิดนางยืนทอดสายตามองแผ่นป้ายชื่อเรือนที่ผุพังหมิ่นเหม่ราวกับจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อด้วยรอยยิ้มสะใจ เดิมทีเรือนพักทรุดโทรมแห่งนี้ควรเป็นสถานที่สำหรับนาง ทว่าด้วยความโปรดปราณและรักใคร่ของจิ้งชินอ๋อง จึงทำให้นางได้ย้ายไปเสวยสุขอยู่ในเรือนใหญ่อันโอ่อ่าแทนที่พี่สาวต่างมารดาผู้เคยเย่อหยิ่งคนนี้“คุณหนูจะเข้าไปข้างในจริงๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวชุ่ยเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนร้างด้วยความหวาดระแวงเพียงแค่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานตอนที่นางนำยาต้มมาส่งแล้วโดนไล่ตะเพิดกลับไป ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบก็ยังคงติดตรึงอยู่ในใจ แล้วนี่วันนี้พวกนางยังต้องย่างกรายกลับมาเหยียบเรือนอัปมงคลนี่อีก ลางสังหรณ์ในใจมันร่ำร้องเตือนภัยตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวขาออกจากเรือนใหญ่ด้วยซ้ำ‘ให้ตายสิ วันนี้เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีเอาเสียเลยนะ’“เจ้าคิดว่าข้าอยากจะ
“คะ... คุณหนู”เสี่ยวเฉียวอ้าปากพะงาบๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ทว่าสุดท้ายก็ทำได้เพียงหุบปากลงและไร้ซึ่งคำพูดใดๆ จะมาโต้แย้งจะให้นางเถียงอย่างไรไหวกันเล่า ในเมื่อทุกคำที่คุณหนูของนางร่ายยาวออกมานั้น ล้วนเป็นความจริงที่ถูกต้องตามกฎระเบียบและธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านเมืองทุกประการต่อให้ท่านอ๋องกับชายารองจะสรรหาข้ออ้างร้อยแปดพันเก้ามาแก้ตัวมากมายเพียงใด แต่ด้วยสภาพความเป็นอยู่อันรันทดอดอยากในเรือนร้างแห่งนี้ ย่อมเป็นหลักฐานมัดตัวที่แน่นหนา จนไม่มีทางปฏิเสธความผิดของตนเองไปได้เลยสักนิดเดียว“เอาล่ะ นั่งลงแล้วจัดการอาหารพวกนี้กันเถอะ”“จะให้บ่าวนั่งร่วมโต๊ะกับคุณหนูได้อย่างไรกันเจ้าคะ” เสี่ยวเฉียวละล่ำละลักเอ่ยท้วงขึ้นด้วยความตกใจ“ที่นี่ก็มีเพียงแค่ข้ากับเจ้า จะมากพิธีรีตองอะไรกันนักหนา นั่งลงเสียเถอะ ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว” ลู่หมิงเซียนเอ่ยตัดบทอย่างไม่ถือตัว พลางหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่สีลอกล่อนในทันทีนางใช้ตะเกียบหนีบชิ้นเนื้อไก่ตุ๋นส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมาเห็นสาวใช้ยังคงยืนเกร็งทำตัวไม่ถูก จึงรีบส่งเสียงเร่งเร้าพร้อมกวักมือเรียกให้นางน
หลังจิ้งชินอ๋องเดินออกจากเรือนร้างไปด้วยความขุ่นเคืองใจ เสี่ยวเฉียวก็รีบหันมองนายสาวของตนด้วยความทึ่งระคนหวาดหวั่นในอาญา นางขยับเข้ามาใกล้ผู้เป็นนาย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย“คุณหนู... ทำเช่นนี้จะไม่เป็นการล่วงเกิน จนทำให้ท่านอ๋องโกรธและสั่งลงโทษเอาได้หรือเจ้าคะ”“ลงโทษงั้นหรือ”เสี่ยวเฉียวพยักหน้าหงึกหงักด้วยความกังวล ทว่าลู่หมิงเซียนกลับทำเพียงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ“เด็กน้อยเอ๋ย... เจ้ายังมองคนไม่ออกหรอก คนจำพวกนี้น่ะหน้าเนื้อใจเสือจะตายไป ยิ่งข้าทำตัวหมางเมินไม่แยแส มีหรือที่พวกเขาจะกล้าเอาเรื่องให้เป็นข่าวใหญ่โต แค่กลัวว่าความลับเรื่องยักยอกสินเดิมจะสาวไปถึงตัว พวกเขาก็ร้อนรนจนแทบแย่อยู่แล้ว”“ตะ... แต่ว่าเมื่อครู่”“จิ้งชินอ๋องก็แค่ยังไม่ชินกับการที่ข้าเปลี่ยนไปก็เท่านั้น แต่ต่อไปเขาจะต้องปรับตัวให้คุ้นเคยเอง เพราะหลังจากนี้เป็นต้นไปข้าจะทบต้นทบดอกทวงคืนทุกสิ่งที่ควรจะเป็นของข้ากลับมาให้หมดทุกอีแปะอย่างไรเล่า”ลู่หมิงเซียนกระตุกยิ้มด้วยความพึงพอใจ ในเมื่อโชคชะตาส่งให้นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ เช่นนั้นนางก็ขอใช้ความรู้ความสามารถที่มี ทำตามเป้าหมายของชีวิตใ

















