Masukเมื่อก่อน...เซี่ยเยว่หลันจะร้องไห้ จะต่อว่า จะน้อยใจแต่วันนี้...นางไม่เรียกร้องสิ่งใดอีกแล้วราวกับยอมรับอย่างสมบูรณ์ว่า พระองค์เป็นเพียงฮ่องเต้มิใช่บุรุษของนาง หลี่จิ้งเหยียนนิ่งอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะถอนพระทัยแผ่วเบา “เจ้าพักผ่อนเถิด ข้า...จะไม่รบกวนแล้ว” เซี่ยเยว่หลันย่อตัวถวายบังคม “หม่อมฉันส่งเสด็จฝ่าบาท” ไม่มีคำว่าเสด็จมาอีกนะเพคะ ไม่มีคำว่าหม่อมฉันจะรอเหมือนที่ผ่านมา มีเพียงคำถวายบังคมตามธรรมเนียมเท่านั้นราวกับทุกอย่างทุกความรู้สึกที่เคยมีถูกกำจัดออกไปจนหมด หลี่จิ้งเหยียนหมุนพระวรกายเดินออกจากตำหนักชิงอวิ๋นแต่ก่อนก้าวพ้นประตู พระองค์กลับหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่โดยไม่หันกลับมา เซี่ยเยว่หลันจ้องมองแผ่นหลังที่คุ้นเคยนั้นนิ่ง “เยว่เยว่...อย่าไว้ใจอ๋องเจ็ดให้มากนัก” กล่าวจบพระองค์ก็เสด็จจากไปทันที เซี่ยเยว่หลันมองประตูที่ค่อยๆ ปิดลง ดวงตาคู่งามค่อยๆ เย็นเยียบลง นางรู้ดีว่าฮ่องเต้กำลังรู้สึกอะไรอยู่และคำเตือนนั้นหมายถึงอะไร “ชิงหลัว” เซี่ยเยว่หลันเอ่ยเสียงนิ่ง “เพคะ” “เห็นหรือไม่” ชิงหลัวเงยหน้า
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีเพคะ ผู้รับใช้ดูแลหม่อมฉันเป็นอย่างดี” เซี่ยเยว่หลันโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “หากขาดสิ่งใดหรือไม่สะดวกสิ่งใด” ฮ่องเต้ตรัสต่อ สีหน้าแฝงความเป็นห่วงไว้ชัดเจน แต่นั่นกลับทำให้เซี่ยเยว่หลันต้องหลบสายตา นางไม่อยากรับรู้ความรู้สึกใดของเขานัก “ให้คนไปแจ้งตำหนักเฉียนชิงได้ทันที” “เพคะ” คำตอบยังคงสั้นเช่นเดิม ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีความยินดี ไม่มีแม้แต่คำขอบพระทัยที่เกินกว่าธรรมเนียม หลี่จิ้งเหยียนรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักทับอยู่ในอก เมื่อก่อน...เพียงพระองค์ตรัสถามไถ่หนึ่งประโยค เซี่ยเยว่หลันก็จะยิ้มด้วยความสุขทั้งวันแต่บัดนี้...ต่อให้พระองค์ยืนอยู่ตรงหน้านาง นางก็ยังเย็นชาราวกับสายลมฤดูหนาว ความเงียบแผ่ปกคลุมศาลาอีกครั้ง จนในที่สุด...หลี่เซวียนจึงลุกขึ้นยืน “เสด็จพี่ ในเมื่อพระองค์เสด็จมาหากุ้ยเฟย ข้าคงไม่ควรรบกวน” เขาประสานมือคำนับอย่างเรียบง่าย ก่อนหันไปทางเซี่ยเยว่หลัน “กุ้ยเฟย หากมีเรื่องใด...ส่งคนไปแจ้งข้าได้ทุกเมื่อ” เซี่ยเยว่หลันพยักหน้ารับ “ขอบพระคุณอ๋องเจ็ด” คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้หลี่จิ้
"เหนียงเหนียง..." "อ๋องเจ็ดเสด็จมาเพคะ" เยว่หลันเงยหน้าขึ้น ไม่นานนัก ร่างสูงในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มก็เดินเข้ามา หลี่เซวียนกวาดตามองโต๊ะอักษร ก่อนหัวเราะเบาๆ "ข้านึกว่าเจ้าจะกำลังจัดตำหนัก" "ตำหนักจัดเมื่อไรก็ได้" เซี่ยเยว่หลันตอบเรียบๆ "แต่ใจคน...หากว้าวุ่นแล้ว ต่อให้จัดตำหนักทั้งวันก็ไม่สงบ" หลี่เซวียนเลิกคิ้ว "คำพูดของเจ้าดูเหมือนคนบวชเสียมากกว่า" "หากบวชแล้วอยู่รอดในวังได้ ข้าก็ยินดี" คำตอบทำให้หลี่เซวียนหัวเราะออกมา "น่าเสียดายนัก...ที่วังแห่งนี้ไม่เคยปล่อยให้ผู้ใดสงบ" เขาหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้ถือพิธี ชิงหลัวมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบชงชา "อ๋องเจ็ด ชาเพคะ" "ขอบใจ" หลี่เซวียนรับถ้วยชา พลางมองต้นเหมยกลางสวน "เมื่อคืน...คนของเจ้าตรวจดูแล้วหรือยัง" เซี่ยเยว่หลันพยักหน้า "ตรวจแล้ว แต่ไม่พบสิ่งใด" หลี่เซวียนยกยิ้มพลางยกน้ำชาขึ้นซด "พบสิแปลก...ยากนักที่ร่องรอยจะถูกทิ้งไว้" เยว่หลันวางพู่กันลงพลางหันมาเผชิญหน้ากับเขา "ท่านเอง
เมื่อเข้ามาถึงห้องบรรทมเซี่ยเยว่หลันมองไปรอบๆ ห้องกว้างขวางกว่าตำหนักเดิมหลายเท่า เครื่องเรือนล้วนใหม่เอี่ยม กระถางกำยานยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ราวกับมีคนจัดเตรียมไว้ล่วงหน้านานแล้ว เกากงกงกล่าวขึ้น "หากเหนียงเหนียงขาดสิ่งใด สามารถแจ้งกระหม่อมได้ทุกเมื่อ" "ขอบใจ" เกากงกงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวเบาๆ "ฝ่าบาท..." แต่ยังไม่ทันพูดจบ เสียงขันทีประกาศก็ดังขึ้นจากด้านนอก "อ๋องเจ็ดเสด็จ!" ทุกคนชะงัก เกากงกงหันกลับไปมองทันที หลี่เซวียนก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง "ถวายพระพรอ๋องเจ็ด" หลี่เซวียนพยักหน้า สายตาคมกวาดมองห้องเพียงครั้งเดียวก่อนหยุดที่เซี่ยเยว่หลัน "ดูเหมือน...เจ้าจะย้ายเข้ามาแล้ว" เซี่ยเยว่หลันย่อตัว "ถวายพระพรอ๋องเจ็ด" หลี่เซวียนยิ้มบาง "ไม่จำเป็นต้องมากพิธี" เกากงกงรีบกล่าว "อ๋องเจ็ดเสด็จมาด้วยเหตุใดพ่ะย่ะค่ะ" "ข้ามาดู" "ดู?" "ดูว่าตำหนักนี้...ปลอดภัยดีหรือไม่" คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง หลี่เซวียนเดินช้าๆ ไปยังหน้าต่าง สายตาคมทอดมองออกไปยังสวนด้านนอก
“เหนียงเหนียง! ฝ่าบาทหมายความว่าอย่างไรกันแน่เพคะ” “เหตุใดต้องย้ายพระองค์ออกจากตำหนักจี้เห่อ” เม่ยจิงเองก็งุนงง “หรือฝ่าบาททรงคิดคืนดีกับพระองค์เพคะ” เซี่ยเยว่หลันกลับส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่...” นางเดินไปยืนหน้าหน้าต่าง มองเกล็ดหิมะที่ปลิววนอยู่เหนือหลังคาตำหนัก ดวงตาค่อยๆ เย็นลง “ไม่มีผู้ใดทำสิ่งใดโดยไร้จุดประสงค์ การย้ายข้าออกจากจี้เห่อ...ต้องมีเหตุผลที่สำคัญกว่าพิธีสักการะ” มือของนางค่อยๆ แตะแขนเสื้อ ภายในนั้น...ตราเงินของแม่ทัพเซี่ยยังคงซ่อนอยู่ หากนางต้องย้ายตำหนักนั่นหมายความว่า...มีคนกำลังบังคับให้นางขยับหมากก่อนเวลา เซี่ยเยว่หลันยกมุมปากขึ้นช้าๆ “ในที่สุด...อีกฝ่ายก็เริ่มร้อนใจแล้ว” ด้านนอกตำหนักเงาร่างของขันทีผู้หนึ่งยืนหลบอยู่ใต้ต้นเหมย เมื่อเห็นเกากงกงเดินจากไป เขารีบหันหลังจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้เลยว่า...บนกิ่งเหมยเหนือศีรษะดวงตาคมดุจเหยี่ยวของบุรุษในอาภรณ์สีดำกำลังมองทุกการเคลื่อนไหวอยู่เงียบๆ หลี่เซวียน...ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “...ปลาติดเหยื่อแล้ว” หิมะโปรยปรายลงมาหนักตลอดทั้งคืนจนรุ่งเช้า ตำห
"เมื่อคืน...คนของเราส่งข่าวกลับมา" นางหยิบกระดาษพับเล็กๆ ซ่อนไว้ในแขนเสื้อส่งให้นาย เซี่ยเยว่หลันคลี่มันออกช้าๆ ภายในมีเพียงประโยคสั้นๆ 'ศพเย่หว่านถูกเปลี่ยนแล้ว' ดวงตาของนางหรี่ลงทันที "เปลี่ยนรึ?" "เพคะ" ชิงหลัวพยักหน้า "คนของเราที่กรมวังแจ้งว่า ศพที่ถูกฝังเมื่อวาน...ไม่ใช่เย่หว่าน" ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เซี่ยเยว่หลันวางกระดาษลงช้าๆ นางเดาไว้แล้ว...แต่เมื่อได้รับการยืนยัน หัวใจก็ยังหนักอึ้งอีกฝ่ายทำลายหลักฐานเร็วกว่าที่นางคาด "แล้วศพจริงล่ะ" ชิงหลัวส่ายหน้า "หายไปแล้วเพคะ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าอยู่ที่ใด" เซี่ยเยว่หลันค่อยๆ หลับตา คนที่ฆ่าเย่หว่าน...ไม่ใช่เพียงมีอำนาจแต่ยังสั่งการกรมวังได้ เช่นนั้น...คนผู้นั้นต้องอยู่สูงกว่าที่นางคิด "แล้วหลินเจาหรงเป็นอย่างไร" "ปลอดภัยเพคะ แต่นางเก็บตัวเงียบอยู่ในตำหนัก" เยว่หลันพยักหน้าเบาๆ อย่างน้อย...พยานคนสุดท้ายยังมีชีวิตเพียงแต่สภาพจิตใจของนางอาจะไม่ดีเท่าเดิม ทันใดนั้น...เม่ยจิงรีบวิ่งเข้ามา "เหนียงเหนียง!" "







