เข้าสู่ระบบมีคนกล่าวว่า... ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะ แต่หากผู้แพ้ ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง... เขาจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนได้หรือไม่ หลี่จง นักวิทยาศาสตร์ผู้เชื่อในเหตุผล กลับต้องย้อนเวลากลายเป็น องค์รัชทายาทหลี่เฉิงเฉียน ชายที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏมาเกือบหนึ่งพันสี่ร้อยปี เพื่อแก้ไขอดีต ชดใช้ความผิด และคืนศักดิ์ศรีให้บรรพชน โดยมีชีวิตของตนเองเป็นเดิมพัน
ดูเพิ่มเติมศักราชเจิ้นกวน พระจักรพรรดิถังไท่จง (หลี่ซื่อหมิน) ขึ้นครองราชย์ปีที่ 8 หลังจากการก่อกบฏไม่สำเร็จ ของหลี่เฉิงเฉียน จึงถูกจองจำอยู่ในตำหนักตงกง เพราะไม่อยากสร้างความบอบช้ำทางจิตใจเพิ่มเติมให้แก่ ไท่ซ่างหวง และเพราะความรักที่มีให้แก่ ฮองเฮาจ่างซุนจึงงดโทษประหารชีวิต เป็นเนรเทศไปชายแดนแทน อีกทั้งฮองเฮาจ่างซุนยังขอประทานอนุญาตให้เลื่อนการเนรเทศออกไปชั่วคราว เพราะหลี่เฉิงเฉียนได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการเป็นตายเท่ากัน ราษฎรทั้งใน และนอกเมืองหลวงต่าง ก้นด่าสาปแช่งอยากให้หลี่เฉิงเฉียนตายในเร็ววัน แต่ด้วยความเป็นมารดาผู้เฝ้าถนอมเลี้ยงดู หลี่เฉิงเฉียนมาตั้งแต่เล็กยากทำใจ ปล่อยให้โอรสถูกเนรเทศทั้งสภาพเช่นนั้น
พระตำหนักคุนหนิง ตำหนักประทับสำหรับฮองเฮาจ่างซุน ตำหนักที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนวิจิตรบรรจง แต่งแต้มสีสันด้วยมวลพฤกษานานาพันธุ์ ดั่งตำหนักแห่งสรวงสวรรค์ แต่สำหรับฮองเฮาจ่างซุนแล้ว ตำหนักนี้ช่างว้าเหว่เดียวดาย ในฤทัยหม่นหมองยิ่งนัก พระองค์นั่งเอนกายอยู่ภายในตำหนัก ดวงตาเหม่อลอยทอดมองออกไปด้านนอก
“ ฝ่าบาทเสด็จ !!”
เสียงขันทีป่าวประกาศ แจ้งเตือนถึงผู้มาเยือนตำหนักคุนหนิง ฮองเฮาจ่างซุนตื่นจากภวังค์ รีบเข้ามารับเสด็จพระสวามีโดยพลัน
“ ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี ”
ฮองเฮาจ่างซุน นำนางกำนัล และ ขันทีน้อยใหญ่ ยอบกายทำความเคารพต่อหลี่ซื่อหมินโอรสสวรรค์
“ ตามสบายไม่ต้องมากพิธี ”
เมื่อโอรสสวรรค์กล่าวจบ ก็เข้าประคองฮองเฮาของต้นขึ้น พร้อมกับพากันเดินเข้าตำหนัก ประทับนั่งโต๊ะกลางตำหนักทั้งสองพระองค์ หลี่ซื่อหมินทอดพระเนตร แววตาของฮองเฮาจ่างซุนก็รู้ว่าในใจนั้นเป็นกังวลเรื่อง หลี่เฉิงเฉียน ทำได้เพียงจับมือคนรัก พร้อมปลอบประโลม และให้คำมั่น
“ เจิ้น รับปากว่าจะให้ หลี่เฉิงเฉียน พักรักษาตัวภายในตำหนักตงกง เป็นเวลา 2 ปี มัน!! จะถููกปลดเป็นสามัญชนธรรมดา หากภายใน 2 ปี ยังไม่หายให้ส่งเนรเทศทันทีไม่มีข้อยกเว้น ”
หลี่ซื่อหมิน กล่าวคำมั่น ด้วยอารมณ์เดือดดาล พร้อมกับลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อเดินออกจากตำหนักคุนหนิง ด้วยสีหน้าถมึงทึง
“ ขอบพระทัยฝ่าบาท ”
ฮองเฮาจ่างซุน ก้มลงหมอบกราบ ส่งเสด็จพระสวามี ด้วยน้ำตาอาบสองแก้ม
ด้วยบัญชาแห่งโอรสสวรรค์ ราชโองการที่ทำให้ต้าถัง สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น คงหนีไม่พ้น การจองจำ หลี่เฉิงเฉียน ในตำหนักตงกง เป็นเวลา 2 ปี ถอดยศถอดตำแหน่งเป็นสามัญชนคนธรรมดา พ้นสองปีแล้วให้เนรเทศไปชายแดน ไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ลับหลังโอรสสวรรค์ ด้วยกลัวอาญาแผ่นดิน
หลี่เฉิงเฉียนถูกนำตัวออกจากคุกหลวง สู่ตำหนักตงกง เวลานี้ตำหนักตงกงถูกสั่งปิดตาย ไม่ให้ใครเข้าออกภายในตำหนัก ยกเว้นขันทีผู้ทำหน้าที่ส่งอาหาร และหมอหลวงผู้ได้รับอนุญาต ให้เขามารักษาได้เดือนละ 1 ครั้งนอกนั้นต้องได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้เท่านั้น
ณ ตำหนักตงกง ตำหนักประจำองค์รัชทายาท สถานที่ที่เคยงดงามโอ่โถง คลาคล่ำไปด้วยนางกำนัล ขันทีน้อยใหญ่ เดินกันพลุกพล่าน มาบัดนี้กับเงี่ยบเหงาไร้ผู้คน เหมือนดังภาพฝันสลายดั่งหมอกควันในพริบตา
“ แอ๊ดดด !! ”
ประตูห้องนอนค่อยๆ เปิดออก ขันทีน้อยกำลังยกสำรับอาหารวางไว้ที่โต๊ะกลมกลางห้อง พร้อมกับค่อยๆ ย่องเข้าไปหาหลี่เฉิงเฉียน สภาพของเขาในตอนนี้ไม่ต่างจากขอทาน ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่น นอนสลบอยู่บนเตียง
“ คุณชาย คุณชาย ” ขันทีร้องเรียก หลี่เฉิงเฉียน เพราะถูกถอดยศ จึงไม่สามารถเรียก รัชทายาทได้อีกแล้ว แต่ขันทีก็ยังคงให้เกียรติหลี่เฉิงเฉียน เพราะการอยู่ในวังหลวงเขาต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา หากทำอะไรผิดพลาดไป แม้เรื่องเล็กน้อยก็อาจมีโทษถึงแก่ชีวิตได้ อีกทั้งแม้เป็นสามัญชน แต่ก็มีมารดาเป็นถึงฮองเฮา ร่างบนเตียงค่อยๆ ขยับพร้อมตอบรับ
“ น้ำาาา ” เสียงแหบพร่าของหลี่เฉิงเฉียน ระคนความเจ็บปวด ขันทีน้อยรีบรินน้ำชาอุ่นๆ พร้อมประคองหลี่เฉิงเฉียน ให้อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ค่อยๆ ป้อนน้ำชาเข้าปากทีละนิด
“ อึก ๆ ” หลี่เฉิงเฉียนดื่มน้ำเพื่อดับกระหาย
“ ดื่มยาที่หมอหลวงสั่งให้ก่อนนะขอรับ อาการจะได้ดีขึ้น ” ขันทีน้อยป้อนยาให้หลี่เฉิงเฉียนดื่ม เมื่อเสร็จธุระแล้ว ขันทีน้อยจัดท่าทางให้หลี่เฉิงเฉียนนอนพักให้สบายมากขึ้น หลี่เฉิงเฉียงนอนหยอดน้ำข้าวต้ม นานอยู่ 3 เดือน จึงพอมีแรงลุกขึ้นมานั่งเองได้ บาดแผลที่ได้รับจากการลงทัณฑ์ ลึกถึงกระดูกบาดแผลทางกายพอรักษาให้หายได้ แต่บาดแผลทางใจนั้นอยากรักษา
วันเวลาผันผ่าน ตำหนักตงกง ที่เคยสวยงามก็มีสภาพไม่ต่างจากตำหนักเย็น ต้นหญ้าขึ้นรกรุงรัง หยากไย่แมงมุมเกาะตามมุมต่าง ๆ ของตำหนัก นกน้อยหลากหลายพันธุ์ เริ่มทะยอยเข้ามาทำรัง เพราะมันสัมผัสได้ว่าที่นี้ไม่มีผู้คนพลุกพล่านมานานแล้ว อีกทั้งการเข้มงวดกวดขันของทหารเฝ้าตำหนัก ยังคงแน่นหนาสัตว์มีพิษนานาชนิดมิอาจเข้าใกล้
“ เฮ้อ…. ” เสียงถอนหายใจของหมอหลวงจาง ผู้ได้รับคำบัญชาให้มาตรวจอาการให้หลี่เฉิงเฉียนทุกๆ เดือน อดเป็นห่วงไม่ได้ นี้ก็ผ่านมา 6 เดือนแล้ว บาดแผลทางร่างกายเริ่มสมานกันดีแล้ว จะเหลือก็บาดแผลทางใจ ด้วยไม่ได้เตรียมใจไว้สำหรับความพ่่ายแพ้ ทำให้จิตตกอยู่ในภวังค์เศร้าหมอง กลายเป็นโรคใจยากจะรักษา หากยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไปคงอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวปีนี้
วันเหมายันมาเยือน พระราชวังฉางอาน มีการจัดงานสังสรรค์ ขุนนางต่างเข้าเฝ้าหน้าท้องพระโรง เพื่อถวายคำอวยพรแด่โอรสสวรรค์ ตั้งแต่เช้าครั้นยามโหย่ว ( 17:00-19:00 น.) มีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ ณ พระตำหนักหลินเต๋อ บรรดาแขกรับเชิญ ทั้งเชื้อพระวงศ์ ขุนนางขั้น 5 ขึ้นไป อีกทั้ง ฮูหยินผู้เฒ่าตราตั้ง ฮูหยินใหญ่ บุตร ธิดา ขุนนางต่าง ๆ ที่มาในงานครั้งนี้ ต่างแต่งตัวสวยงาม ภูมิฐานเพื่อให้สมพระเกียรติที่ได้รับเชิญมางานนี้
ในมุม ๆ หนึ่งที่แสงแห่งความรื่นเริงส่องมาไม่ถึง หลี่เฉิงเฉียน นั่งเหม่อลอยพิงเสาอยู่หน้าตำหนักตงกง ได้ยินเพียงเสียงของงานสังสรรค์ นางกำนัล และ ขันทีน้อยใหญ่ ต่างให้ความสนใจ พยายามเข้าใกล้ ตำหนักหลินเต๋อ ให้ได้มากที่สุด ภาพวันวานแห่งความสุขหวนให้คนึงหา ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์จวบจนโตเป็นหนุ่ม น้ำตาไหลนองหน้า โรคใจกัดกินเวลาชีวิตของหลีเฉิงเฉียนมาถึงวาระสุดท้ายของเขาแล้ว อากาศวันนี้ช่างเหน็บหนาวเสียเหลือเกิน หิมะเริ่มตกโปรยปรายลงมา เปลือกตาค่อย ๆ หลับลงช้า ๆ พร้อมกับการเปล่งเสียงเบา ๆ ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะดับหายไป
“ ท่านแม่ข้าขอโทษ ”
เป็นเวลา 3 วันแล้วที่หลี่เฉิงเฉียนพยายามหาห้องลับ แต่หาเท่าไหร่ก็ยังหาไม่เจอ เดิมคิดจะถอดใจ แต่อีกใจก็บงการให้อย่าหมดหวัง ตำหนักทั้งตำหนักถูกทหารเข้ามารื้อค้นยังไม่พบห้องลับ แล้วเขาพึ่งเข้ามาอยู่ได้ไม่ถึงเดือนจะหาเจอง่ายๆ ได้อย่างไร คงต้องแก้ปัญหาตรงหน้าของตนเองก่อน หลี่เฉิงเฉียนนั่งจ้องหน้ากับเจ้าผักดองสองจานเป็นเวลานาน เขาเคาะนิ้วบนโต๊ะอย่างใจลอย ก่อนจะหันไปถามขันทีเกา“ หน้าหนาวพวกเจ้าหาผักสดได้จากที่ไหน ? ” ขันทีเกาถอนหายใจก่อนจะอธิบายการใช้ชีวิตในฤดูหนาวของพวกตน ข้าทาสอย่างพวกเราอยู่กันอย่างตามมีตามเกิด มีข้าวต้มให้กินพออิ่มท้องไปวันๆ ก็ถือว่าดีมากแล้วขอรับ บางคนโชคดีได้นายดีก็เหมือนขึ้นสวรรค์ บางคนได้นายไม่ดีหากทำผิดหรือทำอะไรให้ไม่พอใจ ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น เพราะเลือกเกิดไม่ได้หากเลือกเกิดได้ก็ไม่มีใครอยากจะเกิดเป็นทาสขอรับ. ฤดูหนาวเมืองหลวงจะไม่มีผักสดกินขอรับ เนื่องจากหน้าหนาวเมืองหลวงไม่สามารถปลูกผักได้ ถ้าจะขนส่งจากแดนใต้ก็ไกลเกินไปไม่ทันมาถึงก็เน่าเสียก่อนขอรับ “ เจ้าพอจะหาเมล็ดพันธุ์พืชให้ข้าได้หรือไม่ ?” หลี่เฉิงเฉียนเอ่ยถาม ขันทีเกายิ้มแหยๆ เมล็ดพันธุ์พืชต้องฝากให้ขันท
“ ยามเซิน เจ้าหาเกลือ ซัก 1 เหลียง มาให้ข้าได้หรือไม่..? เอาสุรามา 1 ไหด้วยเจ้าพอจะทำได้มั้ย..? ” หลีเฉิงเฉียนเอ่ยถาม ขันทีเกามีท่าทางลำบากใจถ้าติดสินบนคนครัวก็พอจะเป็นไปได้ “ ข้าน้อยจะลองดูขอรับ ” ขันทีเการับปากก่อนจะเดินออกจากตำหนักไปเมื่อขันทีเกาจากไปแล้ว หลีเฉิงเฉียนหวนกับมาคิดถึงห้องลับที่ตนต้องหาให้เจอ แต่จะหาอย่างไรดี เพราะเท่าที่เห็น ตำหนักตงกงถูกทหารรื้อค้นข้าวของออกไปจนหมด ในโถงใหญ่มีแค่ชุดโต๊ะรับแขก 1 ชุด ห้องครัวมีอุปกรณ์ทำครัวอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ที่เหลือให้ไม่บุบบู้บี้ ก็มีรูรั่วชำรุดเสียหาย ในห้องนอนมีเตียงเตาอยู่ 1 หลัง กับชุดเครื่องนอน ดีหน่อยที่มีโต๊ะทานอาหาร กับชุดชงชา อยู่ 1 ชุด ทั้งตำหนักไม่เหลือของมีค่าอะไรเลย ของมีคมก็ไม่มี หลีเฉิงเฉียนใช้กิ่งเหมยเคาะตามผนัง มุมห้อง จุดต่างๆ ที่พอจะเป็นห้องลับได้ เคาะอยู่นานก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอ จึงพักเรื่องนี้ไว้ก่อน เขาเดินออกไปดูที่สระน้ำที่เมื่อเช้าเดินมาสำรวจแล้ว พบว่ามีปลาหลี่ฮื้อ ปลาแชฮื้อ และปลากุ้ยฮัว แหวกว่ายอยู่ในสระหลายตัว จึงคิดว่าเย็นนี้คงต้องปลาย่างแกล้มเหล้าอุ่นๆ คลายหนาวยามเย็นดีกว่า ถ้าให้กินแต่ผักดองคงไม่มี
หลี่จงเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะ หยิบจอกสุราขึ้นมาดม และพิจารณาจอกสุราในมือ เมื่อยกดื่มต้องขมวดคิ้วเพราะสุราที่ดื่มจืดชืดเหมือนน้ำเปล่า ก่อนจะเงยหน้าถาม“ ทำไมมันจืดจัง..? ” ขันทีน้อยทำหน้างงพร้อมกับตอบ“ จืดหรือขอรับ สุราวังหลวงก็มีรสชาติแบบนี้ทั้งนั้นนะขอรับ ”“ คงจะตามที่เจ้าว่า ” หลี่จงพยักหน้าแบบงง ๆ“ หากไม่มีอะไรแล้วข้าน้อยขอตัวนะขอรับ ” ขันทีบอกลา“ อย่าพึ่งไปเจ้ามานั่งเป็นเพื่อนข้าก่อน ข้ามีอะไรอีกหลายเรื่องจะถามเจ้า ” หลี่จง เรียกขันทีให้อยู่ก่อน“ นั่งลงดื่มสุราเป็นเพื่อนข้าก่อนแล้วค่อยไป ” หลี่จงออกคำสั่ง เมื่อขันทีน้อยได้ยินก็เลิ่กลั่ก ไม่กล้านั่ง“ บ่าวไม่สามารถนั่งเสมอนายได้ขอรับ ” ขันทีน้อยกล่าวปฏิเสธ“ ข้าขอถามเจ้า นายของเจ้าเป็นผู้ใด..? ” หลี่จงเอ่ยถาม“ เอ่ออออ.. ฝ่าบาทขอรับ ” ขันทีตอบเสียงค่อย“ ข้าไม่ใช้นายของเจ้า เท่ากับว่านั่งได้ นั่งเลย.!! ” หลี่จงผายมือไปที่เก้าอี้ที่ว่างอยู่ ขันทีนั่งลงตามคำสั่ง ยกกาสุรารินให้หลี่เฉิงเฉียนที่นั่งอยู่ตรงหน้า พร้อมกับรินให้ตัวเองโดยไม่ต้องให้สั่ง หลี่จงคิดในใจ“ เรายังไม่รู้เลยว่าเรามาอยู่ในร่างของใคร.? ”“ และอยู่ที่ไหน..? ” หลี่จง
ณ พระราชวังต้าหมิงกง ปี ค.ศ. 2023 วันนี้ตรงกับวันเทศกาลเช็งเม้ง นักท่องเที่ยวที่มาเข้าชมพระราชวัง เบาบางตาเพราะต้องไปพบปะญาติพี่น้องที่สุสานบรรพบุรุษของตนเอง อีกทั้งมีประกาศจาก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ แจ้งว่าวันนี้จะเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาดูได้ยาก เกิดขึ้นพร้อมกันสองปรากฏการณ์นั่นคือ สุริยุปราคา และ ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ ตอนเวลาเที่ยงตรงตำหนักแห่งหนึ่ง ในพระราชวังต้าหมิงกง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ของจักรพรรดิแต่ละพระองค์ ของราชวงศ์ถัง ด้านล่างตั้งโต๊ะวางป้ายวิญญาณของเชื้อพระวงศ์แต่ละพระองค์ ด้านหลังสุด ในมุม ๆ หนึ่งมีป้ายวิญญาณไร้ชื่ออยู่ป้ายหนึ่ง หากไล่รายชื่อป้ายของเชื้อพระวงศ์แล้วจะขาดไปหนึ่งชื่อคือ ป้ายวิญญาณของหลี่เฉิงเฉียนโอรสองค์โตของหลี่ซื่อหมิน ผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏทรพี วันนี้เฉกเช่นของทุกปี หลี่จงจะเขามาเยือนพระราชวังต้าหมิงกง เขายืนสงบไว้อาลัย ระลึกถึงบรรพบุรุษของตนเอง พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวจากบันทึกของบุตรหลาน สายตรงของหลี่เฉิงเฉียนในอดีต แต่ละช่วงชีวิตของการทำความดีงาม โดยไม่มีการบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เขาทำแบบนี้มาหลายปีแล้วด้วยเกิดความคิ











