تسجيل الدخولเมื่อลืมตาขึ้นมาโดยไร้ความทรงจำ นางกลับถูกบุรุษรูปงามผู้หนึ่งบอกว่า ตนคือ “ลี่หนิงหนิง” สตรีอุ่นเตียงที่ต้องใช้เรือนร่างตอบแทนบุญคุณของเขา หวงเฟยเทียน ท่านอ๋องผู้เปี่ยมด้วยราคะ ไม่เพียงครอบครองนางทุกค่ำคืน แต่ยังเปิดทางให้หยวนเปา องครักษ์หนุ่มคนสนิท เข้ามาร่วมเสพสุขกับร่างกายของนางอย่างเร่าร้อน ทว่าในจวนอ๋องแห่งนี้ บุรุษทั้งสองมิใช่ผู้เดียวที่ปรารถนานาง... พระชายาจื่ออิน สตรีสูงศักดิ์ผู้หลงใหลได้ทั้งชายและหญิง ก็หมายตาจะลิ้มลองความหอมหวานจากเรือนร่างของนางเช่นกัน ท่ามกลางบทรักร้อนแรงแบบ 2P, 3P และ 4P ความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนจึงเริ่มต้นขึ้น ทุกห้องในจวนอ๋องกลายเป็นสถานที่ปลดปล่อยความปรารถนา ทุกสัมผัสผลักให้นางถลำลึกลงไปในวังวนราคะ จนไม่อาจแยกออกว่า ผู้ใดต้องการเพียงร่างกาย และผู้ใดรักนางอย่างแท้จริง นิยายจีนโบราณอีโรติกแนวฮาเร็ม เรท 25+ จัดเต็มฉากรัก 2P • 3P • 4P เน้นความเร่าร้อน ความสมัครใจ และสุขนิยม ไม่มีดราม่าหนัก มีแต่บทรักร้อนฉ่าจนแทบเผาจวนอ๋องให้มอดไหม้!
عرض المزيد~ซ่า... ซ่า...~
เสียงคลื่นลมทะเลกระทบฝั่งดังเป็นจังหวะหนักแน่น เท้าคู่หนาในรองเท้าหนังเนื้อดีซึ่งกำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้าบนชายหาดพลันชะงักลง สายตาคมกริบประดุจพญาอินทรีทอดมองสิ่งแปลกปลอมเบื้องหน้า ดวงตาคู่โตฉายแววครุ่นคิด ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว
"อะไรกัน..."
ยิ่งขยับเข้าใกล้ หัวใจที่เคยเรียบเฉยกลับยิ่งเต้นระทึกรัวแน่นอก ร่างของใครคนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ริมชายหาด ร่างกายและใบหน้านั้น... ช่างคุ้นตานัก
“เป็นนางหรือ... ไม่สิ นางตายไปแล้วนี่”
เขาย่อตัวลง ก้มมองสตรีนางนั้นใกล้ ๆ ลมหายใจสะดุดกึก “อา... ช่างเหมือนยิ่งนัก ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว เจ้ายังมิได้ตายใช่หรือไม่”
ชายหนุ่มพึมพำเสียงแผ่ว ทรุดกายลงนั่งคุกเข่ากับผืนทรายเย็นชืด จ้องมองสตรีผู้ไร้สติเบื้องหน้าด้วยสายตาซับซ้อน ยามนี้เขาได้พบกับหญิงสาวผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับสตรีผู้เป็นนางในดวงใจอย่างไม่ผิดเพี้ยน
ใบหน้างามหมดจดบัดนี้ซีดขาวราวกระดาษ บริเวณหน้าผากมีบาดแผลฉกรรจ์คล้ายรอยถูกตีด้วยของแข็งเป็นทางยาว เลือดสีเข้มแห้งกรังเกาะเป็นคราบตามรอยแผล ร่างบางสวมใส่อาภรณ์เนื้อบางเฉียบ ทั้งยังเปียกปอนจนแนบชิดไปกับทรวดทรงงดงาม ส่วนสัดอรชรที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเขาถึงกับตื่นตะลึงไปชั่วขณะ
“ไม่สิ... มิใช่นาง ถึงจะเหมือนเพียงใด แต่ว่านาง...”
ดวงตาคมวูบไหวเมื่อได้สติตระหนักแจ้ง นางมิใช่คนของเขา สตรีในดวงใจผู้นั้นจู่ ๆ ก็หนีหายไป และเมื่อเขาตามพบนางอีกครา นางก็กลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณไปเสียแล้ว นางถูกกลุ่มโจรโฉดจับตัวไปและฆ่าทิ้งอย่างเหี้ยมโหด ไร้ความเมตตา นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เขาออกไล่ล่าสังหารโจรพวกนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย
นางตัวจริงตายไปแล้ว เขาเป็นคนฝังร่างของนางลงสู่ผืนดินด้วยมือของตนเอง สตรีตรงหน้านี้ก็เป็นเพียงแค่คนที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกันเท่านั้น
"แม่นาง... แม่นาง"
เขาส่งเสียงเรียกพลางตบแก้มซีดเผือดเบา ๆ อยู่นาน ทว่านางยังคงแน่นิ่ง ไร้การตอบสนอง ไม่แม้แต่จะขยับกายหรือลืมตาขึ้นมา
"หรือจะตายแล้ว"
ชายหนุ่มเอ่ยแผ่วเบา ร่างสูงยื่นมือไปจับชีพจรที่ข้อมือบางครู่หนึ่ง คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที "เจ้ายังไม่ตาย ทว่าหากข้าไม่ช่วยเอาไว้ เจ้าคงได้กลายเป็นอาหารปลาแน่ ชีพจรอ่อนเกือบจะดับสูญเช่นนี้”
บุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมสันหล่อเหลาดูทรงอำนาจ ช้อนร่างบางของแม่นางคนงามขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย สายตาที่มองใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ก่อนจะเอ่ยชิดใบหูเล็กแผ่วเบา
“ชีวิตของเจ้าบัดนี้เป็นของข้าแล้ว เจ้าคือคนของข้า เป็นตัวแทนของนางตลอดไป”
ในความมืดมิดอันลึกล้ำ ความฝันอันหลอกหลอนกำลังกัดกินจิตวิญญาณ หญิงสาวพบว่าตนเองถูกตีจนเลือดโทรมกาย ความทรมานแล่นปราดไปทั่วทุกอณูเนื้อ
ภาพตรงหน้าพร่ามัว ทว่าสัมผัสได้ถึงเงาร่างของสตรีนางหนึ่งที่กำลังเงื้อมือขึ้นสูง ในมือถือท่อนไม้ขนาดใหญ่ สตรีนางนั้นจ้องมองนางด้วยสายตาแข็งกร้าว เกลียดชัง และริษยาอย่างปิดไม่มิด ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
'เจ้าสมควรตายไปเสีย! อย่าโทษข้าเลยที่ต้องทำเช่นนี้ หากจะโทษ ก็โทษตัวเองเถิดที่เกิดมาแล้วทำให้ข้าริษยา!'
'ข้าเกลียดเจ้า!'
เฮือก!
หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย ร่างบางกระตุกเกร็ง ลมหายใจหอบถี่ ใบหน้างามซีดเผือดเปียกชื้นไปด้วยคราบน้ำตาและหยาดเหงื่อ ภาพในฝันยังคงเลือนรางจนมองเห็นไม่ชัดเจน รู้สึกได้เพียงความหวาดกลัวและเจ็บปวดทรมานแทบสิ้นประดาตัก
นางใช้มืออันสั่นเทาปาดน้ำตาบนแก้ม เสียงสะอื้นไห้ค่อย ๆ เบาลง ทว่าอาการระบมเจ็บปวดลึก ๆ ในจิตใจและบาดแผลตามร่างกายกลับยังไม่เลือนหาย
สายตาคู่หวานกลอกมองไปรอบกาย สัมผัสได้ว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงนุ่ม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรต้มลอยอบอวลชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าทุกสิ่งรอบตัวกลับแปลกตาจนน่าหวาดหวั่น
"ที่นี่... คือที่ไหน"
นางพึมพำกับตนเองด้วยความมึนงง พยายามจะเรียบเรียงความคิดและเค้นนึกถึงชื่อของตนเอง ทว่าทันทีที่เริ่มตั้งคำถาม ความเจ็บปวดเสียดแทงก็แล่นปราดเข้าสู่สมองอย่างจังราวกับมีเข็มนับพันเล่มมาระดมแทง
“โอ๊ย!”
มือบางยกขึ้นกุมศีรษะ ร้องอุทานออกมาด้วยความทรมาน ทำไมถึงได้ปวดหัวเช่นนี้
ความกลัวเริ่มกัดกินหัวใจจนเหงื่อเม็ดโตผุดซึมตามแผ่นหลัง เมื่อนางตระหนักรู้อย่างเด่นชัดแล้วว่า ในสมองของนางว่างเปล่า ไม่สามารถนึกสิ่งใดออกได้เลยแม้แต่น้อยนิด
นางคือใครกัน เกิดอะไรขึ้นกับนาง
นางจำสิ่งใดไม่ได้เลย แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง!
หวงเฟยเทียนก้าวลงจากรถม้าหลังจากเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าฝ่าบาทที่ท้องพระโรง ใบหน้าคมคายฉายแววผ่อนคลาย ขณะที่หยวนเปาก็เพิ่งควบม้ากลับมาถึงจวนหลังเสร็จภารกิจไปส่งบุตรชายตัวน้อยที่สำนักศึกษาหลวง ทั้งสองพบกันที่หน้าลานเรือนใหญ่ ทว่ากลับไร้วี่แววของภรรยาทั้งสองที่ควรจะออกมารอรับเหมือนทุกวัน“พวกนางหายไปที่ใด”เมื่อเอ่ยถามสาวใช้ประจำเรือน จึงได้ความว่าพระชายาเอกและพระชายารองพากันเข้าไปขลุกอยู่ในห้องปรุงเครื่องหอมท้ายเรือนสมุนไพร ทั้งยังสั่งการเด็ดขาดไม่ให้ผู้ใดเฉียดกรายเข้าไปรบกวนนานนับชั่วยามแล้วสองบุรุษสบสายตากันอย่างรู้ใจ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก พวกเขาก้าวเท้ายาวตรงไปยังเรือนสมุนไพรที่เงียบสงบ กลิ่นหอมหวานของดอกไม้นานาพรรณและกำยานกระตุ้นกำหนัดลอยอบอวลออกมาตามช่องลม หวงเฟยเทียนค่อย ๆ ผลักบานประตูไม้เปิดออกอย่างแผ่วเบาภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาลำคอของสองบุรุษแห้งผาก เลือดในกายพลันสูบฉีดร้อนผ่าวกลางห้องอบอวลด้วยไอควันหอม ร่างผุดผ่องของสตรีทั้งสองเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว เผิงฝูหยากำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนฟูกหนา ข้อมือทั้งสองข้างถูกเชือกมัดไพล่หลังเอาไว้จื่ออินค่อย ๆ เลื่อนก
เผิงฝูหยาใช้ปากและลิ้นปรนเปรอแก่นกายใหญ่โตของคนทั้งสองอย่างสุดฝีมือ นางเลียวนรอบหัวบานหยาดเยิ้มของหวงเฟยเทียน ก่อนจะสลับไปอมรูดท่อนเนื้อดุนเส้นเลือดของหยวนเปาจนลึกถึงโคน สองมือเรียวรูดรั้งลำเอ็นควบคู่กันไปอย่างไม่ปล่อยให้ว่างเว้น บุรุษทั้งสองแหงนหน้าครางกระหึ่ม เสียวซ่านจนแทบจะระเบิดน้ำรักใส่ปากนางหวงเฟยเทียนทนความกระสันไม่ไหวอีกต่อไป เขาช้อนอุ้มร่างเปลือยเปล่าของนางขึ้นมา วางทอดกายลงบนเตียงกว้างหนานุ่มกลางห้องนอนใหญ่ หยวนเปาก้าวตามขึ้นมาประกบติด ทั้งสามร่างแนบชิดไร้สิ่งใดขวางกั้นการบรรเลงเพลงรักบทสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นอย่างแบบและเร่าร้อน หวงเฟยเทียนจับเรียวขาข้างหนึ่งของนางพาดขึ้นบนบ่าแกร่ง แล้วกดดันแท่งหยกมังกรยักษ์สอดใส่เข้าไปในช่องทางรักที่เปียกชุ่มและคับแน่นจนสุดโคนในคราวเดียว“ซี้ด อ๊า แน่นเหลือเกิน ฝูหยาของข้า!”“อ๊า ท่านอ๋อง แน่นไปหมดแล้วเจ้าค่ะ เสียวเหลือเกิน ซี้ด”ขณะที่หวงเฟยเทียนเริ่มขยับเอวสอบกระแทกกระทั้นเข้าออกเป็นจังหวะหนักหน่วง หยวนเปาก็คุกเข่าคร่อมอยู่เหนือศีรษะของนาง ส่งแก่นกายใหญ่โตเข้าไปในอุ้งปากของเผิงฝูหยา นางอ้าปากรับความใหญ่โตเข้าไปจนมิดลำ ลิ้นนุ่มตวัดเลียหัวบา
รถม้าหรูหราของจวนอ๋องจอดเทียบรออยู่หน้าประตูวังหลวงตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งหวงเฟยเทียนและหยวนเปาต่างยืนรอรับเผิงฝูหยาด้วยตนเองอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อร่างบอบบางในชุดผ้าไหมสีหวานก้าวพ้นประตูวังออกมา นางยอบกายคารวะตามมารยาทอย่างสงบนิ่ง ทว่าใบหน้างดงามที่เคยอ่อนหวานกลับแฝงความเย็นชาและแง่งอน คนทั้งสองรีบก้าวเข้ามาประคองร่างบางทันทีด้วยความร้อนรน“ฝูหยา เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ในวังหลวงมีใครรังแกเจ้าหรือไม่” หวงเฟยเทียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยนางส่ายหน้าเบา ๆ แต่ไม่ยอมเอ่ยคำใด หวงเฟยเทียนใจหายวาบ มือหนากระชับแน่นขึ้น “เจ้าไม่อยากพูดจากับพวกข้าแล้วหรือ”ความเงียบงันและท่าทีห่างเหินทำเอาหัวใจของบุรุษทั้งสองปวดแปลบ หยวนเปาจึงก้าวเข้ามาใกล้ สบสายตานางด้วยความจริงใจและเว้าวอน“ฝูหยา ข้าขอโทษที่เคยปิดบังเจ้า ข้าผิดไปแล้วจริง ๆ”หวงเฟยเทียนกลืนน้ำลายลงคอแล้วเอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยใช้กับผู้ใดมาก่อน “ข้าเองก็ต้องขอโทษเจ้า ข้ามันโง่เขลาและเห็นแก่ตัวนัก”นี่นับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเอ่ยเรียกขานนามจริงของนางอย่างเต็มปาก เผิงฝูหยาได้ยินแล้วความขุ่นเคืองในใจก็คลายลง
ด้วยความร่วมมือร่วมใจอย่างเหนียวแน่นระหว่างหวงเฟยเทียนและหยวนเปา บัดนี้พระชายาจื่ออินจึงตั้งครรภ์มังกรได้เข้าสู่เดือนที่สาม ทว่าเรื่องราวที่สร้างความโกลาหลให้แก่จวนอ๋องก็คือ พระชายาจื่ออินกลับมีอาการแพ้ท้องอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะกับบุรุษเพศ นางไม่สามารถทนมองเห็นหน้าหรือเข้าใกล้ได้เลยแม้แต่ก้าวเดียวคราใดที่บุรุษก้าวล้ำเข้ามาในสายตา นางจะบังเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก และอาเจียนอย่างรุนแรงทุกคราวไป หลังจากที่ไทเฮาทรงมีพระเมตตาส่งหมอหลวงหญิงมาคอยดูแลปรนนิบัติ องค์ฮ่องเต้ก็ทรงมีพระบรมราชโองการปล่อยตัวเผิงฝูหยาให้ออกจากวังหลวงตามที่เคยทรงรับปากเอาไว้ทั้งหวงเฟยเทียนและหยวนเปาในเวลานี้จึงหมดสิทธิ์เข้าพบหน้าพระชายาจื่ออินโดยสิ้นเชิง คนทั้งสองเป็นห่วงเป็นใยนางยิ่งนัก เพราะจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้แน่ชัดว่า แท้จริงแล้วสายเลือดในครรภ์ของพระชายาเป็นบุตรของใครกันแน่ ทว่าไม่ว่าทารกน้อยจะเป็นบุตรของผู้ใด พวกเขาก็ตั้งใจมั่นว่าจะร่วมกันฟูมฟักเลี้ยงดูจนเติบใหญ่เป็นยอดคนบุรุษทั้งสองทำได้เพียงเฝ้ารอดูอาการของนางอยู่ภายนอกเรือนนอน ต่างคนต่างเดินวนเวียนกระวนกระวายใจ กระทั่งหมอหลวงหญิงก้าวพ้

















