تسجيل الدخول“อย่ามองนะ... คนบ้า ปิดตาเดี๋ยวนี้...” ซินเยว่ยกสองมือขึ้นปิดบังใบหน้าของตนเองด้วยความอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี นางเป็นถึงหมอหญิงผู้ทรงเกียรติ แต่กลับต้องมานอนอ้าขาให้บุรุษแปลกหน้าเชยชมอย่างน่ารังเกียจ
“เจ้าช่างงดงามยิ่งนัก ซินเยว่... งดงามจนข้าแทบคลั่ง”
จ้าวเฟยหรงเอื้อมมือไปดึงมือเล็กของนางออก ตรึงไว้กับที่นอนด้านบน ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปประกบจูบริมฝีปากบางอย่างเรียกร้องและดูดดื่ม ลิ้นร้อนตวัดพัวพันเกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นเล็กอย่างเอาแต่ใจ รสจูบในครานี้ไม่ได้ป่าเถื่อนเท่าคราแรก แต่มันเต็มไปด้วยความเร่าร้อนและลุ่มหลงจนซินเยว่เผลอครางอืออา ตอบสนองเขาไปอย่างหลงลืมตัว
ในขณะที่ริมฝีปากยังคงป้อนจูบแสนหวาน สะโพกสอบก็เริ่มขยับขับเคลื่อนอีกครั้ง!
“อึก... อ๊ะ...” ซินเยว่สะดุ้งเฮือก ร่างกายแอ่นโค้งตอบรับสัมผัส
การสอดแทรกในท่วงท่าที่เรียวขาถูกยกสูงขึ้นเช่นนี้ ทำให้แก่นกายหนุ่มสามารถทะลวงเข้าไปได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ทุกครั้งที่เขากระแทกตัวเข้าหา ปลายหัวหยักบานก็กระทบเข้ากับจุดกระสันลึกสุดภายในกาย
“พั่บ! พั่บ! พั่บ!” “อ๊ะ!..ฮึกกก”
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องไปทั่วห้องปรุงยา แข่งกับเสียงฟ้าร้องด้านนอก จ้าวเฟยหรงเร่งจังหวะสะโพกถี่รัวและหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ เขาดึงรั้งท่อนเอ็นออกมาจนเกือบหลุด แล้วกระแทกกลับเข้าไปจนสุดโคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างของซินเยว่สั่นคลอนไปตามแรงอัดกระแทก เตียงไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ
“อ๊ะ... อ๊า... มะ... ไม่ไหว...ท่านแม่ทัพ ข้า..ข้า..ซี๊ดดด”
หมอหญิงผู้อ่อนต่อโลกไม่อาจทนต่อความรัญจวนใจที่แสนสาหัสนี้ได้อีกต่อไป นางปล่อยเสียงครางหวานหูออกมาอย่างไม่อาย ความเจ็บปวดถูกแทนที่ด้วยความสุขสมที่พุ่งทะยานราวกับพลุแตกในหัว พิษราคะจากตัวเขาส่งผ่านการเชื่อมต่อ ทำให้ร่างกายของนางตอบสนองเขาอย่างบ้าคลั่ง ช่องทางอ่อนนุ่มตอดรัดความแข็งแกร่งเป็นจังหวะถี่กระชั้น
“เรียกข้าว่าเฟยหรง... เรียกชื่อข้า ซินเยว่” ชายหนุ่มคำรามสั่งเสียงพร่า
เขาถอนจูบออก เปลี่ยนเป้าหมายลงมาที่ทรวงอกอวบอิ่มที่กำลังกระเพื่อมไหวตามแรงกระแทก ริมฝีปากร้อนครอบครองยอดปทุมถันสีสด ดูดดึงและขบเม้มสลับซ้ายขวา มือหนาอีกข้างก็เอื้อมลงไปบดขยี้ติ่งเนื้อเกสรตรงปากทางรักเพื่อเพิ่มความเสียวซ่านให้นางเป็นทวีคูณ
“อ๊าาาา! เฟยหรง... เฟยหรง! ข้า... ข้าจะตายแล้ว อื้ออออ!”
ซินเยว่หวีดร้องเรียกชื่อเขาเสียงหลง ร่างกายบิดเร่าด้วยความทรมานแต่สุขสม สองมือเล็กที่หลุดจากการเกาะกุมจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างของแม่ทัพหนุ่มจนเลือดซิบเพื่อระบายความอัดอั้น
เมื่อได้ยินสตรีใต้ร่างเรียกขานนามของตนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแรงตัณหา เส้นความอดทนของจ้าวเฟยหรงก็ขาดสะบั้น! แม่ทัพทมิฬโหมกระหน่ำสอดใส่แก่นกายเข้าออก ราวกับต้องการจะตอกอัดตัวตนของเขาให้ฝังรากลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของนาง
“อา... ซินเยว่... เมียข้า...” เขาคำรามลั่น เร่งจังหวะถี่ยิบในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างหนาจะเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง เขาอัดกระแทกความยิ่งใหญ่เข้าไปจนสุดโคน ปลดปล่อยหยาดน้ำรักสีขาวขุ่นที่ร้อนระอุฉีดพ่นเข้าไปในมดลูกของนางระลอกแล้วระลอกเล่า ซินเยว่เองก็กระตุกเกร็งไปทั้งร่าง ช่องทางรักบีบรัดความแข็งขึงแน่นหนึบ นางหวีดร้องสุดเสียงก่อนจะล่องลอยไปแตะขอบสวรรค์เป็นครั้งที่สอง ร่างบอบบางหอบหายใจรวยริน ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วง ก่อนที่สติสัมปชัญญะของหมอหญิงจะดับวูบไปเพราะความเหนื่อยล้าที่เกินจะรับไหว
จ้าวเฟยหรงทิ้งตัวลงนอนทาบทับอยู่บนร่างของสตรีที่หลับสนิท ซบใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น หอบหายใจโกยอากาศเข้าปอด ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.)
พายุฝนที่โหมกระหน่ำมาทั้งคืน บัดนี้สงบลงแล้ว เหลือเพียงหยาดฝนปรอยๆ ที่โปรยปรายลงมา ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีเทาหม่น
บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของวันใหม่ อุณหภูมิในร่างกายของจ้าวเฟยหรงกลับเข้าสู่สภาวะปกติ พิษราคะกลืนวิญญาณที่เกือบจะคร่าชีวิตเขาได้ถูกชำระล้างออกไปจนหมดสิ้นด้วยการเสพสมอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งคืน
แม่ทัพหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบกลับมาเป็นสีนิลลึกล้ำดั่งเช่นปกติ ไร้ซึ่งร่องรอยของความบ้าคลั่ง เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง มองดูสภาพห้องปรุงยาที่เละเทะไม่ต่างจากสมรภูมิรบ ก่อนจะก้มลงมองสตรีที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียงไม้ หลินซินเยว่นอนขดตัวคุดคู้ด้วยความหนาวเย็น ร่างกายบอบบางขาวเนียนบัดนี้เต็มไปด้วยรอยช้ำจางๆ จากน้ำมือของเขา หยาดโลหิตสีแดงสดที่แห้งกรังผสมกับคราบน้ำรักยังคงเปรอะเปื้อนอยู่ตามเรียวขาและผ้าปูเตียง เป็นหลักฐานชั้นดีว่าเขาได้พรากความบริสุทธิ์ของนางไปอย่างป่าเถื่อนเพียงใด
จ้าวเฟยหรงรู้สึกถึงก้อนความผิดที่แล่นขึ้นมาจุกที่คอ เขาเป็นถึงแม่ทัพผู้เกรียงไกร ปกป้องราษฎรนับหมื่นแสน แต่กลับต้องมาย่ำยีสตรีผู้บริสุทธิ์นางหนึ่งเพียงเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง ทว่า... นอกจากความรู้สึกผิดแล้ว ลึกๆ ในใจของเขากลับมีความรู้สึก ‘หวงแหน’ ก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง รสชาติความหอมหวานและเสียงครางเรียกชื่อของนางยังคงดังก้องอยู่ในหัว ร่างกายของนางช่างเข้ากับเขาได้ดีราวกับสวรรค์สรรค์สร้าง เขาเอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มผืนบางที่ตกอยู่บนพื้นมาคลุมร่างให้หมอหญิงอย่างเบามือ ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนของนางออก
“ข้าจ้าวเฟยหรง... ขอสาบานต่อฟ้าดิน” เขาพึมพำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น
“ในเมื่อข้าพรากพรหมจรรย์ของเจ้ามาแล้ว เจ้าก็คือ ‘ฮูหยิน’ ของข้าแต่เพียงผู้เดียว ข้าจะปกป้องเจ้าด้วยชีวิต จะไม่มีผู้ใดกล้ารังแกเจ้าได้อีก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน คว้าชุดเกราะและเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของตนมาสวมใส่อย่างลวกๆ แววตาของแม่ทัพทมิฬแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมและเย็นชาเมื่อนึกถึงต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด
‘เสนาบดีกรมกลาโหม หวังฉี’
ไอ้สุนัขเฒ่าแซ่หวัง มันกล้าบังอาจสมคบคิดกับแคว้นศัตรู ลอบส่งมือสังหารและใช้พิษสกปรกนี้หวังจะให้เขาธาตุไฟแตกซ่านตายอย่างทรมาน หากเขาตายไป ชินอ๋องหยางหลงย่อมเหมือนถูกตัดแขนขวา อำนาจทางการทหารย่อมสั่นคลอน
“หึ... สวรรค์ยังไม่ต้องการชีวิตข้า ไอ้สุนัขเฒ่าหวังฉี... เตรียมล้างคอรอรับดาบของข้าได้เลย!”จ้าวเฟยหรงกัดกรามแน่น เขาจำต้องรีบกลับไปรายงานเรื่องแผนกบฏนี้ให้ ‘ชินอ๋องหยางหลง’ ทราบโดยด่วน ก่อนที่พวกมันจะลงมือขั้นต่อไป แม่ทัพหนุ่มหันกลับมามองหลินซินเยว่อีกครั้ง เขาปลดป้ายหยกประจำตัวแม่ทัพสลักคำว่า ‘จ้าว’ วางไว้ข้างหมอนของนาง พร้อมกับถุงเงินก้อนโต
“รอข้าก่อน ซินเยว่... สะสางเรื่องกบฏเสร็จสิ้นเมื่อใด ข้าจะส่งเกี้ยวแปดคนหามมารับเจ้าเข้าจวนแม่ทัพอย่างสมเกียรติ” ชายหนุ่มก้มลงประทับรอยจูบที่หน้าผากมนของสตรีผู้เป็นดั่งผู้มีพระคุณและภรรยาของเขา ก่อนจะหมุนตัวใช้วิชาตัวเบากระโดดพุ่งทะยานออกไปทางหน้าต่าง กลืนหายไปกับสายหมอกยามเช้าทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายความเร้าร้อน
และรอยตราบาปที่ประทับลึกลงบนร่างกายและจิตใจของหมอหญิงผู้บริสุทธิ์...คล้อยหลังจ้าวเฟยหรงจากไปเพียงครึ่งชั่วยามร่างบอบบางบนเตียงไม้ก็ค่อยๆ รู้สึกตัว หลินซินเยว่ลืมตาขึ้นด้วยความยากลำบาก ความเจ็บร้าวแล่นปลาบไปทั่วแผ่นหลังและช่วงล่างจนนางต้องนิ่วหน้า นางพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มผืนบางเลื่อนหลุดลงมา
เผยให้เห็นร่องรอยแห่งความอัปยศที่ปรากฏชัดเจนบนผิวกาย
สามปีต่อมา...กงล้อแห่งโชคชะตาได้พัดพาความสงบสุขมาสู่แผ่นดินต้าหยางอย่างแท้จริงณ เมืองเจียงหนาน ดินแดนแห่งสายน้ำและดอกท้อเรือนไม้หลังกะทัดรัดริมทะเลสาบซีหู ถูกล้อมรอบด้วยสวนผักและแปลงดอกไม้ที่แข่งกันชูช่อ‘เสิ่นอวี้’ ในวัยเบญจเพสที่ล่วงเลย ทว่ากลับดูงดงามและเปล่งปลั่งยิ่งกว่าสตรีวัยแรกรุ่น นางกำลังยืนเก็บลูกท้อสดๆ จากต้น รอยยิ้มหวานละมุนประดับอยู่บนใบหน้าที่ไร้ซึ่งร่องรอยความทุกข์ระทม“ฮูหยิน ระวังสะดุดรากไม้นะ”เสียงทุ้มต่ำดุดัน ทว่าแฝงไปด้วยความอบอุ่นดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของ ‘เฮ่อเหลียน’ ที่เดินเข้ามาช่วยประคองตะกร้าผลไม้ในมือนาง อดีตองครักษ์เงาและนักฆ่าผู้ไร้หัวใจ บัดนี้กลายเป็นเพียงชาวประมงและพ่อค้าสมุนไพรผู้หลงใหลในตัวภรรยาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น“ข้าไม่ได้อ่อนแอเพียงนั้นเสียหน่อย ท่านพี่ก็ห่วงเกินไป” เสิ่นอวี้หัวเราะคิกคัก ก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นประทับจูบเบาๆ ที่สันกรามของสามีเฮ่อเหลียนรวบเอวนางเข้ามากอด รอยแผลเป็นบนใบหน้าของเขาไม่ได้ทำให้นางหวาดกลัว กลับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรักที่เขามีต่อนาง “ข้าย่อมต้องห่วงสิ... ยิ่งตอนนี้ ในท้องของท่านมี ‘ลูกน้อย’ ของเราอยู่ด้วย ข
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ฤดูหนาวอันแสนเยือกเย็นถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น ข่าวความสงบร่มเย็นของแคว้นต้าหยางขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ ณ ตำหนักกลางแห่งจวนชินอ๋อง ซึ่งเป็นดั่งศูนย์กลางอำนาจรองจากวังหลวง‘องค์หญิงหนิงเหอ’ หรือในยามนี้คือ ‘ชินอ๋องเฟย’ (พระชายาเอก) ผู้เลอโฉม กำลังนั่งตรวจดูกิจการภายในจวนและบัญชีเสบียงของกองทัพอยู่บนตั่งไม้บุผ้านุ่ม นางสวมอาภรณ์สีแดงสดปักลายหงส์เพลิงสยายปีก ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องและใบหน้างดงามเฉี่ยวคมให้ดูสูงศักดิ์จนยากจะหาผู้ใดเปรียบ บารมีของนางในยามนี้ แผ่ซ่านจนบ่าวไพร่และขุนนางต่างก้มหัวศิโรราบด้วยความยำเกรงอย่างแท้จริง“พระชายาพ่ะย่ะค่ะ... นี่คือฎีกาจากหัวเมืองชายแดนที่ส่งมาให้ท่านอ๋องพิจารณาพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านคนสนิทคุกเข่าพร้อมชูม้วนไม้ไผ่ขึ้นเหนือศีรษะ หนิงเหอรับมันมาเปิดอ่านด้วยท่าทีสงบนิ่ง แม้จะเป็นสตรี ทว่าอ๋องปีศาจผู้เป็นสวามี กลับมอบสิทธิ์ขาดให้นางสามารถร่วมตัดสินใจในราชการทหารได้อย่างเต็มที่ในขณะที่นางกำลังจดจ่ออยู่กับตัวอักษร บานประตูตำหนักก็ถูกเปิดออก ร่างสูงตระหง่านของชินอ๋อง ‘หยางหลง’ ก้าวเข้ามาภายในห้อง บ่าวไพร่ต่างรู้หน้าที่ รีบถอยร่นออกไ
ซินเยว่หน้าแดงจัด นางรีบยกมือขึ้นปิดบังทรวงอกของตนเอง แม้ด้านบนจะยังสวมเสื้ออยู่ แต่การเปิดเปลือยท่อนล่างรับลมเย็นๆ กลางสวนเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกหวิววาบและกระดากอายอย่างบอกไม่ถูก“อย่าปิดบังเลยคนดี... ให้สายลมและแสงจันทร์ได้สัมผัสความงดงามของเจ้าเถิด”เฟยหรงกระซิบเสียงแหบพร่า เขาย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้านางอีกครั้ง จับเรียวขางามให้แยกออกกว้าง พาดทับไว้บนบ่ากว้างของเขา ก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะฝังลงที่ร่องกุหลาบงามซึ่งกำลังสั่นระริก!“อ๊า! ท่านพี่! อย่านะ... ตรงนี้มัน... อื้อออ!”ร่างบางสั่นระริกเมื่อปลายลิ้นร้อนระอุของเขาตวัดเลียลงบนติ่งเนื้อเกสรอย่างพลิ้วไหว ! ความเย็นของสายลมปะทะกับความร้อนจัดจากปลายลิ้นของเขา สร้างความสยิวซ่านที่รุนแรง“จ๊วบ... จ๊วบ...”“อ๊า!...ท่านพี่..ทำไมถึงเก่งกาจเยี่ยงนี้...ซี๊ดดด” เสียงดูดกลืนน้ำหวานดังสะท้อนเบาๆ แข่งกับเสียงแมลงกลางคืน เฟยหรงรัวปลายลิ้นบดขยี้จุดกระสันของนางสองมือหนาบีบเคล้นบั้นท้ายงอนงามอย่างหนักหน่วง ซินเยว่ทนรับความเสียวซ่านไม่ไหวนางเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ หอบหายใจถี่กระชั้น สองมือจิกเกร็งลงบนขอบระเบียงไม้จนเจ็บเล็บ“อ๊าาาา! ท่านพี่.. ข้
เขาอุ้มร่างที่อ่อนระทวยของนางขึ้นไปวางบนฟูกนุ่ม ก่อนจะปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนเองออก เผยให้เห็นความเป็นชายที่ขยายใหญ่และแข็งขึงเต็มกำลังเขาตามขึ้นไปคร่อมทาบทับ ทว่าครั้งนี้ เขาไม่ได้โหมกระแทกเข้าไปอย่างป่าเถื่อนอีกต่อไป หยางหลงประคองใบหน้านางไว้ ประกบจูบที่ริมฝีปากบางอย่างดูดดื่ม แลกเปลี่ยนลมหายใจและความหอมหวาน ขณะเดียวกัน สะโพกสอบก็ค่อยๆดันความแข็งแกร่งสอดแทรกเข้าสู่ช่องทางที่คับแคบและชุ่มฉ่ำของนางอย่างเชื่องช้า... เนิบนาบ... ทว่าลึกซึ้งจนสุดโคน “อึก... อา... ลึกเหลือเกิน...” หนิงเหอครางอู้อี้ในลำคอ สองแขนโอบกอดแผ่นหลังกว้างของเขาแน่น“ข้าจะอ่อนโยนกับเจ้า... หงส์น้อยของข้า”อ๋องปีศาจเริ่มขยับขับเคลื่อนจังหวะรัก บทเพลงวสันต์ในค่ำคืนนี้ไม่มีความป่าเถื่อนรุนแรง มีเพียงการ ‘เชื่อมต่อ’ อย่างแนบแน่นและลึกซึ้ง ทุกการสอดประสานเต็มไปด้วยความรัก การทะนุถนอม และการวิงวอนขอโทษต่อเรื่องราวในอดีต“พั่บ... พั่บ... พั่บ...” เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังเป็นจังหวะเชื่องช้าทว่าหนักแน่น หยางหลงลากไล้ริมฝีปากไปตามซอกคอและลาดไหล่ ฝังรอยจูบสีเข้มประทับตราความเป็นเจ้าของด้วยความรัก เขาจงใจขยับสะโพกเน้น
หยางหลงเลิกคิ้วเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มพึงพอใจกลับปรากฏขึ้นบนมุมปาก “ตามใจเจ้า... ทหาร! นำตัวมันไปทำลายวรยุทธ์ทิ้ง แล้วเนรเทศไปชายแดนเหนือ!”“ไม่! ฆ่าข้าเถอะ! ให้ข้าเป็นสามัญชนไร้ค่า สู้ฆ่าข้าเสียดีกว่า นังหนิงเหอ! ปล่อยข้า!” รัชทายาทร้องลั่นดิ้นรน แต่ก็ถูกทหารเกราะดำลากตัวออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อความวุ่นวายสงบลง หยางหลงก็ก้าวเข้าไปรวบเอวบางของหนิงเหอเข้ามากอดจากทางด้านหลัง เกยคางลงบนลาดไหล่เนียนของนาง“ใจอ่อนหรือ หงส์น้อยของข้า?”“ข้าไม่ได้ใจอ่อน ข้าเพียงแค่... ตัดขาดจากอดีตอย่างสมบูรณ์แล้วต่างหาก” นางเอนหลังพิงแผงอกกว้าง “การให้เขามีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติและไร้อำนาจ คือการลงทัณฑ์ที่สาสมที่สุดสำหรับคนมักใหญ่ใฝ่สูงเช่นเขา... จากนี้ไป ข้าไม่มีแคว้นซีโจว ไม่มีครอบครัวอีกแล้ว...” “ใครบอกว่าเจ้าไม่มีครอบครัว”อ๋องปีศาจจับไหล่นางให้หันกลับมาประจันหน้า เขาดึงม้วนราชโองการสีเหลืองทองที่ประทับตราหยกของฮ่องเต้ออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยื่นให้นาง“เปิ่นหวางได้ทูลขอความชอบจากเสด็จพี่... ราชโองการนี้ คือการแต่งตั้งเจ้า ให้เป็น ‘ชินอ๋องเฟย (พระชายาเอก)’ แห่งจวนชินอ๋องอย่างเป็นทางการ เจ้าไม่ใช่เชลย ไม
ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) หลังจากกองทัพต้าหยางคว้าชัยชนะเหนือแคว้นซีโจว์ได้อย่างเด็ดขาดเมืองหลวงก็กลับมาคึกคักและเต็มไปด้วยงานเฉลิมฉลองอีกครั้งณ ลานกว้างหน้าพระราชวัง ขบวนทัพหลวงเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูเมืองท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของราษฎร ทว่าท่ามกลางความยิ่งใหญ่เหล่านั้น กลับมีรถม้าคันเล็กๆ คันหนึ่งที่ดูธรรมดาสามัญ กำลังขับสวนทางออกจากประตูเมืองทิศใต้ มุ่งหน้าสู่ดินแดนทางใต้ที่ห่างไกลภายในรถม้าคันนั้น ‘เสิ่นอวี้’ ในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนนั่งพิงไหล่กว้างของ ‘เฮ่อเหลียน’ อดีตองครักษ์เงา ที่บัดนี้ถอดชุดดำและหน้ากากออกจนหมดสิ้น บาดแผลของเขาได้รับการรักษาจนสมานตัวดีแล้วเมื่อเช้าตรู่ ชินอ๋องหยางหลงได้เรียกตัวเฮ่อเหลียนเข้าพบ ไม่เพียงแต่มอบ ‘อิสรภาพ’ ให้ตามสัญญา ทว่ายังพระราชทานป้ายหยกละเว้นตาย ตั๋วเงินปึกใหญ่ และโฉนดที่ดินผืนงามในเมืองเจียงหนานให้เป็นของขวัญตั้งตัว“ท่านพี่... เจียงหนานที่พวกเรากำลังจะไป งดงามเหมือนที่ท่านเล่าให้ฟังหรือไม่” เสิ่นอวี้เงยหน้าขึ้นถาม รอยยิ้มของนางสดใสราวกับดอกไม้ที่ผลิบานรับแสงตะวัน เฮ่อเหลียนก้มลงจุมพิตหน้าผากมนของภรรยาก่อนจะเอื้อนเอ่ย“งดงามสิ... ที่น







