Masukความทรงจำในค่ำคืนที่ผ่านมาไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับฝันร้าย... บุรุษชุดดำผู้บ้าคลั่ง การถูกย่ำยีอย่างป่าเถื่อน และความรัญจวนใจที่น่าละอายที่ร่างกายของนางตอบสนองเขาไป
“ฮึก... สวรรค์ ทำไมท่านถึงใจร้ายกับข้าเช่นนี้”
ซินเยว่กอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม นางเป็นเพียงหมอหญิงกำพร้าที่พยายามดิ้นรนเปิดโรงหมอเลี้ยงชีพ แต่กลับต้องมาสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดให้กับบุรุษที่เกรียงไกรเกินจะเอื้อมถึง ขณะที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก สายตาของนางก็เหลือบไปเห็น ‘ป้ายหยกสีดำสนิท’ และถุงเงินที่วางอยู่ข้างหมอน มือเล็กที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบป้ายหยกขึ้นมาดู สัญลักษณ์ตัวอักษร ‘จ้าว’ ที่สลักอยู่บนนั้น ทำให้นางเบิกตากว้าง
ในเมืองหลวงต้าหยางแห่งนี้ ผู้ที่มีสิทธิ์พกป้ายหยกสีดำสลักอักษรนี้ มีเพียงตระกูลเดียว... ‘จ้าวเฟยหรง... แม่ทัพทมิฬมือขวาของอ๋องปีศาจ!’
“ทะ... ท่านแม่ทัพจ้าวงั้น” ซินเยว่กำป้ายหยกในมือแน่น ความรู้สึกเกลียดชังและหวาดกลัวตีรวนขึ้นมาในอก เขาคือบุรุษที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมและเย็นชาที่สุดในแผ่นดิน สังหารศัตรูโดยไม่กะพริบตา แล้วบุรุษเช่นนั้นหรือที่ย่ำยีนางเมื่อคืน!
“เอาเงินมาทิ้งไว้... คงคิดว่าข้าเป็นสตรีหอนางโลมกระมัง”
นางแค่นยิ้มหยันให้กับชะตากรรมของตนเอง น้ำตาร่วงหล่นลงมากระทบป้ายหยก หลินซินเยว่ปาดน้ำตาทิ้ง ความอ่อนแอถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว นางจะไม่ยอมเป็นของเล่นหรือสตรีอุ่นเตียงของแม่ทัพผู้โหดเหี้ยมผู้นั้นเด็ดขาด! นางฝืนทนความเจ็บปวด ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ จัดการทำความสะอาดร่างกายและร่องรอยคาวโลกีย์ออกจนหมดสิ้น
นางเก็บป้ายหยกและถุงเงินซ่อนไว้ในหีบใต้เตียงอย่างมิดชิด ปฏิญาณกับตนเองว่าชาตินี้จะไม่ขอพบเจอหรือข้องเกี่ยวกับบุรุษผู้นั้นอีก ทว่า... ชะตาฟ้าลิขิตนั้นยากจะหลีกหนี ด้ายแดงที่ถูกผูกมัดด้วยตัณหาและพิษร้ายได้เกี่ยวกระหวัดคนทั้งสองเอาไว้แล้วอย่างแน่นหนา...อีกไม่นาน... กงล้อแห่งโชคชะตา จะพัดพาหมอหญิงผู้นี้ ให้ต้องก้าวเท้าเข้าสู่ ‘จวนชินอ๋อง’ ศูนย์กลางแห่งอำนาจและการนองเลือด และที่นั่น... นางจะได้พบกับผู้บุกรุกในยามวิกาลของนางอีกครั้ง!
ณ จวนชินอ๋อง ศูนย์กลางอำนาจทางการทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงแคว้นต้าหยาง บรรยากาศภายในจวนวันนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดและกดดัน กองทหารเกราะดำยืนเรียงรายอารักขาอย่างแน่นหนา ลมพัดโชยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าและคาวเลือดจางๆ ลอยมาจากลานประหารหลังจวน
ภายในตำหนักกลาง ร่างสูงตระหง่านของ ‘ชินอ๋องหยางหลง’ ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์สลักลายพยัคฆ์ บุรุษผู้เป็นอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ผู้ได้สมญานามว่า ‘อ๋องปีศาจ’ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับเทพเซียน ทว่าดวงตาเรียวรีดั่งพญาอินทรีกลับฉายแววเย็นชาและโหดเหี้ยมจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา เขาสวมอาภรณ์สีดำขลิบทองที่ดูสูงศักดิ์และน่าเกรงขาม
“รายงานท่านอ๋อง! ขบวนบรรณาการจากแคว้นซีโจวเดินทางมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน คุกเข่าลงเบื้องหน้าบัลลังก์ หยางหลงแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน
“แคว้นซีโจว... แคว้นสวะที่กล้าลอบส่งสายลับเข้ามาสืบราชการลับในต้าหยาง ทว่าพอถูกจับได้ กลับขี้ขลาดส่งอิสตรีมาเป็นเครื่องบรรณาการเพื่อขอสงบศึก หึ... ช่างน่าสมเพชเสียจริง”
“ฮ่องเต้แคว้นซีโจวส่ง ‘องค์หญิงหนิงเหอ’ พระธิดาองค์โปรดมาเป็นเชลยบรรณาการพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องจะให้จัดเตรียมจวนพักรับรองหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“จวนพักรับรองงั้นหรือ?” หยางหลงเลิกคิ้วขึ้น ริมฝีปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “เชลยก็คือเชลย นำตัวนางไปขังไว้ที่ ‘ตำหนักเร้นเงา’ ท้ายจวนเสีย... ข้าจะไปดูหน้าองค์หญิงผู้สูงศักดิ์เสียหน่อย ว่าจะงดงามคุ้มค่ากับเลือดของทหารต้าหยางที่เสียไปหรือไม่”
ตำหนักเร้นเงา... สถานที่ที่ถูกปิดตายและล้อมรอบด้วยกำแพงสูงลิบ ภายในตกแต่งอย่างหรูหราทว่ากลับให้ความรู้สึกอึดอัดราวกับกรงทองที่ไร้ทางออก
‘องค์หญิงหนิงเหอ’ ในชุดกระโปรงยาวสีแดงเพลิงที่ปักดิ้นทองลายหงส์อย่างประณีต กำลังยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ดวงตากลมโตที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและเด็ดเดี่ยวกวาดมองไปรอบๆ แม้จะตกอยู่ในสถานะเชลยบรรณาการ แต่นางก็ยังคงรักษากิริยาสง่างามสมสายเลือดขัตติยะ นางยอมเสียสละตนเองมาที่นี่ ก็เพื่อหาทางขโมยแผนที่ค่ายกลของกองทัพต้าหยางกลับไปช่วยแคว้นของตน!
“ปัง”! บานประตูตำหนักถูกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชินอ๋องหยางหลงที่ก้าวเข้ามา บรรยากาศภายในห้องหนาวเย็นลงฉับพลัน หนิงเหอหันขวับไปมองบุรุษผู้บุกรุก นางเคยได้ยินกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของเขามามาก
แต่เมื่อได้พบตัวจริง รังสีอำมหิตและกลิ่นอายบุรุษเพศที่แผ่ซ่านออกมา กลับทำให้นางรู้สึกประหม่าจนต้องลอบกำหมัดแน่น
หยางหลงก้าวเดินเชื่องช้าเข้ามาใกล้ สายตาคมกริบกวาดมองประเมินสตรีตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ผิวพรรณขาวผ่องดุจงาช้างตัดกับอาภรณ์สีแดงสด ริมฝีปากอวบอิ่มสีชาด และดวงตาที่กล้าสบตาเขาอย่างไม่ลดละ... งดงามและหยิ่งผยองยิ่งนัก “เจ้าหรือ... องค์หญิงหนิงเหอ บรรณาการที่พ่อเจ้าส่งมาเพื่อแลกกับความอยู่รอดของแคว้นขี้ขลาดนั่น”
หยางหลงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าคำพูดกลับเชือดเฉือนดั่งคมมีด
“อ๋องปีศาจ... ปากท่านช่างสกปรกสมคำร่ำลือ” หนิงเหอเชิดหน้าขึ้น ตอบโต้ด้วยน้ำเสียงหยิ่งทะนง “แคว้นซีโจวของข้าหาได้ขี้ขลาด หากแต่ขุนนางบางคนกระทำการโดยพลการ ข้ามาที่นี่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของเสด็จพ่อต่างหาก!”
“บริสุทธิ์ใจ?”...หยางหลงหัวเราะร่วน ขยับเข้าไปประชิดตัวนางอย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ปลายคางมน ออกแรงบีบจนนางนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด “สตรีที่กล้าเถียงข้าฉอดๆ เช่นเจ้า คงไม่รู้จักคำว่าบริสุทธิ์ใจกระมัง... ข้าล่ะอยากรู้นัก ว่าความเย่อหยิ่งของเจ้า จะทนทานไปได้สักกี่น้ำ”
“ปล่อยข้านะ!” หนิงเหอสะบัดหน้าหนี ยกมือขึ้นผลักแผงอกกว้างสุดแรง ทว่าเขากลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย หยางหลงดึงร่างบางเข้ามากระแทกกับแผงอกแกร่ง ก้มหน้าลงไปใกล้จนจมูกแทบชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวแก้มเนียน “เจ้าเป็นเพียงเชลย เป็นเพียงของเล่นที่พ่อเจ้ายกให้ข้า ข้าจะทำสิ่งใดกับเจ้า ย่อมเป็นสิทธิ์ของข้า”
สิ้นคำกล่าว หยางหลงก็ก้มลงประกบจูบริมฝีปากอวบอิ่มสีชาดนั้นอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน! มันคือจูบที่เต็มไปด้วยการลงทัณฑ์และการแสดงอำนาจ ฟันคมกัดดึงกลีบปากล่างของนางจนได้กลิ่นคาวเลือด หนิงเหอเบิกตากว้าง พยายามดิ้นรนและทุบตีแผ่นหลังกว้าง ทว่ายิ่งนางดิ้น เขาก็ยิ่งรัดอ้อมแขนแน่นขึ้น ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานภายในโพรงปากอย่างจาบจ้วงดูแครน
“อื้อ! ปะ... ปล่อย!”
หนิงเหอร้องประท้วงในลำคอ นางกัดลิ้นของเขาอย่างแรงจนเลือดซิบ ทว่าหยางหลงกลับไม่สะทกสะท้าน เขายอมถอนริมฝีปากออกช้าๆ เลียคราบเลือดที่มุมปากตนเองด้วยแววตาที่วาววับไปด้วยไฟตัณหาและโทสะ
“พยศนักนะ... ดี! เปิ่นหวางชอบม้าพยศ ยิ่งพยศ ข้าก็ยิ่งอยากปราบให้อยู่หมัด!”
อ๋องปีศาจตวัดร่างขององค์หญิงขึ้นอุ้มพาดบ่าอย่างง่ายดาย หนิงเหอหวีดร้องและดิ้นรนสุดชีวิต สองขาเตะถีบกลางอากาศ แต่มือหนากลับฟาดลงบนบั้นท้ายงอนงามอย่างแรงเป็นการทำโทษ “เพียะ!”
“โอ๊ย! ไอ้คนป่าเถื่อน! ปล่อยข้านะ ข้าเป็นถึงองค์หญิง!”
“องค์หญิงแล้วเยี่ยงไร เมื่ออยู่บนเตียงของเปิ่นหวาง เจ้าก็คือสตรีที่ต้องคอยบำเรอปลนเปลอให้ข้ามีความสุขมิใช่หรือ!”
อ๋องปีศาจโยนร่างของหนิงเหอลงบนเตียงไม้สลักหลังใหญ่ใจกลางห้องอย่างไม่ปรานี ร่างบอบบางจุกจนพูดไม่ออก ยังไม่ทันที่นางจะขยับตัวหนี ชายหนุ่มก็ตามขึ้นมาคร่อมทาบทับ มือหนาข้างหนึ่งรวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างแน่นหนา
สามปีต่อมา...กงล้อแห่งโชคชะตาได้พัดพาความสงบสุขมาสู่แผ่นดินต้าหยางอย่างแท้จริงณ เมืองเจียงหนาน ดินแดนแห่งสายน้ำและดอกท้อเรือนไม้หลังกะทัดรัดริมทะเลสาบซีหู ถูกล้อมรอบด้วยสวนผักและแปลงดอกไม้ที่แข่งกันชูช่อ‘เสิ่นอวี้’ ในวัยเบญจเพสที่ล่วงเลย ทว่ากลับดูงดงามและเปล่งปลั่งยิ่งกว่าสตรีวัยแรกรุ่น นางกำลังยืนเก็บลูกท้อสดๆ จากต้น รอยยิ้มหวานละมุนประดับอยู่บนใบหน้าที่ไร้ซึ่งร่องรอยความทุกข์ระทม“ฮูหยิน ระวังสะดุดรากไม้นะ”เสียงทุ้มต่ำดุดัน ทว่าแฝงไปด้วยความอบอุ่นดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของ ‘เฮ่อเหลียน’ ที่เดินเข้ามาช่วยประคองตะกร้าผลไม้ในมือนาง อดีตองครักษ์เงาและนักฆ่าผู้ไร้หัวใจ บัดนี้กลายเป็นเพียงชาวประมงและพ่อค้าสมุนไพรผู้หลงใหลในตัวภรรยาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น“ข้าไม่ได้อ่อนแอเพียงนั้นเสียหน่อย ท่านพี่ก็ห่วงเกินไป” เสิ่นอวี้หัวเราะคิกคัก ก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นประทับจูบเบาๆ ที่สันกรามของสามีเฮ่อเหลียนรวบเอวนางเข้ามากอด รอยแผลเป็นบนใบหน้าของเขาไม่ได้ทำให้นางหวาดกลัว กลับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรักที่เขามีต่อนาง “ข้าย่อมต้องห่วงสิ... ยิ่งตอนนี้ ในท้องของท่านมี ‘ลูกน้อย’ ของเราอยู่ด้วย ข
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ฤดูหนาวอันแสนเยือกเย็นถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น ข่าวความสงบร่มเย็นของแคว้นต้าหยางขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ ณ ตำหนักกลางแห่งจวนชินอ๋อง ซึ่งเป็นดั่งศูนย์กลางอำนาจรองจากวังหลวง‘องค์หญิงหนิงเหอ’ หรือในยามนี้คือ ‘ชินอ๋องเฟย’ (พระชายาเอก) ผู้เลอโฉม กำลังนั่งตรวจดูกิจการภายในจวนและบัญชีเสบียงของกองทัพอยู่บนตั่งไม้บุผ้านุ่ม นางสวมอาภรณ์สีแดงสดปักลายหงส์เพลิงสยายปีก ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องและใบหน้างดงามเฉี่ยวคมให้ดูสูงศักดิ์จนยากจะหาผู้ใดเปรียบ บารมีของนางในยามนี้ แผ่ซ่านจนบ่าวไพร่และขุนนางต่างก้มหัวศิโรราบด้วยความยำเกรงอย่างแท้จริง“พระชายาพ่ะย่ะค่ะ... นี่คือฎีกาจากหัวเมืองชายแดนที่ส่งมาให้ท่านอ๋องพิจารณาพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านคนสนิทคุกเข่าพร้อมชูม้วนไม้ไผ่ขึ้นเหนือศีรษะ หนิงเหอรับมันมาเปิดอ่านด้วยท่าทีสงบนิ่ง แม้จะเป็นสตรี ทว่าอ๋องปีศาจผู้เป็นสวามี กลับมอบสิทธิ์ขาดให้นางสามารถร่วมตัดสินใจในราชการทหารได้อย่างเต็มที่ในขณะที่นางกำลังจดจ่ออยู่กับตัวอักษร บานประตูตำหนักก็ถูกเปิดออก ร่างสูงตระหง่านของชินอ๋อง ‘หยางหลง’ ก้าวเข้ามาภายในห้อง บ่าวไพร่ต่างรู้หน้าที่ รีบถอยร่นออกไ
ซินเยว่หน้าแดงจัด นางรีบยกมือขึ้นปิดบังทรวงอกของตนเอง แม้ด้านบนจะยังสวมเสื้ออยู่ แต่การเปิดเปลือยท่อนล่างรับลมเย็นๆ กลางสวนเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกหวิววาบและกระดากอายอย่างบอกไม่ถูก“อย่าปิดบังเลยคนดี... ให้สายลมและแสงจันทร์ได้สัมผัสความงดงามของเจ้าเถิด”เฟยหรงกระซิบเสียงแหบพร่า เขาย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้านางอีกครั้ง จับเรียวขางามให้แยกออกกว้าง พาดทับไว้บนบ่ากว้างของเขา ก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะฝังลงที่ร่องกุหลาบงามซึ่งกำลังสั่นระริก!“อ๊า! ท่านพี่! อย่านะ... ตรงนี้มัน... อื้อออ!”ร่างบางสั่นระริกเมื่อปลายลิ้นร้อนระอุของเขาตวัดเลียลงบนติ่งเนื้อเกสรอย่างพลิ้วไหว ! ความเย็นของสายลมปะทะกับความร้อนจัดจากปลายลิ้นของเขา สร้างความสยิวซ่านที่รุนแรง“จ๊วบ... จ๊วบ...”“อ๊า!...ท่านพี่..ทำไมถึงเก่งกาจเยี่ยงนี้...ซี๊ดดด” เสียงดูดกลืนน้ำหวานดังสะท้อนเบาๆ แข่งกับเสียงแมลงกลางคืน เฟยหรงรัวปลายลิ้นบดขยี้จุดกระสันของนางสองมือหนาบีบเคล้นบั้นท้ายงอนงามอย่างหนักหน่วง ซินเยว่ทนรับความเสียวซ่านไม่ไหวนางเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ หอบหายใจถี่กระชั้น สองมือจิกเกร็งลงบนขอบระเบียงไม้จนเจ็บเล็บ“อ๊าาาา! ท่านพี่.. ข้
เขาอุ้มร่างที่อ่อนระทวยของนางขึ้นไปวางบนฟูกนุ่ม ก่อนจะปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนเองออก เผยให้เห็นความเป็นชายที่ขยายใหญ่และแข็งขึงเต็มกำลังเขาตามขึ้นไปคร่อมทาบทับ ทว่าครั้งนี้ เขาไม่ได้โหมกระแทกเข้าไปอย่างป่าเถื่อนอีกต่อไป หยางหลงประคองใบหน้านางไว้ ประกบจูบที่ริมฝีปากบางอย่างดูดดื่ม แลกเปลี่ยนลมหายใจและความหอมหวาน ขณะเดียวกัน สะโพกสอบก็ค่อยๆดันความแข็งแกร่งสอดแทรกเข้าสู่ช่องทางที่คับแคบและชุ่มฉ่ำของนางอย่างเชื่องช้า... เนิบนาบ... ทว่าลึกซึ้งจนสุดโคน “อึก... อา... ลึกเหลือเกิน...” หนิงเหอครางอู้อี้ในลำคอ สองแขนโอบกอดแผ่นหลังกว้างของเขาแน่น“ข้าจะอ่อนโยนกับเจ้า... หงส์น้อยของข้า”อ๋องปีศาจเริ่มขยับขับเคลื่อนจังหวะรัก บทเพลงวสันต์ในค่ำคืนนี้ไม่มีความป่าเถื่อนรุนแรง มีเพียงการ ‘เชื่อมต่อ’ อย่างแนบแน่นและลึกซึ้ง ทุกการสอดประสานเต็มไปด้วยความรัก การทะนุถนอม และการวิงวอนขอโทษต่อเรื่องราวในอดีต“พั่บ... พั่บ... พั่บ...” เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังเป็นจังหวะเชื่องช้าทว่าหนักแน่น หยางหลงลากไล้ริมฝีปากไปตามซอกคอและลาดไหล่ ฝังรอยจูบสีเข้มประทับตราความเป็นเจ้าของด้วยความรัก เขาจงใจขยับสะโพกเน้น
หยางหลงเลิกคิ้วเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มพึงพอใจกลับปรากฏขึ้นบนมุมปาก “ตามใจเจ้า... ทหาร! นำตัวมันไปทำลายวรยุทธ์ทิ้ง แล้วเนรเทศไปชายแดนเหนือ!”“ไม่! ฆ่าข้าเถอะ! ให้ข้าเป็นสามัญชนไร้ค่า สู้ฆ่าข้าเสียดีกว่า นังหนิงเหอ! ปล่อยข้า!” รัชทายาทร้องลั่นดิ้นรน แต่ก็ถูกทหารเกราะดำลากตัวออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อความวุ่นวายสงบลง หยางหลงก็ก้าวเข้าไปรวบเอวบางของหนิงเหอเข้ามากอดจากทางด้านหลัง เกยคางลงบนลาดไหล่เนียนของนาง“ใจอ่อนหรือ หงส์น้อยของข้า?”“ข้าไม่ได้ใจอ่อน ข้าเพียงแค่... ตัดขาดจากอดีตอย่างสมบูรณ์แล้วต่างหาก” นางเอนหลังพิงแผงอกกว้าง “การให้เขามีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติและไร้อำนาจ คือการลงทัณฑ์ที่สาสมที่สุดสำหรับคนมักใหญ่ใฝ่สูงเช่นเขา... จากนี้ไป ข้าไม่มีแคว้นซีโจว ไม่มีครอบครัวอีกแล้ว...” “ใครบอกว่าเจ้าไม่มีครอบครัว”อ๋องปีศาจจับไหล่นางให้หันกลับมาประจันหน้า เขาดึงม้วนราชโองการสีเหลืองทองที่ประทับตราหยกของฮ่องเต้ออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยื่นให้นาง“เปิ่นหวางได้ทูลขอความชอบจากเสด็จพี่... ราชโองการนี้ คือการแต่งตั้งเจ้า ให้เป็น ‘ชินอ๋องเฟย (พระชายาเอก)’ แห่งจวนชินอ๋องอย่างเป็นทางการ เจ้าไม่ใช่เชลย ไม
ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) หลังจากกองทัพต้าหยางคว้าชัยชนะเหนือแคว้นซีโจว์ได้อย่างเด็ดขาดเมืองหลวงก็กลับมาคึกคักและเต็มไปด้วยงานเฉลิมฉลองอีกครั้งณ ลานกว้างหน้าพระราชวัง ขบวนทัพหลวงเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูเมืองท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของราษฎร ทว่าท่ามกลางความยิ่งใหญ่เหล่านั้น กลับมีรถม้าคันเล็กๆ คันหนึ่งที่ดูธรรมดาสามัญ กำลังขับสวนทางออกจากประตูเมืองทิศใต้ มุ่งหน้าสู่ดินแดนทางใต้ที่ห่างไกลภายในรถม้าคันนั้น ‘เสิ่นอวี้’ ในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนนั่งพิงไหล่กว้างของ ‘เฮ่อเหลียน’ อดีตองครักษ์เงา ที่บัดนี้ถอดชุดดำและหน้ากากออกจนหมดสิ้น บาดแผลของเขาได้รับการรักษาจนสมานตัวดีแล้วเมื่อเช้าตรู่ ชินอ๋องหยางหลงได้เรียกตัวเฮ่อเหลียนเข้าพบ ไม่เพียงแต่มอบ ‘อิสรภาพ’ ให้ตามสัญญา ทว่ายังพระราชทานป้ายหยกละเว้นตาย ตั๋วเงินปึกใหญ่ และโฉนดที่ดินผืนงามในเมืองเจียงหนานให้เป็นของขวัญตั้งตัว“ท่านพี่... เจียงหนานที่พวกเรากำลังจะไป งดงามเหมือนที่ท่านเล่าให้ฟังหรือไม่” เสิ่นอวี้เงยหน้าขึ้นถาม รอยยิ้มของนางสดใสราวกับดอกไม้ที่ผลิบานรับแสงตะวัน เฮ่อเหลียนก้มลงจุมพิตหน้าผากมนของภรรยาก่อนจะเอื้อนเอ่ย“งดงามสิ... ที่น







