หนิงซินหรี่ตามอง ก็เห็นสตรีท้องโตผู้หนึ่งเดินตามทหารที่ช่วยหอบสัมภาระของนางเข้ามา สองตาของทหารผู้นั้นก้มมองเพียงพื้น ตั้งแต่ต้นจนจบไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสักนิด ซ้ำเหงื่อเม็ดโตยังหยดลงพื้นตามรายทาง สีหน้าหม่นทะมึน เม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงแน่นสนิทคล้ายกลัวเผลอส่งเสียงออกมาแม้สักนิดให้ผู้ใดระคายหู ไม่รู้ว่ากลั้นหายใจไปแล้วหรือไม่ ไม่ต้องบอกก็เดาออกว่าแม่ทัพใหญ่ผู้นี้คงไม่แคล้วต้องปกครองกองทัพด้วยความหวาดกลัวเป็นแน่แล้ว
สตรีท้องโตผู้นี้เป็นใคร? หรือจะเป็นฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เฮยเซ่อเย่ว์?
จู่ๆ หนิงซินก็รู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งศีรษะ
หากเป็นเช่นนั้นจริง เช่นนี้แล้ว นาง...นางก็คือหญิงบำเรอที่เป็นได้มากที่สุดก็เพียงภรรยารองหรืออนุ
จากองค์หญิง กลายเป็นเพียงภรรยารอง เป็นอนุ เป็นหญิงบำเรอของขุนนางผู้หนึ่ง รู้ไปถึงไหนอับอายขายหน้าเขาไปถึงที่นั่น
หญิงบำเรอที่ถูกฝ่ายภรรยาจับได้คากระโจม...เรื่องนี้มันช่าง...
หนิงซินไม่อาจห้ามน้ำตา
เมื่อหยดน้ำตาร้อนๆ ไหลลงกระทบต้นแขนกร้าวแกร่ง หยางหยางก็พลันสีหน้าดำคล้ำ
หรือนางจะฝันร้ายอีกแล้ว?
เขาสั่งให้ม้าเร็วที่ช่วยหญิงท้องถือของเข้ามาออกไปจากกระโจม โดยไม่ลืมกำชับว่า ‘ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ากระโจมนี้มาโดยไม่ได้รับอนุญาต’ ทำเอา หนิงซินยิ่งหวาดวิตกยิ่งนัก
นางหาได้ใส่ใจชื่อเสียงของตนเอง เกรงแต่ว่าจะทำให้แคว้นป๋ายและราชวงศ์สกุลอิ๋งต้องยอมทนอัปยศอดสู เพียงเพราะผู้ที่ยังไม่อาจตายจากโลกนี้ไปเช่นนาง
นางไม่ครั่นคร้ามกระทั่งความตาย เพียงเกรงว่าทุกสิ่งที่ทำมาตั้งแต่แรกจะสูญเปล่าเท่านั้น...
ข้างฝ่ายหญิงหม้ายสกุลอวี๋ ทันทีที่มาถึงและได้เห็นเส้นผมสยายยาวสองสายที่พัวพันกันอยู่บนฟูก ได้เห็นท่าทีที่คนหนึ่งตระกองกอดอย่างอ่อนโยน ทะนุถนอม อีกคนหนึ่งใบหน้าซีดเซียว นอนอิงซบไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะขยับกาย ก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
เหตุผลที่ชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งนอนตระกองกอดกันอยู่บนฟูก ต้องการหมอตำแยหรือหมอหญิงนั้น มีไม่มาก
มีอยู่บ้างเหมือนกัน...บุรุษที่แท่งหยกใหญ่โตเกินไป บุรุษเช่นที่ว่า เมื่อมีสัมพันธ์ครั้งแรกกับหญิงพรหมจรรย์ร่างเล็กอ้อนแอ้นบอบบางเช่นนี้ หากไม่กระทำอย่างระมัดระวังยับยั้งชั่งใจ สตรีในอ้อมกอดย่อมไม่วายต้องล้มเจ็บ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเดินเหินไม่ได้ถึงสองสามวัน หนักเข้าหน่อยก็ถึงขั้นล้มป่วย...
ได้ร่วมใช้เวลายามค่ำคืนกับสตรีที่งดงามปานจะล่มบ้านล่มเมืองเช่นนี้...บุรุษที่ใดจะยั้งใจไหว...
นับว่ายังดี วัดจากภาพที่เห็น อย่างน้อยๆ สัมพันธ์ลึกซึ้งครั้งนี้ก็เกิดจากความยินยอมพร้อมใจ มิเช่นนั้นแล้ว สตรีร่างเล็กดูบอบบางเช่นนี้ อาจเสียเลือดจนตายไปแล้วก็เป็นได้
นึกถึงตรงนี้ เห็นสีหน้าและผิวพรรณอันซีดเผือดของสตรีในอ้อมแขนแม่ทัพใหญ่เฮยเซ่อเย่ว์แล้ว หญิงหม้ายสกุลอวี๋ก็เอะใจขึ้นมา
นี่มิใช่ว่านางมิได้เต็มใจ ทว่า...
ไม่...ไม่หรอก ไม่กระมัง...
หากมิได้มีความสนิทเสน่ห์หาอยู่บ้าง คนทั้งคู่ไหนเลยจะตระกองกอดชิดใกล้ ใส่ใจดูแลกันเยี่ยงนี้
“ตื่นเถอะ” ท่านแม่ทัพแทบจะกระซิบข้างหูแม่นางน้อยในอ้อมแขน
ท่าทีชิดใกล้นั้น ทำเอาหญิงหม้ายสกุลอวี๋มองแล้วใบหน้าแดงก่ำ
นั่นประไร...
ล้วนคิดไปเอง...
เป็นนางที่คิดไปเองจริงๆ นั่นล่ะ
ผู้คนต่างกล่าวกันว่าแม่ทัพใหญ่เฮยเซ่อเย่ว์นั้น อาบเลือดต่างน้ำ กินเนื้อคนเป็นอาหาร เป็นปีศาจที่ร้ายกาจที่สุดในหมู่ปีศาจ ที่เห็นว่าดูคล้ายมนุษย์ ก็เพียงเพราะอาศัยแฝงร่างอยู่ในคราบมนุษย์เดินดิน
หากเรื่องเป็นไปตามที่สงสัย นางไหนเลยจะได้เห็นภาพบุรุษซึ่งถูกกล่าวว่าเหี้ยมโหดโฉดชั่วเช่นนั้น ดูแลสตรีที่บอบบางราวบุปผากลีบบางใสได้อย่างอ่อนโยนและใส่ใจเช่นนี้…
นี่กระมัง คนถึงกล่าวกันว่า ‘วีรบุรุษยังแพ้พ่ายให้หญิงงาม’
หญิงหม้ายสกุลอวี๋คิดพลางก้มหน้าก้มตาจัดเทียบยาที่จำเป็น สิ่งที่ขาดก็เขียนใบสั่งยาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมเพิ่มตัวยาบางชนิดให้ด้วย
นางไม่แน่ใจนักว่าเป็นเสด็จพ่อหรือเสด็จแม่ของนางที่เป็นคนต้นคิด รู้เพียงสิ่งหนึ่งที่เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของนางคาดไม่ถึง ก็คือเรื่องที่อาจเกิดมีกองทัพไร้พ่าย ที่ยิ่งรบราก็ยิ่งขยายตัว ด้วยได้เหล่าทหารของแว่นแคว้นน้อยใหญ่ที่ห้อม้าไปรบรา ชักชวนกันมาสวามิภักดิ์ ขอย้ายฝั่ง ติดตามรับใช้ รบชนะมาแล้วทั่วทั้งแผ่นดิน สุดท้ายก็ย่ำเท้าเข้าหาแคว้นป๋ายที่เป็นเป้าหมายสุดท้าย...ซึ่งบางทีสุดท้ายแล้วอาจมิใช่เพราะต้องการตัวนาง หรือต้องการลงทัณฑ์นาง แต่เป็นเพราะต้องการครองความเป็นใหญ่ รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง เรื่องคว้าชัยชนะครอบครองหญิงงาม หรือลงทัณฑ์หญิงแพศยาและแคว้นที่ก่อให้เกิดภัยสงครามจนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นแต่นางจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นเพราะไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น นางจึงตัดสินใจออกมาพบคนผู้นี้ที่เลี่ยงจินอู่ตั้งแต่แรก ยอมกระทั่งใช้ตัวเองเป็นหลักประกันเพื่อให้เกิดความไขว้เขว และเพื่อสร้างทางรอดให้แคว้นป๋าย รวมถึงสร้างทางรอดให้ผู้ไม่อาจปล่อยวางจากสถานะของตนอย่างเสด็จแม่ของนางสักหนึ่งสายจะอย่างไรแคว้นป๋ายก็ไม่อาจต้านทานกองทัพเรือนแสนของเฮยเซ่อเย่ว์ เ
รุ่งเช้าวันถัดมา ในที่สุดราชสาสน์จากวังหลวงแคว้นป๋ายก็เดินทางมาถึง เนื้อความในราชสาสน์สรุปสั้นๆ ได้ว่า ‘แม้เราห่วงใยทหารหาญและราษฎร แต่ทหารส่วนใหญ่รักภักดีต่อแว่นแคว้น ยอมตายไม่ยอมจำนน แม่ทัพใหญ่โปรดให้เวลาเราเกลี้ยกล่อมคนเหล่านั้น และได้โปรดส่งตัวลูกสาวเราคืนมา’ หยางหยางอ่านสาสน์แล้วแค่นหัวเราะ หนิงซินเห็นดังนั้นก็พอคาดเดาเนื้อความในราชสาสน์นั้นได้ นางแสร้งขยับตัว ก่อนร้อง ‘โอ๊ย’ เสียงดัง อันที่จริงนางตั้งใจเอาไว้ว่าจะแสร้งทำ คาดไม่ถึงว่าเพียงขยับตัวนิดเดียว จะเจ็บกร้าวร้าวระบมไปหมด หยางหยางได้ยินนางร้องเสียงดังก็ลืมตัว รีบวางสาสน์ในมือ ขยับเข้าประคองให้ร่างน้อยเอนหลังลงนอนพักดังเดิม “หญิงหม้ายสกุลอวี๋กล่าวว่าเจ
เรื่องนั้นก็เรื่องหนึ่ง สถานการณ์ในยามนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งสตรีในอ้อมกอดเขา แม้เนื้อแท้แล้วจะเป็นผู้บริสุทธิ์ ทว่าเมื่อมองอีกแง่ก็อาจกล่าวได้ว่าเรื่องทั้งหมดแม้คล้ายจะมิใช่ความผิดของนาง ความผิดอันมิได้เกิดจากความประสงค์ของตัวนางนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากการมีอยู่ของ ‘องค์หญิงรองแคว้นป๋าย’ อย่างนางทั้งสิ้น และถึงแม้ตัวตนของนางที่เห็น นับตั้งแต่พบกันที่เลี่ยงจินอู่จนถึงยามนี้ ไม่มีส่วนใดเลยที่ดูคล้าย ‘นางจิ้งจอกแพศยา หญิงงามล่มเมืองชั่วช้า ที่เที่ยวหาประโยชน์และเล่นสนุกไปวันๆ ด้วยการหว่านเสน่ห์ยั่วยวนบุรุษให้หลงใหล' ยามนี้เขากลับค้นพบความจริงที่ชวนให้ไม่รู้ว่าสมควรสงสารเห็นใจหรือชิงชังนางเพิ่มขึ้นอีกข้อ...แม้นางจะมิได้มีเจตนา ทว่า...เพียงองค์หญิงอย่างนางขยับกายเล็กน้อยและหายใจแผ่วเบา กลับทำให้บุรุษร่างใหญ่เช่นเขาถึงกับสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่างช่างเป็นสตรีที่สมควรถูกจับขังไว้ให้พ้นจากผู้คนโดยแท้หยางหยางพยายามกุมสติ กดสัญชาตญาณที่ทำให้เขาและนางมาถึงจุดนี้ จุดที่ลงมานอนกอดก่ายกันอยู่บนฟูกแม้นางจะตกเป็นของเขาแล้วก็ตาม ทว่านั่นมิใช่
จู่ๆ แววตานาง ณ ยามแรกพบก็ผุดขึ้นมาในใจ หยางหยางเผลอกอดกระชับร่างน้อยในอ้อมแขนอย่างลืมตัวไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาบอกนางไปแล้วว่าจะรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ เขาไม่คิดจะกลับคำ เช่นนั้นก็ช่างอารามศักดิ์สิทธิ์ ช่างท่าทีของแคว้นป๋ายนั่นเถอะ แค่ปกป้องนางไว้ข้างกายก็พอแล้วมิใช่หรือ?เมื่อได้ข้อสรุปหยางหยางก็คร้านจะครุ่นคิด เขาปล่อยตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทรา ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีวันที่สามารถหลับสนิทเคียงข้างใครสักคนได้เช่นนี้ฝ่ายหนึ่งหลับใหล ฝ่ายที่แกล้งหลับแล้วกลายเป็นหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดอย่างหนิงซินพลันรู้สึกตื่นเต็มตาเมื่อตอนถูกกอดเข้าแนบอกนางลืมตาที่แดงก่ำขึ้นช้าๆ จ้องมองหน้าอกที่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นอย่างสม่ำเสมอนิ่งค้างน่าเสียดายที่วัดจากกำลังทหารในยามนี้แล้ว ต่อให้คนผู้นี้ตายตก แคว้นป๋ายก็ต้องปราชัยและถูกทำลายลงไปอยู่ดี ดังนั้น ทางเลือกเดียวของนางในยามนี้จึงมีเพียงการปล่อยให้คนผู้นี้กอดร่างตัวเองไว้เสด็จแม่เคยสอนเอาไว้ว่าอย่างไรนะ?‘ผู้ใดเป็นศัตรู หากฆ่าไม่ได้ ก็จงควบคุม’แต่ไหนแต่ไรนางไม่ใคร่จะใส่ใจคำสอน
หญิงหม้ายสกุลอวี๋ทำแผลใส่ยา ที่ใดควรแต่งบาดแผล ที่ควรเก็บเนื้อสอดประสาน ก็กระทำได้อย่างชำนิชำนาญไม่แพ้หมอตำแยตัวจริง หลังดูแลบาดแผลให้แม่นางน้อยในอ้อมแขนท่านแม่ทัพแล้วเสร็จ นางภูมิอกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งบาดแผลโดยปกติทั่วไปนั้น หากกว้างใหญ่นัก ย่อมต้องเย็บแผลเพื่อป้องกันบาดแผลต้องสิ่งสกปรกจนกลัดหนองหรือเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะพิษจากบาดแผลนั้น อีกทั้งยังช่วยให้เนื้อหนังผสานกันรวดเร็วยิ่งขึ้นทว่าบาดแผลที่เกิดจากการร่วมรักเช่นนี้ไม่เหมือนบาดแผลทั่วไป...สิ่งที่นางสมควรทำยามนี้ ก็มีเพียงการตกแต่งบาดแผลให้เรียบร้อยและใส่ยา จากนั้นก็ดูแลคุณหนูผู้นี้ให้ดี ให้ทั้งยากินและยาทาติดต่อกันเท่านั้น เพราะส่วนบอบบางที่ฉีกขาดนั่น...ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องถูกใช้งานอีกครั้งอยู่ดี หากเย็บให้บาดแผลสมาน เช่นนั้นแล้วไม่เท่ากับว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะต้องเจ็บปวดซ้ำเมื่อมีสัมพันธ์ครั้งต่อๆ ไปอีกหรือ? นั่นย่อมมิใช่เรื่องดีแน่อย่างไรเสีย ส่วนที่บาดเจ็บนั้นก็มีไว้เพื่อถูกทะลุทะลวงอยู่แล้วตั้งแต่แรก หน้าที่ของนางจึงมีเพียงทำให้อะไรอะไรเข้าที่เข้าทาง และบรรเทาอาการเจ็บปวดให้คุณหนูน้อยท่า
แม่นางร่างน้อยหลับสนิท เอนซบร่างแม่ทัพใหญ่ น้ำตารินไหลออกมาไม่หยุด มองแล้วพาให้ปวดใจนักเห็นนางเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านแม่ทัพก็คล้ายไม่กล้าฝืนปลุกสตรีในอ้อมแขนอีกหน ได้แต่สั่งให้ตัวแทนหมอตำแยอย่างนางตรวจอาการ คงจะคิดเองเออเองว่า หากแม่นางน้อยผู้นี้ยังหลับใหล ไม่รู้สึกตัว ก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่ไม่ต้องรู้สึกอับอายขายหน้า...ช่างคิดเองเออเองเอาอย่างง่ายๆ สมกับที่เป็นบุรุษเห็นแก่ได้ ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาโดยแท้ เฮอะ!หญิงหม้ายขยับขาแม่นางน้อยของท่านแม่ทัพออกอย่างเบามือ โล่งใจเล็กน้อยที่ร่างไร้สติของนางนั้นอ่อนยวบ ยอมปล่อยให้นางจับขยับวางโดยง่ายตอนนั้นเอง หญิงหม้ายสกุลอวี๋ที่คิดว่าตัวเองเตรียมใจมาดีแล้ว ก็ต้องตกใจเพราะภาพที่เห็นตรงหน้านี่...นี่มัน...แค่เห็นร่องรอยพรหมจารีย์ที่ถูกทำลายและอาการบวมแดงจนน่าตกใจของส่วนลับ หญิงหม้ายสกุลอวี๋ก็โกรธจนเลือดลมแทบตีกลับ ต้องพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนลมหาใจออกยาวๆ อยู่หลายครั้ง จึงสามารถประคองสติให้มั่นคงอยู่ได้ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาก็แล้วไป นี่อะไร ไม่รู้จักถนอมยังมาย่ำยีจนบอบช้ำไปหมด