คุณหนูผู้นี้...ซึ่งถ้าให้เดา คงไม่แคล้วต้องเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใดตระกูลหนึ่งของแคว้นป๋าย หรือบางทีอาจเป็นถึงองค์หญิงจากชนเผ่าหรือแคว้นใดสักแคว้นที่แม่ทัพเฮยเซ่อเย่ว์ต้องใจแล้วพาตัวมา...
ไม่ว่าคุณหนูผู้นี้จะสมยอมหรือถูกบังคับให้ใช้ค่ำคืนร่วมกับแม่ทัพใหญ่อย่างไร้ทางเลือก ยามนี้ข้าวสารก็กลายเป็นข้าวสุกเสียแล้ว สิ่งที่เสียไปย่อมไม่อาจเรียกคืน นางก็มีแต่จะต้องใช้ชีวิตต่อไปในฐานะสตรีของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ให้ได้เท่านั้น...นั่นเป็นทางเลือกที่ดีต่อนางที่สุด
ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยา ไม่ว่าจะเป็นภรรยาเอก ภรรยารอง หรืออนุภรรยาในตระกูลใหญ่ จะอย่างไรสิ่งที่ช่วยค้ำจุนสถานะของมารดาก็คือบุตรธิดา
หากคุณหนูผู้นี้ตั้งครรภ์จากการร่วมใช้ค่ำคืนร่วมกันครั้งนี้...และอาจจะมีครั้งต่อๆ ไปในเร็ววัน นางก็ขอทุ่มเทแรงกายแรงใจเอาใจช่วยเต็มที่ เพื่อไม่ให้คุณหนูที่สารร่างบอบบางน่าเอ็นดูสงสารเช่นนี้ถูกทอดทิ้งเมื่ออีกฝ่ายเบื่อหน่าย และได้มีตำแหน่งแห่งที่ข้างกายแม่ทัพใหญ่ผู้นี้อย่างมั่นคง
หญิงหม้ายอย่างนางผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดู หนักที่สุดคือเรื่องที่ผ่านความทุกข์ระทมจากการสูญเสียสามียังไม่ทันไร กลับถูกบุรุษใจทรามบุกเข้ามาขืนใจถึงในเรือนจนตั้งครรภ์ จากนั้นก็ตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน ถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงแพศยา ไม่ว่าจะพูดเรื่องจริงออกไปสักกี่ครั้งก็ไม่มีผู้ใดยอมฟังสักคน
สตรีที่น่าเวทนาสงสารเช่นนี้ มีนางเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว
หญิงหม้ายสกุลอวี๋จัดเทียบยาบำรุงและรักษาครรภ์ให้สตรีในอ้อมแขนแม่ทัพใหญ่เฮยเซ่อเย่ว์อย่างเต็มที่
สมุนไพรทั้งหลายเหล่านี้ที่ต้องใช้ นางล้วนพกพามาทั้งสิ้น หากนางได้อยู่ดูแลแม่นางน้อยผู้นี้ นางย่อมสามารถป้องกันผู้จงใจมอบยาระงับบุตรหรือยาที่ทำให้แท้งได้ทันท่วงที ทั้งยังสามารถช่วยเหลือดูแล และคอยบำรุงครรภ์ให้สตรีอ่อนเยาว์ผู้นี้ได้
นางไม่รู้ว่าสตรีงดงามหมดจดผู้นี้เป็นใคร ทว่านางกลับรู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งรู้สึกถูกชะตาและเกิดความรักเอ็นดูตั้งแต่แรกเห็นจนอยากปกป้องดูแลสตรีเยาว์วัยผู้นี้จากความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทั้งหลายทั้งปวง อยากเห็นคุณหนูร่างเล็กผู้นี้ได้แย้มยิ้มอย่างมีความสุข...
บางทีนี่อาจเป็นเพราะสตรีตรงหน้านี้ดูคล้ายคลึงกับองค์หญิงหนิงซินที่นางรักบูชาก็เป็นได้...
ในอดีต ครั้งหนึ่ง นางทดท้อใจ คิดฆ่าตัวตาย ประจวบเหมาะกับที่ยามนั้นขบวนเสด็จขององค์หญิงหนิงซินซึ่งอยู่ในฐานะองค์หญิงศักดิ์สิทธิ์ของอารามหลวงเดินทางผ่านมา องค์หญิงเห็นนางยืนนิ่งอยู่บนสะพานโค้ง จึงสั่งให้วางเกี้ยว จากนั้นก็เดินฝ่าฝูงชนตรงมาหานางที่อยู่ห่างไกล นางที่กระทั่งจะฆ่าตัวตายก็ยังไม่มีผู้ใดสนใจสักคน ยามนั้นองค์หญิงจ้องมองครรภ์ของนาง จับมือของนางมากุมไว้ สวมประคำที่ข้อมือให้นาง จากนั้นก็ถามนางว่า ‘ขอข้าสัมผัสเขาหน่อยได้หรือไม่’ ท่ามกลางสายตาผู้คนที่มองมาที่หญิงหม้ายอย่างนางอย่างชิงชัง เมื่อสัมผัสท้องนางอย่างไม่ถือตัวแล้ว องค์หญิงยังกล่าวคล้ายคำทำนาย หรือไม่ก็ปลอบประโลมจิตใจ
‘เด็กคนนี้ช่างมีวาสนานัก ภายภาคหน้าจะได้ทำการใหญ่ ขอท่านอย่าได้คิดสั้นและเลี้ยงดูเขาให้ดี เขาเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย รักกตัญญู รู้คุณมารดา รวมทั้งเกื้อกูลพวกพ้องและผู้ที่ให้การอุปการะสนับสนุน’
เพียงองค์หญิงกล่าวจบ หญิงหม้ายเพศยาในสายตาชาวบ้านเช่นนางก็ราวกับกลายร่างเป็นยอดมารดาแห่งยุคสมัย เหมือนแม่ไก่ที่รอวันออกไข่เป็นทองคำ หลังจากองค์หญิงรองทรงขึ้นเกี้ยวเสด็จจากไปแล้ว ผู้คนมากมายที่ก่อนหน้านี้เคยดูหมิ่นนางกลับมาพูดจาเอาอกเอาใจ ยกยอปอปั้น ซ้ำยังเสนอจะให้การอุปการะเลี้ยงดูพวกนางสองแม่ลูก...นึกๆ ดูแล้ว คนเหล่านั้นก็ช่างน่าขันนัก
นางไม่แน่ใจนักว่าเป็นเสด็จพ่อหรือเสด็จแม่ของนางที่เป็นคนต้นคิด รู้เพียงสิ่งหนึ่งที่เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของนางคาดไม่ถึง ก็คือเรื่องที่อาจเกิดมีกองทัพไร้พ่าย ที่ยิ่งรบราก็ยิ่งขยายตัว ด้วยได้เหล่าทหารของแว่นแคว้นน้อยใหญ่ที่ห้อม้าไปรบรา ชักชวนกันมาสวามิภักดิ์ ขอย้ายฝั่ง ติดตามรับใช้ รบชนะมาแล้วทั่วทั้งแผ่นดิน สุดท้ายก็ย่ำเท้าเข้าหาแคว้นป๋ายที่เป็นเป้าหมายสุดท้าย...ซึ่งบางทีสุดท้ายแล้วอาจมิใช่เพราะต้องการตัวนาง หรือต้องการลงทัณฑ์นาง แต่เป็นเพราะต้องการครองความเป็นใหญ่ รวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง เรื่องคว้าชัยชนะครอบครองหญิงงาม หรือลงทัณฑ์หญิงแพศยาและแคว้นที่ก่อให้เกิดภัยสงครามจนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นแต่นางจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นเพราะไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น นางจึงตัดสินใจออกมาพบคนผู้นี้ที่เลี่ยงจินอู่ตั้งแต่แรก ยอมกระทั่งใช้ตัวเองเป็นหลักประกันเพื่อให้เกิดความไขว้เขว และเพื่อสร้างทางรอดให้แคว้นป๋าย รวมถึงสร้างทางรอดให้ผู้ไม่อาจปล่อยวางจากสถานะของตนอย่างเสด็จแม่ของนางสักหนึ่งสายจะอย่างไรแคว้นป๋ายก็ไม่อาจต้านทานกองทัพเรือนแสนของเฮยเซ่อเย่ว์ เ
รุ่งเช้าวันถัดมา ในที่สุดราชสาสน์จากวังหลวงแคว้นป๋ายก็เดินทางมาถึง เนื้อความในราชสาสน์สรุปสั้นๆ ได้ว่า ‘แม้เราห่วงใยทหารหาญและราษฎร แต่ทหารส่วนใหญ่รักภักดีต่อแว่นแคว้น ยอมตายไม่ยอมจำนน แม่ทัพใหญ่โปรดให้เวลาเราเกลี้ยกล่อมคนเหล่านั้น และได้โปรดส่งตัวลูกสาวเราคืนมา’ หยางหยางอ่านสาสน์แล้วแค่นหัวเราะ หนิงซินเห็นดังนั้นก็พอคาดเดาเนื้อความในราชสาสน์นั้นได้ นางแสร้งขยับตัว ก่อนร้อง ‘โอ๊ย’ เสียงดัง อันที่จริงนางตั้งใจเอาไว้ว่าจะแสร้งทำ คาดไม่ถึงว่าเพียงขยับตัวนิดเดียว จะเจ็บกร้าวร้าวระบมไปหมด หยางหยางได้ยินนางร้องเสียงดังก็ลืมตัว รีบวางสาสน์ในมือ ขยับเข้าประคองให้ร่างน้อยเอนหลังลงนอนพักดังเดิม “หญิงหม้ายสกุลอวี๋กล่าวว่าเจ
เรื่องนั้นก็เรื่องหนึ่ง สถานการณ์ในยามนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งสตรีในอ้อมกอดเขา แม้เนื้อแท้แล้วจะเป็นผู้บริสุทธิ์ ทว่าเมื่อมองอีกแง่ก็อาจกล่าวได้ว่าเรื่องทั้งหมดแม้คล้ายจะมิใช่ความผิดของนาง ความผิดอันมิได้เกิดจากความประสงค์ของตัวนางนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากการมีอยู่ของ ‘องค์หญิงรองแคว้นป๋าย’ อย่างนางทั้งสิ้น และถึงแม้ตัวตนของนางที่เห็น นับตั้งแต่พบกันที่เลี่ยงจินอู่จนถึงยามนี้ ไม่มีส่วนใดเลยที่ดูคล้าย ‘นางจิ้งจอกแพศยา หญิงงามล่มเมืองชั่วช้า ที่เที่ยวหาประโยชน์และเล่นสนุกไปวันๆ ด้วยการหว่านเสน่ห์ยั่วยวนบุรุษให้หลงใหล' ยามนี้เขากลับค้นพบความจริงที่ชวนให้ไม่รู้ว่าสมควรสงสารเห็นใจหรือชิงชังนางเพิ่มขึ้นอีกข้อ...แม้นางจะมิได้มีเจตนา ทว่า...เพียงองค์หญิงอย่างนางขยับกายเล็กน้อยและหายใจแผ่วเบา กลับทำให้บุรุษร่างใหญ่เช่นเขาถึงกับสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่างช่างเป็นสตรีที่สมควรถูกจับขังไว้ให้พ้นจากผู้คนโดยแท้หยางหยางพยายามกุมสติ กดสัญชาตญาณที่ทำให้เขาและนางมาถึงจุดนี้ จุดที่ลงมานอนกอดก่ายกันอยู่บนฟูกแม้นางจะตกเป็นของเขาแล้วก็ตาม ทว่านั่นมิใช่
จู่ๆ แววตานาง ณ ยามแรกพบก็ผุดขึ้นมาในใจ หยางหยางเผลอกอดกระชับร่างน้อยในอ้อมแขนอย่างลืมตัวไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาบอกนางไปแล้วว่าจะรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ เขาไม่คิดจะกลับคำ เช่นนั้นก็ช่างอารามศักดิ์สิทธิ์ ช่างท่าทีของแคว้นป๋ายนั่นเถอะ แค่ปกป้องนางไว้ข้างกายก็พอแล้วมิใช่หรือ?เมื่อได้ข้อสรุปหยางหยางก็คร้านจะครุ่นคิด เขาปล่อยตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทรา ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีวันที่สามารถหลับสนิทเคียงข้างใครสักคนได้เช่นนี้ฝ่ายหนึ่งหลับใหล ฝ่ายที่แกล้งหลับแล้วกลายเป็นหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดอย่างหนิงซินพลันรู้สึกตื่นเต็มตาเมื่อตอนถูกกอดเข้าแนบอกนางลืมตาที่แดงก่ำขึ้นช้าๆ จ้องมองหน้าอกที่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นอย่างสม่ำเสมอนิ่งค้างน่าเสียดายที่วัดจากกำลังทหารในยามนี้แล้ว ต่อให้คนผู้นี้ตายตก แคว้นป๋ายก็ต้องปราชัยและถูกทำลายลงไปอยู่ดี ดังนั้น ทางเลือกเดียวของนางในยามนี้จึงมีเพียงการปล่อยให้คนผู้นี้กอดร่างตัวเองไว้เสด็จแม่เคยสอนเอาไว้ว่าอย่างไรนะ?‘ผู้ใดเป็นศัตรู หากฆ่าไม่ได้ ก็จงควบคุม’แต่ไหนแต่ไรนางไม่ใคร่จะใส่ใจคำสอน
หญิงหม้ายสกุลอวี๋ทำแผลใส่ยา ที่ใดควรแต่งบาดแผล ที่ควรเก็บเนื้อสอดประสาน ก็กระทำได้อย่างชำนิชำนาญไม่แพ้หมอตำแยตัวจริง หลังดูแลบาดแผลให้แม่นางน้อยในอ้อมแขนท่านแม่ทัพแล้วเสร็จ นางภูมิอกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งบาดแผลโดยปกติทั่วไปนั้น หากกว้างใหญ่นัก ย่อมต้องเย็บแผลเพื่อป้องกันบาดแผลต้องสิ่งสกปรกจนกลัดหนองหรือเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะพิษจากบาดแผลนั้น อีกทั้งยังช่วยให้เนื้อหนังผสานกันรวดเร็วยิ่งขึ้นทว่าบาดแผลที่เกิดจากการร่วมรักเช่นนี้ไม่เหมือนบาดแผลทั่วไป...สิ่งที่นางสมควรทำยามนี้ ก็มีเพียงการตกแต่งบาดแผลให้เรียบร้อยและใส่ยา จากนั้นก็ดูแลคุณหนูผู้นี้ให้ดี ให้ทั้งยากินและยาทาติดต่อกันเท่านั้น เพราะส่วนบอบบางที่ฉีกขาดนั่น...ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องถูกใช้งานอีกครั้งอยู่ดี หากเย็บให้บาดแผลสมาน เช่นนั้นแล้วไม่เท่ากับว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะต้องเจ็บปวดซ้ำเมื่อมีสัมพันธ์ครั้งต่อๆ ไปอีกหรือ? นั่นย่อมมิใช่เรื่องดีแน่อย่างไรเสีย ส่วนที่บาดเจ็บนั้นก็มีไว้เพื่อถูกทะลุทะลวงอยู่แล้วตั้งแต่แรก หน้าที่ของนางจึงมีเพียงทำให้อะไรอะไรเข้าที่เข้าทาง และบรรเทาอาการเจ็บปวดให้คุณหนูน้อยท่า
แม่นางร่างน้อยหลับสนิท เอนซบร่างแม่ทัพใหญ่ น้ำตารินไหลออกมาไม่หยุด มองแล้วพาให้ปวดใจนักเห็นนางเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านแม่ทัพก็คล้ายไม่กล้าฝืนปลุกสตรีในอ้อมแขนอีกหน ได้แต่สั่งให้ตัวแทนหมอตำแยอย่างนางตรวจอาการ คงจะคิดเองเออเองว่า หากแม่นางน้อยผู้นี้ยังหลับใหล ไม่รู้สึกตัว ก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่ไม่ต้องรู้สึกอับอายขายหน้า...ช่างคิดเองเออเองเอาอย่างง่ายๆ สมกับที่เป็นบุรุษเห็นแก่ได้ ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาโดยแท้ เฮอะ!หญิงหม้ายขยับขาแม่นางน้อยของท่านแม่ทัพออกอย่างเบามือ โล่งใจเล็กน้อยที่ร่างไร้สติของนางนั้นอ่อนยวบ ยอมปล่อยให้นางจับขยับวางโดยง่ายตอนนั้นเอง หญิงหม้ายสกุลอวี๋ที่คิดว่าตัวเองเตรียมใจมาดีแล้ว ก็ต้องตกใจเพราะภาพที่เห็นตรงหน้านี่...นี่มัน...แค่เห็นร่องรอยพรหมจารีย์ที่ถูกทำลายและอาการบวมแดงจนน่าตกใจของส่วนลับ หญิงหม้ายสกุลอวี๋ก็โกรธจนเลือดลมแทบตีกลับ ต้องพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนลมหาใจออกยาวๆ อยู่หลายครั้ง จึงสามารถประคองสติให้มั่นคงอยู่ได้ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาก็แล้วไป นี่อะไร ไม่รู้จักถนอมยังมาย่ำยีจนบอบช้ำไปหมด