Share

บทที่ 6

Author: เมียเมียลู่
“เมืองอวิ๋นจิง... ตระกูลซ่งเหรอ?”

เธอแทบจะคิดว่าตัวเองหูฝาดไป

มือที่กำลังหยอกล้อลูกสุนัขสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว

“ครอบครัวฝั่งคุณตาคุณยายของเราน่ะ”

สีซือเฉิงอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ตอนนั้นแม่ตามคุณยายที่แต่งงานใหม่เข้าตระกูลซ่ง คุณตาเป็นคนเลี้ยงดูแม่มาจนโต ความสัมพันธ์ของพวกเขาดีมาก”

วินาทีนั้น เคอหนิงเงยหน้าขึ้นมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “คุณ... พูดว่าอะไรนะ?”

ย้อนกลับไปตอนที่เธอแต่งงานกับสีซือเฉิง ด้วยความที่ขาของเขาไม่ค่อยสะดวกนัก งานแต่งงานจึงไม่ได้จัดอย่างใหญ่โต

เป็นเพียงการจดทะเบียนสมรสและร่วมโต๊ะกินข้าวกับครอบครัวตระกูลสีอย่างเรียบง่ายเท่านั้น

ญาติฝั่งแม่สามีอย่างซ่งหมิ่นไม่มีใครมาร่วมงานเลยสักคน เพียงแต่ส่งคนนำของขวัญและซองเงินมาให้

หากซ่งหมิ่นเป็นลูกสาวของตระกูลซ่ง งั้น “เขา” ก็คือ... ของสีซือเฉิงน่ะสิ?

ฝันร้ายเมื่อห้าปีก่อนถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น เคอหนิงราวกับตกลงไปในห้องน้ำแข็ง เลือดในกายเย็นเฉียบและจับตัวเป็นก้อนในชั่วพริบตา

ร่างกายแข็งทื่อไปหมด

ในที่สุดสีซือเฉิงก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเธอ ความห่วงใยแฝงแววหยั่งเชิงที่ยากจะสังเกตเห็น “หนิงหนิง คุณเป็นอะไรไป?”

“มะ... ไม่ได้เป็นอะไร...”

เคอหนิงฝืนยิ้มมุมปาก ไม่กล้าคิดให้ลึกซึ้งไปกว่านี้

แม้เธอจะพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉย แต่ความสั่นเทาจาง ๆ ก็ยังเผยให้เห็นถึงความร้อนรนในใจ

เมื่อเห็นเธอเป็นเช่นนี้ สีซือเฉิงจึงคิดไปว่าชื่อเสียงของตระกูลซ่งเมืองอวิ๋นจิงคงจะยิ่งใหญ่เกินไป เคอหนิงอาจจะกลัวว่าคนตระกูลสีจะทำให้เธอต้องลำบากใจในวันงานเลี้ยง เขาจึงเอื้อมมือไปกอบกุมนิ้วมือที่เย็นเฉียบของเธอไว้

น้ำเสียงของเขาอบอุ่นดั่งน้ำอุ่น ชวนให้รู้สึกอุ่นใจ “วางใจเถอะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะคอยปกป้องคุณเอง”

รถยนต์แล่นมาจอดสนิทที่หน้าประตูคฤหาสน์

เจียงซินราวกับมารออยู่ก่อนแล้ว รถเพิ่งจะจอดสนิท วินาทีต่อมาเธอก็ปรี่เข้ามาหาทันที

“พี่รอง พวกพี่กลับมาแล้ว”

เจียงซินช่วยคนขับรถพยุงสีซือเฉิงไปนั่งบนรถเข็น ราวกับกลัวว่าหากช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีจะถูกเคอหนิงชิงตัดหน้า

“ฉันได้ยินมาว่าพี่เคอหนิงได้รับบาดเจ็บ ตกอกตกใจไปทั้งวัน ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ?”

เคอหนิงสัมผัสได้ถึงความสะใจที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของอีกฝ่าย มือที่กำลังจะปิดประตูรถชะงักไปเล็กน้อย

“เธอรู้เรื่องที่ฉันบาดเจ็บได้ยังไง?”

แววตาของเธอสาดประกายคมกริบราวกับจะมองทะลุปรุโปร่งไปถึงเนื้อแท้ของอีกฝ่าย

เรื่องที่ถูกผู้หญิงบ้าคนนั้นทำร้ายก่อนไปทำงาน แม้แต่สีซือเฉิงเธอก็ยังไม่ได้บอกเลย นับประสาอะไรกับเจียงซินที่แทบจะไม่เคยเห็นหน้ากันด้วยซ้ำ

นอกเสียจากว่า...

เมื่อเห็นอีกฝ่ายอึกอักตอบไม่ได้ เคอหนิงจึงหิ้วกล่องสัตว์เลี้ยงก้าวประชิดตัวเข้า ไปอีกนิด “พูดมาสิ เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันบาดเจ็บ?”

“พี่รอง...”

เจียงซินมีท่าทีร้อนตัวขึ้นมาวูบหนึ่ง เธอหันไปมองสีซือเฉิงตามสัญชาตญาณ ทว่าภาพที่เขากำลังแสดงความห่วงใยเคอหนิงกลับทิ่มแทงใจจนเจ็บปวดแปลบ

สองมือของเธอกำหมัดแน่น ก่อนจะตอบตะกุกตะกักภายใต้สายตาจับผิดของเคอหนิง “ฉัน... ฉันได้ยินมาจากเพื่อนที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลน่ะค่ะ เขารู้ว่าฉันมีความสัมพันธ์ยังไงกับตระกูลสี ก็เลยช่วยเป็นหูเป็นตาให้เป็นธรรมดา…”

“บังเอิญขนาดนั้นเลย?”

“ชะ... ใช่ค่ะ…”

เจียงซินเริ่มจะรับมือไม่ไหวจนมีเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม

จังหวะที่กำลังคิดหาทางหนีทีไล่ เจียงอวิ๋นฮ่วนก็ส่งเสียงเรียกปะป๊าซือเฉิงพร้อมกับวิ่งหน้าตั้งออกมาจากในคฤหาสน์

ในมือของเด็กชายอุ้มลูกฟุตบอลเด็กเล่นเอาไว้ ทว่าเมื่อเหลือบไปเห็นกล่องใส่สัตว์เลี้ยงในมือของเคอหนิง เขาก็กรีดร้องลั่นและปาลูกฟุตบอลใส่เธออย่างแรง

“ปะป๊าซือเฉิงช่วยด้วย! ผู้หญิงใจร้ายเอาหมาเหม็นเน่ากลับมาหลอกผมอีกแล้ว!”

เคอหนิงเบี่ยงตัวหลบได้ทัน แต่สุนัขพันธุ์บิชองตัวน้อยในกล่องก็ยังสะดุ้งตกใจจนส่งเสียงครางหงิง ๆ อย่างขวัญเสีย

สีซือเฉิงรวบตัวเจียงอวิ๋นฮ่วนที่โผเข้าหามากอดไว้แนบอก พลางลูบหลังปลอบ โยนอย่างอ่อนโยน “ไม่เอาน่า สุนัขตัวนี้ปะป๊าซือเฉิงเป็นคนซื้อมาเองนะ มันเชื่องมากเลยล่ะ เป็นเด็กดีเหมือนฮ่วนฮ่วนของป๊าไงครับ”

“ไม่ร้องนะครับ คนเก่ง”

“งะ... งั้นปะป๊าซือเฉิงต้องไปกินข้าวที่ร้านอาหารสำหรับเด็กกับฮ่วนฮ่วนแล้วก็หม่าม้าสิฮะ ฮ่วนฮ่วนถึงจะหายกลัว…”

แววตาของสีซือเฉิงอ่อนโยนลงทันตา เขาพยักหน้ารับ “ได้สิครับ ฮ่วนฮ่วนอยากกินอะไร ป๊าตามใจหมดเลย”

น้ำเสียงนั้นหวานละมุนจนแทบจะหลอมละลาย

ขณะที่กำลังจะหันไปสั่งให้คนขับรถเตรียมรถ จู่ ๆ เขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ มือหนายกขึ้นแตะเบรกห้ามเจียงซินที่กำลังจะเข็นรถเข็น ก่อนจะหันไปมองเคอหนิงตามสัญชาตญาณ

เมื่อครู่นี้ตอนอยู่บนรถ พวกเขาตกลงกันไว้ดิบดีแล้วว่าจะทานมื้อค่ำด้วยกัน...

ทว่าเคอหนิงกลับมองเห็นความรู้สึกที่เรียกว่าความรู้สึกผิดฉายชัดอยู่ในแววตาของเขา

ความหมายนั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไรดี

เขาไม่อยากทำให้เจียงอวิ๋นฮ่วนต้องผิดหวัง

เคอหนิงพลันรู้สึกว่าตนเองเริ่มจะชินชากับสถานการณ์เช่นนี้เสียแล้ว

เธอเพิ่งตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วตั้งแต่ต้นจนจบ เธอไม่เคยคาดหวังเลยสักนิดว่าสีซือเฉิงจะยอมปฏิเสธเจียงอวิ๋นฮ่วนเพื่อเธอ

อาศัยจังหวะที่เขากำลังรู้สึกผิด เคอหนิงจึงหยิบสัญญาที่ร่างเตรียมไว้ออกมาจากกระเป๋า “ซือเฉิงคะ คุณรับปากแล้วนะว่าจะคุยเรื่องความร่วมมือกับสำนักงานทนายความกับฉันคืนนี้…”

สีซือเฉิงกำลังจะเอื้อมมือไปรับมาอ่านรายละเอียด ทว่าเจียงอวิ๋นฮ่วนที่อยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มงอแงเสียงดังว่าตัวเองหิวข้าวแล้ว

มือที่กำลังยื่นเอกสารของเคอหนิงชะงักค้างอยู่กลางอากาศอย่างถูกจังหวะ

เธอไม่ได้ส่งมันให้เขา แต่กลับบีบกระดาษในมือแน่นด้วยความประหม่าจนขอบกระดาษยับย่น

ท่าทางของเธอดูราวกับคนที่ต้องยอมกล้ำกลืนฝืนทนอย่างถึงที่สุด

สีซือเฉิงเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ประกอบกับเมื่ออยู่ต่อหน้าเคอหนิง เขาก็รู้สึกผิดอยู่เต็มอก

ขณะที่กำลังจะเอื้อมมือไปรับเอกสารมาเปิดอ่าน เสียงค่อนขอดก็ดังแว่วเข้ามาเป่าหู

“พี่รองคะ พี่กำลังจะเซ็นสัญญาอะไรกับพี่เคอหนิงเหรอคะ?”

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ขอให้เป็นหนังสือหย่าทีเถอะ!

ด้านมืดในจิตใจของเจียงซินเริ่มแผ่ขยาย เธอแสร้งทำเป็นสงวนท่าที ทว่าก็อดรนทนไม่ไหวอยากจะสอดรู้สอดเห็นให้กระจ่าง

“ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ น่ะ”

สีซือเฉิงเปิดพลิกหน้ากระดาษดูผ่าน ๆ

เจียงซินทนเห็นเขาใส่ใจเรื่องของเคอหนิงไม่ได้ เธอจึงลอบส่งสายตาให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

เจียงอวิ๋นฮ่วนรับมุกอย่างรู้ใจ รีบกอดแขนสีซือเฉิงพลางออดอ้อนหน้าตาน่าสงสารว่าตัวเองหิวจนไส้จะกิ่วแล้ว

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ปกติแล้วเขาเป็นคนที่มีความอดทนกับเด็กมาก ทว่าวินาทีนี้กลับมีความหงุดหงิดรำคาญใจผุดขึ้นมาวูบหนึ่ง

ตัวหนังสือบนเอกสารแทบไม่เข้าหัวด้วยซ้ำ เมื่อเห็นว่าเอกสารสำคัญและหนังสือมอบอำนาจอยู่ครบถ้วน เขาจึงล้วงหยิบปากกาหมึกซึมออกมา แล้วตวัดลายเซ็นลงบนจุดที่ต้องเซ็นอย่างรวดเร็ว

“ส่วนเรื่องที่เหลือ เอาไว้ถึงเวลาเข้างานค่อยโยนให้โจวเหยียนไปจัดการก็แล้วกัน”

โจวเหยียนคือเลขาของสีซือเฉิง

เคอหนิงรู้จักดี เธอจึงไม่ได้พูดอะไรให้มากความ เพียงแค่รับเอกสารกลับมาแล้วพยักหน้ารับ

ในขณะเดียวกัน คนขับรถก็เตรียมรถยนต์เสร็จสรรพเรียบร้อย

เจียงอวิ๋นฮ่วนกระโดดโลดเต้นขึ้นรถไปอย่างอารมณ์ดี

ส่วนเจียงซินที่ยืนสงบปากสงบคำดูลาดเลาอยู่นาน ก็เดินกรีดกรายเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเคอหนิง

สายตาของเธอปรายมองใบหน้าของอีกฝ่าย นัยน์ตาแฝงแววเย่อหยิ่งลำพองใจที่ยากจะจับสังเกต “พี่เคอหนิงคะ ถ้ามีอะไรที่พี่อยากทานเป็นพิเศษก็ส่งข้อความมาบอกฉันได้เลยนะคะ เดี๋ยวตอนที่ฉันกับพี่รองกลับมา จะได้หิ้วมาฝาก”

นิ้วเรียวลูบคลำเอกสารที่สีซือเฉิงเพิ่งจะจรดปลายปากกาเซ็นลงไปเมื่อครู่ เคอหนิงไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกขุ่นข้องหมองใจ แต่กลับรู้สึกอยากจะหัวเราะออกมาอย่างบอกไม่ถูก

“ไม่ต้องลำบากหรอก พวกเธอไปเที่ยวกันให้สนุกเถอะ”

ตัวอยู่แต่ใจไม่อยู่... เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าใจอยู่แต่ตัวไม่อยู่เสียอีก

อยากจะไปไหนก็ไปเถอะ

เพราะถึงอย่างไร... เรื่องระหว่างเราก็คงยื้อเวลาต่อไปได้อีกไม่นานนักหรอก

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 100

    เขาลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งเหยาะ ๆ ตามไปติด ๆ “นายครับ นี่คุณจะไปไหนครับเนี่ย?” “เมืองหลิน”“หลิน”ทีแรกเขาพยักหน้ารับ ก่อนจะโพล่งออกมาด้วยความตกใจ “กลับเมืองหลินเหรอครับ? นี่คุณคงไม่ได้จะไปหาคุณเคอหรอกใช่ไหม?!” ลู่วั่งเฉินไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ “ไม่ได้นะครับ!” ฟางอี้รีบพุ่งเข้าไปขวางเร็วกว่าใคร “คุณก็รู้ดีว่าตอนนี้คุณชายรองกับคุณชายสามกำลังรอหาจุดอ่อนมาข่มขู่คุณอยู่ ถ้าขืนปล่อยให้พวกเขารู้เข้า…” เขาถอนหายใจด้วยความร้อนรนใจ “นายครับ วางใจเถอะ ทางคุณเคอผมคอยจับตาดูให้อยู่ตลอด รับรองว่าไม่ปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปเด็ดขาด” “อีกอย่าง ตอนนี้คุณเคอก็ปลอดภัยดีแล้ว ผมคอยติดตามข่าวเธออยู่ตลอด ถ้าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นมาจริง ๆ ผมจะรีบรายงานคุณเป็นคนแรกแน่นอนครับ!”“เลิกพูดพล่ามได้แล้ว” บรรยากาศรอบตัวลู่วั่งเฉินลดต่ำลงจนน่าอึดอัด แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบออกมาบางเบา “ฉันถามแค่ว่า... เคอหนิงได้รับบาดเจ็บได้ยังไง?” “คือเธอ…” ฟางอี้อ้ำอึ้ง คล้ายอยากจะพูดแต่ก็ชะงักไป “คือว่าเธอ…”ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก เป็นคนในทีมเลขานุการของลู่วั่งเฉินนั่นเอง ทว่าลู่วั่งเฉินไ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 99

    เมืองอวิ๋นจิง ซ่งซื่อกรุ๊ปหลังจากฟางอี้สแกนนิ้วเข้างาน เขาก็เดินไปเคาะประตูห้องทำงานประธาน รอจนได้ยินเสียงตอบรับว่า “เชิญครับ” จากด้านใน ถึงได้กล้าผลักประตูเข้าไป “นายครับ ข่าวสด ๆ ร้อน ๆ เพิ่งออกจากเตาเลย คุณเคอจะมาที่เมืองอวิ๋นจิงแล้วนะครับ!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด มือที่กำลังเซ็นเอกสารของลู่วั่งเฉินชะงักไปเล็กน้อย เขาตวัดสายตาขึ้นมอง สบเข้ากับดวงตาเปื้อนยิ้มของฟางอี้ แล้วจู่ ๆ ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เคอหนิงมาเมืองอวิ๋นจิง แล้วนายจะดีใจหน้าบานไปทำไม?” “เอ๋?” ฟางอี้ชะงักไปเล็กน้อย “นี่คุณไม่ดีใจเหรอครับ?”ลู่วั่งเฉินถึงกับไปไม่เป็นเมื่อโดนย้อนถาม “พอเลย เลิกกวนประสาทฉันได้แล้ว” ชายหนุ่มกระแอมเบา ๆ กลบเกลื่อน พลิกหน้าเอกสารในมือ ทำทีเป็นกวาดสายตาอ่าน ทั้งที่ความจริงไม่ได้เข้าหัวเลยสักตัวอักษรเดียว ก่อนจะแกล้งถามด้วยท่าทีนิ่งขรึมว่า “รู้ไหมว่าเคอหนิงมาทำอะไรที่เมืองอวิ๋นจิง?” “น่าจะมาเรื่องงานนะครับ” ฟางอี้ยืดตัวตรง “คดีภรรยาฆ่าสามีที่กำลังเป็นข่าวดังในเมืองอวิ๋นจิงช่วงนี้น่ะครับ” “แม่ของเด็กผู้ชายคนหน

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 98

    หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เคอหนิงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ลองโทรหาเขาอีกสักรอบดีไหม อย่างน้อยก็ถามไถ่สถานการณ์ดู หรือไม่ก็ลองไปพบลูกความก่อนก็ได้” “ไม่ได้!”จิ่งจือปฏิเสธแทบจะในทันที “ร่างกายเธอยังไม่หายดีเลยนะ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง” “ไม่เป็นไรหรอก เขาอุตส่าห์ติดต่อมาทั้งที ลองทำความเข้าใจดูก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนี่” เคอหนิงส่งยิ้มเชิงปลอบโยนให้จิ่งจือ “ถ้ารับได้ก็รับ ถ้ารับไม่ได้ก็แค่ปฏิเสธไป” เมื่อได้ยินคำว่าครอบครัวเดิมมีปัญหาหัวใจของเคอหนิงก็พลันรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะหัวอกเดียวกัน หรือไม่ก็คงรู้สึกสงสาร เคอหนิงจึงไม่อยากปฏิเสธคดีนี้ไปดื้อ ๆ จิ่งจือมองเธออยู่นาน ในที่สุดก็ขัดใจไม่ได้ จึงยอมต่อสายกลับไปหาปลายทางอีกครั้งต่อหน้าเคอหนิง หลังพูดคุยกันสั้น ๆ สองสามประโยคเธอก็วางสาย “เอาล่ะ เขาบอกว่าอีกสองวันจะมาที่เมืองหลิน ถึงตอนนั้นค่อยคุยกันต่อหน้า” “มาเมืองหลินเหรอ” เคอหนิงประหลาดใจเล็กน้อย “เขาไม่ได้อยู่เมืองหลินหรอกเหรอ” จิ่งจือพยักหน้า “ก็ฉันบอกแล้วไงว่าครอบครัวเขาย้ายบ้านไปตั้งแต่ตอนเขายังเด็ก ตอนนี้เหมือนจะตั้งรกรากอยู่ที่เ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 97

    “นี่คุณ!” สีซือเฉิงคาดไม่ถึงเลยว่าเคอหนิงจะปฏิเสธหน้าตาย ปลายนิ้วที่สั่นเทาชี้ไปยังเศษแก้วบนพื้น “เศษแก้วก็ยังอยู่ตรงนี้ น้ำร้อนก็เจิ่งนองเต็มพื้น เคอหนิง คุณเป็นคนกล้าทำแต่ไม่กล้ารับตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” “ประธานซีพูดแบบนี้ก็แปลกไปหน่อยมั้งคะ?” น้ำเสียงเจือรอยยิ้มหยันดังขึ้นจากด้านหลัง จิ่งจือยืนพิงกรอบประตูพลางปรายตาเย็นชาจ้องมองซีซือเฉิง “เคอหนิงของพวกเราเพิ่งถูกหมอวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองกระทบกระเทือนระดับปานกลาง ตอนที่อยากดื่มน้ำก็เลยหน้ามืดมือสั่น เผลอทำกาน้ำร้อนตกแตก จะตื่นตูมอะไรนักหนาคะ?” หญิงสาวทั้งสองคนรับลูกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย รุมต้อนสีซือเฉิงจนขยับตัวไม่รอด แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา “พวกเธอคิดว่าหมอกับตำรวจโง่นักหรือไง? ถ้าเจียงซินแจ้งความขึ้นมา เคอหนิงคิดจะรับมือยังไง?” “คนที่อยากแจ้งความเกรงว่าจะไม่ได้มีแค่คุณเจียงคนเดียวนะคะ” เคอหนิงช้อนสายตาขึ้นเล็กน้อย “ฉันเองก็ได้รับบาดเจ็บ ถ้าว่ากันตามหลักเหตุผล ฉันก็ควรจะแจ้งความเหมือนกัน” สีซือเฉิงขมวดคิ้ว “ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าจะช่วยคุณตามหาตัวคนร้ายให้?” “แล้วยังไงคะ? พอหาเจอแล้ว คุณตั้งใจจะ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 96

    “ฉัน...” เจียงซินชะงักจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “ที่ฉันทำไปก็เพราะ...” “กรี๊ดดดด” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วห้องพักผู้ป่วย เคอหนิงไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อธิบาย เธอคว้ากาต้มน้ำเพื่อสุขภาพตรงหัวเตียงแล้วปาใส่ทันที น้ำร้อนจัดด้านในเป็นน้ำที่จิ่งจือเพิ่งรินให้ก่อนจะออกไปคุยโทรศัพท์เมื่อครู่ มันร้อนลวกเดือดพล่าน และสาดรดลงบนศีรษะของเจียงซินอย่างจัง กาแก้วหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย เจียงซินยกมือกุมพวงแก้ม ร่างคุดคู้ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นพร้อมกับแหกปากร้องลั่น เคอหนิงมองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บหนักแค่ไหน แต่จากรอยเลือดที่ไหลซึมตามง่ามนิ้ว เดาว่าใบหน้าน่าจะถูกเศษแก้วบาดเข้าแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่สีซือเฉิงหิ้วขนมหวานร้านโปรดของเคอหนิงกลับมาพอดี ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากห้องพักผู้ป่วยของเคอหนิง ชายหนุ่มแทบจะพุ่งถลาเข้าไป และภาพแรกที่เห็นเมื่อเปิดประตูคือเจียงซินในสภาพใบหน้าอาบเลือด ในขณะที่เคอหนิงยังคงนั่งตีหน้าตายอยู่บนเตียงผู้ป่วย “ซินซิน!” ถุงขนมร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังตุบ สีซือเฉิงรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อมากดซับบาดแผ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 95

    “รอให้คุณหายดีก่อน แล้วผมจะเซ็นใบหย่าให้” วินาทีที่สีซือเฉิงเอ่ยประโยคนี้ออกมา เขารู้สึกราวกับนักโทษประหารที่ถูกส่งตัวขึ้นแท่น รอรับคมมีดที่จ่ออยู่ตรงลำคอ ทั้งที่ไม่อยากตาย แต่กลับไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย “แต่ก่อนหน้านั้น ผมจะช่วยตามหาคนที่ทำร้ายคุณให้เจอ ถือซะว่า...” เขาหลุบตาลง น้ำเสียงเจือความสั่นเครือที่ยากจะสังเกตเห็น “ถือซะว่านี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำให้คุณก็แล้วกัน” สิ้นคำ เขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป โจวเหยียนที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก พอเห็นสีซือเฉิงเดินออกมาก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที “ท่านประธานครับ นายหญิงน้อยเธอ...” “ฟื้นแล้วล่ะ” สีซือเฉิงยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้ว เผยให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าที่หาดูได้ยาก “ไปสืบมาว่าใครเป็นคนทำร้ายเคอหนิง เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ไม่ได้” โจวเหยียนพยักหน้ารับคำอย่างเห็นด้วย หลังจากสั่งงานเสร็จ สีซือเฉิงก็ไม่ได้กลับเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยอีก เขามองผ่านกระจกหน้าประตูเข้าไป เห็นจิ่งจือกำลังนั่งปอกแอปเปิลให้เคอหนิงอยู่ข้างเตียง จู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนเวลาที่เคอหนิงป่วย เธอจะชอบกินขนมหวานร้านหนึ่งที่ย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status