แชร์

บทที่ 7

ผู้เขียน: เมียเมียลู่
ร่างของเคอหนิงลับสายตาคนทั้งคู่ไปแล้ว

สีซือเฉิงขมวดคิ้วมุ่น คล้ายมีบางอย่างอยากจะเอ่ยรั้ง ทว่ากลับถูกเจียงซินเข็นรถเข็นพาไปอีกทางเสียก่อน

ไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับรู้สึกว่าเคอหนิงดูแปลกไปจากเดิม

แต่ก็บอกไม่ถูกแน่ชัดว่าเปลี่ยนไปตรงไหน

ขณะนั่งอยู่บนรถ สีซือเฉิงหลับตาลง ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

เจียงซินพยายามเอ่ยปากชวนคุยอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจทำให้เขาลืมตาขึ้นมาได้

เธอขบริมฝีปากล่างแน่นจนรู้สึกเจ็บ หยาดน้ำตารื้นขึ้นมาคลอหน่วย

กระทั่งได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบา สีซือเฉิงจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น “เป็นอะไรไป”

“พี่รอง... พี่โกรธฉันหรือเปล่าคะ”

ดวงตาของเจียงซินแดงก่ำ ท่าทางดูน่าสงสารราวกับได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจมาอย่างหนัก “โกรธที่ฮ่วนฮ่วนเผลอทำร้ายเฉ่าเหมยจนทำให้พี่เคอหนิงต้องมาเสียใจ…”

สีซือเฉิงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถ “เปล่า”

“แล้วทำไมพี่ถึงให้ลูกหมากับพี่เคอหนิงอีกล่ะคะ ฮ่วนฮ่วนเขา”

“ก็แค่หมาตัวเดียวเท่านั้น”

เจียงซินอ้าปากเตรียมจะพูดต่อ แต่ก็ถูกสีซือเฉิงพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียง

เด็ดขาด

“ซินซิน เธอไม่เห็นต้องเก็บเรื่องแค่นี้มาคิดเล็กคิดน้อยเลย”

“พี่รอง…”

แววตาของเจียงซินฉายความไม่อยากจะเชื่อ

นี่เป็นครั้งแรกที่สีซือเฉิงเมินเฉยต่อความรู้สึกของเธอ

น้ำเสียงของชายหนุ่มเข้มขึ้นหลายส่วน “ถ้าฮ่วนฮ่วนกลัวมากนัก ฉันจะย้ายพวกเธอไปอยู่ที่บ้านอีกหลังก็ได้นะ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเจียงซินก็เปลี่ยนไปทันที “พี่รอง ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะคะ…”

“ไม่ใช่ก็ดีแล้ว”

สีซือเฉิงหลับตาลงอีกครั้ง หว่างคิ้วฉายแววเหนื่อยล้าออกมาจาง ๆ “หลายปีมานี้เคอหนิงก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้บ้านตระกูลสีโดยไม่เคยปริปากบ่น ต้องทนรองรับความอัดอั้นตันใจมาก็มาก แค่เธอจะเลี้ยงหมาไว้เป็นที่พึ่งทางใจสักตัวก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร วันหลังก็ให้ฮ่วนฮ่วนอยู่ห่าง ๆ มันหน่อยก็แล้วกัน”

เจียงซินจิกเล็บลงบนฝ่ามือตัวเองแน่นจนแทบห้อเลือด

แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังที่ปะทุเดือด

ทางด้านเคอหนิงที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้น เธอหาข้ออ้างให้แม่บ้านออกไปพ้นทาง จากนั้นจึงส่งข้อความหานักสืบเอกชนเป็นอันดับแรก

เพราะท่าทีของเจียงซินเมื่อครู่นี้ดูผิดปกติจนเกินไป

หลังจากนั้นเธอก็กลับไปเก็บข้าวของของตัวเองในห้องนอน

จัดการแพ็กของลงกล่อง แล้วนำไปซ่อนไว้ด้านในสุดของห้องแต่งตัว

ขั้นตอนสุดท้ายคือการหยิบเอกสารที่สีซือเฉิงเซ็นชื่อแล้วใส่ลงในกระเป๋า แต่ในขณะที่เธอกำลังลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมเตรียมจะก้าวออกจากบ้านนั้นเอง เสียงเห่าเล็ก ๆ ของสุนัขก็ดังแว่วมาจากห้องนั่งเล่น

เธอหันขวับกลับไปมอง

ลูกหมาตัวจิ๋วขนาดเท่าฝ่ามือที่อยู่ในตะกร้าสัตว์เลี้ยงกำลังจ้องมองเธอตาละห้อย

เคอหนิงเกิดใจอ่อนยวบ

เธอจึงเดินเข้าไปหิ้วตะกร้าใบนั้นติดมือมาด้วย

หนึ่งชั่วโมงต่อมา รถแท็กซี่ก็มาจอดเทียบท่าที่หน้าอพาร์ตเมนต์หรูแห่งหนึ่ง

เมื่อสองปีก่อน เธอใช้ชื่อของจิ่งจือซื้อห้องชุดนี้เอาไว้

ตอนนั้นเธอเพียงคิดว่าที่นี่อยู่ใกล้กับสำนักงานทนายความ หากวันไหนต้องเลิกงานดึกก็สามารถใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวได้

แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าสองปีให้หลัง สถานที่แห่งนี้จะกลายมาเป็นที่ซุกหัวนอนเพียงแห่งเดียวที่เหลืออยู่ของเธอ

ทันทีที่เธอสแกนลายนิ้วมือ เสียงโห่ร้องต้อนรับก็ดังทะลุโสตประสาทเข้ามา

“เซอร์ไพรส์!”

จิ่งจืออุ้มช่อดอกฟ็อกซ์เทลลิลลี่ช่อใหญ่กระโดดเหยง ๆ ออกมา ทว่าวินาทีที่สายตาปะทะเข้ากับตะกร้าสัตว์เลี้ยง นัยน์ตาของเธอก็เบิกกว้างเป็นประกาย

“เฉ่าเหมยเหรอ?!”

เธอยัดช่อดอกลิลลี่ใส่อ้อมแขนของเคอหนิง ก่อนจะเอ่ยแซวอย่างอารมณ์ดี “นี่เธอเอามันมาด้วยเหรอเนี่ย? ดูท่าทางคงจะใจแข็งเด็ดขาดแล้วจริง ๆ สิเนี่ย ไม่คิดจะกลับไปแล้วใช่ไหมล่ะ?”

“ไม่ใช่เฉ่าเหมยหรอก”

ในหัวของเคอหนิงปรากฏภาพเงาร่างเล็ก ๆ ที่อยู่เคียงข้างเธอมานานหลายปี เธอหลุบตาลงเพื่อซ่อนความเจ็บปวด ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทางเข้ามาด้านใน “มันชื่อเหลียนจื่อ”

“เหลียนจื่อ?”

จิ่งจืออุ้มเจ้าบิชองตัวน้อยขึ้นมาแนบอกพลางหยอกล้อ “ไปแอบขโมยมาจากไหนเนี่ย?”

“สีซือเฉิงเป็นคนให้มาน่ะ”

จิ่งจือถึงกับชะงัก “นี่เธอ... ยังตัดใจไม่ได้อีกเหรอ?”

ไม่อย่างนั้นทำไมถึงไม่หยิบอย่างอื่นติดมือมา แต่กลับเลือกอุ้มเจ้าตัวนี้มาแทนล่ะ?

“พี่คิดมากไปแล้ว ฉันก็แค่เป็นห่วง กลัวว่าถ้าทิ้งเหลียนจื่อไว้ที่นั่น มันจะลงเอยด้วยจุดจบแบบเดียวกับเฉ่าเหมยต่างหาก”

ก็ในเมื่อเจียงอวิ๋นฮ่วนเจ้าเด็กปีศาจนั่นยังป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้านนี่นา

แต่เคอหนิงก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ และไม่ได้บอกจิ่งจือด้วยว่าเฉ่าเหมยจากไปแล้ว

เธอเพียงแค่ล้วงเอาเอกสารที่สีซือเฉิงเซ็นชื่อกำกับไว้เรียบร้อยแล้วออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นส่งให้อีกฝ่าย “ดูนี่สิ”

“อะไรเนี่ย?”

จิ่งจือรับมาถือไว้อย่างงุนงง เธอพลิกกระดาษดูสองสามหน้า ก่อนที่ดวงตาจะเบิกโพลงขึ้น “นี่... นี่มัน…”

หญิงสาวตกตะลึงจนถึงกับพูดไม่ออก

ใครบ้างจะไม่รู้ว่าตระกูลสีคือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลิน หากได้ร่วมงานกับตระกูลสี สำนักงานทนายความเล็ก ๆ ของเธอคงมีกินมีใช้ไปตลอดชาติโดยไม่ต้องกังวลอะไรอีก...

ทว่า...

หลังจากความตื่นเต้นพ้นผ่านไป ความหนักใจก็เข้ามาแทนที่จนคิ้วขมวดเข้าหากัน “หนิงหนิง... ทำแบบนี้มันจะไม่ค่อยดีมั้ง?”

เคอหนิงเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมล่ะ?”

“ก็เธอกับสีซือเฉิงกำลังจะหย่ากันอยู่รอมร่อ ขืนตอนนี้ฉันไปรับเป็นตัวแทนทางกฎหมายให้เขา วันหน้าเจอกันเข้าจะไม่กระอักกระอ่วนแย่เหรอ?”

“เรื่องความรู้สึกก็ส่วนเรื่องความรู้สึก เรื่องงานก็ส่วนเรื่องงาน มันคนละเรื่องกัน”

เธอหัวเราะเบา ๆ “อีกอย่าง ในเอกสารก็ไม่ได้ระบุเจาะจงเสียหน่อยว่าต้องเป็นฉันที่รับผิดชอบเรื่องนี้”

“งั้นที่เธอหมายความว่า…”

จิ่งจือถึงบางอ้อ คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออก “เธอรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็พอแล้ว”

เธอตบหน้าอกตัวเองรับประกัน “วางใจเถอะ เรื่องหย่าของเธอกับสีซือเฉิงเนี่ย ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลย ฉันจะจัดการให้เรียบร้อยไร้ที่ติแน่นอน”

“มีสิ”

เคอหนิงไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เธอจัดการดึงหนังสือมอบอำนาจอีกฉบับออกมาทันที

เป็นเอกสารที่สีซือเฉิงจรดปลายปากกาเซ็นด้วยตัวเอง

เนื้อหาส่วนหน้าเป็นเพียงกลลวงตบตาเท่านั้น ทว่าตรงกลางกลับมีประโยคหนึ่งสอดไส้เอาไว้ว่า “ขั้นตอนการหย่าร้างทั้งหมด ขอมอบอำนาจให้ทนายจิ่งแห่งสำนักงานทนายความรุ่ยซ่งเป็นตัวแทนจัดการแต่เพียงผู้เดียว”

พอจิ่งจือได้เห็นข้อความนั้นก็แทบจะกระโดดตัวลอยด้วยความตื่นเต้น “หนิงหนิง! เธอทำได้ยังไงเนี่ย สับเปลี่ยนเอกสาร? หรือแอบลักไก่มา?”

เคอหนิงคลี่ยิ้มบาง ๆ โดยไม่ตอบอะไร

สำหรับเธอแล้ว การจะได้มันมาด้วยวิธีไหนนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

สิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อมีหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ จิ่งจือก็จะมีสิทธิ์จัดการกระบวน การหย่าร้างแทนสีซือเฉิงได้อย่างเต็มที่ โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องออกโรงมาจัดการเองด้วยซ้ำ

ก็แหงล่ะ... อีกฝ่ายเป็นถึงผู้พิการที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกนี่นา

จิ่งจืออดทึ่งในความเก่งกาจของเคอหนิงไม่ได้ พอเห็นท่าทีที่ดูมั่นอกมั่นใจของเขา เธอก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองลายเซ็นของสีซือเฉิงพลางบ่นอุบอิบ

“คนตระกูลสีนี่มันพวกตาถั่วชัด ๆ ได้เพชรเม็ดงามมาครอบครองแท้ ๆ แต่กลับเห็นเป็นแค่ก้อนกรวด แยกแยะไม่ออกว่าอะไรดีอะไรชั่ว แล้วก็ครอบครัวฝั่งบ้านเกิดของเธออีก...”

ยิ่งพูดถึงเรื่องนี้จิ่งจือก็ยิ่งโมโหเดือด “ทำมาเป็นอ้างว่าเป็นพ่อแม่บังเกิดเกล้า ดีแต่คอยกดหัวเธอไว้ไม่พอ ยังจะไปร่วมมือกับคนตระกูลสีมาคอยกลั่นแกล้งเธออีก ทำตัวราวกับว่าถ้าเธอได้ดิบได้ดีแล้วจะไปแย่งโชควาสนาของพวกเขามาอย่างนั้นแหละ ประสาทแดกกันทั้งบ้าน!”

เคอหนิงขยับยิ้มบางอย่างไร้สุ้มเสียง “เอาเถอะน่า เลิกโกรธแค้นแทนฉันได้แล้ว พวกเขาก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือไง”

นับตั้งแต่วันที่เธอถูกนำมาทิ้งไว้หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในวัยเด็ก เธอก็รู้ตัวดีว่าชีวิตนี้จะไม่มีคำว่าครอบครัวให้กลับไปอีกแล้ว

การที่พวกเขายอมรับเธอคืนสู่วงศ์ตระกูล ก็เป็นแค่การใช้เธอเป็นสะพานเชื่อมเพื่อเกาะต้นไม้ใหญ่อย่างตระกูลสีเท่านั้น

เคอหนิงจึงไม่เคยตั้งความหวังอะไรกับคนพวกนั้นเลย

หลังจากจัดการห้องนอนเสร็จเรียบร้อย เคอหนิงก็เดินทางกลับไปที่คฤหาสน์อีกครั้ง

เธอยังมีข้าวของอีกหลายอย่างที่ไม่ได้หยิบติดมือมา จึงต้องอาศัยการทยอยขนออกไปทีละนิด

เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น จนทำให้การหย่าร้างมีอุปสรรคเพิ่มขึ้น

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบริเวณลานบ้านและเห็นแสงไฟสว่างไสวจากด้านใน เธอก็รับรู้ได้ทันทีว่าพวกสีซือเฉิงน่าจะกลับมากันแล้ว

ภายในห้องนั่งเล่นว่างเปล่าไร้ผู้คน ซึ่งเคอหนิงก็ไม่มีอารมณ์จะไปใส่ใจว่าพวกเขาไปสิงสถิตอยู่มุมไหนของบ้าน เธอจัดการเปลี่ยนรองเท้าแล้วเตรียมตัวเดินขึ้นไปชั้นบน

ทว่าในจังหวะที่กำลังเดินผ่านห้องพักแขกนั้นเอง เธอกลับได้ยินเสียงออดอ้อนตัดพ้อดังแว่วออกมาจากด้านใน

“วันนี้ฮ่วนฮ่วนก็งอแงถามหาพ่อกับฉันอีกแล้วค่ะ...”

น้ำเสียงของเจียงซินเจือไปด้วยความหนักใจ “พี่รองคะ พี่เคยสัญญากับฉันแล้วนี่นา ว่าต่อให้จะต้องหย่าขาดกัน พี่ก็จะไม่ยอมให้ฮ่วนฮ่วนต้องกลายเป็นเด็กบ้านแตกเด็ดขาด...”

สองเท้าของเคอหนิงชะงักกึก

เธออยากจะก้าวเดินขึ้นบันไดไปให้พ้น ๆ ทว่าขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งจนก้าวไม่ออก

ความเงียบงันของสีซือเฉิงและเสียงสะอื้นไห้อย่างน่าสงสารของเจียงซินที่เล็ดลอดออกมาจากห้อง ราวกับค้อนที่ตอกย้ำลงกลางใจของเคอหนิงครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด ถึงได้ยินเสียงถอนหายใจหนักหน่วงดังแว่วมา “เลิกร้องไห้ได้แล้ว เดี๋ยวฉันจะไปคุยเรื่องนี้กับเธอเอง”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 100

    เขาลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งเหยาะ ๆ ตามไปติด ๆ “นายครับ นี่คุณจะไปไหนครับเนี่ย?” “เมืองหลิน”“หลิน”ทีแรกเขาพยักหน้ารับ ก่อนจะโพล่งออกมาด้วยความตกใจ “กลับเมืองหลินเหรอครับ? นี่คุณคงไม่ได้จะไปหาคุณเคอหรอกใช่ไหม?!” ลู่วั่งเฉินไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ “ไม่ได้นะครับ!” ฟางอี้รีบพุ่งเข้าไปขวางเร็วกว่าใคร “คุณก็รู้ดีว่าตอนนี้คุณชายรองกับคุณชายสามกำลังรอหาจุดอ่อนมาข่มขู่คุณอยู่ ถ้าขืนปล่อยให้พวกเขารู้เข้า…” เขาถอนหายใจด้วยความร้อนรนใจ “นายครับ วางใจเถอะ ทางคุณเคอผมคอยจับตาดูให้อยู่ตลอด รับรองว่าไม่ปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปเด็ดขาด” “อีกอย่าง ตอนนี้คุณเคอก็ปลอดภัยดีแล้ว ผมคอยติดตามข่าวเธออยู่ตลอด ถ้าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นมาจริง ๆ ผมจะรีบรายงานคุณเป็นคนแรกแน่นอนครับ!”“เลิกพูดพล่ามได้แล้ว” บรรยากาศรอบตัวลู่วั่งเฉินลดต่ำลงจนน่าอึดอัด แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบออกมาบางเบา “ฉันถามแค่ว่า... เคอหนิงได้รับบาดเจ็บได้ยังไง?” “คือเธอ…” ฟางอี้อ้ำอึ้ง คล้ายอยากจะพูดแต่ก็ชะงักไป “คือว่าเธอ…”ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก เป็นคนในทีมเลขานุการของลู่วั่งเฉินนั่นเอง ทว่าลู่วั่งเฉินไ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 99

    เมืองอวิ๋นจิง ซ่งซื่อกรุ๊ปหลังจากฟางอี้สแกนนิ้วเข้างาน เขาก็เดินไปเคาะประตูห้องทำงานประธาน รอจนได้ยินเสียงตอบรับว่า “เชิญครับ” จากด้านใน ถึงได้กล้าผลักประตูเข้าไป “นายครับ ข่าวสด ๆ ร้อน ๆ เพิ่งออกจากเตาเลย คุณเคอจะมาที่เมืองอวิ๋นจิงแล้วนะครับ!” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด มือที่กำลังเซ็นเอกสารของลู่วั่งเฉินชะงักไปเล็กน้อย เขาตวัดสายตาขึ้นมอง สบเข้ากับดวงตาเปื้อนยิ้มของฟางอี้ แล้วจู่ ๆ ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เคอหนิงมาเมืองอวิ๋นจิง แล้วนายจะดีใจหน้าบานไปทำไม?” “เอ๋?” ฟางอี้ชะงักไปเล็กน้อย “นี่คุณไม่ดีใจเหรอครับ?”ลู่วั่งเฉินถึงกับไปไม่เป็นเมื่อโดนย้อนถาม “พอเลย เลิกกวนประสาทฉันได้แล้ว” ชายหนุ่มกระแอมเบา ๆ กลบเกลื่อน พลิกหน้าเอกสารในมือ ทำทีเป็นกวาดสายตาอ่าน ทั้งที่ความจริงไม่ได้เข้าหัวเลยสักตัวอักษรเดียว ก่อนจะแกล้งถามด้วยท่าทีนิ่งขรึมว่า “รู้ไหมว่าเคอหนิงมาทำอะไรที่เมืองอวิ๋นจิง?” “น่าจะมาเรื่องงานนะครับ” ฟางอี้ยืดตัวตรง “คดีภรรยาฆ่าสามีที่กำลังเป็นข่าวดังในเมืองอวิ๋นจิงช่วงนี้น่ะครับ” “แม่ของเด็กผู้ชายคนหน

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 98

    หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เคอหนิงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ลองโทรหาเขาอีกสักรอบดีไหม อย่างน้อยก็ถามไถ่สถานการณ์ดู หรือไม่ก็ลองไปพบลูกความก่อนก็ได้” “ไม่ได้!”จิ่งจือปฏิเสธแทบจะในทันที “ร่างกายเธอยังไม่หายดีเลยนะ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง” “ไม่เป็นไรหรอก เขาอุตส่าห์ติดต่อมาทั้งที ลองทำความเข้าใจดูก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนี่” เคอหนิงส่งยิ้มเชิงปลอบโยนให้จิ่งจือ “ถ้ารับได้ก็รับ ถ้ารับไม่ได้ก็แค่ปฏิเสธไป” เมื่อได้ยินคำว่าครอบครัวเดิมมีปัญหาหัวใจของเคอหนิงก็พลันรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะหัวอกเดียวกัน หรือไม่ก็คงรู้สึกสงสาร เคอหนิงจึงไม่อยากปฏิเสธคดีนี้ไปดื้อ ๆ จิ่งจือมองเธออยู่นาน ในที่สุดก็ขัดใจไม่ได้ จึงยอมต่อสายกลับไปหาปลายทางอีกครั้งต่อหน้าเคอหนิง หลังพูดคุยกันสั้น ๆ สองสามประโยคเธอก็วางสาย “เอาล่ะ เขาบอกว่าอีกสองวันจะมาที่เมืองหลิน ถึงตอนนั้นค่อยคุยกันต่อหน้า” “มาเมืองหลินเหรอ” เคอหนิงประหลาดใจเล็กน้อย “เขาไม่ได้อยู่เมืองหลินหรอกเหรอ” จิ่งจือพยักหน้า “ก็ฉันบอกแล้วไงว่าครอบครัวเขาย้ายบ้านไปตั้งแต่ตอนเขายังเด็ก ตอนนี้เหมือนจะตั้งรกรากอยู่ที่เ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 97

    “นี่คุณ!” สีซือเฉิงคาดไม่ถึงเลยว่าเคอหนิงจะปฏิเสธหน้าตาย ปลายนิ้วที่สั่นเทาชี้ไปยังเศษแก้วบนพื้น “เศษแก้วก็ยังอยู่ตรงนี้ น้ำร้อนก็เจิ่งนองเต็มพื้น เคอหนิง คุณเป็นคนกล้าทำแต่ไม่กล้ารับตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” “ประธานซีพูดแบบนี้ก็แปลกไปหน่อยมั้งคะ?” น้ำเสียงเจือรอยยิ้มหยันดังขึ้นจากด้านหลัง จิ่งจือยืนพิงกรอบประตูพลางปรายตาเย็นชาจ้องมองซีซือเฉิง “เคอหนิงของพวกเราเพิ่งถูกหมอวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองกระทบกระเทือนระดับปานกลาง ตอนที่อยากดื่มน้ำก็เลยหน้ามืดมือสั่น เผลอทำกาน้ำร้อนตกแตก จะตื่นตูมอะไรนักหนาคะ?” หญิงสาวทั้งสองคนรับลูกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย รุมต้อนสีซือเฉิงจนขยับตัวไม่รอด แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา “พวกเธอคิดว่าหมอกับตำรวจโง่นักหรือไง? ถ้าเจียงซินแจ้งความขึ้นมา เคอหนิงคิดจะรับมือยังไง?” “คนที่อยากแจ้งความเกรงว่าจะไม่ได้มีแค่คุณเจียงคนเดียวนะคะ” เคอหนิงช้อนสายตาขึ้นเล็กน้อย “ฉันเองก็ได้รับบาดเจ็บ ถ้าว่ากันตามหลักเหตุผล ฉันก็ควรจะแจ้งความเหมือนกัน” สีซือเฉิงขมวดคิ้ว “ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าจะช่วยคุณตามหาตัวคนร้ายให้?” “แล้วยังไงคะ? พอหาเจอแล้ว คุณตั้งใจจะ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 96

    “ฉัน...” เจียงซินชะงักจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “ที่ฉันทำไปก็เพราะ...” “กรี๊ดดดด” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วห้องพักผู้ป่วย เคอหนิงไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อธิบาย เธอคว้ากาต้มน้ำเพื่อสุขภาพตรงหัวเตียงแล้วปาใส่ทันที น้ำร้อนจัดด้านในเป็นน้ำที่จิ่งจือเพิ่งรินให้ก่อนจะออกไปคุยโทรศัพท์เมื่อครู่ มันร้อนลวกเดือดพล่าน และสาดรดลงบนศีรษะของเจียงซินอย่างจัง กาแก้วหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย เจียงซินยกมือกุมพวงแก้ม ร่างคุดคู้ดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นพร้อมกับแหกปากร้องลั่น เคอหนิงมองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บหนักแค่ไหน แต่จากรอยเลือดที่ไหลซึมตามง่ามนิ้ว เดาว่าใบหน้าน่าจะถูกเศษแก้วบาดเข้าแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่สีซือเฉิงหิ้วขนมหวานร้านโปรดของเคอหนิงกลับมาพอดี ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากห้องพักผู้ป่วยของเคอหนิง ชายหนุ่มแทบจะพุ่งถลาเข้าไป และภาพแรกที่เห็นเมื่อเปิดประตูคือเจียงซินในสภาพใบหน้าอาบเลือด ในขณะที่เคอหนิงยังคงนั่งตีหน้าตายอยู่บนเตียงผู้ป่วย “ซินซิน!” ถุงขนมร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังตุบ สีซือเฉิงรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อมากดซับบาดแผ

  • หนีชายลวงมาพึ่งบอสคลั่งรัก   บทที่ 95

    “รอให้คุณหายดีก่อน แล้วผมจะเซ็นใบหย่าให้” วินาทีที่สีซือเฉิงเอ่ยประโยคนี้ออกมา เขารู้สึกราวกับนักโทษประหารที่ถูกส่งตัวขึ้นแท่น รอรับคมมีดที่จ่ออยู่ตรงลำคอ ทั้งที่ไม่อยากตาย แต่กลับไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย “แต่ก่อนหน้านั้น ผมจะช่วยตามหาคนที่ทำร้ายคุณให้เจอ ถือซะว่า...” เขาหลุบตาลง น้ำเสียงเจือความสั่นเครือที่ยากจะสังเกตเห็น “ถือซะว่านี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำให้คุณก็แล้วกัน” สิ้นคำ เขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป โจวเหยียนที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก พอเห็นสีซือเฉิงเดินออกมาก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที “ท่านประธานครับ นายหญิงน้อยเธอ...” “ฟื้นแล้วล่ะ” สีซือเฉิงยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้ว เผยให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าที่หาดูได้ยาก “ไปสืบมาว่าใครเป็นคนทำร้ายเคอหนิง เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ไม่ได้” โจวเหยียนพยักหน้ารับคำอย่างเห็นด้วย หลังจากสั่งงานเสร็จ สีซือเฉิงก็ไม่ได้กลับเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยอีก เขามองผ่านกระจกหน้าประตูเข้าไป เห็นจิ่งจือกำลังนั่งปอกแอปเปิลให้เคอหนิงอยู่ข้างเตียง จู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อก่อนเวลาที่เคอหนิงป่วย เธอจะชอบกินขนมหวานร้านหนึ่งที่ย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status